วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะเอารีวิวที่พิเศษสุดๆตอนนี้มาให้ทุกคนได้ชมกันฮะ 
สารภาพก่อนเลยว่าถึงจะเป็นคนชอบท่องเที่ยวถ่ายรูปรีวิวโรงแรมมามากมาย แต่ก็ไม่เคยคิดว่าความฝันในการไปมัลดีฟส์มันจะเป็นจริงขึ้นมาจนอะไรหลายๆอย่างในชีวิตเริ่มลงตัวขึ้น การเริ่มต้นชีวิตคู่ก็เป็นอีกเหตุผลนึงที่ทำให้การตัดสินใจไปมัลดีฟส์ง่ายขึ้น แล้ววันนี้ก็มาถึง ...
รีวิวนี้เจ้าของบลอคจ่ายเองเจ็บเองและมีประเด็นก่อนจะได้ไปเที่ยวกับเอเจ้นท์ Atoll Paradise แต่เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการเขียนของตัวเองและในการรับชมของเพื่อนๆก็ข้ามๆเรื่องนั้นไปนะฮะ

การเดินทางครั้งนี้เลือกเดินทางโดยการบินตรงไปที่มัลดีฟส์เลยฮะ โชคดีที่ช่วงที่กำลังแพลนทริปอยู่ทางบางกอกแอร์เวย์ซึ่งเป็นสายการบินเดียวที่บินตรงจากสุวรรณภูมิไปมัลดีฟส์ได้ออกโปร 45 ปีบางกอกแอร์เวย์ซึ่งก็ถูกลงกว่าราคาปกติร่วมๆ 50% ก็เลยตัดสินใจรีบจองเลย

รูปนี้เป็นเล้าจน์ระหว่างประเทศของบางกอกฮะ
ช่วงที่ไปเป็นช่วงปลายเดือนพฤษภาคมแล้วซึ่งก็ถือว่าเข้าช่วงโลว์ของมัลดีฟส์แล้ว แอบหวั่นใจเรื่องสภาพอากาศพอสมควรฮะว่าจะเจอฝนบ้างมั๊ยซึ่งเดี๋ยวตามไปดูกัน

แอบพูดถึงเรื่องเอเจ้นท์ที่มีปัญหาหน่อยฮะ เนื่องจากผมโดนยกเลิกบุ๊คกิ้งจาก AP ก่อนไปแค่ประมาณ 1 อาทิตย์ก่อนเดินทาง ช่วงนั้นต้องหาทางสารพัดวิธีมากซึ่งทางเอเจ้นท์ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลยนอกจากจะคืนเงินให้อย่างเดียวซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้กันทุกคน ทางสุดท้ายก็คือเลือกที่จะเล่าเหตุการณ์ให้ทางโรงแรมที่เราจองไว้กะเอเจ้นท์ฟังและขอต่อรองราคาให้ลงมาให้ใกล้เคียงกับที่เราจองผ่านทางเอเจ้นท์
คุยดีลราคากันหลายรอบเพราะตอนแรกราคาที่ทางโรงแรมให้เรามาสูงกว่าที่เราจ่ายไปกับทางเอเจ้นท์อยู่พอสมควรซึ่งช้อยส์ก็มีอยู่แค่ไม่กี่ทางคือ
- ทิ้งตั๋วไม่ไปเลย เพราะเงินที่จ่ายกับเอเจ้นท์ไปคือจำนวนเต็มแล้วซึ่งก็มากโขอยู่
- เลื่อนตั๋ว ซึ่งใจจริงก็ไม่อยากเพราะวางแพลนจนจะไปอยู่อีกไม่กี่วันแล้วก็อยากไปนะ (ทางเอเจ้นท์เสนอว่าถ้าไม่เอาเงินคืนก็ให้เลื่อนวันเดินทางมาเป็นช่วงต้นเดือนกรกฎาคมไปแล้ว ซึ่งมาถึงวันนี้ก็รู้แล้วว่าถ้าเราตัดสินใจเลื่อนก็จะไม่ได้ไปอยู่ดีเพราะทางเอเจ้นท์ล้มละลาย)
- ดีลเอง อันนี้พยายามมากที่จะให้ได้ราคาใกล้เคียงและอยากได้โรงแรมเดิมด้วยจนเกือบวินาทีสุดท้ายที่จะตัดสินใจจองที่อื่นเพราะสู้ราคาที่เดิมไม่ไหว จู่ๆก็มีเมลล์จากทาง W ส่งมาว่าเราให้ราคาได้ XXXX ซึ่งก็สูงกว่าราคาจากเอเจนท์ 200 กว่าเหรียญก็เลยตัดสินใจจองที่เดิมทันที
ปล. ระหว่างนั้นก็ได้ติดต่อกับทางบางกอกแอร์เวย์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และทางบางกอกแอร์ก็ยินดีจะเลื่อนตั๋วให้ 1 เดือน ซึ่งถึงไม่ได้เลื่อนแต่ก็ต้องขอบคุณทาง PG มาณ.ที่นี้ด้วยนะครับ

ไปกินข้าวต้มมัดกันดีกว่า

ป๊อบคอร์นมั๊ยฮะ
ได้เวลาบอร์ดดิ้งแล้วก็เดินไปที่เกทกันได้เลย
เดี๋ยวนี้ PG มีการรีไทม์ใหม่แล้วนะครับ ช่วงที่ผมไป PG เริ่มบินเช้าแล้วฮะ เครื่องออก 9.30 น.และไปถึงมาเล่เมืองหลวงของมัลดีฟส์ประมาณเกือบๆเที่ยงตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งใช้เวลาบินจริงๆประมาณ 4 ชั่วโมงนิดๆฮะ

PG หรือบางกอกแอร์เวย์เดี๋ยวนี้มีบินตรงไปมัลดีฟส์อาทิตย์ละ 5 เที่ยวบินแล้วนะครับ จะมีบินวันละ 1 เที่ยวโดยจะไม่มีไฟล์ทแค่วันเสาร์และวันอังคารเท่านั้น ถือว่าสะดวกมากในการเลือกวันเดินทางฮะ
เมื่อก่อน PG บินถึงมาเล่เย็นฮะทำให้เดินทางต่อไปโรงแรมเลยไม่ได้ ต้องเสียเวลาแห่งความสุขไปคืนนึงที่มาเล่เมืองหลวงของมัลดีฟส์ แต่เดี๋ยวนี้พอเครื่องลง ออกจากสนามบินก็ไปโรงแรมที่เราจองไว้ได้เลย

พูดถึงเรื่องการเดินทางฮะ พอเครื่องขึ้นทางพนักงานต้อนรับบนเครื่องก็จะเดินบริการแจกเอกสารให้กรอกเพื่อใช้เข้าประเทศซึ่งถ้ากรอกไม่ถูกก็ถามพนักงานต้อนรับให้อธิบายหรือเขียนให้ก็ได้ครับ

ได้เวลาอาหาร ..

