bloggang.com mainmenu search

“30 กำลังแจ๋ว” เข้า 3 พ.ย.


ค่าย M ๓๙ หนังไทยสู้ศึกน้ำท่วม









การสร้างหนังในยุคนี้เหมือนง่ายๆแต่ก็ยากไม่น้อย โดยเฉพาะหวังที่จะให้หนังประสบความสำเร็จด้านรายได้ หลายๆค่ายต้องพยายามสร้างยุทธวิธีเพื่อความสำเร็จ อาทิค่ายหนังค่ายนี้ บริษัท M ๓๙ หลังจากทิ้งช่วงไปพอสมควรหลังส่งหนังเรื่อง “เลิฟจุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก” เข้าฉายเมื่อ 3 มีนาคม 54 ค่ายหนัง   M๓๙ (เอ็ม เทอร์ตี้ ไนน์) ก็ยังไม่มีหนังเข้าฉาย แต่เร็วๆนี้หนังเรื่องล่าสุดของ M๓๙ ที่มีชื่อว่า”30 กำลังแจ๋ว” ที่มี “คิง–สมจริง ศรีสุภาพ” กำกับจะเข้าฉายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 54 แล้วยังตามติดด้วยหนังเรื่องใหม่ๆทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง



“เอมี่–จันทิมา เลียวศิริกุล”  หนึ่งในผู้บริหารของค่าย M๓๙ ในฐานะโปรดิเซอร์ ได้เปิดเผยว่า






“เรามองว่าเราจะทำหนังให้เป็นแคมเปญ ไล่ไปตั้งแต่เรื่อง “30 กำลังแจ๋ว” , “กทม.สวีทตี้”(แบ่งเป็นเรื่อง ส.ค.ส.สวีทตี้ กับเรื่อง วาเลนไทน์สวีทตี้) แล้วก็เรื่อง “I Miss You” ของ “อ๊อฟ- มณฑล อารยางกูร”    ช่วงนี้เป็นช่วงขั้นบันไดที่ดีที่ส่งต่อกัน เราก็เลยขยับคิวฉายทั้งหมดให้มาเป็นแพ็คเกจรวม ไล่ลำดับของฟีลให้เหมาะสมกับพื้นที่ฉาย อย่าง “30 กำลังแจ๋ว” เดิมทีเราวางไว้ปิดเทอม 20 ตค. แต่ด้วยนู้นนี่นั่น เราก็ขยับ ให้เป็น 3 พย. ต้อนรับวันเปิดเทอมปลาย ต่อด้วยวันปีใหม่ ต่อด้วยวันวาเลนไทน์เดย์ ต่อด้วยต้อนรับปิดเทอมใหญ่ คือมองเป็นแคมเปญของงานโปรโมท ทำให้หนังของ M๓๙ แบลงค์อยู่ช่วงหนึ่ง คือเราเห็นกลไกของ การจัดจำหน่ายของหนัง พอ ณ ช่วงหนึ่ง เราเห็นว่าถ้าเราวางฉายแบบ ดูช่วงว่างสะเปะสะปะ มันเหนื่อย  เราก็เลยมองภาพรวมของการโปรโมทให้เป็นแคมเปญซะ เราก็เลยลำดับการฉายแบบนี้ ก็ทำให้เหมือนเราหายไปช่วงหนึ่ง”



