หุบเขาคนโฉด ไม่ใช่ไอศครีม ไม่ต้องเข้ามาเลีย หรือเชียร์จนละเหี่ยใจ แต่ขอแค่ความจริงใจ ของคนกล้าคิด ไม่ติดอยู่ในกรอบ
40129 ไท้ส่วยเอี้ย เทพแก้ไขเคราะห์กรรม


เทพเจ้าของจีน มีมากมาย ยากที่จะเรียบเรียงนำมาเขียนชื่อได้หมด หากจะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ อาจจะแยกได้เป็นเทพเจ้าที่มีอยู่มานานแล้ว(ซึงคงไม่มีใครเคยเห็นองค์จริงๆของท่าน) และเทพเจ้าที่เกิดจากคนดีแล้วตายไปเกิดเป็นเทพเจ้า เทพเจ้าส่วนใหญ่จะมีที่มาอ้างอิงตามลัทธิหรือศาสนาที่คนจีนโบราณนับถือ อย่างเช่น พระโพธิสัตว์, โป๊ยเซียน, ฯ นอกจากนี้ยังมีแม้กระทั้งเทพที่มาจากนิยาย หรือเรื่องเล่าอิงประวัติศาสตร์ เช่น เทพเจ้าสามก๊ก เทพเจ้าไซอิ๋ว และยังจะมีเทพเจ้าที่เกิดขึ้นตามเทศกาลต่างๆ เช่น เทพไท้ส่วยเอี้ย, เทพไฉ่ซิงเอี้ย ...ฯ ก็เป็นเทพที่เกิดขึ้นและมีอิทธิพลในด้านความเชื่อ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ของจีน การไปไหว้พระ ไหว้เทพเจ้า ที่วัดจีน(หรือศาลเจ้า) เราจะเห็นชื่อเทพต่างๆมากมาย เรื่องราวที่มาของเทพเหล่านี้ บางองค์ก็พอทราบได้ บางองค์ก็ยากที่จะทราบได้ ส่วนใหญ่จะไม่สามารถหาคนที่มีความรู้ เพื่อจะมาอธิบายให้เราทราบ หวังว่าสักวันคงจะพบหนังสือที่รวบรวมเทพเจ้าของคนจีนเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่านและได้ศึกษา


ถนนหมื่นไมล์

oถนนที่ทอดยาวไกล แต่หัวใจก็ยังเดินทางไปถึง
หุบเขาคนโฉด, ถนนหมื่นไมล์, ๒๕๕๔, ปีชง, ไท้ส่วยเอี้ย, สะเดาะเคราะห์
Violent Valley, zOOmzERo, Change Misfortune

ไท้ส่วยเอี้ย เทพแก้ไขเคราะห์กรรม


ปีนี้เป็นปีเถาะ หรือ ปีกระต่าย และควรจะเรียกว่า กระต่ายทองคำ(ซิ้งเบ้า) จะได้ เฮง เฮง เฮง ถ้วนหน้ากัน

ในประเทศไทย... ใช่แต่ว่า คนจีน และ คนไทยเชื้อสายจีน เท่านั้นที่เชื่อเรื่อง ปีชง คนไทยแท้ๆ อย่างเช่น ครอบครัวของกระผม และเพื่อนฝูง ก็ยังเชื่อเรื่อง ชง เหมือนกัน ดังคำติดปากที่ว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ไม่รู้อย่าทดลอง 555

ในแต่ละปี จะมีคนที่เข้าข่ายเกิดปีชง อยู่ ๔ ปีเกิด ซึ่งปีเหล่านี้จะเกาะกลุ่ม เป็นชุดๆ วนกลับมาชงอีกทีเหมือนเดิมในอีก ๓ ปีถัดไป แต่ปีใดจะมีผลกระทบรุนแรงแค่ไหน ต้องดูจากการพยากรณ์อีกที

“ชง” ที่ว่านี้เป็นภาษาจีน หมายถึง ปะทะ หรือ ปฏิปักษ์ มีความเข้าใจว่าเมื่อครอบรอบปีที่เราเกิด เช่น ๑๒ หรือ ๒๔ ปีที่เราเกิดจะเป็นปีชงรุนแรงเสมอ เรื่องนี้ไม่ถูก เพราะบางปีก็ใช่ บางปีก็ไม่ใช่ ปีที่ชงหนักที่สุดอาจจะเป็นปีใดปีหนึ่งใน 3 ปีที่เหลือก็ได้

ปี ๒๕๕๔ มีปีเกิดที่ชง ต้องไปสะเดาะเคราะห์ ดังนี้
ปีเถาะ(กระต่าย) เป็นปีชง เข้าลักษณะ ถูกทับ (แบนแต็ดแต๋) แต่ไม่ร้ายแรงที่สุด
ปีมะเมีย(ม้า) อันนี้เป็นปีร่วมชง เข้าลักษณะ แตกแยก มีโอกาสพลัดพราก หย่า หรือเสียของรัก
ปีระกา(ไก่) เป็นปีชง เข้าลักษณะ ปะทะ ถือว่าโดนรุนแรงที่สุด เพราะเป็นอริกับปีเถาะ จะเกิดเหตุร้าย อุบัติเหตุ ส่งผลให้อาจถึงขั้นเสียชีวิต
ปีชวด(หนู) นี่ก็เป็นปีร่วมชงอีกปี จะเป็นลักษณะ "เฮ้ง" หรือ ถูกเบียดเบียน อาจจะเบียดเบียนโดยคนหรือโรคภัยไข้เจ็บ
สรุปว่าปีกระต่ายไม่ได้น่ากลัวทีสุด ปีที่ต้องระวังมากๆคือปีระกา

เมื่อไม่ดี ก็ต้องแก้ให้มันดี แต่ทำไมมันถึงต้องไม่ดี อันนี้มาจากวิชาของนักพรตจีนแต่โบราณ ที่เขียนหลักการดูดวงและผูกดวง ที่เรียกว่า โป๊ยหยี่สี่เถี่ยว
โป๊ยยี่ แปลว่า อักษร ๘ ตัว
สี่เถี่ยว แปลว่า สี่แถว .... เอ้ย... ๔ แถว(ฐาน) หรือ ๔ ต้น
ที่ว่า ๔ ฐาน นี่ก็คือ ปีเกิด เดือนเกิด วันเกิด และเวลาเกิด(ตกฟาก)
สำหรับเวลาตกฟากของจีน จะแบ่ง ๑ วันมี ๑๒ ช่วง(ซี้) เท่าๆกัน เริ่มจาก จื่อซี้ ตรงกับ ๒๓.๐๐-๒๔.๕๙ น. ฯ
ซินแสจะทำการจัดตัวอักษรให้เป็น ๘ ตัว (ต้องไปเรียนเรื่องโหราศาสตร์จีนเอาเองนะ) เรียกว่า ก้วยฮวยเหมียวถึง
ก้วย แปลว่า ผล(ไม้), ฮวย แปลว่า ดอก(ไม้), เหมียว แปลว่า ต้น(ไม้) และ ถึง แปลว่า ราก(ไม้)
สรุปคือ เขาเปรียบเทียบให้ดวงชะตาของคนเหมือนกับต้นไม้ ณ เวลาที่ผลไม้จะออกมา น่าจะพยากรณ์ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร

ในปี 2554 นี้ คนที่เกิดปีที่ชง และต้องไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์ เสริมดวง ก็มีอยู่ด้วยกัน 4 ปี คือ ปีเถาะ ปีมะเมีย ปีระกา และปีชวด มีหลายคนคิดว่า ถ้าเราเกิดปีใดปีหนึ่งใน 4 ปีที่ชง ในปีนั้นเราจะแย่ เลยเอาตารางมาให้ดูกัน ดังนี้
คนเกิดปีเถาะ จะมีอายุ ๑๒, ๒๔, ๓๖, ๔๘, ๖๐, ๗๒, ๘๔, ๙๖ ปี
คนเกิดปีมะเมีย จะมีอายุ ๙, ๒๑, ๓๓, ๔๕. ๕๗, ๖๙, ๘๑, ๙๓ ปี
คนเกิดปีระกา จะมีอายุ ๖, ๑๘, ๓๐, ๔๒, ๕๔, ๖๖, ๗๘, ๙๐ ปี
คนเกิดปีชวด จะมีอายุ ๑๕, ๒๗, ๓๙, ๕๑, ๖๓, ๗๕, ๘๗, ๙๙
อ้า...๓๒ กลุ่มคนเชียวหรือ แล้วแต่ละปีจะมีคนเกิดกี่สิบล้านคน
ความจริงคือ “ไม่ใช่” ครับ ทั้ง ๓๒ กลุ่มนี้เขาเรียกว่า ชงรอบแรก (รอบคัดเลือกสาวงาม ๓๒ คน)

ตามตำรา ท่านบอกว่า ๓๒ กลุ่มนี้ล้วนต้องระวังตัว แต่พวกที่ต้องระวังให้มากกว่านั้น ยังมีอีก
หมายความว่า จาก ๓๒ เราจะคัดให้เหลือพวกดวงซวยจริงๆ แค่ ๑๐ กลุ่ม ได้แก่
(ในวงเล็บข้างล่างที่ติดกับปีเกิดนี้ หมายถึง อายุของคุณในปี54 นะครับ)
ปีเถาะ ได้แก่คนที่เกิด ปี 2470(84), ปี 2530(24)
ปีมะเมีย ได้แก่คนที่เกิด ปี2461(93), ปี2521(33)
ปีระกา ได้แก่คนที่เกิด ปี2488(66), ปี2512(42), ปี2548(6)
ปีชวด ได้แก่คนที่เกิด ปี2479(75), ปี2503(51), ปี2539(15)
(บางตำราตัดคนเกิดปีระกา ๖ ขวบ และปีชวด ๑๕ ปี ออก เหลือเพียง ๘ กลุ่ม)
สรุปว่ามีแค่ คน ๑๐ กลุ่มเท่านั้นที่มีเคราะห์หนัก (ต้องคิดตามดีๆ อย่าเชื่อมากจนเกินไป เพราะจะทำให้จิตใจว้าวุ่นเกินไปก็ได้)
ผมเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าใด ล้วนแต่ต้องระวังตัว โอกาสเจ็บป่วยย่อมมีได้พอๆกัน นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ
ชาวจีนเชื่อว่า องค์เทพที่ดูแลเรื่องปีเกิดมีชื่อว่า "ไท้ส่วย" (ไท้ส่วยเอี้ยเป๋าส่วยกุงเผ่งอัง) แปลเป็นไทยก็คงเรียกว่า “เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา” อันนี้คนละองค์กับ ไฉ่ซิงเอี้ย นะครับ นั่นคือ เทพแห่งโชคลาภ และไท้ส่วยเอี้ยก็ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวร แบบที่เราชอบแผ่สวนกุศลไปให้ อย่าเอา 2 เรื่องนี้มารวมปนกัน เทพคือเทพ เจ้ากรรมนายเวรก็คือเจ้ากรรม คนละแนวกันเลย ท่านไท้ส่วยเอี้ยทำหน้าที่คุ้มครอง(ไม่เคยทำร้าย) ปีที่ชงคือปีที่เกณฑ์ชะตาว่าจะมีเคราะห์หนักเท่านั้น แต่เราเชื่อกันว่าเทพไท้ส่วยมีพลังและอิทธิพลต่อดวงชะตาของคนที่นับถือท่านได้ ท่านเป็นเทพให้คุณแก่คนที่บูชาท่าน ผมเดาว่านี่คือแนวความเชื่อของพวกเต๋า หลักเบสิคง่ายๆคือ ถ้าไหว้เจ้า วิงวอนเจ้า เจ้าก็จะเมตตาช่วยเรา


