ตามที่เมื่อไม่กี่วันนี้มีข่าวว่า
ยูเอ็นเอชซีอาร์ร้องไทยสอบเหตุทิ้งผู้อพยพชาวโรฮิงญ่าส์กลางทะเล จี้เลิกนโยบายผลักดันผู้อพยพออกนอกทะเล
ทางกลุ่มกลุ่มทนายอะรากัน ก็มาแฉว่า ทหารไทยใช้ปืนจี้ผู้อพยพ จับมัดขาก่อนโยนทิ้งน้ำ ขู่ให้ขึ้นเรือก่อนลอยทิ้งกลางทะเล
ด้าน ผบ.ทร.ยันทหารไทย ไม่เคยทำทารุณ ย้ำไม่ตั้งกก.สอบสวน พร้อมโชว์รูปเลี้ยงอาหารผู้อพยพ

หลัง จากที่ทางการไทยออกมาโต้รายงานข่าวว่า ทหารไทยผลักดันผู้อพยพชาวบังกลาเทศและพม่าราว 300 คน ออกไปตายในทะเล
ซึ่งล่าสุด นางคิตตี้ แมคคินซีย์ โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ประจำภาคพื้นเอเชีย
ได้เรียกร้องรัฐบาลไทยให้ความกระจ่างในรายงานที่ออกมา โดยระบุว่า
ทางยูเอ็นเอชซีอาร์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยใช้ทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้ มั่นใจว่า
ทุกชีวิตบนเรือไม่ได้ถูกนำตัวไปเสี่ยงชีวิต และได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรมตามมาตรฐานมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
เรื่องข่าว..และคว่มจริงจะเป็นอย่างไร ก็ติดตามต่อไป..
แต่ที่แน่ๆคิดว่า..หลายๆคนคงจะยังไม่รู้จัก"ชาวโรฮิงญ่าส์" กันแน่..
เพราะผมก็เพิ่งจะรู้จักเหมือนกัน
มาอ่านและทำความรู้จักพร้อมกันเลยครับ..
-------------------------------------------------------------------

ประเทศพม่านับว่าเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เนื่องจากมีประชาชนที่เป็นคนเชื้อชาติพม่า กะเหรี่ยง มอญ คะชิ่น อารากัน ฯลฯ
แต่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการลืมหรือทำให้ ถูกลืม จากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
และ ไม่ได้รับการพูดถึงมากมายในเวทีวิชาการพม่าจนถึงในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย
คือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกว่า โรฮิงญ่าส์ (Rohingyas)

รายงานพิเศษนี้มีจุดมุ่งหมายในการสร้างความเข้าใจให้มากขึ้นในสังคมไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
สถานการณ์ทางสังคมและสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮิงยาส์ในประเทศไทย-พม่า
และหลายๆ ประเทศที่ชาวโรฮิงญ่าส์ลี้ภัยไปอยู่
มุมมองของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าเกี่ยวกับประชาชนชาวโรฮิงยาส์
และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสิทธิของประชาชนโรฮิงญ่าส์ที่ผู้เขียนคิดว่าควรจะได้รับ
เพื่อสร้างความเข้าใจที่เป็นธรรมให้กับประชาชนไทยถึงสถานการณ์อันยากลำบากของประชาชนโรฮิงญ่าส์
ไม่ใช่ความเข้าใจอย่างมี อคติ ตามที่หนังสือพิมพ์บางส่วนได้นำเสนอในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ประวัติศาสตร์และสถานการณ์ในพม่าชาวโรฮิงญ่าส์
ชาวโรฮิงยาส์เป็นประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม
อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐอารากัน (ยะไข่)
ในตอนเหนือของประเทศพม่าติดกับชายแดนประเทศบังกลาเทศ
ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมือง Maungdaw, Buthidaung, Rathedaung, Akyab และ Kyauktaw

ชาวโรฮิงญ่าส์มีภาษาเป็นของตัวเอง คือ ภาษาอินดิค (Indic language)
ที่มีความคล้ายกับภาษาเบงกาลีที่ใช้พูดในประเทศบังกลาเทศและอินเดีย
ประชากรของชาวโรฮิงยาส์มีประมาณ 7 แสนถึง 1.5 ล้านคนในรัฐอารากันที่มีประชากรมากถึง 3 ล้านคน