ผลดีของการรวมหนัง 3-4 เรื่องให้ออกมาเป็นแคมเปญแบบนี้ 



“ถ้าภาพรวมของแคมเปญประสบความสำเร็จเราคิดว่ามันน่าทำให้ตัวบริษัทเกิดภาพความทรงจำกับคนดู จำว่าอันนี้ หนัง M๓๙ ได้มากขึ้นเพราะเราก็ทำมา 3 ปีพอดีเมื่อหนังอ็อฟออกฉาย(8 มีค. ฉาย I Miss You)มันก็จะเห็นภาพ M๓๙ ชัดเจนขึ้น ที่เราเคยพูดว่าหนังของ M๓๙ เป็นหนังที่วางคาแร็กเตอร์ไว้หลากหลาย วาไรตี้ ตามคาแร็กเตอร์ผู้กำกับ คนดูจะได้รู้ว่าหนัง M๓๙ ออกไปเนี่ย ถ้าอยากรู้คาแร็กเตอร์หนังออกมาประมาณไหนก็ดูนิสัยผู้กำกับเลย ตามคอนเซ็ปที่พูดไว้ตั้งแต่ตอนเปิดบริษัท”



ล่าสุดได้งบจากทาง ICC ( บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)ผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าอย่างวาโก้,บีเอสซี,แอร์โร่) 60 ล้านบาท  มาเสริมในการลงทุนสร้างหนัง 4 เรื่อง 



“เป็นการร่วมทุนของบริษัทไม่ได้กำหนดเป็นเรื่องๆไป คือ ณ ปีนี้เราทำหนัง 4 เรื่องก็ลงทุนมา ก้อนรวมอยู่ที่ 60 ล้าน ก็มาอยู่ที่เราบริหารว่าตัวเลข 60 ล้าน อยู่กับจ๊อบไหน คือ M๓๙ เราได้ทุนมาจาก M Pictures(บริษัทในเครือ บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป) ใช่ไหมค่ะ แต่ว่าคุณ วิชา(วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป) ก็ให้อิสระเราในการหาทุนที่จะมาลงทุนร่วม เพื่อให้งานโปรดักชั่น มีโปรดักชั่นที่สมบูรณ์ขึ้น ไม่ใช่ทำหนังเล็กๆ โปรดักชั่นเล็กๆ ซะจนควอลิตี้หนังมันหายไป คือด้วยที่เรารู้สึกจากที่เราเห็น หนังมันเล็กมาก จนเนื้อหาของงานโปรดักชั่นมันไม่มี จนเราคิดว่าเราต้องขยับตัวเรื่องเงินทุน ก็ต้องหาทุนเพิ่ม เราก็ได้ทุนของไอ.ซี.ซี. มาลงทุนในแคมเปญนี้คือหนัง 4 เรื่องนี้”



ทำให้การลงทุนสร้างหนังมีคุณภาพมากขึ้น พ้นข้อจำกัดในเรื่องงบ



“ตอนนี้ในมุมมองเรา มองว่าไม่ว่าการจัดจำหน่าย การโฆษณา ถ้าจะให้งานโฆษณามันดูฟอร์มขึ้น ควรจะมองงานโฆษณาและจัดจำหน่ายเป็นแคมเปญ มันก็เลยซิงค์กัน     การที่มีนายทุนลงทุนเพียงคนเดียวก็จะทำให้เขาระแวงต่อธุรกิจหนัง เราก็คิดว่าควรหาทุนมาเพิ่มเพื่อ ผู้ลงทุนมั่นใจต่อตัวหนัง สบายใจกับการลงทุน พอเราได้ทุนเพิ่มมา จากเดิมเราลงทุนประมาณ 20 ล้านก็กว้างขึ้นเป็น 25-30 ล้าน อย่างของยอร์ชเรื่องนี้กทม.สวีทตี้ก็ร่วม 50 ล้าน คือ สคส.สวีทตี้และวาเลนไทน์สวีทตี้ อยู่ในคอนเซ็ปต์ของ กทม.สวีทตี้คือ กทม.สวีทตี้แบ่งเป็น 2 เรื่องเพราะบทมันเชื่อมกันหมด สตอรี่กับตัวละครเนี่ย มันอยู่ในเรื่อง กทม.สวีทตี้ แต่ก็ต้องตามดูกันว่าดาราคนไหนอยู่ สคส.สวีทตี้ ใครอยู่วาเลนไทน์สวีทตี้ แต่ทั้งหมดมันจะจบที่วาเลนไทน์สวีทตี้” 