อาหารบนเครื่องของ PG ไฟล์ทระหว่างประเทศดูจะโอเคกว่าในประเทศนะครับ มีให้เลือกประมาณ 3 อย่างซึ่งมื้อนี้ผมก็เลือกทานจานที่เห็น น่าจะเป็นหมี่ผัดไก่เนี่ยละครับแต่เรียกชื่อไม่ถูก ส่วนคุณแฟนหลับฮะบอกว่าไม่ทาน
เห็นอากาศบนเครื่องเป็นแอบนี้ก็อุ่นใจนิดนึงฮะ รอไปลุ้นที่มาเล่อีกทีว่าจะเป็นยังไง

เมื่อเครื่องเริ่มลดระดับก็แสดงว่าเวลาที่รอคอยเริ่มใกล้เข้ามาฮะ จากที่สลึมสลืออยู่ก็รีบตื่นมาคว้ากล้องเพราะเห็นผู้โดยสารคนอื่นๆเริ่มขยับเขยื่อนตัวมองออกไปนอกหน้าต่างกัน
แล้วภาพที่ได้เห็นก็ทำเอาอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่จะรัวชัตเตอร์ไม่ยั้งฮะ

เครื่องแตะถึงพื้นโดยสวัสดิภาพฮะ ..
สนามบินนานาชาติมาเล่ จริงๆมีชื่อเป็นทางการฮะแต่จำไม่ได้และไม่ต้องรู้หรอกเนอะเพราะเราไม่ได้จะนอนที่นี่กันซะหน่อย
จะว่าไปสนามบินนานาชาติที่นี่ก็ใหญ่ประมาณสนามบินภูเก็ตเท่านั้นเองฮะ เครื่องแลนลงมาแล้ววิ่งไปจนสุดรันเวย์แล้วก็ต้องกลับตัวบนรันเวย์นั่นล่ะมาที่ลานจอด

อากาศดีมากฮะ สังเกตได้จากหน้าตาผู้ร่วมชีวิตซึ่งเป็นผู้ร่วมทริปในครั้งนี้ว่ามีความสุขแค่ไหน (รูปนี้ได้รับผ่านการอนุญาตแล้วก่อนนำมาลง 5555)

มาถึงขั้นตอนของตม.ฮะ การมาเที่ยวมัลดีฟส์ไม่ต้องขอวีซ่านะครับ

ดูเหมือนอาคารผู้โดยสารกำลังมีการก่อสร้างกันใหม่ฮะ ใช้เวลาไม่นานนักก็ได้เวลาสวัสดีมัลดีฟส์กันอย่างเป็นทางการแล้ววว
สิ่งต้องห้ามที่มัลดีฟส์ไม่ให้นำเข้าประเทศคือเหล้า ไวน์ สื่อลามกฮะ เพราะฉะนั้นไม่ควรนำไปนะฮะ
มีอีกเรื่องที่ได้เจอและอยากเตือนคือมีพี่คู่นึงเดินเข้ามาบอกกับผมว่ากล้องถ่ายรูปหายทำยังไงดี ก็เลยแนะนำให้ไปแจ้งเคาเตอร์ PG ที่นั่น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเรื่องเป็นยังไงต่อ ที่หายเพราะพี่เค้าเอากล้องโหลดลงใต้ท้องเครื่องฮะ ก็เลยไม่รู้ว่าหายจากตรงไหนซึ่งของมีค่าพวกนี้เราควรนำติดตัวขึ้นเครื่องไปด้วยนะครับไม่ควรโหลด
********************************************
พอรับกระเป๋าและออกมาจากอาคารผู้โดยสารก็จะมีเหล่าพนักงานต้อนรับของแต่ละโรงแรมมาถือป้ายรอเหมือนเมืองไทยเนี่ยล่ะครับ
พอเจอกับพนักงานแล้วเค้าก็จะเข้ามาช่วยขนกระเป๋าและพาเราไปเพื่อเดินทางไปที่รีสอร์ท
ผมเองแพลนทริปไว้ว่าโรงแรมต้อง Hi-End พอที่ตัวเองจะจ่ายได้ ที่สำคัญต้องนั่ง Seaplane หรือเครื่องบินน้ำด้วยมันถึงจะเรียกว่าถึงมัลดีฟส์

Seaplane ที่นี่มีให้บริการ 2 เจ้าฮะ พนักงานของโรงแรมก็จะพาเรามาเช็คอินเพื่อขึ้น Seaplane อีกทีซึ่งเคาร์เตอร์ก็อยู่ไม่ไกลทางออกนั่นล่ะครับ
กระเป๋าทุกใบต้องถูกช่างน้ำหนักหมดนะครับเพราะต้องติด tag จะได้ไม่หลงไปที่อื่น
จากนั้นก็จะต้องนั่งรถบัสไปที่ Seaplane Terminal อีกต่อนึงซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินมากนักนั่งบัสอ้อมสนามบินไปนิดเดียวก็ถึงฮะ

วิวข้างทางฮะ อากาศดีมากๆ
เนื่องจากมัลดีฟส์เป็นประเทศที่มีแต่เกาะ การที่จะสร้างสนามบินก็ต้องใช้การถมที่เอาครับ
ลืมบอกไปฮะว่าเมื่อเราเลือกที่จะพักที่ W Retreat ก็ต้องมีอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่นนิดนึงฮะ บัสที่เรานั่งไปที่ Seaplane Terminal จะเป็นบัสส่วนตัวที่แยกจากลูกค้าโรงแรมอื่นๆฮะ
เมื่อมาถึง Seaplane Terminal ก็จะมีห้องรับรองส่วนตัวของ W ไว้ให้บริการฮะ ซึ่งห้องรับรองนี้จะมีอยู่เพียงแค่ 3-4 โรงแรมเท่านั้น ที่เหลือก็ต้องไปนั่งรับลมรอที่อาคารผู้โดยสารฮะ


อาคารผู้โดยสารหลักก็จะอยู่ด้านหลังที่เห็นไกลๆนั่นล่ะครับ
ใช้เวลานั่งรอซักพักนึงฮะ ก็เก็บภาพไปเรื่อย ด้านในห้องรับรองซึ่งเป็นห้องแอร์ก็จะมีผลไม้ เครื่องดื่มและของว่างให้บริการฟรี พร้อมสัญญาณอินเตอร์เน็ตครับ