ประวัติศาสตร์ของชาวโรฮิงญ่าส์ยังมีความหลากหลายมากในปัจจุบัน
มีรายงานและงานวิจัยหลายส่วนที่ให้ข้อมูลไว้ว่าเป็นผู้คนที่อยู่ในตอนเหนือรัฐอารากันมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 7-12
และได้นับถือศาสนาอิสลามเนื่องจากพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐอารากันมีพ่อค้าชาวอาหรับเข้ามาค้าขายเป็นเวลายาวนาน

ประเทศพม่ามองว่าพวกโรฮิงญ่าส์ไม่มีความจงรักภักดี
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชาวโรฮิงญาบางคนต้องการสร้างรัฐอิสระขึ้นทางอะรากันตอนเหนือ
และผนวกเข้ากับปากีสถาน (Human Rights Watch 1996:10)

พม่าไม่ยอมรับว่าโรฮิงญ่าส์เป็นพลเมือง
และในปี พ.ศ. 2491 กองทหารพม่าออกปฏิบัติการกวาดล้างพวกนี้ หมู่บ้านหลายร้อยแห่ง
ถูกเผาและคนหลายพันคนถูกฆ่า ทำให้มีผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาลอพยพหนีไปยังบริเวณที่เป็นปากีสถานในขณะนั้น (Yunus 1995:3)
และนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เจ้าหน้าที่ทางการพม่าพยายามจะข่มขวัญและขับไล่พวกโรฮิงญ่าส์ในครั้งต่อ ๆ มาอีก
ทำให้ผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้าสู่ปากีสถานและต่อด้วยบังคลาเทศระลอกแล้วระลอกเล่า (Smith 1994a; 1994b; Ahmed 2004)

ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ทางการที่นั่นต้อนรับพวกโรฮิงญ่าส์ในฐานะเป็นโมฮาเจียร์ (ผู้ลี้ภัยอิสลาม)
และตามรายงานข่าวทางการได้วางแผนจะสร้างหมู่บ้านตัวอย่างที่เหมือนไร่นาสหกรณ์แบบรัสเซียให้กับคนพวกนี้ (Chottograme1949)
แผนการนี้ไม่ได้กลายเป็นรูปธรรมขึ้นมา และต่อมาอีกไม่นานโรฮิงญ่าส์ก็ได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นคนต่างด้าว

ในมุมมองของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ชาวโรฮิงญ่าส์เป็นประชาชนที่ ลี้ภัยอย่างผิดกฎหมาย
และอพยพมากจากประเทศบังกลาเทศในสมัยที่พม่าตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของจักรวรรดินิยมอังกฤษ
ดังนั้นด้วยทัศนคติเช่นนี้ของรัฐบาลเผด็จการพม่าทำให้ประชาชนชาวโรฮิงญ่าส์ไม่ได้รับการรวมเข้าไปในกลุ่มชนพื้นเมือง (Indigenous groups)
ในรัฐธรรมนูญพม่า ส่งผลให้ไม่ได้รับสัญชาติพม่า

การที่ชาวโรฮิงญ่าส์ไม่ได้รับสัญชาติทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ จากรัฐบาล
ทั้งยังถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องมากกว่าชนกลุ่มน้อยหรือประชาชนเชื้อชาติอื่นๆ
โดยเฉพาะจากความแตกต่างทางศาสนาและเชื้อชาติ
ได้รับการคุกคามและเลือกปฏิบัติในทุกระดับจากรัฐบาลเผด็จการทหาร
ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะนับถือศาสนา การเข้าถึงการศึกษา สิทธิในการรักษาโรค
จนถึงไม่สามารถแต่งงานได้ ถูกบังคับให้เป็นทำงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
และไม่สามารถเดินทางออกนอกเพื่อไปประกอบอาชีพนอกพื้นที่ได้
ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจนมาก

