bloggang.com mainmenu search



ตั้งใจว่า...
จะมาไหว้พระที่วังหน้าทุกปี ปีนี้ ไม่มีเวลาเลย จนเกือบจะครบกำหนดเวลาที่เค้าเปิดให้สักการะ ...  มาช้า แต่ก็มา   Smiley


ที่เคยมา เคยอัพบล็อกไปแล้ว


ครั้งที่ ๑ ๙ พระพุทธรูป ณ วังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน

ครั้งที่ ๒ ไหว้พระพุทธรูปวังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๕๕๖

ครั้งที่ ๓ นบพระนวรัฐ พระปฏิมา ๙ แผ่นดิน

ครั้งที่  ๔ สักการะพระพุทธรูป ณ วังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน


ครั้งนี้ ครั้งที่ ๕ ปีที่ ๕


สักการะพระพุทธรูป ณ วังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน

'ศุภวารกราบกรานพุทธบูชา วัสสวานร  ๒๕๕๙'


รับเทศกาลปีใหม่ ปีวอก พ.ศ. ๒๕๕๙ สักการะพระพุทธรูปมงคลโบราณ

ระหว่างวันที่  ๒๕  ธันวาคม  ๒๕๕๘ - ๒๔  มกราคม ๒๕๕๙

ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร







นั่งรถเมล์มาคนเดียว แถวนี้คุ้นเคยดีค่ะ ยังไงก็ไม่หลง





ลงรถเมล์ ฝั่งศาลหลักเมือง แล้วเดินตัดสนามหลวงมา





ข้ามฝั่งมาแถวธรรมศาสตร์





๑๑.๕๗ น. วันพฤหัสบดีที่  ๒๒  มกราคม  พ.ศ. ๒๕๕๙





ปีนี้ชวนไปไหว้พระไม่ทัน  เล่าด้วยภาพแทนละกันค่ะ





พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ และปรับปรุงการจัดนิทรรศการภายในใหม่  เดี๋ยวตอนหน้าพาชมค่ะ ...





ศาลาลงสรงรัชกาลที่ ๖

เป็นศาลาทรงจตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๖ เดิมตั้งอยู่ที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม









ทำบุญตามกำลังศรัทธา





พระที่นั่งพุทไธสวรรย์









ราวบันได ไม่ค่อยเข้ากัน แต่ก็ดีค่ะ อำนวยความสะดวก ผู้สูงอายุเนาะ









เรียงลำดับจากซ้ายมือสุด





๑  พระพุทธรูปปางโปรดมหิสสรเทพบุตร


ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ (ราว ๒๐๐ ปีมาแล้ว)

มหิสสรเทวะ หรือ มหิสสรเทพบุตร (เทพผู้เป็นใหญ่ หมายถึง พระมเหศวรหรือพระอิศวร)

นั่งคุกเข่าพนมมือบนฐานซึ่งหล่อเป็นรูปเขาพระสุเมรุ (ที่ประทับของพระอิศวร)

บนเศียรของมหิสสรเทพบุตร มีพระพุทธรูปปางถวายเนตรขนาดเล็กประดิษฐานอยู่

เรื่องราวของมหิสสรเทพบุตรปรากฏในวรรณกรรมพระพุทธศาสนาสมัยกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์  ความว่า

มหิสสรเทพบุตรมีทิฐิมานะไม่พอใจเหล่าเทวดาที่ไปเคารพพระพุทธเจ้า จึงท้าประลองโดยการจำแลงและซ่อนกายไว้

แต่พระพุทธองค์ก็ทรงทราบด้วยญาณทันทีว่าซ่อนกายอยู่ที่ใด ถึงคราพระพุทธองค์ซ่อนกาย มหิสสรเทวะหาไม่พบ จึงยอมจำนน

ปรากฏว่า พระพุทธองค์ซ่อนกายอยู่ใกล้พระนลาฏของมหิสสรเทวะ จากนั้นพระองค์ทรงตรัสเทศนาโปรดมหิสสรเทวะจนบรรลุธรรมะ

และตั้งปณิธานขอเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล
























๒  พระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัย


พระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่องอย่างพระมหาจักรพรรดิ

ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๑  (ราว ๕๐๐ ปีมาแล้ว) 

พระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างพระมหาจักรพรรดิสร้างขึ้นตามความใน "ชมพูปติสูตร" ซึ่งเป็นเรื่องราวพุทธประวัติ

ตอนที่ พระพุทธเจ้าทรงปราบพระยาชมพูปติ โดยทรงบันดาลพระเวฬุวันวิหารประดุจเมืองสวรรค์

และเนรมิตพระองค์ทรงเครื่องพระจักรพรรดิราช แสดงบุญญานุภาพเหนือพระมหากษัตริย์ทั้งปวง