เมื่อได้เวลาเดินทางพนักงานก็จะเรียกให้เดินไปขึ้นเครื่องฮะ
เดินผ่านเครื่องบินของคอนราดก็แอบถ่ายไว้หน่อย .. แต่คนที่เคยไปคอนราดก็บอกว่าไม่ได้นั่งเครื่องนี้นะฮะ คงเอาไว้รับ VVIP จริงๆ

มารู้ทีหลังว่าเครื่องที่เราจะไปเป็นลูกค้าที่เข้าพักที่ W กันทั้งลำฮะ แอบเสียดายเพราะคิดว่าอาจจะได้นั่งเครื่องนานหน่อยแวะขึ้นลงหลายๆรีสอร์ท

งงนิดหน่อยว่าเช็คอินกับ Seaplane เจ้าสีแดงแต่ทำไมได้มาขึ้นสีฟ้า 5555

แล้วก็ได้เวลาเครื่องขึ้นฮะ กว่าจะขึ้นไปก็เสียเหงือไปพอสมควรเพราะเครื่องแบบนี้มันไม่มีแอร์ฮะ พอขึ้นไปข้างบนก็ได้ลมเย็นๆหน่อยค่อยยังชั่ว
เห็นมาเล่ เกาะที่เป็นเมืองหลวงของมัลดีฟส์อยู่ไกลๆ
สิ่งที่ทำให้ผมอยากนั่ง Seaplane ก็คือสิ่งนี้ฮะ ที่นี่เรียกกันว่า Atoll (ผมเรียกอะตอล) ซึ่งก็คือเกาะต่างๆที่มาจากการทับถมกันของพวกปะการังจนกลายมาเป็นเกาะที่เค้าเอามาสร้างโรงแรมให้เราไปพักเนี่ยล่ะครับ

Atoll เหล่านี้มีเป็นพันๆ Atoll ฮะ บาง Atoll ก็ใหญ่พอจะสร้างที่พักได้ บางทีก็เป็นอย่างที่เห็นคือไม่เหมาะจะสร้างสิ่งปลูกสร้างฮะ
นั่งมาซัก 25 นาทีเครื่องก็เริ่มลดระดับลง แสดงว่าถึงแล้วล่ะครับ

เมื่อมาถึงเราจะได้รับการต้อนรับอย่างที่เห็นในรูปฮะ

ไม่ว่าจะมาแบบไหนเราก็จะได้รับการต้อนรับที่ไม่ต่างกัน

เครื่องดื่มต้อนรับฮะ จำไม่ได้แล้วว่าเป็นอะไรแต่ทานแล้วก็สดชื่นดี

เมื่อทุกอย่างเริ่มสงบลง ผมเริ่มสังเกตวิวโดยรอบ ไม่ต้องพูดอะไรมากแค่ร้องว๊าวออกมาเบาๆก็พอฮะ
พร้อมจะไปรู้จัก W Retreat & Spa กันให้มากขึ้นหรือยังฮะ พร้อมแล้วตามมาคร๊าบบบบบ

แน่นอนว่า Water Bungalow เป็นตัวเลือกแรกแน่นอนครับ ไหนๆจะมาเที่ยวทั้งทีแล้วก็คิดว่าคงเป็นครั้งเดียวที่ได้มาเนอะ

ที่ W มีห้องพักหลายแบบฮะ ทั้ง Water Bungalow หรือวิลล่าบนหาด ผมเลือกที่จะพัก Water Bungalow ซึ่ง W มีอยู่ 2 แบบและผมเองก็พักมันทั้ง 2 แบบเพราะอยากรู้ว่ามันจะแตกต่างกันยังไง

Water Bungalow ก็คือวิลล่ากลางน้ำนั่นล่ะครับ แต่ละโรงแรมส่วนใหญ่ก็จะสร้างในลักษณะคล้ายๆกันนั่นก็คือทำเป็นสะพานไม้ยื่นออกไปในทะเล ซึ่งที่นี่สะพานยาวมาก จะไปไหนมาไหนก็เรียกใช้รถบักกี้ได้ตลอดเวลาฮะ
ห้องพักแบบแรกที่จะพาไปชมก็คือวิลล่าที่เรียกว่า Ocean Oasis Lagoon View ฮะ

เป็นวิลล่าที่อยู่ฝั่งลากูนหรือว่าฝั่งที่มีน้ำตื้นฮะ

ดูจากสีน้ำจะเห็นว่าฝั่งนี้น้ำไม่ลึกมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยืนถึงนะฮะ
เข้ามาดูในห้องพักบ้าง ..
ซึ่งจริงๆผมไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญในส่วนของห้องพักเท่าไหร่นักฮะ แต่ก็ถือว่าห้องพักที่นี่สวยและกว้างพอดูทีเดียว






ตอนที่จองบอกกับทางโรงแรมว่ามาฮันนิมูนฮะ ทางโรงแรมก็เลยจัด Complimentary เป็นขวดที่เห็นเนี่ยล่ะฮะ

อีกหนึ่งไฮไลท์ในห้องพักคือที่ปลายเตียงจะมีช่องกระจกที่เราสามารถมองลงไปดูปลาได้ฮะ ซึ่งปลาแถวนี้ก็เยอะจริงๆมีว่ายมาให้เห็นตลอดเวลา

มินิบาร์ในห้องนอกจากน้ำและชากาแฟที่เหลือเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดนะฮะ

ไปดูในห้องน้ำกันบ้างฮะ ..





ห้องอาบน้ำและห้องถ่ายหนักเบาแยกกันฮะ มีอ่างให้แช่น้ำด้วยแต่ก็ไม่ใหญ่มากนักซึ่งผมก็ไม่ได้ใช้งานเลยเพราะแช่น้ำที่ pool ด้านนอกแทบจะตลอด
ไปดูวิวหน้าระเบียงห้องกันบ้างดีกว่า

ด้านนอกวิวสวยมากฮะ สีน้ำทะเลเป็นแบบที่เห็นในรูปจริงๆ
มี Daybed ไว้ให้นอนนับดาวเล่นตอนกลางคืน มีเก้าอี้อาบแดดไว้ให้ มีศาลาไว้ให้นั่งชิลล์ๆ และที่สำคัญมี Pool ขนาดกำลังดีไว้ให้แช่น้ำด้วยครับ







ที่กังวลว่าจะมาเจอฝนสรุปว่าทริปนี้ผมเจอฝนแค่คืนวันแรกคืนเดียวซึ่งตกมาแบบปรอยๆเม็ดมาซัก 3 นาทีเท่านั้นเอง ช่วงที่เหลือกลางวันก็จะเจอแต่ฟ้าใสๆ เมฆสวยๆตลอดฮะ