นอกจากนี้ชุมชนชาวโรฮิงญ่าส์ยังได้รับการปราบปรามอย่างต่อเนื่องโดยมีเหตุการณ์สำคัญในปี ค.ศ. 1962 1978 และ 1991
ทำให้มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญ่าส์หลบหนีภัยเข้าไปในบังกลาเทศ ปากีสถาน ซาอุดิอาราเบีย เป็นหลัก
โดยที่ประเทศรองลงมา คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรด มาเลเซีย และประเทศไทย

สถานการณ์ในประเทศมาเลเซียและบังกลาเทศ
แม้ว่าในช่วงต้นทศวรรษ 1990 รัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายที่ค่อนข้างประนีประนอมกับชาวโรฮิงยาส์
แต่ต่อมานโยบายค่อนข้างมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญ่าส์ในมาเลเซียมักจะได้รับการคุมขังเป็นระยะเวลาหลายเดือนในค่ายกักกัน
โดยไม่ได้อาหาร ยารักษาโรค หรือสภาพความเป็นอยู่ที่ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล
บางกรณีได้รับการข่มขู่หรือซ้อมก่อนถูกส่งกลับตัวมาประเทศไทย
ซึ่งมีหลาย ๆ ครั้งที่แม้แต่สำนักงานข้าหลวงผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ยังไม่สามารถเข้าไปให้การช่วยเหลือทางกฎหมายได้

ในส่วนของบังกลาเทศ สถานการณ์ของชาวโรฮิงญ่าส์ก็ไม่ได้เลวร้ายไปกว่ากันเท่าไร
ในปี 1978 ประชาชนชาวโรฮิงยาส์มากกว่า 2 แสนคนลี้ภัยไปประเทศบังกลาเทศ หลังจากยุทธการกษัตริย์มังกร (Dragon King)
โดยกองทัพทหารพม่าที่ทำขึ้น เพื่อ กำจัดบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศ ซึ่งรวมถึงประชาชนและชาวต่างชาติที่เข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย
กระบวนการนี้มีนโยบายโดยตรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์จนนำไปสู่การฆ่า ข่มขืน และทำลายมัสยิดต่างในพื้นที่
ในช่วงปี 1992-1993 ประชากรโรฮิงยาส์อีกกว่า 250,000 คนหลบหนีเข้าไปในบังกลาเทศอีกระลอก
ซึ่งได้มีรายงานเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับสถานการณ์การสังหารชาวโรฮิงญ่าส์อย่างเป็นระบบ (summary executions)
การทรมาน และการข่มขืนในประเทศพม่า รวมถึงกรณีการถูกบังคับเป็นแรงงานเยี่ยงทาสโดยไม่ได้รับการค่าตอบแทนใดๆ โดยทหารพม่า

ในระหว่างปี 1992-1994 รัฐบาลบังกลาเทศได้ส่งตัวประชาชนโรฮิงญ่าส์มากกว่า 5 หมื่นคนกลับพม่า
โดยการทำความเข้าใจระหว่างรัฐบาลบังกลาเทศกับรัฐบาลพม่า
และล่าสุดนี้บ้านพักของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญ่าส์กว่า 6,000 คนที่อาศัยอยู่ตามแม่น้ำนาฟ (Naff) ติดกับชายแดนพม่า
กำลังถูกรัฐบาลไล่ที่โดยอ้างว่าเป็นการสร้างที่อยู่อาศัยโดยผิดกฎหมาย
ซึ่ง UNHCR ได้ประนามการดำเนินการครั้งนี้ว่าเป็นการกระทำ ที่ไม่มีมนุษยธรรมเนื่องจากไม่มีการหาทางออกให้กับประชาชนเหล่านี้เลย
และมีการรายงานหลายครั้งว่ารัฐบาลบังกลาเทศได้พยายามไม่ให้ชาวโรฮิงญ่าส์ได้รับการช่วยเหลือจาก UNHCR