เทพองค์ไหนดูแลปีเกิดไหน?
ปรมาจารย์จีนเป็นผู้กำหนดเรื่องนี้เอาไว้ โดยบอกว่า จะมีเทพดูแลชะตาชีวิตของคนเราถึง 60 องค์ เรียกว่า “หลักจั๊บ ก๊ะจื้อ” (บางคนเรียกว่า พฤหัสบดีจักร) ท่านจะลงมาปีละองค์ วนกันรอบใหญ่นับได้ ๖๐ ปีพอดี เรียกว่า หนึ่งวัฏจักร

ตัวเลขนี้มาอย่างไร? เอาแบบว่า เล่ากันขำๆก่อนนะ คือ ให้เอากระดาษสีที่แตกต่างกันมา 10 แผ่น แล้วแบ่งเป็น 12 ส่วน จากนั้นเขียนชื่อปีนักษัตรต่างๆ ลงในแต่ละสี แล้วตัดออกมา รวมแล้วเราจะได้ 120 ชิ้น (10 คูณ 12 เท่ากับ 120) จากนั้นทำการจับคู่ ก็จะได้ทั้งหมด 60 คู่ ซึ่งเท่ากับจำนวนองค์เทพไท้ส่วยเอี้ยทั้งหมดที่เตรียมไว้ นี่แหละคือหลักการจับคู่ที่เรียกว่า หลักจับก๊ะจื้อ ผมว่าผมเขียนไปแล้ว ผมเองก็ยังไม่เข้าใจเลยครับ

ซินแสจีน แบ่งราศีตามหลักโป้ยยี่สี่เถี่ยว โดยแยกราศีออกเป็น บน กับ ล่าง
ราศีบน(ฟ้า) เรียกว่า กิ่งฟ้า (เทียงถัง) มี ๑๐ ตัว
ราศีล่าง(ดิน) เรียกว่า ก้านดิน (ตี่จี๊) มี ๑๒ ตัว (ตี่จี๊ หรือ ตี่กี่ แปลว่า นักษัตร)
ดังนั้นเมื่อนำมาคูณกันก็จะได้ ๑๒๐ ตัว หรือถ้าเอามาจับคู่ก็จะได้ ๖๐ คู่
แต่ละปีจะมีเทพผู้คุ้มครองดวงชะตามาดูแลมนุษย์ปีละท่าน (เรียกเป็นภาษาไทยว่า เทพเฝ้าปี) ต้องรอไปอีก 60 ปี เทพองค์เดิมถึงจะได้กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง ดังนั้นถ้าเชื่อเรื่องแบบนี้ ก็ควรจะไปไหว้ทุกปี

สำหรับปีเถาะ ๒๕๕๔ นี้ เทพที่มาเฝ้าดูแลพวกเรามีชื่อว่า “ห่วมเล้งไต่เจียงกุง”
ท่านเป็น เทพขุนพล องค์ที่ ๒๘ คราวที่แล้วท่านมาในปี ๒๔๙๔ หรือเมื่อ ๖๐ ปี ที่แล้ว
คนจีนเชื่อว่า เทพไท้ส่วยเอี้ยจะเปลี่ยนตัวกันประมาณวันที่ ๒๒ ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งจะตรงกับวันไหว้ขนมบัวลอย (ไม่เชื่อ ลองไปเปิดปฏิทินจีนดูได้เลย)


เรื่องปีชงนั้น ไม่ใช่เทพเจ้าท่านไม่ชอบขี้หน้าคนเกิดปีนี้ ปีนั้น อย่าคิดแบบนั้น ท่านไม่ได้อยากมาสร้างกรรมกับพวกเราหรอก ผมเชื่อว่า ในแต่ละปี จะมีคนที่ดวงอ่อน โอกาสเจ็บป่วยก็อาจจะมีมาก ทำการค้าก็จะหากำไรได้ยาก ทำงานก็ไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือน เรียกว่าทำอะไรก็ตีบตันไปหมด แล้วจะน่าห่วงแค่ไหน หากว่าคนดวงถดถ่อยเป็นถึงผู้นำครอบครัว ผู้นำประเทศ ถ้าเรื่องแบบนี้เป็นจริง (ไม่ใช่งมงาย) แล้วเราคงจะอยู่เฉยๆกันได้อย่างไร ฮิ?
สำหรับคนที่ดวงมีปัญหา เมื่อเทพไท้ส่วยเอี้ยรับทราบการไหว้ ท่านจะใจดีมีเมตตา ช่วยลดเคราะห์กรรมให้เบาบางลงให้ได้ แม้ชะตาขาดในปีนั้น ก็ช่วยได้ (แต่ต้องไม่ประมาท)
สำหรับคนที่ดวงปกติ หรือดวงดีมากๆ การไปไหว้เทพไท้ส่วยเอี๊ย จะทำให้โชคดียิ่งๆขึ้น ในวันข้างหน้า หากคุณเกิดพลาดพลั้งล่วงเกินผู้อื่นหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือกำลังคิดจะสร้างกรรมไม่ดี เทพก็จะช่วยให้เรารอดพ้นภัย หรือเจอแต่เจ็บไม่ถึงตาย หรือท่านอาจจะบันดาลมีบางสิ่งมาทัดทานไม่ให้เราทำผิด ดังนั้นการไปไหว้เทพไท้ส่วยเอี้ย ไม่ว่าจะเกิดปีอะไร คนจีนก็จะพาลูกหลานไปกราบไหว้หมดทุกคนในครอบครัวนั่นแหละ

ทีนี้ ถ้าจะไปไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย จริงๆแล้วไปที่วัดจีน ศาลเจ้า ที่ไหนก็ได้ หรือไหว้ที่บ้านก็ยังได้ แต่ผมถนัดไปหามือโปรฯ และก็ไปไหว้อยู่ 2 แห่ง คือ วัดเล่งเน่ยยี่(๑) กับวัดโพธิ์แมนคุณาราม

สำหรับวัดเล่งเน่ยยี่(๑)นั้น ดูเหมือนจะมีบริการครบวงจร ตั้งแต่ของที่จะใช้ไหว้ และมีพระจีนที่พร้อมทำพิธีสวดสะเดาะเคราะห์(ให้ทุกวันพระติดต่อกันตลอดปี) เสริมสิริมงคล และยังมีพิธีหนำซิ้งเต๋าเก็ง ที่เชื่อว่าพิธีนี้ทำให้ครอบครัวมีความเจริญรุ่งเรือง และปลอดภัยจากภัยร้ายต่างๆ

สำหรับของที่ใช้ในการไหว้ จะต้องมี ธูป เทียนแดง หงิ่งเตี๋ย ตั่วกิม(กระดาษทอง) ทุกหลั่งจี้ เป๋าอุ่งจี้ เผ่งอังจี้ อั่งเถียบ(กระดาษแดง) ขนมจันอับ ส้ม (อาหารกับผลไม้ต้องซื้อเองก่อนเข้าวัด)

เมื่อปีก่อน ผมไปแค่ที่วัดโพธิ์แมน ปีนี้ก็วัดเดิม แต่จะขอเล่าคร่าวๆ ถ้าคุณจะไปที่วัดมังกรกมลาวาส(เล่งเน่ยยี่) เยาวราช อ้อ...ปีนี้เป็นปีที่ 130 ของการสถาปนาวัด ดังนั้นเตรียมเงินไปบริจาคทำบุญซื้อวัสดุเพื่อใช้บูรณะวัดเล่งเน่ยยี่ด้วยนะครับ

เรื่องที่สำคัญที่สุด คือ ต้องจำวันเดือนปีเกิดของตัวเองให้ถูก โดยเฉพาะเวลาเกิด(ตกฟาก) บางคนไม่ทราบว่าเกิดตอนไหน ก็มักจะใช้เวลาที่พระออกบิณฑบาต (๐๕.๐๐-๐๖.๕๙) ถือเป็นเวลามงคลเพราะพระออกโปรดสัตว์

ก่อนเข้าไปในวัดอย่าลืมแวะซื้อส้ม 4 ผล ขนมจันอับ (ให้แม่ค้าจัดให้)
เมื่อเข้าไปในวัดทางด้านหน้า เดินผ่านลานใต้ตึก ออกไปทางลานจอดรถ เดินตรงไปเรื่อยๆ ซ้ายมือเป็นห้องน้ำ ถ้ามีเด็กเล็กๆไปด้วย ให้แวะห้องน้ำก่อนก็ดี(จะได้ไม่วุ่นวาย)

เดินเข้าประตูวัด เข้าประตูกลาง แล้วเลี้ยวไปทางซ้ายมือ เลี้ยวขวาอีกที เดินทะลุซุ้มประตูโค้งๆ มองหาป้ายประกาศ ป้ายคำอธิบายการทำบุญสะเดาะเคราะห์ มองหาเจ้าหน้าที่ซึ่งก็คือพระสงฆ์จีน บอกท่านว่า มาสะเดาะเคราะห์ปีชง ท่านจะช่วยเช็คปีเกิดให้เรา (ด้านข้างๆ น่าจะมีตารางขนาดใหญ่ให้เทียบอายุกับปีเกิด) ท่านก็จะให้กระดาษเรามาปึกหนึ่ง อันนี้แหละจะเอามา "ปัด" เคราะห์

อ้อ...อย่าลืมเตรียมเงินทำบุญด้วยนะครับ คนละ 100 บาท วัดเล่งเน่ยยี่จะอนุญาตให้ผากชื่อเรา เพื่อให้พระช่วยสวดมนต์และนำกระดาษไปเผาบูชาเทพให้ แต่วัดโพธิ์แมน ทำแค่ลงชื่อสวดนต์อย่างเดียว ไม่มีกระดาษเครื่องไหว้ให้ (คิดค่าทำบุญ 200 บาท) จะเห็นว่าวัดเล่งเน่ยยี่ น่าไปกว่ากันเยอะ

เมื่อนำเงินทำบุญแล้ว ลงชื่อแล้ว ได้ของมาแล้ว ก็หันหลังกลับไป จะเห็นคนหลายคนนั่งเขียนอะไรขยุกขยิก เขากำลังกรอกรายละเอียดส่วนตัว เช่น ชื่อนามสกุล วันเดือนปีเกิด อยู่ครับ