ตามทางเดินทั้งบนสะพานและรอบๆเกาะจะมีซุ้มเครื่องดื่มอยู่ฮะ ซุ้มนี้จะมีเครื่องดื่มประเภทน้ำเปล่า โค้ก สไปร์ท(ใส่กระป๋อง) ไมโล และไอศครีมอีกสองสามชนิดให้บริการ ที่สำคัญคือฟรีฮะ ในห้องอาจจะมีบางอย่างฟรี แต่ที่ซุ้มนี้หยิบไปทานที่ไหนก็ได้ยกเว้นนำเข้าไปที่ห้องอาหารครับ

นี่คือจุดที่เราลงจาก Seaplane ตอนมาถึงฮะ

อีกฝั่งก็จะเป็นศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆฮะ

บางทีถ้าเดินผ่านแถวนี้ช่วงเวลาที่ Seaplane ขึ้นหรือลงก็จะได้เห็นภาพแบบนี้ฮะ

แดดดีๆแบบนี้เหมาะมากที่จะมานอนอาบแดดฮะ ส่วนผมดำแค่นี้พอแล้วฮะ ที่นั่นอยู่เพลินมากคิดว่าชิลล์ๆแช่น้ำทั้งวันเย็นๆ ที่ไหนได้กลับมาถึงกรุงเทพฯได้ 2 วันผิวตรงไหล่ลอกเป็นขลุยเลยฮะ มาที่นี่ขาดครีมกันแดดไม่ได้จริงๆ


อีกหนึ่งกิจกรรมที่พลาดไม่ได้คือการสน็อคเกิลฮะ สำหรับอุปกรณ์พื้นฐานคือเสื้อชูชีพจะมีให้อยู่ทุกห้องแล้วครับ ส่วนฟินหรือตีนกบและหน้ากากต้องไปยืมที่ Diving Center ที่ชื่อว่า DOWN UNDER ฮะ ที่นั่นจะเป็นทั้งที่ขายชุดว่ายน้ำ อุปกรณ์บางอย่างสำหรับการดำน้ำ ที่เช่า-ยืมอุปกรณ์และรวมไปถึงการสอบถามถึงโปรแกรมกิจกรรมทางน้ำต่างๆเช่น Diving ได้ครับ

บรรยากาศที่ไม่ต้องมีคำบรรยาย









ด้านบนเป็นห้องสันทนาการเรียกว่า ENERGY ฮะมีห้องฟิตเนส ห้องเกมส์ โต๊ะบอล โต๊ะพูล ปิงปอง อีกทั้งยังมีห้องสมุดและห้องดีวีดีให้ยืมด้วยครับ

ข้างๆกันจะเป็นห้องอาหารที่ชื่อว่า KITCHEN ซึ่งเป็นห้องอาหารหลักที่เปิดบริการทุกวัน และเราต้องมาทานอาหารเช้ากันที่นี่ทุกวันครับ

เย็นวันนี้เราเลือกที่จะนั่งชิลล์ที่ WET Bar ฮะที่นี่ให้บริการ Cocktail และ Snacks เบาๆ ทุกเย็นช่วง 5 โมงเย็นจะมี Happy Hour 2 ฟรี 1 ด้วยครับ




บรรยากาศช่วงเย็นๆฮะ






ล็อบบี้

KITCHEN


(น่าจะมีการซ่อมอะไรซักอย่างถึงเอาไม้มาตีกั้นต้นไม้)
WET Bar



เดี๋ยวคืนนี้เราจะทานข้าวกันที่ KITCHEN ฮะ

ภายในที่สามารถเปิดเป็นทั้งห้องปรับอากาศและแบบ Open Air




ผมทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารนี้ 2 คืนฮะ ขอรวบเอาอาหารที่ทานมาไว้ในครั้งเดียวเลยแล้วกันนะครับ
ในแพ็คเกจที่ซื้อมานั้นไม่รวมอาหารทุกมื้อเหมือนโรงแรมในเชนไทยและอีกหลายๆแห่งนะครับ
อาหารในห้องอาหารนี้ถือว่าอร่อยถูกปากเลยทีเดียว แต่ราคาก็ถือว่าแพงพอสมควรฮะ เฉลี่ยมื้อนึงผมทานกันแบบไม่เหนียมก็ตกประมาณ 200 กว่าเหรียญ US ฮะ
ขนมปังนี้เป็น complimentary ครับ

สลัด

จานนี้จะเป็นกุ้งลายเสือย่างฮะ จะสั่งกี่ตัวก็ได้โดยจะคิดราคาเป็นตัวๆครับ จานนี้ผมทานทั้ง 2 วันเลย

เนื้อ Tenderloin จานนี้อร่อยมากฮะ ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่จะมีเนื้ออร่อยๆแบบนี้ คุณแฟนผมทานไปทั้ง 2 มื้อเช่นกัน ที่สำคัญจำราคาได้เลยว่าจานนี้อยู่ที่ 55 เหรียญฮะ

ผมจำไม่ได้แล้วว่ามันคือสปาเก็ตตี้อะไร 5555

สเต๊กปลา

ตอนนี้มาได้ครึ่งทางพอดีฮะ เดี๋ยวตอนหน้าจะพาไปทานอาหารเช้า ชมวิลล่าอีกฝั่ง ไปดำน้ำดูปลาสวยๆกัน ขอโทษด้วยครับที่ต้องลากันครึ่งๆกลางๆแบบนี้
ฝากติดตามแฟนเพจผมได้ที่ https://www.facebook.com/travelholicbigboy นะครับ

สารภาพก่อนเลยว่าถึงจะเป็นคนชอบท่องเที่ยวถ่ายรูปรีวิวโรงแรมมามากมาย แต่ก็ไม่เคยคิดว่าความฝันในการไปมัลดีฟส์มันจะเป็นจริงขึ้นมาจนอะไรหลายๆอย่างในชีวิตเริ่มลงตัวขึ้น การเริ่มต้นชีวิตคู่ก็เป็นอีกเหตุผลนึงที่ทำให้การตัดสินใจไปมัลดีฟส์ง่ายขึ้น แล้ววันนี้ก็มาถึง ...
รีวิวนี้เจ้าของบลอคจ่ายเองเจ็บเองและมีประเด็นก่อนจะได้ไปเที่ยวกับเอเจ้นท์ Atoll Paradise แต่เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการเขียนของตัวเองและในการรับชมของเพื่อนๆก็ข้ามๆเรื่องนั้นไปนะฮะ