ชาวโรฮิงญ่าส์ในประเทศไทย
เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ชาวโรฮิงญ่าส์ในไทยกับสองประเทศที่กล่าวมาแล้ว ยังมีความแตกต่างและคล้ายกันอยู่ กล่าวคือ
จำนวนประชากรชาวโรฮิงญ่าส์ในไทยไม่ได้มีจำนวนมากเท่าในบังกลาเทศหรือในมาเลเซีย
มีจำนวนประมาณ 10,000 ถึง 15,000 คนเท่านั้น
โดยส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดระนองและมหาชัย แต่สถานการณ์ไม่ได้มีความเลวร้ายแตกต่างกันเลย
เนื่องจากการที่ประเทศพม่าไม่ได้ให้การรับรองว่าเป็นประชาชนของพม่า
อีกทั้งรัฐบาลไทยก็ยังไม่ได้มีการสำรวจประชาชนโรฮิงยาส์อย่างจริงจัง ทำให้หลาย ๆ ครั้งตกสำรวจ

อีกทั้งความเป็นไปได้ในการให้สถานภาพทางการเมืองกับชาวโรฮิงญ่าส์ยังเป็นไปได้ยากมาก
เนื่องจากชาวโรฮิงญ่าส์ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเชื้อชาติที่กระทรวงมหาดไทยจะให้สถานภาพทางการเมือง
เช่น แม้ว่าชาวพม่าทั่วไปจำนวนหนึ่งจะสามารถลงทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าวได้อย่างถูกกฎหมาย
แต่ชาวโรฮิงยาส์ไม่สามารถทำได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้มีความรู้ในส่วนนี้และไม่เข้าใจว่าประชาชนชาวโรฮิงญ่าส์เป็นคนพม่า
และหลายครั้งเข้าใจผิดว่าเป็นคนบังกลาเทศ ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวโรฮิงญ่าส์สามารถถูกกดขี่มากกว่าแรงงานพม่าเป็นพิเศษ

รวมถึงการไม่มีความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของประชาชนโรฮิงญ่าส์ของประชาชนทั่วไป เห็นได้จากการเข้าใจผิดๆ
ว่าประชาชนชาวโรฮิงยาส์พูดภาษามาลายูหรือเป็นกลุ่มนักรบรับจ้าง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุนแต่อย่างใด

ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า และก้าวต่อไปของชาวโรฮิงญ่าส์
จากการพูดคุยกับชาวโรฮิงญ่าส์ ทำให้ได้ความเข้าใจว่าชาวโรฮิงยาส์ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมกับชาวพม่าทั่วไป
และได้มีบทบาทในการต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ
แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องโรฮิงญ่าส์ยังเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวในการนำขึ้นมาพูดคุยในเวทีในขบวนการเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยในพม่า
และหลาย ๆ ครั้งประเด็นของโรฮิงยาส์ยังเป็นประเด็นที่แหลมคมในบางครั้ง เมื่อมีการพูดถีงชาวโรฮิงญ่าส์ในเวทีสัมมนาหลาย ๆ ครั้ง
เราจะได้ยินคำถามเชิงว่า ทำไมเรียกคนกลุ่มนี้ว่าโรฮิงยาส์ ทำไมไม่เรียกว่าชาวอารากัน
(ซึ่งคล้ายกับการไม่เข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ มาลายูมุสลิม ของภาคประชาชนไทยบางส่วน)
หรือ มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมของสิทธิในการได้รับสัญชาติพม่าของประชาชนโรฮิงญ่าส์ในบางครั้ง

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเป็น สากลนิยม (internationalist) ในขบวนการประชาธิปไตยในพม่ายังเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันกันอย่างต่อเนื่อง
เพราะในหมู่นักกิจกรรมและนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเรื่องพม่าในไทย
ยังได้มีการผลักดันและเรียกร้องว่าประชาชนพม่าที่เข้ามาในประเทศไทยเป็นระยะเวลายาวนานระดับหนึ่งควรจะได้รับสัญชาติไทย
แต่ใยเมื่อกลับไปพูดถึงสิทธิของชาวโรฮิงญ่าส์แล้ว ยังมีการตั้งคำถามของสิทธิการได้สัญชาติพม่าของชาวโรฮิงยาส์ด้วยเหล่า
ถ้าเราเข้าใจตรงกันว่าสิทธิของมนุษย์ทุกคนควรจะได้รับการคุ้มครองเหมือนกัน โดยไม่มีการเลือกปฎิบัติใด ๆ ทั้งสิ้น