อ้อ...อย่าลืมลงชื่อในสมุดทะเบียนที่พระจะนำมาสวดมนต์ให้เรา ทุกวันพระ เป็นเวลาตลอดปีที่ชง สำคัญมาก
เมื่อหาโต๊ะ หาที่นั่ง ก็จะมีปากกาหรือดินสออยู่แถวนั้น งานอันดับต่อไปของเรา คือ ตรวจสอบกระดาษสีต่างๆที่เราได้มา
จะมีใบหนึ่งเหมือนใบปะหน้าแบบสอบถาม(questionaire) เอากระดาษนี้มากรอกข้อมูลส่วนตัวของเรา ถ้าร่างด้วยดินสอก่อนได้ก็ดี ไม่อยากให้ต้องมาลบๆขูดขีด “ฆ่า” แก้ไข ข้อความที่เขียนผิด โดยเฉพาะเด็กๆมักจะเขียนไม่ถูก

ควรเตรียมปากกาไปเอง ถ้าได้ปากกาเขียนซีดียิ่งแหล่มเลยครับ
เขียนเสร็จก็พับกระดาษให้เรียบร้อย นำใส่ซองให้หมด ใบที่เราเขียนชื่อจะต้องสอดเข้าไปในซอง ดังนั้นซองมันจะเหมือนกัน ต้องเขียนชื่อที่หน้าซองของแต่ละคนเพื่อแยกแยกว่า เป็นซองของใคร เวลาที่เราเอาเด็กๆไปด้วย พ่อแม่ควรจะถือซองรวบรวมเอาไว้ พอมาถึงตรงที่ต้องทำพิธีปัดเคราะห์ ก็หยิบซองแจกให้เด็กๆ ถ้าให้เด็กถือเอง เดี๋ยวมีการใช้ซองผิดถูกมั่วไปหมด เด็กบางคนไวมาก เอาซองไปยัดใส่ในกล่องฝากซองเลย ถ้าจะเปิดรื้อดูชื่อจากซองของพวกเราก็ไม่ลำบาก แต่เคยเจอว่า หลานคนหนึ่ง เอาไปยัดในลัง แล้วก็จำลังไม่ได้ เราก็ไม่กล้าแกะซองของคนอื่นดู เลยต้องเดินวนกลับซื้อซองมาใหม่อีกรอบ ดังนั้น ให้เขียนชื่อหน้าซองใหญ่ของแต่ละคนอีกที ผมเห็นครอบครัวหนึ่งเขาทำเป็นลาเบลหรือสติ๊กเกอร์ ชื่อ คนในบ้านมาเลย มาถึงก็แปะหน้าซอง แบบนี้มืออาชีพมาก

ขั้นตอนต่อไปก็คือการไปไหว้เทพไท้ส่วยเอี้ย ซึ่งจะอยู่โซนคนละฟากกับที่เรานั่งกรอกข้อมูล ดังนั้นต้องเดินผ่านห้องกลางที่มีควันธูปมากๆ ผ่านโต๊ะกลางใหญ่ๆ ยกมือไหว้พระพุทธรูป จุดธูป ๙ ดอก ไหว้พระพุทธรูป ๓ องค์ๆละ ๓ ดอก สำหรับผม วันที่ไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์นั้น ผมจะไม่เดินไหว้พระหรือเจ้าองค์อื่นๆ เก็บเอาไว้มาใหม่อีกครั้งหลังวันตรุษจีนไปแล้ว ๑ วัน คือแยกเรื่องปีชง กับวันตรุษออกจากกัน ไม่ทำวันเดียวหลายเรื่องครับ

ให้เดินไปอีกฝั่ง ถามคนอื่นก็ได้ว่าจะไปไหว้เทพไท้ส่วยเอี้ย ไปทางไหน ทีนี้บางคนก็เริ่มจุดธูป ไหว้ๆๆๆๆ ใจเย็นๆ อย่ารีบไปทำตามเขา ตามปกติด้านที่เราจะไปไหว้เทพไท้ส่วยเอี้ย จะมีคนขายธูปเทียน น่าจะราคา 20 บาท
จัดการจุดเทียน จุดธูป 3 ดอก ไหว้ไท้ส่วยเอี้ย นำผลไม้ คือ ส้ม ๔ ผล และขนมจันอับ วางในจาน(คนละจาน) จัดไหว้ไท้ส่วย ขอให้ท่านคุ้มครอง และให้โชคลาภ

ผมขอแนะนำว่า ควรหาจานกระดาษเอาไปเอง ซื้อตามร้านสะดวกซื้อก็น่าจะมี จานกระดาษที่ใช้ ก็ทิ้งเอาไว้ไม่เอากลับเข้าบ้าน
จากนั้น...ให้เอาชุดกระดาษ เตรียมเอามา “ปัด”

คำพูดตอนปัดแต่ละครั้ง คือ “ขอให้เกิดแต่สิ่งรุ่งเรืองก้าวหน้า สิ่งอัปมงคลให้ปัดเป่าหายไป” เวลาปัด ให้เอามือเพียงมือเดียว จับกระดาษ ชูเหนือศีรษะ ลากผ่านศีรษะ ผ่านไหล่ลงมา ลากผ่านลงไปช้าๆจนสุดแขน ทำ ๑๒ ครั้ง
เสร็จแล้ว...เอากระดาษฝากไว้ในกล่อง เมื่อหมดปี จะมีคนเอากระดาษนี้ไปเผาให้เราอีกที

มีข้อควรทราบ อีกนิดหน่อย
- ของที่ไหว้เทพไท้ส่วยเอี้ย เช่น ผลไม้ ไม่ควรเอากลับ
- ผู้หญิงมีประจำเดือน ควรเว้นช่วงนี้ รอให้หมดพีเรียดก่อนนะ ค่อยไปทำพิธีวันอื่น
- คนที่เกิดปีที่ชง และคนที่เกิดปีคู่ศัตรู (เช่น ปี๕๔ ก็คือ ปีเถาะกับปีระกา) ต้องพาผู้อาวุโสไปด้วย และต้องให้ท่านทำการปัดให้ อย่าทำเอง

ขอเตือนใจคนที่เกิดปีชง ว่าระวังเรื่องต่อไปนี้ (ผมแยกออกเป็นข้อย่อยๆ ตามความคิดของผมเอง)
หนึ่ง... ห้ามไปงานมงคล เช่น งานแต่ง เปิดร้านค้าหรือบริษัท
สอง... ห้ามงานอวมงคล เช่น งานสวดศพ เผาศพ ส่งศพ
สาม... ห้ามไปเป็นเจ้าภาพ(หรือ ประธาน) ทั้งงานมงคล หรืองานอวมงคล
สี่... สำหรับงานศพ ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ไปได้ แต่ห้ามไปเผาศพ ห้ามไปส่งศพ ห้ามไปสุสาน ห้ามไปฝังศพ (นั่งฟังพระสวดอภิธรรมน่าจะได้ ไม่ควรเข้าไปไหว้ศพ)
ห้า... หากจำเป็นต้องไปเยี่ยมคนป่วย ไปถึงโรงพยาบาลหรือบ้านคนป่วยแล้ว เลี่ยงการเข้าไปพบหน้าเขา โดยทั่วไปก็จะทำเฉยๆกัน ก็แค่ไม่ต้องเยี่ยมนาน
ผมก็ไม่ทราบนะว่า เขาจะห้ามด้วยเหตุผลอะไร เพราะของพวกนี้ เราไม่ได้ไปทำร้ายหรือเบียดเบียนใครที่ไหน ฝากเอาไว้ให้คิดนอกกรอบกันบ้างก็แล้วกันครับ

หลังจากไปงานศพ คนจีนมักจะมีวิธีแก้เคล็ดเรื่องความโชคร้าย ด้วยการนำกิ่งต้นทับทิมจุ่มน้ำแล้วเอาน้ำมาล้างหน้า เมื่อก่อนจะเห็นคนเขาปลูกต้นทับทิมเอาไว้หน้าบ้าน ปัจจุบันหาไม่เจอ ถ้าเจอก็เข้าไปยุ่งทรัพย์สินของเขาไม่ได้ ผมว่าน่าจะมีคนกลับมาปลูกกันใหม่นะ
ทีนี้หากปีนั้น ชะตาของคุณเข้าข่ายปีชง คุณมีที่พักเป็นห้องเช่า อพาร์ทเม้นท์ หรือคอนโดมิเนียม ฯ จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร? ผมมีคำตอบ... ต้องทำอย่างนี้ครับ อย่างแรก...ก็ต้องไปหากิ่งทับทิมให้ได้ก่อน คิดว่าตามศาลเจ้า น่าจะยังมีคนปลูกไว้ในกระถางใบใหญ่ๆ ก่อนเด็ดก็ขออนุญาตเจ้าของสถานที่ และก่อนจะกลับถึงที่พัก ก็แวะซื้อน้ำเปล่าที่ร้านสะดวกซื้อ ๑ ขวด เวลาจะใช้งานก็ เอากิ่งทับทิมยัดใส่ขวด แล้วเอาน้ำนั้นล้างหน้า (ล้างแบบลูบๆก็พอ ไม่ต้องราดโครมๆ)

ไม่ว่าคุณจะเกิดปีไหน ปีนี้ชง ปีหน้าฟื้น ปีต่อไปเตรียมปะทะใหม่ สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรกระทำอย่างยิ่ง คือ ทำบุญ สร้างกุศล ประมาทไม่ได้ ดังนั้นอย่าไปกลัวปีชงเลยครับ เคราะห์ที่ใครก็ไม่รู้จะมาลิขิตให้เรา เรานี่แหละป้องกันมันได้ ใช้ความดีสู้กับมันเถอะครับ อย่ามัวแต่วิงวอนสิ่งที่คุณเองก็ไม่เคยพบไม่เคยเห็น อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คิดแบบไหนสบายใจกว่า ก็ขอให้คิดแบบนั้น

ตรุษจีนปีนี้ ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุข สุขกาย สุขใจ ไร้เรื่องกังวล ไร้คนกวนใจ นะครับ

จอมมารแห่งหุบเขาคนโฉด

zOOmzERo2009













ไปอ่านบล๊อกถัดไป
Link ไปที่ blog 40214 ความรักในวันแห่งความรัก

ย้อนกลับไปอ่านของเก่า
Link ไปที่ blog 40108 วัดเก่าบนเขาบางทราย
Link ไปที่ blog 31231 สิ้นปี ๒๕๕๓ ทิ้งความทุกข์
Link ไปที่ blog 31218 ผัดหมี่โคราช
Link ไปที่ blog 31130 อยากเป็นตัวนิ่ม
Link ไปที่ blog 31021 อย่าห้ามฉันกินหอยนางรม
Link ไปที่ blog 31013 ไม่ทานเจได้ไหม?



Create Date : 29 มกราคม 2554
Last Update : 17 มิถุนายน 2554 19:31:46 น. 39 comments
Counter : Pageviews.

 
วิ่งมาเจิมค่ะ อิอิ ยาวจัง เดี๋ยวอ่านก่อน งิงิ
ช่วงนี้กำลังปัีมเงิน ลูกค้าจองเหรียญเข้ามากันเยอะแยะมากมาย หาเหรียญขายไม่ทันรุย *_*

คิดถึงนะคะพี่ชาย จุ๊ฟ ๆ ๆ


โดย: นู๋ Beee น้องสาวจอมแก่น IP: 115.87.83.80 วันที่: 29 มกราคม 2554 เวลา:19:56:19 น.  