การเดินทางครั้งนี้เลือกเดินทางโดยการบินตรงไปที่มัลดีฟส์เลยฮะ โชคดีที่ช่วงที่กำลังแพลนทริปอยู่ทางบางกอกแอร์เวย์ซึ่งเป็นสายการบินเดียวที่บินตรงจากสุวรรณภูมิไปมัลดีฟส์ได้ออกโปร 45 ปีบางกอกแอร์เวย์ซึ่งก็ถูกลงกว่าราคาปกติร่วมๆ 50% ก็เลยตัดสินใจรีบจองเลย

รูปนี้เป็นเล้าจน์ระหว่างประเทศของบางกอกฮะ
ช่วงที่ไปเป็นช่วงปลายเดือนพฤษภาคมแล้วซึ่งก็ถือว่าเข้าช่วงโลว์ของมัลดีฟส์แล้ว แอบหวั่นใจเรื่องสภาพอากาศพอสมควรฮะว่าจะเจอฝนบ้างมั๊ยซึ่งเดี๋ยวตามไปดูกัน

แอบพูดถึงเรื่องเอเจ้นท์ที่มีปัญหาหน่อยฮะ เนื่องจากผมโดนยกเลิกบุ๊คกิ้งจาก AP ก่อนไปแค่ประมาณ 1 อาทิตย์ก่อนเดินทาง ช่วงนั้นต้องหาทางสารพัดวิธีมากซึ่งทางเอเจ้นท์ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลยนอกจากจะคืนเงินให้อย่างเดียวซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้กันทุกคน ทางสุดท้ายก็คือเลือกที่จะเล่าเหตุการณ์ให้ทางโรงแรมที่เราจองไว้กะเอเจ้นท์ฟังและขอต่อรองราคาให้ลงมาให้ใกล้เคียงกับที่เราจองผ่านทางเอเจ้นท์
คุยดีลราคากันหลายรอบเพราะตอนแรกราคาที่ทางโรงแรมให้เรามาสูงกว่าที่เราจ่ายไปกับทางเอเจ้นท์อยู่พอสมควรซึ่งช้อยส์ก็มีอยู่แค่ไม่กี่ทางคือ
- ทิ้งตั๋วไม่ไปเลย เพราะเงินที่จ่ายกับเอเจ้นท์ไปคือจำนวนเต็มแล้วซึ่งก็มากโขอยู่
- เลื่อนตั๋ว ซึ่งใจจริงก็ไม่อยากเพราะวางแพลนจนจะไปอยู่อีกไม่กี่วันแล้วก็อยากไปนะ (ทางเอเจ้นท์เสนอว่าถ้าไม่เอาเงินคืนก็ให้เลื่อนวันเดินทางมาเป็นช่วงต้นเดือนกรกฎาคมไปแล้ว ซึ่งมาถึงวันนี้ก็รู้แล้วว่าถ้าเราตัดสินใจเลื่อนก็จะไม่ได้ไปอยู่ดีเพราะทางเอเจ้นท์ล้มละลาย)
- ดีลเอง อันนี้พยายามมากที่จะให้ได้ราคาใกล้เคียงและอยากได้โรงแรมเดิมด้วยจนเกือบวินาทีสุดท้ายที่จะตัดสินใจจองที่อื่นเพราะสู้ราคาที่เดิมไม่ไหว จู่ๆก็มีเมลล์จากทาง W ส่งมาว่าเราให้ราคาได้ XXXX ซึ่งก็สูงกว่าราคาจากเอเจนท์ 200 กว่าเหรียญก็เลยตัดสินใจจองที่เดิมทันที
ปล. ระหว่างนั้นก็ได้ติดต่อกับทางบางกอกแอร์เวย์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และทางบางกอกแอร์ก็ยินดีจะเลื่อนตั๋วให้ 1 เดือน ซึ่งถึงไม่ได้เลื่อนแต่ก็ต้องขอบคุณทาง PG มาณ.ที่นี้ด้วยนะครับ

ไปกินข้าวต้มมัดกันดีกว่า

ป๊อบคอร์นมั๊ยฮะ

ได้เวลาบอร์ดดิ้งแล้วก็เดินไปที่เกทกันได้เลย
เดี๋ยวนี้ PG มีการรีไทม์ใหม่แล้วนะครับ ช่วงที่ผมไป PG เริ่มบินเช้าแล้วฮะ เครื่องออก 9.30 น.และไปถึงมาเล่เมืองหลวงของมัลดีฟส์ประมาณเกือบๆเที่ยงตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งใช้เวลาบินจริงๆประมาณ 4 ชั่วโมงนิดๆฮะ

PG หรือบางกอกแอร์เวย์เดี๋ยวนี้มีบินตรงไปมัลดีฟส์อาทิตย์ละ 5 เที่ยวบินแล้วนะครับ จะมีบินวันละ 1 เที่ยวโดยจะไม่มีไฟล์ทแค่วันเสาร์และวันอังคารเท่านั้น ถือว่าสะดวกมากในการเลือกวันเดินทางฮะ
เมื่อก่อน PG บินถึงมาเล่เย็นฮะทำให้เดินทางต่อไปโรงแรมเลยไม่ได้ ต้องเสียเวลาแห่งความสุขไปคืนนึงที่มาเล่เมืองหลวงของมัลดีฟส์ แต่เดี๋ยวนี้พอเครื่องลง ออกจากสนามบินก็ไปโรงแรมที่เราจองไว้ได้เลย

พูดถึงเรื่องการเดินทางฮะ พอเครื่องขึ้นทางพนักงานต้อนรับบนเครื่องก็จะเดินบริการแจกเอกสารให้กรอกเพื่อใช้เข้าประเทศซึ่งถ้ากรอกไม่ถูกก็ถามพนักงานต้อนรับให้อธิบายหรือเขียนให้ก็ได้ครับ

ได้เวลาอาหาร ..