ในส่วนของภาคประชาชนไทย การรับรู้เรื่องเกี่ยวกับชาวโรฮิงญ่าส์ยังอยู่ในระดับที่น้อยมาก
แต่อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ควรจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ได้รับการศึกษาเพิ่มเติ่ม
เพราะภาคประชาชนไทยที่ทำงานกับองค์กรประชาธิปไตยพม่าจะมีบทบาทสำคัญ
ในการผลักดันเรื่องสิทธิของชาวโรฮิงญ่าส์เข้าไปในการถกเถียงกับองค์กรพม่าด้วย
ซึ่งผู้เขียนมีความหวังว่ารายงานนี้จะมีส่วนสำคัญในการจุดประกายในการถกเถียงเพิ่มเติ่มไม่มากก็น้อย

โรฮิงญ่าส์มหันตภัยแห่งมนุษย์ไร้อนาคต
เคยเห็นบุคคลลักษณะคล้ายแขกผิวดำปานกลาง ร่างกายสันทัด แต่งตัวขะมุกขะมอม หลับนอนริมสถานที่สาธารณะ
หรือเดินท่อมอยู่ตามเมือง รับจ้างในสิ่งที่คนไทยทั่วไปไม่ทำกัน
เราอาจจะเข้าใจว่า พวกเขา คือ แรงงานต่างด้าว หรือพวกหลบหนีเข้าเมืองธรรมดา ไม่คิดไกลไปว่า พวกนี้กำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศชาติ
ไม่ใช่แค่ภาระสังคม แต่เป็นความเป็นความตายที่เกี่ยวโยงกับการก่อเหตุร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

พบว่า ฝ่ายความมั่นคงที่นั่นกำลังให้ความวิตกต่อการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญ่าส์
ซึ่งเป็นพม่าประเภทหนึ่งโดยเรียกขาน (ไม่ได้สัญชาติพม่าเสียด้วยซ้ำ) แต่เป็นมุสลิมโดยศาสนา และเป็นอะไรก็ได้ตามแล้วแต่จะมีใครใช้ให้เป็น
ประการหลังนี้น่าเป็นห่วงมาก

กล่าวได้ว่าชาวโรฮิงญา คือพม่าหน้าแขก ที่มีเชื้อสายบังกลาเทศ มีถิ่นฐานอยู่ไกลถึงแคว้นยะไข่ที่ติดกับบังกลาเทศ
ปกติดินแดนแถบนี้ก็แปลกแยกจากพม่าอยู่แล้ว ชาวมุสลิม 5 แสนคนที่นั่นยิ่งแปลกแยกจากชาวยะไข่ทั่วไปที่นับถือพุทธอีกด้วย
โดยพวกเขามีชาติพันธุ์และหน้าตาเดียวกับแขกเบงกอลเพราะถูกอังกฤษลากให้เข้ามาอาศัยอยู่ในพม่า
นับตั้งแต่ที่อังกฤษผนวกพม่าเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดินิยมอินเดียเมื่อร้อยกว่าปีก่อน
และกลายเป็นลูกไล่ของแคว้นเบงกอลในห้วงเวลานั้น

นโยบายแบ่งแยกและปกครองของฝรั่งเจ้าอาณานิคมสร้างความแตกแยกให้แก่ชนท้องถิ่นภายใต้อาณัติของตนมานานแล้ว
และตกทอดมาถึงทุกวันนี้ ก็เพราะแขกมุสลิมจากเบงกอลฟากตะวันออกนั้น เข้ามาแย่งพื้นที่และทรัพยากรของพม่ายะไข่ คนท้องถิ่นก็เกลียดชัง
รัฐบาลพม่าทุกวันนี้ก็กดขี่ชนิดทำกันอย่างไม่ใช่คน