 
สำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มปี กระต่าย ม้า ไก่ และหนู ยังมีโปรแกรมไหว้เจ้าเสริมดวงชะตา และอีก 8 ปี ที่เหลือก็ไม่ต้องน้อยใจ ผมมีโปรแกรมมานำเสนอด้วยเหมือนกัน
- ปีชวด แก้ชงที่วัดเล่งเน่ยยี่ แล้วไปไหว้ขอพร องค์ลื่อตงปิง ณ ศาลเจ้าหลี่ตี้เบี้ยว อยู่เยื้องกับ สน.พลับพลาไชย
- ปีฉลู ให้ไปไหว้ขอพร ฮั่วกวงไต่ตี่ ณ ศาลเจ้าพ่อกวนอู เยาวราช
- ปีขาล ให้ไปไหว้ขอพร ไท้เสี่ยงเหล่ากุง ณ ศาลเจ้าหลี่ตี้เบี้ยว เยื้อง สน.พลับพลาไชย
- ปีเถาะ แก้ชงที่วัดเล่งเน่ยยี่ แล้วเดินไปไหว้ขอพร พระยูไล ในวัดเล่งเน่ยยี่ นั่นแหละ
- ปีมะโรง ให้ไปไหว้ขอพร องค์ไท้เอี้ยงแชกุง ณ วัดเล่งเน่ยยี่ หรือ ศาลเจ้าไหนก็ได้ที่มีรูปบูชาของไท้เอี้ยงแชกุง
- ปีมะเส็ง ให้ไปไหว้ขอพร เจ้าแม่กวนอิม ซึ่งมีหลายที่ แต่แนะนำที่ โรงพยาบาลเทียนฟ้า เยาวราช
- ปีมะเมีย แก้ชงที่วัดเล่งเน่ยยี่ แล้วไปไหว้ขอพร เจ้าแม่ทับทิม ใกล้วัดเลียบ สะพานพุทธ
- ปีมะแม ให้ไปไหว้ขอพร เจ้าแม่เทียนโหว อยู่ในวัดเลียบ สะพานพุทธ
- ปีวอก ให้ไปไหว้ขอพร ซักบ่อเซียน ณ โรงเจพ่งไบ้กิวเกาะ ซอยโรงเลี้ยงเด็ก สวนมะลิ
- ปีระกา แก้ชงที่วัดเล่งเน่ยยี่ แล้วไปไหว้ขอพร ไฉ่ซิ่งเอี๊ยประทับเสือ ในวัดเล่งเน่ยยี่
- ปีจอ ให้ไปไหว้ขอพร เจ้าพ่อกวนอู ณ ศาลเจ้าพ่อกวนอู เสยาวราช
- ปีกุน ให้ไปไหว้ขอพร องค์ตั่วเหล่าเอี๊ยะ ณ ศาลเจ้าพ่อเสือ ที่ไหนก็ได้ แต่แนะนำ ที่ถนนตะนาว เสาชิงช้า

ปัจจุบัน วัดจีนขนาดใหญ่ หรือศาลเจ้าขนาดใหญ่
มักจะมีเทพเจ้าให้กราบไหว้มากมาย
และน่าจะมีเทพเจ้าที่ช่วยเรื่องดวงชะตากับคนทุกปีเกิด
ไม่จำเป็นต้องขับรถเข้ามาในเมืองหรือในกรุงเทพฯ


โดย: zoomzero วันที่: 29 มกราคม 2554 เวลา:19:58:22 น.  

 
ถ้าจะไหว้ไท้ส่วยเอี้ย แบบไม่ต้องทำสะเดาะเคราะห์ด้วยกระดาษปัด
จะไหว้ที่บ้าน หรือที่ศาลเจ้าใกล้บ้าน
ให้เตรียม
ธูป 3,
เทียนแดง 2,
เทียงเถ่าจี้ 1 ชุด,
กิมหงิ่งเต้า 2,
ดอกไม้ 2 กำ,
หงิ่งเตี๋ย 12 (หรือ 13 คู่),
ข้าวสาร 5 ถ้วย,
น้ำชา 5 ถ้วย,
หมูกรอบหรือไก่ต้ม 1 จาน,
ถั่วลิสงและพุทราแดง ประมาณ 25 เม็ด,
ขนมโก๋ 5 ชิ้น

ทีนี้มีความแตกต่างแบ่งเป็น ๒ สาย คือ
พวกคนที่ไม่ทานอาหารพวกเนื้อสัตว์ ก็จะไม่ไหว้หมูหรือไก่
แต่จะไหว้ อาหารเจ ๕ อย่าง เช่น เห็ด วุ้นเส้น ...ฯ แทน


โดย: zoomzero วันที่: 29 มกราคม 2554 เวลา:20:01:12 น.  

 
ดีจังค่ะ ที่ปีเกิดบีไหว้แถวเยาวราช อิอิ ไม่ต้องไปไกล งิงิ

คิดถึงพี่ชายจังค่ะ ช่วงนี้ชีพจรลงเท้ามาก ไปวัดท่าซุงที่อุทัยฯ พาคนไปฝึกกรรมฐานมา แล้วก็ปั๊มเงินอยู่ ตอนนี้ได้รายได้เดือนละหลายแสนแล้วค่ะ เอาเงินไปฝากประจำเรียบร้อยไปสองธนาคาร แบงค์ละแสนสองแสน เลือกอยู่นาน หาแบบดอกเยอะ ๆ หรือแบบพิเศษที่ไม่เสียภาษีอารัยพวกนี้ อิอิ (แอบงกด้วยอ่ะ)

แล้วก้อปีนี้มีรายได้เยอะกับเขาซะที ตรุษจีนนี้จะได้แจกอั่งเปาหยี่โกว โส้ยโกว แม่ แล้วก็น้อง ๆ ซักที ตอนแรกก็แอบแยบ ๆ ถามโกวว่า จะเอาเงิน หรือเอาทอง คนนึงบอกเอาตังค์ คนนึงเอาทอง แถมโกวคนที่จะเอาทองบอกว่า รีบซื้อเรย เดี๋ยวตรุษจีนทองขึ้น น้าน ซะอย่างงั้น อิอิ แต่ตอนนี้ราคาทองก็พุ่งสูงขึ้นจริง ๆ ค่ะ จะบาทละสองหมื่นแล้ว เอิ๊ก แต่เมื่อวานได้ยินแว่ว ๆ ว่าทองลง กำลังลุ้นว่าตรุษจีนจะขึ้นหรือลงนะ ว่าจะไปซื้อมาใส่ซักเส้นสองเส้น ^^

คิดถึงพี่ชายนะคะ จุ๊ฟ ๆ ๆ


โดย: นู๋ Beee น้องสาวจอมแก่น IP: 124.120.113.44 วันที่: 29 มกราคม 2554 เวลา:22:35:22 น.  

 
๓๖ วัน อันตราย

ในปี ๒๕๕๔
ถ้าใครเชื่อเรื่องปีชง
ถ้าใครโดนชง
ก็ต้องระมัดระวังตัวมากหน่อย แต่อย่าถึงกับประสาทกินเลยครับ
ทีนี้เขาก็ห้ามเราไปงานมงคลหรืออวมงคลต่างๆ
แต่เนื่องจากเราเป็นคนที่มีสังคม ดังนั้นคงจะเลี่ยงเก็บตัวอยู่ที่บ้านตลอดปีไม่ได้
หากว่าจะออกจากบ้านไปร่วมงานพวกนี้
ก็ขอให้ระวัง ๓๖ วันอันตราย เอาไว้ด้วย

เดือนมกราคม วันที่ ๑๕, ๒๔, ๒๗
เดือนกุมภาพันธ์ วันที่ ๑๖, ๒๘
เดือนมีนาคม วันที่ ๑, ๑๖, ๒๕, ๒๘
เดือนเมษายน วันที่ ๑๗, ๒๙, ๓๐
เดือนพฤษภาคม วันที่ ๑๕, ๒๔, ๒๗
เดือนมิถุนายน วันที่ ๒๖. ๒๘, ๒๙
เดือนกรกฎาคม วันที่ ๑๔, ๒๓, ๒๖
เดือนสิงหาคม วันที่ ๑๕, ๒๗, ๒๘
เดือนกันยายน วันที่ ๑๒, ๒๑, ๒๔
เดือนตุลาคม วันที่ ๑๔, ๒๖, ๒๗
เดือนพฤศจิกายน วันที่ ๑๑, ๒๐, ๒๓
เดือนธันวาคม วันที่ ๑๓, ๒๕, ๒๖

แต่ผมว่าอย่าประมาท ระวังมันทุกวันนี่แหละ


โดย: zoomzero วันที่: 30 มกราคม 2554 เวลา:12:22:06 น.  

 

เดือนมกราคม ๒๕๕๔ มีข่าวน่าเศร้าหลายข่าว
แต่ข่าวที่สะเทือนวงการสงฆ์ของไทย ข่าวนี้คงมีคนพูดอีกนาน
คือ ข่าวการมรณะภาพของพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตาหมาบัว ญาณสัมปันโน
ท่านได้ละสังขารเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๓.๕๓ น. ณ วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
สิริรวมอายุได้ ๙๗ ปี (ท่านเกิดวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๔๕๖)

ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว "โลหิตดี" มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ต่อไปคงต้องรอฟังข่าวพระธาตุของหลวงตา
เพราะพระอาจารย์สายปฏิบัติสายนี้ กระดูกเปลี่ยนเป็นพระธาตุทุกองค์


โดย: zoomzero วันที่: 30 มกราคม 2554 เวลา:13:10:30 น.  