อาหารบนเครื่องของ PG ไฟล์ทระหว่างประเทศดูจะโอเคกว่าในประเทศนะครับ มีให้เลือกประมาณ 3 อย่างซึ่งมื้อนี้ผมก็เลือกทานจานที่เห็น น่าจะเป็นหมี่ผัดไก่เนี่ยละครับแต่เรียกชื่อไม่ถูก ส่วนคุณแฟนหลับฮะบอกว่าไม่ทาน
เห็นอากาศบนเครื่องเป็นแอบนี้ก็อุ่นใจนิดนึงฮะ รอไปลุ้นที่มาเล่อีกทีว่าจะเป็นยังไง

เมื่อเครื่องเริ่มลดระดับก็แสดงว่าเวลาที่รอคอยเริ่มใกล้เข้ามาฮะ จากที่สลึมสลืออยู่ก็รีบตื่นมาคว้ากล้องเพราะเห็นผู้โดยสารคนอื่นๆเริ่มขยับเขยื่อนตัวมองออกไปนอกหน้าต่างกัน
แล้วภาพที่ได้เห็นก็ทำเอาอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่จะรัวชัตเตอร์ไม่ยั้งฮะ

เครื่องแตะถึงพื้นโดยสวัสดิภาพฮะ ..
สนามบินนานาชาติมาเล่ จริงๆมีชื่อเป็นทางการฮะแต่จำไม่ได้และไม่ต้องรู้หรอกเนอะเพราะเราไม่ได้จะนอนที่นี่กันซะหน่อย
จะว่าไปสนามบินนานาชาติที่นี่ก็ใหญ่ประมาณสนามบินภูเก็ตเท่านั้นเองฮะ เครื่องแลนลงมาแล้ววิ่งไปจนสุดรันเวย์แล้วก็ต้องกลับตัวบนรันเวย์นั่นล่ะมาที่ลานจอด

อากาศดีมากฮะ สังเกตได้จากหน้าตาผู้ร่วมชีวิตซึ่งเป็นผู้ร่วมทริปในครั้งนี้ว่ามีความสุขแค่ไหน (รูปนี้ได้รับผ่านการอนุญาตแล้วก่อนนำมาลง 5555)

มาถึงขั้นตอนของตม.ฮะ การมาเที่ยวมัลดีฟส์ไม่ต้องขอวีซ่านะครับ

ดูเหมือนอาคารผู้โดยสารกำลังมีการก่อสร้างกันใหม่ฮะ ใช้เวลาไม่นานนักก็ได้เวลาสวัสดีมัลดีฟส์กันอย่างเป็นทางการแล้ววว
สิ่งต้องห้ามที่มัลดีฟส์ไม่ให้นำเข้าประเทศคือเหล้า ไวน์ สื่อลามกฮะ เพราะฉะนั้นไม่ควรนำไปนะฮะ
มีอีกเรื่องที่ได้เจอและอยากเตือนคือมีพี่คู่นึงเดินเข้ามาบอกกับผมว่ากล้องถ่ายรูปหายทำยังไงดี ก็เลยแนะนำให้ไปแจ้งเคาเตอร์ PG ที่นั่น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเรื่องเป็นยังไงต่อ ที่หายเพราะพี่เค้าเอากล้องโหลดลงใต้ท้องเครื่องฮะ ก็เลยไม่รู้ว่าหายจากตรงไหนซึ่งของมีค่าพวกนี้เราควรนำติดตัวขึ้นเครื่องไปด้วยนะครับไม่ควรโหลด
********************************************
พอรับกระเป๋าและออกมาจากอาคารผู้โดยสารก็จะมีเหล่าพนักงานต้อนรับของแต่ละโรงแรมมาถือป้ายรอเหมือนเมืองไทยเนี่ยล่ะครับ
พอเจอกับพนักงานแล้วเค้าก็จะเข้ามาช่วยขนกระเป๋าและพาเราไปเพื่อเดินทางไปที่รีสอร์ท
ผมเองแพลนทริปไว้ว่าโรงแรมต้อง Hi-End พอที่ตัวเองจะจ่ายได้ ที่สำคัญต้องนั่ง Seaplane หรือเครื่องบินน้ำด้วยมันถึงจะเรียกว่าถึงมัลดีฟส์

Seaplane ที่นี่มีให้บริการ 2 เจ้าฮะ พนักงานของโรงแรมก็จะพาเรามาเช็คอินเพื่อขึ้น Seaplane อีกทีซึ่งเคาร์เตอร์ก็อยู่ไม่ไกลทางออกนั่นล่ะครับ
กระเป๋าทุกใบต้องถูกช่างน้ำหนักหมดนะครับเพราะต้องติด tag จะได้ไม่หลงไปที่อื่น
จากนั้นก็จะต้องนั่งรถบัสไปที่ Seaplane Terminal อีกต่อนึงซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินมากนักนั่งบัสอ้อมสนามบินไปนิดเดียวก็ถึงฮะ

วิวข้างทางฮะ อากาศดีมากๆ
เนื่องจากมัลดีฟส์เป็นประเทศที่มีแต่เกาะ การที่จะสร้างสนามบินก็ต้องใช้การถมที่เอาครับ
ลืมบอกไปฮะว่าเมื่อเราเลือกที่จะพักที่ W Retreat ก็ต้องมีอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่นนิดนึงฮะ บัสที่เรานั่งไปที่ Seaplane Terminal จะเป็นบัสส่วนตัวที่แยกจากลูกค้าโรงแรมอื่นๆฮะ
เมื่อมาถึง Seaplane Terminal ก็จะมีห้องรับรองส่วนตัวของ W ไว้ให้บริการฮะ ซึ่งห้องรับรองนี้จะมีอยู่เพียงแค่ 3-4 โรงแรมเท่านั้น ที่เหลือก็ต้องไปนั่งรับลมรอที่อาคารผู้โดยสารฮะ


อาคารผู้โดยสารหลักก็จะอยู่ด้านหลังที่เห็นไกลๆนั่นล่ะครับ
ใช้เวลานั่งรอซักพักนึงฮะ ก็เก็บภาพไปเรื่อย ด้านในห้องรับรองซึ่งเป็นห้องแอร์ก็จะมีผลไม้ เครื่องดื่มและของว่างให้บริการฟรี พร้อมสัญญาณอินเตอร์เน็ตครับ

เมื่อได้เวลาเดินทางพนักงานก็จะเรียกให้เดินไปขึ้นเครื่องฮะ
เดินผ่านเครื่องบินของคอนราดก็แอบถ่ายไว้หน่อย .. แต่คนที่เคยไปคอนราดก็บอกว่าไม่ได้นั่งเครื่องนี้นะฮะ คงเอาไว้รับ VVIP จริงๆ

มารู้ทีหลังว่าเครื่องที่เราจะไปเป็นลูกค้าที่เข้าพักที่ W กันทั้งลำฮะ แอบเสียดายเพราะคิดว่าอาจจะได้นั่งเครื่องนานหน่อยแวะขึ้นลงหลายๆรีสอร์ท