แต่ไหนแต่ไรผู้นำพม่านั้นเป็นพวกเกลียดชังชนเชื้อสายอื่นและศาสนาอื่น
ความคิดแบบโบราณนี้มีส่วนทำให้ความสงบในดินแดนที่เต็มไปด้วยคนหลากชาติพันธุ์นั้นไม่เกิดขึ้น
คนไร้รากแบบโรฮิงญานั้นเป็นที่ถูกเกลียดอย่างที่สุด จึงต้องโดนกดขี่ขนาดหนัก
ไม่มีสัญชาติ ไม่มีการศึกษา ไม่มีงาน ไม่มีอนามัย ไม่มีทรัพย์สิน โดนกระทืบทำร้ายและถูกเกณฑ์แรงงานเป็นประจำ
บีบกันชนิดถ้าไม่อยากตายก็ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ
จึงมีโรฮิงญาเหลือในพม่าราวล้านคน แต่อพยพไปอยู่ในประเทศมุสลิมเอเชียอื่นราว 3 ล้าน

โรฮิงญาหลบหนีเข้าไทยมานานแล้ว โดยปะปนกับแรงงานต่างด้าวอื่นๆ ชนิดดูหน้าก็นึกว่า ชาวปากีสถาน หรือบังกลาเทศ
เดิมทีก็ไม่น่าอันตรายด้านความมั่นคงของสังคมมากไปกว่าแรงงานต่างด้าวกลุ่มอื่นที่ท่วมประเทศอยู่ในเวลานี้
เดินกันเต็มเมือง ชอนไชลึกซึ้งเข้าไปอยู่ถึงบ้านช่องห้องหอผู้ดีมีสกุล

แต่การที่ปรากฏกระบวนการชักนำชาวโรฮิงญาให้เข้าสู่ไทยอย่างเป็นระบบเมื่อไม่นานมานี้
และเกิดขบวนการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้พวกเขาอยู่ในไทยอย่างถาวร
จับได้ถึงความเกี่ยวข้องกับมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่ที่กำลังลุกเป็นไฟอยู่นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา

การจับกุมและผลักดันกลับชาวโรฮิงญาแค่พันเศษในปีนี้เทียบไม่ได้เลยกับโรฮิงญาอีกราว 2 หมื่นที่อยู่ในประเทศไทย
ซึ่งยอมทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของตัว โดยส่วนหนึ่งมีการติดต่อกับกลุ่มมุสลิมเคร่งจารีต ชักพาลงไปทำอะไรลึกลับบริเวญรอยต่อชายแดนไทย-มาเลเซีย

ชาวโรฮิงญากลุ่มคนพันธุ์พิเศษที่ยากต่อการจำแนก กำลังสร้างความปวดหัวให้กับทางการและหน่วยงานความมั่นคงของไทย
ไม่รู้จะผลักดันกลับยังไงดี พม่าประเทศต้นทางก็ไม่ไยดีด้วย และเมื่อมีขบวนการสิทธิมนุษยชนกับขบวนการมุสลิมเคร่งจารีตมาเกี่ยวพันด้วย ความเครียดยิ่งทวีคูณ

ชาวโรฮิงญามักพเนจรโดยเรือประมงมาลงยังระนอง การพยายามตรวจค้นผลักดันออกทางทะเลนั้นเป็นเรื่องยาก
ทันที่ที่พวกนี้ขึ้นบก โอกาสที่พวกเขาจะได้ในสิ่งที่ปรารถนาก็มีมากพอๆ กับโอกาสที่เจ้าหน้าที่จะต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา
เพราะถ้าพวกนี้ไม่หร็อยต่อไปเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายก็ลงไปทางสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เพื่อที่จะไปหางานทำในมาเลเซีย หรือกลายไปเป็นโจรรับจ้างแบบที่หน่วยงานความมั่นคงวิตกกัน
พวกนี้ก็จะโดนทางกลุ่มสิทธิมนุษยชนเข้ามาดูแลเกือบจะในทันทีและบีบให้รัฐต้องจัดหาพื้นที่ให้ก่อนส่งกลับอีกด้วย

แน่นอนว่าด้วยหลักสิทธิมนุษยชน ไทยไม่สามารถถีบส่งพวกนี้ให้ร่อนเร่แบบโบ๊ทพีเพิลยุคเวียดนามแตก
เราต้องทำอย่างที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติกับเอ็นจีโอเข้ามายุ่งเกี่ยว
พวกนี้สนใจด้านมนุษยธรรมอย่างเดียวจริงๆ โดยไม่สนใจว่าประเทศเจ้าของพื้นที่จะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง
ปัจจุบันชาวโรฮิงญาที่มีสัญชาติในประเทศตะวันตกกลุ่มหนึ่งมีการจัดตั้งสมาคมโรฮิงญาแห่งประเทศไทยแล้วด้วย