 
Beee

เดี๋ยวนี้รับจ๊อบพาคนไปฝึกกรรมฐานเลยนะ
ใช้ห้องพักของพี่ฟร๊อกกี้เป็นเรือนรับรองหรือไง?
พี่เองก็ไม่เคยนั่งกรรมฐานเลยนะ
เป็นแต่นั่งสมาธิ และก็ไม่รู้ว่าจะผ่านไปขั้นกรรมฐานเพื่ออะไร
คือว่า หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ จิตมันไม่โยนิโสเรื่องแบบนี้
และอีกอย่างมันเหมือนกับว่า ถ้าเราสามารถผ่านตรงนั้น
ผ่านไปถึงจุดชำระใจได้บริสุทธิ์ไปแล้ว พอออกจากกรรมฐาน
เราก็กลับมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิม กลับมาเป็นคนเก่า ทำมาหากินเหมือนเก่า
แบบว่าพี่ชายนะ พอเห็นสาวๆนุ่งสั้นๆใส่สายเดี่ยว ก็มองแล้วมองอีก น้ำลายยืดดดดดเป็นประจำ
มันก็เหมือนกับว่าอุตส่าห์อาบน้ำจนสะอาดแล้ว
ก็กลับวิ่งมานอนเล่นบนกองดินกองทรายอย่างเก่า

คนแถวๆบ้านพี่ชาย มีคนหนึ่งก็เป็นแบบนี้
เขาพาคนที่บ้านเขาไปนั่งกรรมฐานกันศุกร์เสาร์อาทิตย์ในวัดในป่าเลยนะ
กลับมาเล่าให้ชาวบ้านฟัง ใครที่ได้ฟังก็โมทนาสาธุ ดีๆๆๆ
แล้วพอสัปดาห์ต่อไป บ้านของเขาก็จัดงานเลี้ยง
เจ้าคนที่บอกว่าเห็นธรรมเห็นพระ มันนั่งกินเหล้าเกือบทั้งคืน
แหกปากร้องคาราโอเกะซะลั่นทุ่ง
ไม่รู้ว่ามันไปทำกรรมฐานหาพระแส....ง ตะบวย อะไรของมัน
ทำได้ขนาดนั้น ก็ยังละศีลห้าไม่ได้
ยิ่งบางคนไปหากิ๊กกันในสถานที่อบรมธรรมด้วยแล้ว
กลับมาเปิดโรงแรมนอนคุยกัน เฮ้ย...พวกมานทำกันได้เยี่ยงไร
จำได้มั๊ย พี่เคยเล่าว่ามีคนๆหนึ่งที่เคยบวชเรียนมาครั้งหรือสองครั้งนี่แหละ
เห็นว่าธรรมะธรรมโมมาก น่าจะบรรลุธรรมเลยกระมัง แต่กินเหล้าเป็นน้ำเลย
เขาบอกว่า ดื่มอย่างมีสติ ไม่บาป

แหม...ปีนี้รวยขนาดซื้อทองแจกญาติเลยเหรอ?
คนเราดวงจะขึ้นนี่ เอาอะไรมาฉุดก็ไม่อยู่เลยเน๊อะ
แบบนี้ก็หาบ้านใหม่ให้อาโกวได้แล้วนะซิ

ว่าแต่ว่า ปีนี้ เราเกิดปีชง กับเขาหรือเปล่า?
บ้านอยู่ตรงนั้นถ้าเชื่อเรื่องนี้ เดินไปแป็บเดียวก็ถึงนี่หน่า
เมื่อก่อนพี่ชายก็เอาเงินยัดธนาคาร แต่พอเห็นดอกเบี้ยแล้วละเหี่ยใจ
เลยเอาไปซื้อหุ้น พวกกองทุนรวมอะไรแบบนั้น ก็ดูว่าเงินมันไม่งอกเลย
มีแต่จะเรื่องเบิกๆๆๆ แล้วก็เบิกกันอย่างเอิกเกริก
ตอนหลังหันมาลองเปลี่ยนเป็นสลากออมสินดู
เพราะคิดว่าขั้นตอนการเอามันออกมายุ่งนิดๆ
และก็แอบลุ้นรางวัล แต่รอแล้วรอเล่าเฝ้าตบยุงรอ ก็ไม่ได้รางวัลอะไรเลย
หรือว่าจะแอบถอนเงินออกมาฝากหนูบีดีว่ามั๊ย?

ตรุษจีนปีนี้ก็ขอให้น้องสาวแสนซนคนนี้ ร่ำรวยเงินทอง
และขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่ปวดหัว ปวดท้อง นะครับ

ref: fuchsia BeeeBU


โดย: zoomzero วันที่: 30 มกราคม 2554 เวลา:20:27:21 น.  

 


" เหมือนกับว่าอุตส่าห์อาบน้ำจนสะอาดแล้ว
ก็กลับวิ่งมานอนเล่นบนกองดินกองทรายอย่างเก่า "

ชอบจังประโยคนี้เปรียบเทียบได้เห็นภาพชัดเจน
หลายคน นั่งกรรมฐาน สวดมนต์หลายบท หลายคนเข้า
สถานนุ่งห่มขาว......แต่ก็ยัง วนกลับมาสู่ โลภ โกรธ หลง
อยากมีให้มากกว่าแบบเอาเปรียบ พูดผิดหูเป็นโกรธ
สายเดีี่ยว ไร้สาย เดินผ่านน้ำลายยืดแบบคุณซูมบอกนั่นล่ะ
ทั้งหมดทั้งปวงไม่เกิดประโยชน์อันใด...หากว่าในวิถีชีวิตจริง
ทำไม่ได้ ..สำหรับขนุนยึดหลักง่าย ๆ ไม่สร้างบาปโดยไม่จำเป็น เป็นต้นว่าเหยียบมดตาย อ่า...ฮ่า.ช่วยเหลือในสิ่งที่ควรช่วย
ตามกำลัง นอกนั้นการเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ที่โลก
สร้างมา..มีรัก มีชัง มีหิว มีอยาก ก็พยายามให้มันอยู่ในภาวะ
ที่รู้ตัวว่าพอควบคุมได้ค่ะ

ชวนฟังเพลง http://www.youtube.com/watch?v=TKixLV0yJuE&feature=related


โดย: jampada IP: 115.87.189.12 วันที่: 30 มกราคม 2554 เวลา:23:04:21 น.  

 
ไปจ่ายตลาดมาวันนี้
ตกใจมากกับราคาสินค้าตรุษจีนปีนี้
นี่มันไม่ใช่กระต่ายทองแล้วหละ
มันเป็น Bug Bunny กระต๋ายจอมกวนมากกว่า

ทำไมข้าวของ อาหารหวานคาว มันขึ้นราคากันถ้วนหน้าแบบนี้
เดี๋ยวนี้กะทิกิโลละ 85 บาท ส้มโลละ 70
ถ้าเป็นสมัยก่อน ก็มีที่ให้ด่า ให้ลงระบายโทสะ
แต่ปัจจุบัน ไม่สามารถจะไปร้องแรกแหกกระเฌอกับใครที่ไหน
เพราะ.... ... .. .

ก็ขนาดก๋วยเตี๋ยวหมูร้านดังที่เคยไปทานบ่อยๆ
เดี๋ยวนี้ไม่มีเกี๋ยวกรอบ แถมให้ฟรีอีกแล้ว
เฒ่าแก่เจ้าของร้านบอกว่า น้ำมัน(พืช)แพงมาก ทอดแล้วก็ต้องทิ้ง
เก็บมาทอดวันต่อไปไม่ได้
เอามาทำอย่างอื่นก็ไม่ได้
ต้องใส่ปี๊บขายให้คนที่มารับซื้อเอาไปทำไบโอดีเซล

มีนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งบอกว่า
ต่อไปนี้อย่าทำไข่เจียว ไข่ดาว ออมเล็ท บ่อยนัก มันเปลืองน้ำมัน
ให้หันมาทานไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่ปิ้ง จะดีกว่า
เฮ้ย...งั๊น ก็ซัดไข่ดิบกันไปเลย ประหยัดโฆด ๆ


โดย: zoomzero วันที่: 31 มกราคม 2554 เวลา:15:16:18 น.  

 
Jampada

เมื่อคุณขนุนอยากให้ผมฟังเพลงของ Filicia Wong
ผมก็เลยเปลี่ยนเพลงของ blog นี้เป็น Monday Morning ซะเลย

เพลงนี้คงจะดังสมัยปี 1974
นักร้องคนนี้กีปี กี่ปี ก็ยังอยู่ในใจของผมเสมอ
อยากจะบอกว่า ผมเองก็เป็นแฟนคลับของพี่ฟีลิเซียเหมือนกันครับ
ชอบทั้งเสียงร้องใสๆ
ชอบที่เธอเล่นกีตาร์เก่ง และยังเป็น idol ให้สาวๆสมัยนั้นเริ่มหัดเล่นกีตาร์โปร่ง
และชอบหน้าตาของเธอมาก (ขาว หมวย สวย เอ้อ...)
เพลงนี้ ชอบตรงที่เนื้อร้องบอกว่า
ฉันจะอายุ 16 ปี ในวันจันทร์หน้า
แถมยังจะแต่งงานอีกด้วย
แหม...เหมือนเรื่องมงกุฎดอกส้ม ตอนคุณนายที่สี่แต่งงานเลยครับ
ผมเองก็อยากเป็นเฒ่าแก่ที่มีภรรยาถึงสี่คนเหมือนกัน อิอิ

ที่แรกโดน quote ข้อความ ถึงกับตกกะใจ
แหม...เริ่มชักจะใจคอไม่ดีซะแล้ว
แต่ดูแล้วน่าจะปลื้มกันมากกว่า อิอิ

เป้าหมายของข้อความ ก็เพื่อจะสื่อว่า
ผมเองก็เลือกเดินสายกลางๆ ไม่กล้าเข้มขลังนั่งกรรมฐานได้เป็นวันเป็นคืนแบบท่านอื่นๆ
เพราะเข้าใจดีว่า พอกลับมาทำมาหากิน ก็เหมือนเดิม โดนกิเลสเกาะกุมใจแน่ๆ
คำว่าเหมือนเดิมนี่ ขอบอกว่า ผมก็เป็นพุทธบริษัทระดับมาตรฐานนะครับ
แต่ก็ไม่ได้แจ๋วแหว๋วมากมายอะไร
ผมยัง รัก โลภ โกรธ หลง ปลงไม่ตกเหมือนๆคนทั่วๆไป



"สำหรับขนุนยึดหลักง่าย ๆ ไม่สร้างบาปโดยไม่จำเป็น"

ผมเคยอ่านคำสอนของหลวงปู่ชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร)
ท่านได้สอนลูกศิษย์ของท่านด้วยธรรมะมากมาย
แต่มีข้อความหนึ่งที่ผมประทับใจมากคือ
"หยุดชั่ว มันก็ดี"
ท่านอธิบายเพิ่มเติมว่า
"การไม่กระทำบาปนั้นมันเลิศที่สุด
บางคน บางคราว โจรมันก็ให้ได้ มันก็แจกได้
แต่ว่าจะพยายามสอนให้มันหยุดเป็นโจรนั้นนะ มันยากที่สุด
การจะละความชั่วไม่กระทำผิดมันยาก
การทำบุญ โจรมันก็ทำได้ มันเป็นปลายเหตุ
การไม่กระทำบาปทั้งหลายทั้งปวงนั้นนะเป็น ต้นเหตุ"


ผมก็เคยคุยกับคนที่เขาเข้าวัดเป็นอาจิณ
เขาก็พยายามชวนผมให้เข้าก๊วนญาติธรรม
แต่ผมก็อ้างเหตุผลอย่างที่ผมเขียนไว้นั่นแหละ
เขาก็แย้งว่า ถ้าจะเปรียบการนั่งกรรมฐานเหมือนการอาบน้ำชำระกาย
ก็เปรียบได้กับการขยันชำระจิตใจตลอดเวลา ใจก็จะบริสุทธิ์
นี่ไง...คุยกันคนละมุม ผมไม่ได้ว่ามันไม่สะอาด
ผมมองว่า ชำระจิตใจแล้วก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนใจหยาบ มันไม่น่าทำ
สาวงามขยันอาบน้ำแร่แช่น้ำนมทุกสัปดาห์ หมดเงิน หมดเวลาไปเท่าไหร่
แล้วก็มานอนเปื้อนดินเปื้อนทราย เนื้อตัวมอมแมม ทำวนไปวนมากันทำไม
แบบนี้จะมีหนุ่มๆที่ไหนบอกว่า สวย
ผมเห็นว่า เราก็แค่ไม่ทำตัวให้สกปรก
หรือหยุดทำบาป
ไม่ต้องขยันล้างใจกันบ่อยๆเลย