พูดถึงหนังเรื่องแรกกับการประเดิมแคมเปญเป็นเรื่องแรก “30 กำลังแจ๋ว” งานกำกับของ “คิง-สมจริง ศรีสุภาพ” ที่รู้จักกันดีกับหนังดังในอดีตอย่าง “รักแรกอุ้ม” ,“พริกขี้หนูกับหมูแฮม” “ กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้”และ “ซาไกยูไนเต็ด” ที่ตอนหลังมากำกับและเป็นผู้จัดละครโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ อาทิ ปฐพีเล่ห์รัก,ปลาไหลป้ายแดง,ลิขิตเสน่ห์หา การกลับมาของคิงใน “30 กำลังแจ๋ว” เรื่องนี้ได้นางเอกคนดังจากช่อง 7 สี “อั้ม–พัชราภา ไชยเชื้อ” (รับท จ๋า) มาเป็นตัวเอกของเรื่อง กับพระเอกใหม่ เคน-ภูภูมิ พงษ์ภาณุ(รับบท ปอ / ปรสิต) และนักร้องดัง ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล(รับบท นภ) 






ทำไม M ๓๙ ถึงอยากทำหนังรักของสาววัย 30 



“จุดเริ่มต้นไอเดียของ 30 กำลังแจ๋วคือ เราชอบคอนเซ็ปต์ รักต่างวัย เราก็มองว่ารักต่างวัยตรงไหนเหมาะสมที่จะทำให้เกิดโรแมนติก ไม่ได้รู้สึกเป็นทางดราม่า  ความเหมาะสมของวัยที่จะเกิดความรัก เราก็เลยบาลานซ์ของผู้หญิงอายุ 30 กับชายหนุ่มอายุ 24 ซึ่งมันมีแก๊ปอยู่ตรงนี้ ผู้หญิงพอเดินทางมาอายุ 30 แล้ว มักจะมองหารักที่ จริงจัง พร้อมที่จะสร้างครอบครัว ส่วนผู้ชายวัย 23-24 เนี่ย เริ่มรู้จักคำว่ารักที่จริงจัง แต่จะเดินทางไปสู่จริงจังถึงครอบครัวไหมเนี่ย วัยยังไม่ถึง มันแล้วแต่ บุคคล เราก็มองว่าตรงนี้มันโรแมนติคดี จุดเริ่มต้นของไอเดียอยู่ตรงนี้ แล้วเราได้คุยกับพี่คิง เราคิดว่าพี่คิงน่าจะตอบโจทย์นี้ได้ดี การได้คุยกับพี่คิงเรารู้สึกว่า งานของพี่คิงมันเหมาะกับ ไอเดียอันนี้ กับสตอรี่อันนี้ แล้วยิ่งพัฒนาบทเรารู้เลยว่าพี่คิง เก็ต พี่คิงเข้าใจ โอเคงั้นเราก็เจอผู้กำกับทางนี้อีกหนึ่งคนแล้ว จริงๆคุยกันกับพี่คิงเรื่องอื่นก่อน เคยรู้จักกันมาก่อน แต่พอมีไอเดียอันนี้ก็โทร.หาเลย พี่คิงลองมาฟังดูไหม ชอบไหม เขาก็ชอบ เขาก็พัฒนา ยิ่งพัฒนาเราก็ยิ่งเจออีกลูปหนึ่งแล้ว คือจุดมุ่งหมายของ M ๓๙ คือ อยากพัฒนาลูปหนังให้มีหลากหลายคาแร็กเตอร์”