ปัญหาเริ่มหนักขึ้นเมื่อทางการไทยนำโรฮิงญาขึ้นเหนือไปผลักดันออกทางแม่สอด จ.ตาก
พวกนี้ไปแล้วต้องกลับเข้ามาใหม่ เพราะถ้าไม่โดนกะเหรี่ยงพุทธที่เป็นเจ้าถิ่นฝั่งเมียวดีเอาไปใช้เป็นแรงงานทาสรบกับกะเหรี่ยงคริสต์
ก็ต้องนอนกลางดินกินแต่ทรายอดตายเป็นแน่ เลยย้อนกลับมาหางานทำในแม่สอด ทั้งยังกระจายออกไปในจังหวัดอื่นๆ
แม้ล่าสุดฝ่ายไทยว่าจะไม่ผลักออกทางแม่สอด แต่จะไปส่งออกทางด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ แทน ก็มีหวังไปสร้างภาระให้ที่นั่นเป็นแน่แท้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับชาวแม่สอดคือ จ.ตาก มีชุมชนชาวมุสลิมที่ใหญ่โตและเข้มแข็งมาก
เป็นชุมชนเก่าแก่นับร้อยปีที่พัฒนามาจากชนเชื้อสายบังกลาเทศ ซึ่งมีความใกล้เคียงทางสายเลือดกับชาวโรฮิงญาอย่างที่สุด
ในหน้าฝนที่ผ่านมา ชุมชนนี้รับชาวโรฮิงญาที่กำลังจะหนาวตายให้อาศัยชั่วคราวในมัสยิด
รอการผลักดันกลับออกไป มีหน่วยงานอิสระของทางโรฮิงญาสากล กับดาวะห์เผยแผ่ศาสนาจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เข้ามาปรากฏกายให้ความช่วยเหลือเลี้ยงดูและสอนแนวทางศาสนาอิสลามแบบเคร่งจารีตให้ชาวโรฮิงญา ที่ไม่รู้ชะตากรรมในอนาคตของตัว

นอกเหนือจากปัญหาสังคมที่ชาวไทยในพื้นที่ชายแดนต้องประสบจากคนต่างด้าวเหล่านี้แล้ว
จากข้อมูลข่าวสารที่ว่ากลุ่มก่อการร้ายอาจพยายามชักจูงมุสลิมนอกพื้นที่ให้ไปก่อเหตุในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ทำให้โรฮิงญาถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นเป็นพิเศษเสียยิ่งกว่าชาวเขาที่ถูกล้างสมองทางเหนือหรือมุสลิมจามเสียอีก
เพราะพวกไร้รากเหล่านี้ยอมทำทุกทางเพื่ออยู่รอด การเผยแพร่ลัทธิเพี้ยนและการจ่ายค่าแรงราคาถูกอาจกล่อมให้พวกนี้ลงไปรบเพื่อพระเจ้า
และหาข้าวกินตามแต่คำสั่งของขบวนการลึกลับที่ทำกันเป็นกระบวนการ
เท่าที่ทราบมีชาวโรฮิงญาที่เกี่ยวข้องไปแล้วกับการก่อการร้ายในย่างกุ้ง การฝึกอาวุธในอัฟกานิสถาน การค้ามนุษย์และปลอมแปลงเอกสาร

ทางออกของเรื่องนี้นอกจากจะหาทางสกัดกั้นและผลักดันออกในปลายทางที่ชัดเจนแล้วก็ไม่ควรให้มีการสร้างเพิงพักชั่วคราว
เพราะจะเป็นปัจจัยดึงดูดให้อพยพเข้ามาอีก และควรทำอย่างไรก็ได้ให้พวกต่างประเทศ เอ็นจีโอ หรือกลุ่มศาสนาเข้าถึงโรฮิงญาให้ยากหน่อย