ดูๆแล้ว ผมว่า...ผมก็น่าจะคิดแนวๆเเดียวกับคุณขนุน
คือ หยุดทำบาป มันง่ายและคุ้มกว่าพยายามตลุยทำบุญอย่างบ้าคลั่ง
แต่ไม่ได้ว่าคนทำบุญ ทำการกุศล เป็นเรื่องไม่ควรทำ เพราะผมเองก็ทำบ่อยๆ
อยากให้พ่อแม่ ลูกหลาน ขยันทำบุญทำกุศล แต่เอาระดับพอดีตัว
เช่น หัดใส่บาตรทุกวัน หรือวันพระ แล้วค่อยขยับขยายออกไปอีกระดับภายหลัง
(ผมเจอว่าพวกคลั่งวัดหลายคน พวกนี้ไม่เคยตื่นมาใส่บาตรเลย แต่ไปวัดดังๆได้ทุกสัปดาห์)
การทำทานเป็นการกระทำไม่ดีซะที่ไหน

สมัยนี่ผมเห็นว่าการทำบุญแต่ละครั้ง เขาแข่งกันจังเลยครับ
มันต้องเปลืองทรัพย์และแรงกายแรงใจกันอย่างเหลือเกิน
สร้างโบสถ์ที แสนสองแสนก็ไม่สร้างกันหรอก
โน่นต้องสิบล้าน ยี่สิบล้านโน้น หรือไม่ก็ร้อยล้านขึ้นไป

เวลาดูข่าวน้ำท่วมวัดเมื่อปลายปีที่แล้ว
เห็นแล้วก็เศร้าใจ พวกวิหาร หรือศาลาต่างๆสร้างกันเป็นล้านๆบาท
แต่ไม่สามารถให้ใครขึ้นไปหลบน้ำท่วมหรืออาศัยแทนบ้านที่จมหายไปกับสายน้ำได้เลย
ไม่ทราบว่าปีนี้ พอเขาทำการบูรณะหรือสร้างใหม่นี่
เขาจะคิดสร้างเป็นศาลาหรือโบสถ์สองชั้นกันได้หรือยัง
ชั้นล่างทำเป็นห้องโล่งๆ ไม่ต้องมีกำแพงทุกด้าน
ชั้นบนก็ไม่ต้องตกแต่งให้หรูหรา
เอ้..คิดแบบนี้ แล้วพุทธศิลป์จะเกิดได้อย่างไร นี่ผมคิดแบบมารนี่หว่า 555



โดย: zoomzero วันที่: 31 มกราคม 2554 เวลา:22:37:09 น.  

 
เมื่อวาน
คุณแม่ของผม ท่านฝากซื้อล๊อตเตอรี่
97 กับ 98 กี่ใบก็ได้ (ซื้อแบบไม่อั้นเลยนะ)
ผมไปเดินหาซื้อทั่วตลาดก็ไม่มี
ตอนแรกไม่ได้ถามเขา เอาแต่มองที่แผง แล้วก็เดินไปอีกร้าน
ในที่สุด ก็ต้องเดินไปถามทีร้านใหญ่
เขาบอกว่า ไม่มีหรอก
อ้าว....ทำไมเหรอพี่?
ก็เลขหลวงตาบัวไง

โห...หลวงตาท่านไม่ชอบเรื่องการพนัน
แล้วมันจะถูกกันเหรอ?
เอ้า...วันนี้มาลุ้นกัน


โดย: zoomzero วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:12:41:24 น.  

 



อรุณสวัสดิ์ค่ะเฮีย
ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้
ซื่อซื่อซุ่นลี่ เหนียนเหนียนฟาไฉ ค่ะ
เฮียซื้อส้มได้โลละ 70 เนี่ย ถูกมากแล้วนะคะ
เมื่อวานมินไปซื้อ ไม่มีโลละที่ต่ำกว่า 100 เลยค่ะ
ราคาเมื่อวานกับวันศุกร์เนี่ย ยังต่างกันมากเลย
โอ้โห..ตกใจมาก ๆ ว่า ทำไมผลไม้มันถึงได้แพงแบบนั้น
หรือมันจะราคาของมันอยู่แบบนี้แล้วก็ไม่รู้อ่ะค่ะ
เพราะปกติ มินเป็นคนที่ไม่ชอบทานผลไม้เท่าไร
คือ ถ้าช่วงไหนชอบหรืออยากทานอาไรก็จะทานมันอยู่อย่างนั้นจนเบื่อ
ไอ้กล้วยหอมเนี่ย ปกติมันหวีละ 120 บาทเลยเหรอคะ
ไม่เคยซื้อเลยค่ะ เมื่อวานนึกอยากจะเอาผลไม้มาถวายพระซัก 5 อย่างอ่ะค่ะ
แอ๊ปเปิ้ลเมกาลูกใหญ่ ลูกละ 80 ต่อ 2 ลูก 150 แม่ค้ายังไม่ให้เลยอ่ะนะ...

สมัยก่อนที่บ้านพ่อมินนะ ต้องจัดชุดไหว้เป็ดไก่ผลไม้ตั้ง 5 ชุดแหน่ะค่ะ
ตอนดึก ๆ มีการไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภด้วยนะ
แต่ ตั้งแต่ที่บ้านเลิกกิจการไปตั้งแต่ปี 45 ก็ไม่ได้ไหว้แบบนั้นอีกเลย
ตอนเด็ก ๆ ชอบมากค่ะ ตรุษจีนเนี่ย เพราะรอซองแดงอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
แต่ เดี๋ยวนี้ต้องเป็นฝ่ายให้ซะแล้วอ่ะนะคะ

ปล.ทานเป็ดไก่เผื่อด้วยนะคะ ฮ่า ๆ ๆ ทานเป็ดเผื่อเยอะ ๆ นะ มินไม่ชอบไก่เท่าไรค่ะ อิอิ


โดย: มินทิวา วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:8:05:05 น.  

 
Mintiva

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ เช่นกันครับ

อาหมวยก็คิดเหมือนเฮียใช่มั๊ย ว่า วันนี้ของมันราคาแพงมาก
สมัยก่อนก็ต้องไปร้องแรกแหกปากกับนักการเมือง
แต่สมัยนี้ เปลี่ยนเป็นโวยวายกับคนใกล้ตัวกันเน๊อะ
พูดมากก็จะโดนกล่าวหาว่าเป็นเสื้อสีนั้นสีนี้ไป

อย่างว่าละนะ เกิดเป็นคนไทย ต้องหัดอดทน
ยิ่งพวกสินค้าหนึ่งตำบลผลิตภัณฑ์ ทำไมมันราคาโหดดีแท้
ทั้งๆที่แนวความคิดคือ ของหาง่าย คุณภาพดี มีมากมายในพื้นที่ ต้นทุนต่ำ
และอาศัยว่าปู่ย่าตายายมีความชำนาญในการแปรรูปหรือสร้างสรรค์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น
ก็นำมารวมตัวกัน ช่วยกันผลิต แล้วหาตัวแทนทำตลาดการค้าขึ้นมาแบบมีระบบ
เงินทองที่เป็นรายได้จะได้กลับมาช่วยทั้งคนและท้องถิ่น
อ้อ...เขาว่าน้ำมันแพง (ทั้งน้ำมันที่กินได้แลกินไม่ได้) มันเลยกระทบไปหมด

เรื่องไหว้เจ้าตรุษจีนนี่เฮียมีความสงสัย แต่ไม่รู้จะไปถามใคร
คือ รู้สึกว่า บรรพบุรุษจีนท่านจะไหว้เจ้าเพื่อครอบครัว (หรือตระกูล)
ท่านก็จะหยุดทำงาน แล้วก็ทำของไหว้ จัดสถานที่กันที่บ้านพักอยู่อาศัย
แต่ทุกวันนี้กลายเป็นวันตรุษจีนก็ไปทำงานกัน ไม่หยุด (ใครหยุดก็อดได้ค่าแรง)
และบางที่ทำงาน (บริษัท) ก็จัดไหว้เจ้าที่ทำงาน
ทั้งที่เจ้าที่ไหว้นั้น เฮียคิดว่าเป็นเจ้าเฉพาะตัว หรือส่วนตัว เช่น เทพเจ้าดูแลดวงชะตาของเรา
หรือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ
การไหว้ก็ควรจะมีคนในครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา
แต่เชื่อได้เลยว่าวันนี้ พวกที่มีโรงงานเขาจะไหว้เจ้าเฉพาะเจ้าของ พนักงาน และคนงาน
ลูกหลานไม่มาไหว้เพราะต้องไปโรงเรียน หรือไปทำงานอีกทีหนึ่ง ตอนเย็นค่อยกลับมากินของไหว้กัน
เฮียว่าที่ทำงาน ก็มีแต่เจ้าที่(ทีก๋ง) ที่ท่านอยู่ประจำ ก็น่าจะไหว้ท่านนิดหน่อย
คนจีนบางคนจัดไหว้พระภูมิ ซึ่งน่าจะเป็นศาสนาพราหมณ์ ไม่ใช่แนวคิดอย่างเต๋า เล่าจื้อ ขงจื้อ (ใครช่วยค้านที)
ส่วนที่บ้านอยู่อาศัย น่าจะไหว้แบบอลังการ (ช่วยกันเผากระดาษด้วยนะ)
เพราะส่วนใหญ่รูปภาพอากงอาม่า(พร้อมกระถางธูป)ก็แขวนที่บ้านมิใช่หรือ?
เรื่องความเชื่อนี่ก็ต่างคนต่างคิดนิ๊