แนวทางของหนัง “30 กำลังแจ๋ว” คือหนังแบบไหน



“ศัพท์ของเราเราเรียก โรแมนติกวีดวิ้ว  ไม่ได้ไปทางดราม่า เพราะเราเข้าใจดีว่าคนช่วงนี้ คงไม่อยากรับอะไร ที่มันหดหู่ เรามองว่าทางโรแมนติกมันมองทางสว่างได้  มันมองทางบันเทิงในใจได้ แต่ทางโรแมนติกเราก็ไม่ลืมคำว่าซาบซึ้ง แต่เราจะบาลานซ์ให้ซาบซึ้งอยู่ตรงไหน  ไม่ให้ไห้ไปดราม่าจัด วี้ดวิ้วของเราก็คืออารมณ์ดี มีเสียงหัวเราะกุ๊กกิ๊ก มีรอยยิ้ม  มีความบันเทิงในใจ แล้วเสพความโรแมนติกของหนังไปด้วย ตอนที่คุยกับพี่คิงครั้งแรก เอนึกถึง... ยังประทับใจแล้วสนุกกับเรื่อง “พริกขี้หนูกับหมูแฮม” อยู่เลย เราคิดว่าน่าจะใช่ทาง แต่ชั่วโมงนี้ อาจจะโตกว่า พริกขี้หนูกับหมูแฮม นิดนึง  ก็น่าจะพอดีกับพี่คิงหลังจากดูละครของพี่คิงแล้ว แล้วพี่คิงก็คิดถึงหนังด้วย มันเหมาะเจาะ”



เป็นเพราะหนังหลายๆเรื่องในยุคนี้พูดถึงสาว วัย 30 ปี อย่าง รถไฟฟ้าฯที่ประสบความสำเร็จหรือล่าสุุดกับ "30+โสดออนเซลล์"



 “ไอเดียนี้เราชอบมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วแล้วนะ ซึ่งตอนนั้นอุณหภูมิความรักแบบนี้มันคงยังไม่ถึงเวลา พอเราเริ่มรู้สึกว่ามันถึงเวลา ก็พัฒนาเลย ไอเดียเริ่มต้นคือรักต่างวัย  เรามอง ข้างหลังภาพ ในปี 2011 ซิ แต่ก็ไม่ใช่โครงสร้างนั้น(ข้างหลังภาพ)หรือทิศทางนั้น เป็นข้างหลังภาพนมุมมองของสังคมยุคนี้ ในการรีเสิร์ชของเราหรือในมุมมองของเราเพราะ 2 ปีที่ผ่านมาเรารีเสิร์ชจากในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์ค กับทรอปิคนี้  เราไม่ได้มองรถไฟฟ้าฯ เลย จุดเริ่มต้นของไอเดียมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่เรามองว่าความรักแบบนี้ยังไม่ถึงไทม์มิ่ง  ถ้าเราทำเร็วไป มันอาจจะเป็นหนังเฉพาะกลุ่ม เราก็รอเวลาจนถึงวันนี้  เพราะว่าคนที่ออกตัวแรงกว่าคือเด็ก เขาหาแฟนก็เอาคนที่เข้าใจเขาดีกว่า วัยเดียวกันน่ารำคาญ มันมีทรอปิคนี้มา เราก็รู้สึกว่าน่าจะถึงเวลานะ  หลายๆอย่างมันเป็นเรื่องปกติแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงใช้ว่าหนังเรื่องนี้มัน โรแมยติก ไม่ได้ไปทางดราม่าเพราะว่า มันไม่ใช่คอนฟลิกต์เรื่องของสังคม ไม่ใช่คอนฟลิกต์เรื่องใดๆแล้ว เป็นคอนฟลิกต์ความในใจมากกว่าที่ตามธรรมชาติของวัย 30 ที่มองหารักที่จะสร้างครอบครัว 23-24 เข้าใจรักจริงๆ ไม่ใช่เฟิร์สเลิฟหรือ ไม่ใช่กุ๊กกิ๊ก เราเลยเล่นแก็ปนี้กับคอนฟลิกต์ความในใจของคนมากกว่า”