ที่มา
ขอขอบคุณ อดิศร เกิดมงคล อดีตเจ้าหน้าที่คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่าในการให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทความนี้
Living in Limbo: Burmese Rohingyas in Malaysia รายงานประจำปี ค.ศ. 2000 เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศมาเลเซีย ขององค์กร Human Rights Watch; //www.hrw.org/reports/2000/malaysia/
ชาวโรฮิงยาส์ไม่ได้พูดภาษามาลายูหรือภาษายาวีตามที่นักข่าวไทยบางสำนักซึ่งทำข่าวเรื่องโรฮิงยาส์อ้าง แต่พูดภาษาชิตตาโกเนี่ยน (Chittagonian) ซึ่งเป็นภาษาคล้ายกับภาษาในพื้นที่ Chittagong ในประเทศบังกลาเทศ
ดู Myanmar - The Rohingya Minority: Fundamental Rights Denied รายงานของสำนักงานใหญ่ องค์กรนิรโทษกรรมสากล ประจำกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร //web.amnesty.org/library/Index/ENGASA160052004
ดูรายละเอียดสั้น ๆ เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาที่เกี่ยวกับชาวโรฮิงยาส์ได้ที่ //en.wikipedia.org/wiki/Rohingya
ดูรายงาน The Rohingya Minority: Fundamental Rights Denied
ดู Bangladesh to boot Burmese refugees from Camp ใน Democratic Voice of Burma (วันที่ 8 มีนาคม 2550)
เป็นข้อเสนอที่ได้รับมาจากอนุสัญญาว่าด้วยการส่งเสริมการลดบุคคลไร้สัญชาติของสหประชาชาติ (Convention on the Reduction of Stateless) โดยที่มีการเรียกร้องว่ารัฐจะต้องให้สัญชาติกับบุคคลที่เกิดในพื้นที่ของรัฐโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ หรือ มีข้อเรียกร้องขอสัญชาติหลังจากอยู่ในรัฐ ๆ นั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ดูข้อมูลจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ - //www.ohchr.org/english/law/statelessness.htm
สื่อในเครือNation และ คมชัดลึก
สื่อในเครือ มติชน
วิกิพีเดีย
ผมกลับไปที่ประเทศพม่าไม่ได้ ถ้ากลับไปผมต้องโดนฆ่าแน่ แต่ตอนนี้
อยู่ที่นี้ผมก็ไม่มีเอกสารที่แสดงสถานะถูกต้องทางกฎหมาย
- ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญ่าส์ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
- Comment
ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ
โดย: สวีทตี้
ที่นำมาให้ได้อ่านและเปิดโลกให้ได้เห็น
อีกมุมของโลกใบนี้
ฝันดีนะค่ะ
ไปทำงานหล่ะค่ะ
โดย: โอน่าจอมซ่าส์
ใครถามเขามักจะบอกว่ามาจากอินเดีย
แต่่มีวสันหนึ่ง
ชายคนนั้นเพิ่มมา
เลยเผลอพูดไปว่าเขาคือโรฮินญา
โดย: (@-@) (ตาพรานบุญ
โดย: 1 IP: 202.12.73.18 19 กุมภาพันธ์ 2552 19:51:40 น.
//rapidshare.com/files/265195929/sapae-ing.jpg
หนังสือ pdf กะเทาะเปลือกไฟใต้ ใครบงการ โดย สอาด จันทร์ดี
//rapidshare.com/files/265199974/sa-aad.pdf
ความป่าเถื่อนของโจรอิสลามทำกับทหาร
//rapidshare.com/files/265197843/Thai_Rabels.zip
รักชาติ รักแผ่นดิน รักพุทธศาสนา
ก็ช่วยกันเผยแพร่ต่อ
โดย: 489789789 IP: 125.27.186.158 9 สิงหาคม 2552 2:59:08 น.
โดย: มุสลีมะห์ค่ะ IP: 202.12.73.205 22 มิถุนายน 2555 11:51:26 น.
โดย: มร.เฮงค์ IP: 113.53.188.157 18 กรกฎาคม 2555 15:07:50 น.
หวังว่าบทความของผมจะเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนท่าน
โดย: ชาญชัย IP: 171.6.197.63 20 กุมภาพันธ์ 2556 0:00:35 น.