สองสามวันมานี่ เห็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องธรรมเนียมจีนกับหมอดูออกทีวีกันหลายคน
เฮียดูแล้วก็นั่งขำอยู่คนเดียว
ก็ทีแรกบอกว่าต้องไหว้ให้ถูกต้อง จะได้เฮงเฮงเฮง ต้องทำแบบนี้แบบนั้น
ฟังดูก็เหมือนว่าเขาจะพยายามรักษาหรืออนุรักษ์รูปแบบการไหว้แบบดั้งเดิม
อย่างไหว้ ไก่ เป็ด ปลา ก็บอกว่าต้องไหว้เป็นตัว ปลาห้ามตัดหัวตัดไส้ทิ้ง
แต่พอมาเรื่องหมู ซึ่งน่าจะไหว้หมูเป็นตัวๆ เขากลับบอกว่าลดลงได้
เอาแค่หัวหมูก็ได้ บางรายการก็บอกว่าหมูสามชั้นก็ได้ ดูแล้วเหมือนแท่งทอง 555
เลี่ยงแบบเอาข้างๆถูจอทีวีกันเลย เก่งจัง
ส่วนผลไม้ ก็มีการแนะนำให้ไหว้ ผลไม้ชนิดนั้นชนิดนี้ แล้วก็ให้ความหมาย
เช่น กล้วยหอม หมายถึง มือที่รับทรัพย์ ต้องวางให้เป็น คือวางหงาย ห้ามวางคว่ำ
องุ่น นี่ก็มีชื่อ จีน แปลว่า อะไรจะไม่ได้ แต่เข้าใจว่าความหมายดี
แล้วพอมาถึง แอปเปิ้ล อ้าว..นี่มันของฝรั่งนี่หว่า มันมีภาษาจีนสะกดได้ด้วยหรือ
แหม...คนที่ออกทีวี ท่านว่า บอกว่ากลิ่นมันหอมหวาน ดี
อ้าซ์...พูดเรื่องความหมายมาตลอด กำลังจะจดจำซะหน่อย
แบบนี้ก็แปลว่า เจ้าก็ไม่คิดมากเรื่องของที่เอามาไหว้นะซิ ก็อย่าทำให้เป็นเรื่องวุ่นวายซิครับ
สรุปว่า ของไหว้นี่ มันอยู่ที่กำลังทรัพย์และความอยากกินของคนไหว้
มากกว่าความคิดว่าเจ้าควรจะบริโภคอะไรไปแล้ว
หมูก็หดขนาดได้
ผลไม้อะไรอร่อยๆ กีวี่ สตอร์เบอรี่ ทุเรียน มะยงชิด ฉันอยากไหว้
ฉันก็ซื้อมาไหว้ เจ้าไม่เคยรู้จัก ก็ไม่เป็นไร เจตนาฉันดี(กับตัวฉัน)ต่างหาก

เฮียว่านะ ไหว้เจ้า ไหว้ตามกำลังศรัทธา
ไหว้ให้เด็กรุ่นหลังจดจำ คุ้นเคย ทำเนียมดีๆแบบนี้จะได้ไม่สูญหายไป
การไหว้เป็นกุศโลบายให้ครอบครัวได้กลับมารวมกันมากกว่า
ได้มาเจอกัน กินข้าวโต๊ะเดียวกัน ถามไถ่ทุกข์สุขกัน
ใครเดือนร้อน ใครมีปัญหา(ชีวิต) จะได้ทราบ จะได้คิดหาทางช่วยกัน
การให้อั่งเปาหรือแตะเอีย ก็เพื่อให้ผู้ใหญ่หันมาเมตตาลูกหลานตัวเอง
และยังเป็นการทำให้คนแก่กับเด็กได้พบหน้ากัน
อากงอาม่าบางคนจำหน้าหลานสาวไม่ได้ก็มี (จำได้แต่หน้าหลานชาย)

เฮียเองก็ต้องจัดเงินใส่ซอง
เอาไปแจกหนูๆ(กิ๊กๆ)ที่เฮียดูแลเหมือนกัน 555

RoyalBlue Mintiva 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:15:00:33 น.  

 
น้องแอน whitebird

สุขสันต์วันเกิดนะครับ


โดย: zoomzero วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:15:02:38 น.  

 
ตารางการไหว้เจ้าช่วงตรุษจีน




โดย: zoomzero วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:22:34:37 น.  

 

萬事如意 wan shi ru yi
หมื่นพันเรื่องราวสมดังใจปรารถนา
心想事成 xin xiang shi cheng
เพียงใจคิดเรื่องราวต่างๆก็สำเร็จ
恭賀新禧 gong he xin xi
ให้มีความสุข
新年快樂 xin nian kuai le
ปีใหม่มีความสุข
恭喜發財 gong xi fa cai
ร่ำรวย มั่งมี
身體健康 shen ti jian kang
ร่างกายแข็งแรง
東成西就 dong cheng xi jiu
ตะวันออกสำเร็จตะวันตกลุล่วง ประมาณว่า จะทำอะไรก็สำเร็จลุล่วง
新正如意 xin zheng ru yi
สมดังปรารถนา

ขนุนขอยกคำอวยพรข้างต้นทั้งหมด มาไว้ ณ หุบเขาคนโฉด(แต่ชื่อ) แห่งนี้ รับไปทั้งหมดนะ ขอยืมชาวบ้านมาอวยคุณซูม บังเอิญได้ไปเยาวราชผ่านวัดมังกรฯเลยแวะเข้าไปดูบรรยากาศ เพิ่งรุ้ว่าเดี๋ยวนี้เค้ามีรับฝากสะเดาะห์เคราะห์แก้ปีชง (บางคนพูดว่าปีที่ชง คือปีที่เป็นคู่กัดกัน..555) ก็ไม่ได้ฝากกับเค้าหรอก เพราะชงไป 2 ปีแล้ว ได้แต่ทำบุญ ตามโอกาส เพื่อความสบายใจ ..บุญกรรมมีจริงก็ให้บุญช่วยแล้วกัน

ดีจังเข้ามาแล้วได้ฟังเพลงโปรดเหมือนกันค่ะฟังกีครั้งก็ไม่เคยเบื่อ ให้ฟังอีกเพลงเพราะเคยเห็นว่าชอบพ่อแหบเสน่ห์คนนี้เหมือนกัน แต่จะชอบเพลงเดียวกันรึป่าวลองฟังดู่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=7RkWs6P2IwE
http://www.youtube.com/watch?v=reuhRjgB6xg


โดย: jampada IP: 61.90.96.103 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:23:44:02 น.  

 



หวัดดีค่ะเฮีย
เมื่อวานไหว้จนงงเลยมินอ่ะ
ทั้งบ้านตัวเอง ทั้งที่ทำงาน ทั้งไปบ้านแม่อีกอ่ะ
อธิษฐานกันไม่ถูกเลยค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
ที่บอกว่า สวย ทน นาน เนี่ย
นึกตั้งนานว่า เอ เคยได้ยินที่ไหน
หา..นั่นมันกระเบื้องตราช้าง หรือป่าวคะ ฮ่า ๆ ๆ
ปล. เมื่อวานเจี๊ยะเป็ดเผื่อเฮียด้วยหล่ะ อิอิ


โดย: มินทิวา วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:8:04:01 น.  

 
เย้ เย้ เย้! พี่ซูมมมมมมมมมมมม จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ! สวัสดีค่ะ
ดีใจจังเลยค่ะ ที่เมื่อวานวันตรุษจีนพอดี แล้วพี่ก็จำวันเกิดแอนได้ แอนทำงานทั้งวันเลยค่ะ ไม่ได้เข้ามาในblog พี่เลย วันนี้ก็ถือโอกาส " ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ " น่ะคะ
ตอนนี้ใกล้ตีสองแล้วล่ะคะ ง่วงแล้วพี่ พรุ่งนี้แอนจะไปไหว้พระ ที่วัดจีนในเมืองค่ะ

ไว้แว่ะ! มาใหม่น่ะคะ

รักพี่ซูมมมน๊าๆๆๆๆ

รักษาสุขภาพด้วยค่ะ

ป.ล. แอนชอบเลข 2 ก่ะ เลข 9 เป็นพิเศษค่ะ


โดย: นกสีขาว IP: 188.28.250.227 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:8:47:02 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่ซูม

ขอบคุณความรู้เรื่องไท้ส่วยเอี้ยนะคะ ได้ยินแต่ชื่อ เพิ่งมารู้ข้อมูลโดยละเอียดก็หนนี้แหละค่ะ

เขียนอักษรจีนคำว่า "ความสุข" มาฝาก ปีใหม่จีนนี้ขอให้พี่ซูมและครอบครัวมีความสุข สุขภาพแข็งแรง การงานรุ่งเรือง เฮง เฮงตลอดปีค่ะ




โดย: haiku วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:18:05:25 น.  

 
สวัสดีครับ .....
ตรุษจีนนี้เฮง ๆ รวย ๆ สุขกาย ๆ สุขใจ ๆ
มีความสุขมาก ๆ นะครับ Coolpix S4000


โดย: gobank21468 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:20:47:24 น.  

 
คุณโก๋แบงค์

ขอบคุณครับ
ขอให้มีความสุขมากๆนะครับ

บอกตามตรงว่า ผมจำไม่ได้ว่าเคยคุยกับคุณหรือเปล่า?
ขอโทษด้วย ที่ผมนึกไม่ออกเลย

ขอ...รีบตอบคอมเมนท์เอาใจเพื่อนใหม่ซะหน่อย
อืม...21468 รหัสทรชนหรือเปล่านะ?
ถ้าจะให้เดานะ วันที่ 21 เดือน 4 ปี 1968
ว๊าย! เลิกเดาดีกว่า เดี๋ยวน้ำหมากกระจาย อิอิ

กล้อง Nikon นี่ผมก็มีอยู่ตัวหนึ่ง เป็น coolpix 5200
ตัวเล็ก น้ำหนักเบา ทนทานดี
เป็นกล้องที่พกพาไปเที่ยวต่างประเทศที่ดีมาก
ไม่ค่อยงอแง ไม่ว่าจะร้อน หนาว หรือฝน
แต่ตอนนี้เขาป่วยหนัก เพราะหลานทำที่เปิดฝาด้านล่างของกล้องเจ้ง
ตอนที่เขาจะเอาเมมโมรี่ออกมา ฝาปิดด้านล่างจะต้องดึงถอยหลังแล้วค่อยกระดก
แต่หลานเขางัดมันออกมาเลย ทำให้แกนล๊อคที่ซ่อนอยู่ข้างในหักหมด
ทีนี่ก็ปิดฝาเข้าไปไม่ได้ ไปให้ศูนย์เขาดูให้ เขาก็บอกว่าไม่มีอะไหล่ฝาปิดรุ่นนี้ (มันเก่าเกินไปมั๊ง)
เลยต้องให้น้องกล้องเขาเข้าไปนอนในตู้เก็บของ

ส่วน S4000 ที่ทำ link มาให้นั้น น่าสนใจมากครับ
ราคาแค่หกพันกว่าๆ ความละเอียดสิบสองล้าน
แถมจอด้านหลังยังเป็นแบบทัชสกรีนอีกด้วย เยี่ยม
เดี๋ยวนี้กล้องคอมแพ็คต้องมีจอสัมผัสถึงจะทันสมัย
แต่ผมใช้ซัมซุงรุ่นเอ็นวีร้อย เบื่อจอแบบนี้มาก
เพราะมือผมใหญ่เกินไป ชอบไปโดนจอ
แล้วมันก็ดันทำงานโน่น นี่ นั่น
ต้องมากดปุ่มถอยหลังหรือยกเลิก วุ่นไปหมด
ไว้ว่างๆมาเม้าท์กันเรื่องกล้องดีเอสแอลอาร์นะครับ
ผมอยากได้ซักตัว แต่ยังเก็บตังค์ไม่ได้เสียที
พอมีเงินหน่อย ก็มีเรื่องที่ต้องเอาไปใช้ทางอื่นจนได้

ref: firebrick gobank21468


โดย: zoomzero วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:22:41:31 น.  

 
haiku

เซี้ย เซี่ย
หว่อ ปู้ ต่ง จง เหวิน
ตุ้ย ปู้ ฉี
ฮี้ กั๊บ กั๊บ (สามคำหลังนี้ไม่ใช่ภาษาจีนแล้วหละ)

ขอบคุณมากครับ
ตอนนี้เซฟภาพนี้เก็บเอาไว้แล้ว
แล้วตัวอักษร "ความสุข" นี้ ภาษาจีน เขาอ่านออกเสียงอย่างไร?
บ้านพี่นั้นเป็นคนไทยแท้ๆนะจ๊ะ หรือต้องไปถามเจ้เจ้าของบ้านนะ?