เรื่องนี้ อี้ม-พัชราภา เป็นดาราดังคนเดียวและเป็นตัวเอกของเรื่อง ต้องแบกหนังคนเดียวทั้งเรื่อง



“เริ่มต้นที่พัฒนาบทพี่คิงนำเสนอว่าผู้หญิงที่อยู่ในหัว ในความคิดตลอดก็คืออั้ม เพราะว่าผู้หญิงในเรื่องค่อนข้างที่จะเก่ง แล้วก็ไม่ได้มีปัญหากับการสนใจสังคม  ผู้หญิงเก่งของยุคนี้คือผู้หญิงที่รู้จักตัวเอง รู้จักใจตัวเอง แต่เมื่อถึงเวลาคัดสินใจแล้ว จะเลือกใช้สมองหรือเลือกใช้หัวใจ อันนั้นคือความรู้สึกของตัวละครที่ เรารู้สึกว่าผู้หญิงยุคนี้ก็เป็นอย่างนี้ ความเข้มแข็งของผู้หญิงยุคนี้เป็นอย่างนั้น รู้ใจตัวเองตลอดเวลา เป็นตัวเลือกแรกเลย ก็คุยกันเล่นๆว่าถ้าอั้มไม่เล่นทำยังไงละพี่ พี่คิงเขาบอกมั่นใจ พี่เขารู้จักน้องแล้วถ้าน้องได้อ่านบทแล้ว น้องเขาจะสนใจ ก็เป็นอย่างที่พี่คิงพูดจริงๆ เรามองตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องนี้จะเป็นอั้มโชว์การแสดง ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องแบก เรามองว่าอั้มมีความสามารถอยู่สูงมาก เรื่องนี้ก็อยากเห็นอั้มใช้ให้สุด สุดที่เขาเป็นเลย ก็มองว่า เออ...น่าจะใช่ ถ้ามองในมุมแบกเราก็มั่นใจในตัวอื่นๆเหมือนกัน เรามองว่าน่าจะแคสติ้งถูกคนมากกว่า ในเรื่องเป็นชีวิตรวมของผู้หญิงหนึ่งคน ที่เราเรียกว่าผู้หญิงเข้มแข็ง ผู้หญิงที่ รู้จักหัวใจตัวเอง เรื่องนี้มีบรรยากาศรวมของ สังคมของตัวละคร ที่จะขับเคลื่อนให้ตัวละคร คิดเป็นช่วงๆ  ตัวละครทุกตัวที่แวดล้อมมีบทบาทในการขับเคลื่อน ตัวละครของอั้มเนี่ย ให้คิดไปตามสตอรี่ จนสุดท้ายแล้วเธอจะตัดสินใจว่า?...ก็อยากให้ลองไปดูกัน”



ก่อนที่ “30 กำลังแจ๋ว” จะเข้าฉาย ก็มีหนังที่พูดถึงสาววัย 30 อย่าง “30+โสด on sale” เข้าฉายไปก่อน



“คงเลี่ยงไม่ได้เพราะ ณ ชั่วโมงหนึ่งในจุดเริ่มต้นเนี่ย หลังจากที่ข่าวของเราออกไปแล้ว ห่างไปไม่นานก็มีข่าวอีกเรื่องมา ก็โอเคมันอาจจะใกล้คำว่า 30 แต่ คอนเซ็ปต์ไม่เหมือน ของเราคือผู้หญิง 30 ที่เพอร์เฟ็กต์ทุกอย่างแล้ว ตอนนี้ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตคู่แบบไหน  เราก็มองว่ามันคงต่างกัน เพราะ 30 คนเราก็คิดตรงกันได้ เราก็คิดว่าไม่ใช่หนังคู่แข่ง มันไม่ใช่การแย่งตลาดซึ่งกันและกัน  แต่ ณ วันหนึ่งที่วางฉายตรงกัน เราก็มองว่าเราขยับก็ได้ เพราะเรารู้สึกว่ามันคนละคอนเซ็ปต์ เพียงแต่เราให้ชัดเจนในการโปรโมทตามคาแล็กเตอร์หนังที่ตนต่างมีไอเดีย”