งงนิดหน่อยว่าเช็คอินกับ Seaplane เจ้าสีแดงแต่ทำไมได้มาขึ้นสีฟ้า 5555

แล้วก็ได้เวลาเครื่องขึ้นฮะ กว่าจะขึ้นไปก็เสียเหงือไปพอสมควรเพราะเครื่องแบบนี้มันไม่มีแอร์ฮะ พอขึ้นไปข้างบนก็ได้ลมเย็นๆหน่อยค่อยยังชั่ว
เห็นมาเล่ เกาะที่เป็นเมืองหลวงของมัลดีฟส์อยู่ไกลๆ
สิ่งที่ทำให้ผมอยากนั่ง Seaplane ก็คือสิ่งนี้ฮะ ที่นี่เรียกกันว่า Atoll (ผมเรียกอะตอล) ซึ่งก็คือเกาะต่างๆที่มาจากการทับถมกันของพวกปะการังจนกลายมาเป็นเกาะที่เค้าเอามาสร้างโรงแรมให้เราไปพักเนี่ยล่ะครับ

Atoll เหล่านี้มีเป็นพันๆ Atoll ฮะ บาง Atoll ก็ใหญ่พอจะสร้างที่พักได้ บางทีก็เป็นอย่างที่เห็นคือไม่เหมาะจะสร้างสิ่งปลูกสร้างฮะ
นั่งมาซัก 25 นาทีเครื่องก็เริ่มลดระดับลง แสดงว่าถึงแล้วล่ะครับ

เมื่อมาถึงเราจะได้รับการต้อนรับอย่างที่เห็นในรูปฮะ

ไม่ว่าจะมาแบบไหนเราก็จะได้รับการต้อนรับที่ไม่ต่างกัน

เครื่องดื่มต้อนรับฮะ จำไม่ได้แล้วว่าเป็นอะไรแต่ทานแล้วก็สดชื่นดี

เมื่อทุกอย่างเริ่มสงบลง ผมเริ่มสังเกตวิวโดยรอบ ไม่ต้องพูดอะไรมากแค่ร้องว๊าวออกมาเบาๆก็พอฮะ
พร้อมจะไปรู้จัก W Retreat & Spa กันให้มากขึ้นหรือยังฮะ พร้อมแล้วตามมาคร๊าบบบบบ

แน่นอนว่า Water Bungalow เป็นตัวเลือกแรกแน่นอนครับ ไหนๆจะมาเที่ยวทั้งทีแล้วก็คิดว่าคงเป็นครั้งเดียวที่ได้มาเนอะ

ที่ W มีห้องพักหลายแบบฮะ ทั้ง Water Bungalow หรือวิลล่าบนหาด ผมเลือกที่จะพัก Water Bungalow ซึ่ง W มีอยู่ 2 แบบและผมเองก็พักมันทั้ง 2 แบบเพราะอยากรู้ว่ามันจะแตกต่างกันยังไง

Water Bungalow ก็คือวิลล่ากลางน้ำนั่นล่ะครับ แต่ละโรงแรมส่วนใหญ่ก็จะสร้างในลักษณะคล้ายๆกันนั่นก็คือทำเป็นสะพานไม้ยื่นออกไปในทะเล ซึ่งที่นี่สะพานยาวมาก จะไปไหนมาไหนก็เรียกใช้รถบักกี้ได้ตลอดเวลาฮะ
ห้องพักแบบแรกที่จะพาไปชมก็คือวิลล่าที่เรียกว่า Ocean Oasis Lagoon View ฮะ

เป็นวิลล่าที่อยู่ฝั่งลากูนหรือว่าฝั่งที่มีน้ำตื้นฮะ

ดูจากสีน้ำจะเห็นว่าฝั่งนี้น้ำไม่ลึกมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะยืนถึงนะฮะ
เข้ามาดูในห้องพักบ้าง ..
ซึ่งจริงๆผมไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญในส่วนของห้องพักเท่าไหร่นักฮะ แต่ก็ถือว่าห้องพักที่นี่สวยและกว้างพอดูทีเดียว






ตอนที่จองบอกกับทางโรงแรมว่ามาฮันนิมูนฮะ ทางโรงแรมก็เลยจัด Complimentary เป็นขวดที่เห็นเนี่ยล่ะฮะ

อีกหนึ่งไฮไลท์ในห้องพักคือที่ปลายเตียงจะมีช่องกระจกที่เราสามารถมองลงไปดูปลาได้ฮะ ซึ่งปลาแถวนี้ก็เยอะจริงๆมีว่ายมาให้เห็นตลอดเวลา

มินิบาร์ในห้องนอกจากน้ำและชากาแฟที่เหลือเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดนะฮะ

ไปดูในห้องน้ำกันบ้างฮะ ..





ห้องอาบน้ำและห้องถ่ายหนักเบาแยกกันฮะ มีอ่างให้แช่น้ำด้วยแต่ก็ไม่ใหญ่มากนักซึ่งผมก็ไม่ได้ใช้งานเลยเพราะแช่น้ำที่ pool ด้านนอกแทบจะตลอด
ไปดูวิวหน้าระเบียงห้องกันบ้างดีกว่า

ด้านนอกวิวสวยมากฮะ สีน้ำทะเลเป็นแบบที่เห็นในรูปจริงๆ
มี Daybed ไว้ให้นอนนับดาวเล่นตอนกลางคืน มีเก้าอี้อาบแดดไว้ให้ มีศาลาไว้ให้นั่งชิลล์ๆ และที่สำคัญมี Pool ขนาดกำลังดีไว้ให้แช่น้ำด้วยครับ






น้ำมันใสซะจน .....

เล่นน้ำกันมั๊ยคร๊าบบบบบ

เล่นน้ำเสร็จเดี๋ยวพาไปดูรอบๆรีสอร์ทกันบ้างฮะ

เล่นน้ำกันมั๊ยคร๊าบบบบบ

เล่นน้ำเสร็จเดี๋ยวพาไปดูรอบๆรีสอร์ทกันบ้างฮะ

ที่กังวลว่าจะมาเจอฝนสรุปว่าทริปนี้ผมเจอฝนแค่คืนวันแรกคืนเดียวซึ่งตกมาแบบปรอยๆเม็ดมาซัก 3 นาทีเท่านั้นเอง ช่วงที่เหลือกลางวันก็จะเจอแต่ฟ้าใสๆ เมฆสวยๆตลอดฮะ

ตามทางเดินทั้งบนสะพานและรอบๆเกาะจะมีซุ้มเครื่องดื่มอยู่ฮะ ซุ้มนี้จะมีเครื่องดื่มประเภทน้ำเปล่า โค้ก สไปร์ท(ใส่กระป๋อง) ไมโล และไอศครีมอีกสองสามชนิดให้บริการ ที่สำคัญคือฟรีฮะ ในห้องอาจจะมีบางอย่างฟรี แต่ที่ซุ้มนี้หยิบไปทานที่ไหนก็ได้ยกเว้นนำเข้าไปที่ห้องอาหารครับ