เพื่อคลายทิฐิมานะแห่งพระยาชมพูกษัตริย์ผู้ทรงอานุภาพ

และทรงแสดงพระธรรมจนกระทั่งพระยาชมพูสิ้นมานะ ขอบวชเป็นพระสาวกในพระศาสนา






















๓  พระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์


พระพุทธรูปองค์ประทับบนแท่นศิลา มีช้างถวาายกระบอกน้ำ และลิงถวายรวงผึ้ง

แสดงถึงอุเบกขาบารมีของพระพุทธองค์ เรื่องราวมีกล่าวถึงในพุทธประวัติตอนหนึ่งว่า หลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๑๐ พรรษา

ทรงพำนักกับภิกษุที่โฆสิตาราม กรุงโกสัมพี แต่เหล่าสงฆ์เกิดความแตกแยกกัน แม้จะทรงห้ามปรามหลายครั้ง ก็ยังไม่สามารถลดความบาดหมางได้

จึงทรงวางอุเบกขาออกไปหาความสงบ ณ ป่ารักขิตวัน

ที่นั้นช้างปาลิไลยกะ เป็นผู้อุปัฏฐากคอยดูแลปัดกวาดที่ประทับด้วยกิ่งไม้หาน้ำและผลไม้ป่าต่าง ๆ  มาถวายทุกวัน

ต่อมาพญาวานรผ่านมาเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์จึงนำรวงผึ้งไปถวายพระพุทธองค์เช่นกัน

ภายหลังทั้งช้างปาลิไลยกะและพญาวานรสิ้นชีวิตลงได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ด้วยผลบุญที่ได้กระทำไว้























๔  พระพุทธรูปปางลองหนาว


พระพุทธรูปสำริดประทับนั่งทรงจีวรคลุมพระวรกายทดลองหนาว

ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓ (ราว ๓๐๐ - ๔๐๐ ปีมาแล้ว) 

ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ ได้ระบุถึงเหตุการณ์ทรงทดลองห่มจีวรคลุมพระวรกายตลอดราตรีในฤดูหนาว

เพื่อจะได้ทรงทราบประมาณและประทานพระบรมพุทธานุญาตจีวรบริขารสำหรับภิกษุสงฆ์แต่พอดี

ทรงจีวร ๔ ผืนพอทนหนาวได้จนรุ่งสาง พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไตรจีวรแก่ภิกษุสงฆ์ ได้แก่

ผ้าสังฆาฏิ (ผ้าคลุมกันหนาว)  ๒  ชั้น  ผ้าอุตราสงค์  (จีวร)  ชั้นเดียว  และ ผ้าอันตรวาสก (ผ้าสบง) ชั้นเดียว























๕  พระพุทธรูปปางฉันสมอ


พระฉันสมอ ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔  (ราว ๒๐๐ ปีมาแล้ว) 

แต่เดิมคงเคยมีผลสมอวางอยู่ในพระหัตถ์ซ้ายซึ่งวางหงายบนพระเพลา

พระพุทธรูปองค์นี้ครองจีวรแบบพุทธศิลป์จีน คล้ายคลึงกับพระฉันสมอ พระพุทธรูปสำคัญที่รัชกาลที่ ๓  พระราชทาน

เจ้าพระยาพลเทพ (ฉิม)  บิดาของเจ้าจอมน้อย  (สุหรานากง)  เพื่อไปประดิษฐาน ณ วัดอัปสรสวรรค์

ตามพุทธประวัติภายหลังจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้แล้ว ในวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือนอาสฬหะ (เดือน ๘) 

ทรงมีพุทธกิจรับข้าวสัตตุผง สัตตุก้อน พระกระยาหารจากสองพ่อค้า ตปุสสะ และ ภัลลิกะ

พระอินทร์จึงน้อมถวายผลสมอเป็นพระโอสถก่อนเสวยพระกระยาหาร จากเหตุการณ์นี้เอง

พระพุทธรูปปางฉันสมอ จึงมีนัยสื่อถึงการรักษาโรคพยาธิ เหตุด้วยผลสมอเป็นเภสัชที่ทรงมีพุทธานุญาตแก่ภิกษุสาวกที่อาพาธ



























๖  พระชัยเมืองนครราชสีมา


พระพุทธรูปแสดงปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓  (ราว ๓๐๐ - ๔๐๐ ปีมาแล้ว) 

ลักษณะพระพักตร์ทำตามพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ ๒ หรือศิลปะอยุธยาตอนต้น

พระวรกายโดยรอบมีจารึกอักษรขอม ภาษาบาลี อาทิ คาถากาสลัก หัวใจพระรัตนตรัย และคาถาพระเจ้า ๕ พระองค์ เป็นต้น

"พระชัย" หรือ "พระไชย"  เป็นพระพุทธรูปสำคัญมาแต่โบราณ ปรากฏในพระราชพงศาวดารตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นต้นมา