ถึงตอนนี้คิดวาหนัง 2 เรื่องนี้มีความแตกต่างกั



“เราคิดว่าชัดเจนนะ เพราะว่าหนังเราที่มูดหรือทุกอย่างที่ออกไปเราให้ความรู้สึกว่า โรแมนติก เราไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเป็นคอมเมดี้โรแมนติก ชัดเจนในไอเดียว่ารักต่างวัยของสาวอายุ 30 เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ใช้คำว่า 30 นำ เราใช้คำว่า รักต่างวัยของสาวอายุ 30 คำว่า 30 กำลังแจ๋ว หมายความว่า ผู้หญิงอายุ 30 เนี่ย กำลังแจ๋ว กำลังแจ๋วของเรา เราตีความจาก ผู้หญิงยุคนี้ อายุ 30 การงานก็มั่นคง สวยก็สวย เพราะมีการแพทย์เข้ามาช่วยมากมายมหาศาลและมีวิธีคิด ซึ่งเรามองมูดผู้หญิง 30 ของเราเพิ่งจะเริ่มต้นความเป็นสาวเต็มวัย ผู้หญิงยุคนี้เพิ่งจะเริ่มต้นมองครอบครัว มองความรักจริงๆเลย ตอนอายุ 30 ซึ่งจะต่างผู้หญิงในยุคก่อน ที่ 30 แล้ว สุดท้ายแล้ว เพราะ ซีนไอเดียของเราคือรักต่างวัยอยากให้ลองมาดูว่า ความรักของผู้หญิงวัยนี้เพิ่งเริ่มต้นมีความสุขนะ มันสดใสนะ ในมุมมองของเรานะ อย่างน้อยๆคนหนึ่งคน ถูกคนที่เราชื่นชอบมองว่าเราเป็นคนพิเศษ เราก็คงรู้สึกว่ามีความสุขที่จะได้เป็นคนพิเศษ อย่างให้คนดูได้อินกับมัน ” 



ทว่าการเริ่มต้นแคมเปญด้วย “30 กำลังแจ๋ว”ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 3 พย.54  ก็ต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ แต่ก็ยังยึดโปรแกรมเดิมต่อไป



“เราประมวลหมดแล้ว ถึงตัวเลขรายได้จะหายไปกี่เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขต่อเรื่องหายไปกี่เปอร์เซ็นต์ คือตัวเลขต่อเรื่องหายไปประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเลื่อนไปเราก็ต้องชนกับเรื่องอื่นวีคละ 5-6 เรื่องที่ร่นไปกองกันอันนั้นอันหนึ่ง ส่วนอันที่ 2 เรารู้สึกว่าเราเดินทางมาไกลแล้วไม่รู้จะเลื่อนไปจบที่ตรงไหน  แต่ตอนนี้เรายังพอเห็นภาพได้บ้าง ก็เลยปักหลักอยู่ตรงนี้แหล่ะ ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ รอบกาล่าฯเราก็ได้รับการตอบรับจากนักข่าวเยอะ เพราะถ้านักข่าวพร้อมทำงานก็ทำให้เรามีกระบอกเสียงบอกไปว่าเรายังเข้าฉายอยู่นะ แล้วตัวเลขรายได้หนังก็ยังโอเคอยู่นะ อาจจะเพราะคนเริ่มชินกับข่าวน้ำท่วมไม่เหมือนช่วงแรกๆ ที่มีข่าวน้ำท่วม หากเราเลื่อนไปสัก 2 วีคเราก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไงถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบเดิม ที่เราเดินมาทั้งหมด ตัวเลขการตลาดเราก็ลงไปแล้วด้วย จะเละ แต่ถ้าจะไป เพื่อให้สบายใจมันต้องไปให้สุด ความร้อนทุกอย่างมันก็เละอีก ประเมินแล้วเท่ากัน เราก็เลยมั่นใจว่า ลุยตรงนี้แหละ สุดท้าย ถ้ามันไม่เป็นอย่างที่คิด”