นี่คือจุดที่เราลงจาก Seaplane ตอนมาถึงฮะ

อีกฝั่งก็จะเป็นศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆฮะ

บางทีถ้าเดินผ่านแถวนี้ช่วงเวลาที่ Seaplane ขึ้นหรือลงก็จะได้เห็นภาพแบบนี้ฮะ

แดดดีๆแบบนี้เหมาะมากที่จะมานอนอาบแดดฮะ ส่วนผมดำแค่นี้พอแล้วฮะ ที่นั่นอยู่เพลินมากคิดว่าชิลล์ๆแช่น้ำทั้งวันเย็นๆ ที่ไหนได้กลับมาถึงกรุงเทพฯได้ 2 วันผิวตรงไหล่ลอกเป็นขลุยเลยฮะ มาที่นี่ขาดครีมกันแดดไม่ได้จริงๆ


อีกหนึ่งกิจกรรมที่พลาดไม่ได้คือการสน็อคเกิลฮะ สำหรับอุปกรณ์พื้นฐานคือเสื้อชูชีพจะมีให้อยู่ทุกห้องแล้วครับ ส่วนฟินหรือตีนกบและหน้ากากต้องไปยืมที่ Diving Center ที่ชื่อว่า DOWN UNDER ฮะ ที่นั่นจะเป็นทั้งที่ขายชุดว่ายน้ำ อุปกรณ์บางอย่างสำหรับการดำน้ำ ที่เช่า-ยืมอุปกรณ์และรวมไปถึงการสอบถามถึงโปรแกรมกิจกรรมทางน้ำต่างๆเช่น Diving ได้ครับ

บรรยากาศที่ไม่ต้องมีคำบรรยาย








ยังมีศูนย์รวมของกิจกรรมกีฬาทางน้ำที่ชื่อว่า WAVE อีกด้วย คุณอยากเล่นอะไร วอลเล่ย์ชายหาด Parasailing Wakeboarding Windsurfing และอีกมากมายติดต่อได้ที่นี่ฮะ มีบางอย่างที่ฟรีและบางอย่างที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มครับ
ถัดเข้ามาหน่อยจะมีศูนย์รวมกิจกรรมอีกหลายอย่างฮะ ด้านล่างเรียกว่า WET POOL ฮะ ด้านในมีบาร์เครื่องดื่มให้บริการอยู่ด้วย
ถัดเข้ามาหน่อยจะมีศูนย์รวมกิจกรรมอีกหลายอย่างฮะ ด้านล่างเรียกว่า WET POOL ฮะ ด้านในมีบาร์เครื่องดื่มให้บริการอยู่ด้วย

ด้านบนเป็นห้องสันทนาการเรียกว่า ENERGY ฮะมีห้องฟิตเนส ห้องเกมส์ โต๊ะบอล โต๊ะพูล ปิงปอง อีกทั้งยังมีห้องสมุดและห้องดีวีดีให้ยืมด้วยครับ

ข้างๆกันจะเป็นห้องอาหารที่ชื่อว่า KITCHEN ซึ่งเป็นห้องอาหารหลักที่เปิดบริการทุกวัน และเราต้องมาทานอาหารเช้ากันที่นี่ทุกวันครับ

เย็นวันนี้เราเลือกที่จะนั่งชิลล์ที่ WET Bar ฮะที่นี่ให้บริการ Cocktail และ Snacks เบาๆ ทุกเย็นช่วง 5 โมงเย็นจะมี Happy Hour 2 ฟรี 1 ด้วยครับ




บรรยากาศช่วงเย็นๆฮะ



ช่วงค่ำจะเปิดไฟตรงทางเดินฮะ



ล็อบบี้

KITCHEN


(น่าจะมีการซ่อมอะไรซักอย่างถึงเอาไม้มาตีกั้นต้นไม้)
WET Bar



เดี๋ยวคืนนี้เราจะทานข้าวกันที่ KITCHEN ฮะ

ภายในที่สามารถเปิดเป็นทั้งห้องปรับอากาศและแบบ Open Air




ผมทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารนี้ 2 คืนฮะ ขอรวบเอาอาหารที่ทานมาไว้ในครั้งเดียวเลยแล้วกันนะครับ
ในแพ็คเกจที่ซื้อมานั้นไม่รวมอาหารทุกมื้อเหมือนโรงแรมในเชนไทยและอีกหลายๆแห่งนะครับ
อาหารในห้องอาหารนี้ถือว่าอร่อยถูกปากเลยทีเดียว แต่ราคาก็ถือว่าแพงพอสมควรฮะ เฉลี่ยมื้อนึงผมทานกันแบบไม่เหนียมก็ตกประมาณ 200 กว่าเหรียญ US ฮะ
ขนมปังนี้เป็น complimentary ครับ

สลัด

จานนี้จะเป็นกุ้งลายเสือย่างฮะ จะสั่งกี่ตัวก็ได้โดยจะคิดราคาเป็นตัวๆครับ จานนี้ผมทานทั้ง 2 วันเลย

เนื้อ Tenderloin จานนี้อร่อยมากฮะ ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่จะมีเนื้ออร่อยๆแบบนี้ คุณแฟนผมทานไปทั้ง 2 มื้อเช่นกัน ที่สำคัญจำราคาได้เลยว่าจานนี้อยู่ที่ 55 เหรียญฮะ

ผมจำไม่ได้แล้วว่ามันคือสปาเก็ตตี้อะไร 5555

สเต๊กปลา

ตอนนี้มาได้ครึ่งทางพอดีฮะ เดี๋ยวตอนหน้าจะพาไปทานอาหารเช้า ชมวิลล่าอีกฝั่ง ไปดำน้ำดูปลาสวยๆกัน ขอโทษด้วยครับที่ต้องลากันครึ่งๆกลางๆแบบนี้

ฝากติดตามแฟนเพจผมได้ที่ https://www.facebook.com/travelholicbigboy นะครับ
Create Date :17 สิงหาคม 2557
Last Update :18 สิงหาคม 2557 11:02:08 น.
Counter : 2045 Pageviews.
Comments :5
- Comment
โดย: Kan Kantalas IP: 110.171.244.28 17 สิงหาคม 2557 23:29:26 น.
โดย: ดารณี IP: 202.29.154.222 18 สิงหาคม 2557 6:32:35 น.
โดย: Kook Jutamas IP: 202.47.237.156 18 สิงหาคม 2557 10:41:16 น.
โดย: A Pun Arun IP: 203.155.220.236 18 สิงหาคม 2557 13:10:21 น.
คนไปบอกฝันไป คนนั่งดูรูปก็คิดว่าภาพฝันเหมือนกันค่ะ สวยมาก
โดย: mariabamboo