เพื่ออัญเชิญไปในกองทัพยามออกศึกสงครามเพื่อชัยชนะ ใช้เชิญไปในกระบวนเสด็จฯ เพื่อประทับแรมนอกพระนคร

และอัญเชิญตั้งในการพระราชพิธีต่าง ๆ เรียกว่า พระชัยพิธี สำหรับขจัดอุปสรรคต่าง ๆ และอำนวยพรให้พิธีกรรมสำเร็จผล



















๗  พระพุทธรูปปางขอฝน


ศิลปะรัตนโกสินทร์  พุทธศตวรรษที่ ๒๕

พระพุทธปฏิมาปางขอฝน สำหรับใช้ในพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ (พรุณศาสตร์)  และงานพระราชพิธีพืชมงคล

พระราชพิธีสำคัญของบ้านเมือง อันเอื้ออำนวยความอุดมสมบูรณ์แก่พระราชอาณาจักร และอาณาประชาราษฎร์

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการสร้างพระพุทธรูปขอฝนหลายองค์เพื่อใช้ประกอบในพระราชพิธี พระพุทธรูปขอฝนในอิริยาบถยืนองค์นี้

แสดงถึงกระแสความนิยมทางศิลปกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากแบบอุดมคติ เป็นแบบสัจนิยม มีความเสมือนจริงตามธรรมชาติ อาทิ

เกล้าพระเกศารวบขึ้นเป็นพระเมาลี และไม่มีพระรัศมี ทรงครองผ้าอาบน้ำฝนบางแนบพระองค์ และแสดงริ้วผ้าตามธรรมชาติ

นับเป็นพระพุทธรูปที่มีความสำคัญด้านศิลปกรรม และขนบประเพณี อายุราว ๑๐๐ ปีมาแล้ว























๘  พระพุทธรูปถือตาลปัตร


พระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทองทรงเครื่องอย่างกษัตริย์

พระหัตถ์ซ้ายทรงกำด้ามตาลปัตรโลหะขนาดเล็กที่พระเพลา พระหัตถ์ขวาทรงงอนิ้วพระหัตถ์จับขอบพัดด้านบนระดับพระอุระ

ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ (ราว ๔๐๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว) 

พระพุทธรูปทรงตาลปัตรในศิลปะอยุธยาหลายองค์มีการประดับรูปจักรหรือธรรมจักรที่ฐาน

ซึ่งตามปกติแล้ว พระพุทธรูปทรงตาลปัตร ย่อมหมายถึง พระพุทธรูปในอิริยาบถทรงแสดงพระธรรมเทศนา

แต่การที่พระพุทธรูปบางองค์ประดับธรรมจักรที่ฐาน อาจเป็นไปได้ว่า ผู้สร้างต้องการย้ำว่า

ขณะแสดงพระธรรมเทศนานั้น เป็นประหนึ่งพระบรมศาสดาทรงหมุนวงล้อแห่งธรรมเพื่อเผยแผ่พระศาสนาออกไปในสากลโลก























๙  พระพุทธสิหิงค์


พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์แสดงปางสมาธิ พระรัศมีคล้ายเปลวเพลิง 

สร้างขึ้นตามตำนานที่ปรากฏในนิทานพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งแต่งเป็นภาษาบาลีโดยพระโพธิรังสี พระภิกษุชาวเชียงใหม่ ราว พ.ศ. ๑๙๔๕ - ๑๙๘๕ 

แม้ตำนานจะกล่าวว่า พระพุทธรูปมีความเก่าแก่และได้รับความเคารพนับถือสืบเนื่องมายาวนาน ตั้งแต่ พ.ศ. ๗๐๐

แต่รูปแบบศิลปะที่ปรากฏน่าจะเป็น ปั้น-หล่อ ขึ้นในช่วง ๕๐๐ - ๖๐๐ ปีที่ผ่านมา ในรูปแบบศิลปะสุโขทัย - ล้านนา

การมีพระพุทธสิหิงค์ไว้เคารพบูชา ก็หมายถึง พระพุทธศาสนาได้เป็นที่เคารพบูชาในดินแดนแถบนั้นด้วย ดังความของพระโพธิรังสี กล่าวไว้ว่า

"พระพุทธสิหิงค์เมื่อประทับอยู่ ณ ที่ใด ย่อมทรงทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรือง ดั่งดวงประทีปชัชวาล เหมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่"


































๑๒.๔๐ น. ออกมาแล้วค่ะ





ถ่ายภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์มาด้วย  ไว้จะอัพบล็อกให้ชมค่ะ





ดอกคอร์เดีย ข้างพระที่นั่งพุทไธสวรรย์





ตำหนักแดง  / ซ้ายมือของภาพ ข้างป้อมฯ ทางไปห้องน้ำ สะอาดดีค่ะ
















Create Date :25 มกราคม 2559 Last Update :25 มกราคม 2559 5:44:28 น. Counter : 3529 Pageviews. Comments :29