เป็นเพราะเรามีโปรแกรมหนังเราเองที่วางไว้ต่อไปด้วย



“ถ้าเราเลื่อนมุมหนึ่งก็คือเราเตะตัดแข้งตัวเองหรือเปล่า เรามีหนังที่วางกำหนดอยู่ สอง ถ้าเลื่อน เลื่อนกี่วัน คำตอบคือเลื่อนไป 2 วีค? ไม่มีใครตอบได้ว่าจะไปถึงไหน  แต่ ณ ชั่วโมงนี้เราอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวกับการสู้กับน้ำกับการต้องไปสู้กับ 5-6 เรื่องเนี่ย มันไม่ต่างกันมาก ก็เลยบาลานซ์ สุดท้ายก็เป็นเรื่องเมื่อมันเข้าไปแล้ว โรงหนังถึงขั้นปิดตัวลง ก็คงไม่ต่างกัน เพราะเดินมาไกลมากแล้ว”



ทำให้การฉายครั้งนี้ในกรุงเทพฯจำนวนโรงก็น้อยลง



“เท่าที่คุยกันโรงหนังไม่ได้หายไปเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ หรือ 50 เปอร์เซ็นต์ หายไปประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่ในต่างจังหวัด กลับเพิ่มจำนวนก็อปปี้ คือที่หายไปจริงๆคือชานเมือง แต่ในเซ็นเตอร์ ออฟฟิศไม่ได้ปิดทั้งหมด เหมือนชานเมืองโดนไล่เข้ามา พนักงาน M๓๙ 15 คน หาอพาร์ทเม้นต์อยู่ไม่ได้ตอนนี้เราลุ้น 2 ข้ออันที่หนึ่งคงไม่ถล่มจนปิดโรงหนังไปหมด อันที่ 2 ก็เป็นเรื่องการประกาศวันหยุด เมื่อคนเข้ามาทำงานในเมือง เราคิดว่าเราอยู่ได้กับตัวเลขรายได้ที่เป็นอยู่ เราก็เชื่อว่ารายได้เราน่าจะได้สัก 40 ล้านน่าจะพอไหว จากเดิม เราตั้งเป้าไว้ 60 ล้าน คือเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดแต่เราก็มีสตินะ ไม่ได้น่ามืดหรือเลอะเทอะที่จะฉาย เราก็ดูสถานการณ์อยู่เรื่อยๆ”



แต่ถึงกระนั้นทาง M๓๙  ก็มอบเงินรายได้หนัง “30 กำลังแจ๋ว”จำนวน 1 ล้านบาท



“เราตั้งใจไว้แล้วว่าจะบริจาคให้จากรายได้ “30 กำลังแจ๋ว” 1 ล้านบาทแรก แต่ยังไม่ได้สรุปว่าจะให้กับหน่วยงานไหน แต่เมื่อปีที่แล้วเราก็บริจาคช่วยน้ำท่วมเราก็บริจาคให้กับทางสภากาชาดไทย คนในออฟฟิศเรามี 20 คนท่วมไป 15 คนตอนนี้เรายังทำงาน เราใช้คำว่าน้ำท่วมแต่เรายังไม่หยุดหายใจ แล้วหนังรัก มันเป็นความรักความรู้สึก แล้วหนังเราก็ทำให้คนมีความสุข เราก็คงไม่หยุดรักมั้ง”





Create Date :06 พฤศจิกายน 2554 Last Update :6 พฤศจิกายน 2554 16:12:07 น. Counter : Pageviews. Comments :15