อ้อ...ได้คำตอบแล้ว
เมื่อตะกี้ แอบไปบ้านคุณน้องไฮกุมา อ่านว่า "ฝู" นี่เอง
เอ้...ภาษาจีนกลางไม่คุ้นหูเลย (ก็พ่อแม่เราเป็นคนอีสานนี่หน่า)
คำนี้ ถ้าเดาไม่ผิด น่าจะอ่านเป็นสำเนียงแต้จิ๋วว่า "ฮก"
ซึ่งเป็นคำเดียวกับคำเรียกชื่อเทพเจ้า ฮก ลก ซิ่ว

พี่เคยอยากจะเขียนเรื่อง อู่ฝู 五福
แต่หาข้อมูลไม่ล่ายหลั่งใจ เลยจำใจงดเขียนเรื่องนี้
ชนวนเหตุมาจากความสงสัยภาษาพูดที่ว่า
"แหม...หมู่นี้รำรวยจัง ท่าทางอู้ฟู่น่าดู"
คำว่า อู้ฟู่ ที่เป็นภาษาปากนี่แหละทำให้สงสัยว่า
คนไทยน่าจะไปยืมมาจากภาษาจีนแหงมๆ
พอเห็นใครอยู่ดีกินดีหน่อย ก็ต้องแซวว่า อู้ฟู่
ภาษาไทยคำว่า อู้ มันแปลว่า ไม่ทำอะไรเลย (เออ...ชักเลอะเทอะ)
แต่อู้คำนี้มาจากคำว่า อู่ หรือ โหงว ที่แปลว่า ห้า


ขอวิ่งไปค้นสมุดบันทึกก่อนนะ
อ้า...ได้มาแล้ว
เอาเป็นว่า พี่ขอขอบคุณน้องไฮกุด้วยข้อเขียนแบบมั่วๆของพี่ดังนี้

เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน จะเห็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของชาวจีน คือ
การเขียนอักษรสีทองบนกระดาษสีแดง
แล้วเอาไปแปะตามที่ต่างๆ เช่น ประตู หน้าต่าง เสา โอ่งใส่ข้าวสาร ฯ
สำหรับตรงประตูบ้านนั้น มีเทคนิกการติดหลายแบบ เช่น บนคานประตู ข้างประตู ฯ
รู้สึกจะมีคำเรียกว่า ตุ่ยเลี้ยง จำไม่ได้ว่าหมายถึงป้ายพวกนี้หรือเปล่า (ไม่ทราบจริงๆ)
คำที่คนจีนชอบติดมากๆคือ ฮก หรือ ฝู(ในภาษาจีนกลาง)

เดิมนั้นคนจีนที่มีการศึกษาดี อย่างพวกขุนนางจอหงวน จะทราบดีว่า
การอวยพรของชาวจีนที่ดีที่สุดนั้นคือคำที่เกี่ยวข้องกับคำว่า ฮก หรือ ฝู นี่แหละ
และมีคำยอดฮิต เป็นทั้งตัวอักษรยอดฮิต และมีอยู่ในศิลปะการแกะสลัก และสิ่งก่อสร้างหลากหลาย
นั่นก็คือ โหวงฮก หรือ อู่ฝู(ภาษาจีนกลาง)
ว่ากันว่า (เขาเล่าว่า...) คนจีนนั้นเกิดมาแล้ว ก็หวังความสุข 5 ประการ ได้แก่
1 อายุยืน(ยาว)
2 ความมั่งมี(ร่ำรวยเงินทอง เหลือกินเหลือใช้)
3 สุขภาพแข็งแรง (ไร้โรคาพยาธิ)
4 มีคุณธรรม(วันนี้คงต้องบอกว่า จิตสาธารณะด้วยกระมัง)
5 บั้นปลายชีวิตที่เรียบง่ายและสงบ (ไม่วุ่นวาย ไม่ร้อนใจ)
ห้าสิ่งนี้ต้องมีพร้อมกัน หากขาดอะไรไป ถึงจะอยู่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ความสุขที่ปรารถนา
เช่น มีอายุยืนถึงร้อยปี แต่ยากจนข้นแค้น หรือนอนเป็นอัมพฤต แบบนี้ใครจะโอเค
หรือที่เราเห็นกับตากันไปแล้วคือ ร่ำรวยเงินทองล้นฟ้าแต่ขาดคุณธรรม คนแบบนี้ชีวิตไม่มีความสุข ...ฯ
ดังนั้น อู่ฝูเผิ่งโซ่ว คือ โชคดีทั้งห้าประการ ที่อยากให้ผู้อ่านทุกคนได้รับแบบนั้นนะครับ

ในทางศิลป์ คนจีนใช้รูปค้างคาว 5 ตัว เป็นสัญลักษณ์ของ ความสุขทั้งห้า
ดังจะเห็นในรูปวาด หรือ ฝาบ้านที่ทำเป็นไม้ฉลุลายหรือแกะสลักอย่างสวยงาม

หักมุมนิดหน่อย
การติดป้ายตัวหนังสือคำว่า ฝู
เรามักจะคิดว่า ก็ติดให้มันอ่านออกซิฟระ แค่นี้เอง
ว่ากันว่า (เขาเล่าว่าอีกแล้ว) สมัยก่อนมีการติดกลับหัว เลยอ่านไม่ได้
ว่ากันในรั้ว ในวัง บ้านขุนนางใหญ่โต ก็มีการติดคำว่า ฝู กลับหัวกลับหาง
อันนี้เดาได้ 2 เหตุผลคือ
หนึ่ง คนติดป้ายกระดาษ อ่านหนังสือไม่ออก
สอง คนติดป้ายเมา(สุรา)

แต่เชื่อหรือไม่ว่า คนที่เคร่งธรรมเนียมจีนแบบทริบเปิ้ลเอ็กซ์ ๆ ๆ
เขาก็มีการติดกระดาษคำว่า ฝู กลับหัว ทุกวันนี้ก็ยังมีคนติดกลับหัวอยู่จริงๆครับ
สาเหตุเพราะดันมีนักปราชญ์บางคนให้ความเห็นว่า
คำว่า กลับหัว หรือ คว่ำ ในภาษาจีนออกเสียง เหมือนกับคำว่า มาถึง (น่าจะอ่านว่า ด้าว)
ทีนี้ถ้าจะสร้างความรู้สึกว่า ความสุขมาถึงบ้านเรา
เราก็เอาตัวอักษรคำว่า ความสุข มาติดกลับหัว
ก็แปลว่า ความสุขได้มาถึง (จริงๆมันต้องพูดว่า ความสุขกลับหัว หรือเทออก เขาเล่นกันที่เสียงพูด)
ทีนี้หมู่บ้านคนจีนหมู่ไหน ได้รับคำสอนมาเรื่องการติดกระดาษกลับหัว
ก็จะเขียนคำว่า ความสุข ในเทศกาลตรุษจีน แล้วนำไปติดกลับหัวทั่วบ้านไปหมด
คนต่างถิ่นมาเห็น ก็ขำกลิ้งจนแทบตกจากเก้าอี้

แต่..เดี๋ยวก่อนครับ ถ้าคุณโทรมาตอนนี้เราจะลดราคาให้ทันที 20%
เอ้ย...ไม่ใช่โฆษณาขายของทางทีวี
ขอโทษๆๆๆ

เดี๋ยวก่อนนะ เขาเลือกที่ติดป้ายกันด้วยนะ ที่ๆจะต้องติดคำว่า ฝู กลับหัว
ได้แก่ ถังขยะ และ โอ่งน้ำ เพราะสองสิ่งนี้จะต้องทำการเท(ของออกไป)
จึงเหมาะกับความคิดว่าออกเสียงคำว่า เท+ความสุข กลายเป็น ความสุขมาถึง
ของที่ต้องเท แต่เราออกเสียงว่า มาถึง แปลว่าโชคลาภไม่รั่วไหลออกไป
(อธิบายไปก็งงไป แต่คนจีนเขาเก่งเรื่องการเล่นความหมาย, พ้องรูป, พ้องเสียง ของตัวอักษร)

ปัจจุบัน นิยมติดคำว่า ฮก หรือ ฝู หรือ ความสุข
ที่ลิ้นชักตู้เก็บของ โดยเฉพาะลิ้นชักที่เก็บเงินทองแล้วสามารถล๊อกหรือใส่กุญแจได้
เขาว่าเป็นเคล็ดลับ
เพราะเมื่อใช้งานลิ้นชักเสร็จก็ปิดลิ้นชัก เก็บความสุขเอาไว้ข้างใน
วันไหนเปิดออกมาใหม่ ความสุขก็จะไหลออกมาสู่ตัวเรา
ก่อนเก็บของหรือปิดลิ้นชัก เราก็มองตัวอักษรว่า ความสุข
แล้วก็คิดในใจว่า ฉันเอาความสุขเก็บไว้ในนี้อีกทีนะ

พี่ซูมคิดว่ามีอีกที่ ที่ควรติดป้ายคำว่า ฝู
นั่นก็คือ ตู้เซฟ

haiku DarkGreen 006400


โดย: zoomzero วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:0:12:43 น.  

 
Mintiva

เรื่องไหว้เจ้านับว่าเป็นเรื่องหนักเรื่องหนึ่งสำหรับผู้หญิง (ผู้ชายรอกินอย่างเดียวก็พอ)
แต่เรื่องการกินอาหารที่ไหว้เจ้านั้น น่าจะเป็นเรื่องที่หนักกว่า (นี่ขนาดผู้ชายเสียสละมาช่วยกินแล้วนะ)
เฮียไม่ทราบว่าที่บ้านอาหมวยจะใช้กลยุทธ์อะไรมาใช้กับของที่เหลือจากการไหว้เจ้า
เพราะเชื่อว่าไม่มีทางทานหมดภายในค่ำวันนั้นแน่ๆ

อย่างบ้านเฮียหรือบ้านคุณนายที่สอง พวกเราทำกันแบบนี้

ประเภทแรก คือ หมู
เนื้อหมู(สามชั้น) แยกเป็น 2 ส่วน
ครึ่งแรกนำมาหั่นเป็นท่อนย่อมๆ (ประมาณ 1 x 1 นิ้ว)
อีกครึ่งเอาสับให้ละเอียดปานกลาง
เนื้อหมูชิ้นๆ สวยๆ เอาไปทำพะโล้ งานนี้ก็เอาไข่ต้มที่ไหว้มาเจอกันในหม้อพะโล้ เป็นอาหารหนึ่งอย่าง
เนื้อหมูชิ้นที่มันๆ เอาไปต้มจับฉ่าย ซึ่งจะรอการผสมกับผักต่างๆหลากหลายชนิดตามรสนิยม
ส่วนใหญ่ ที่บ้านจะมีแกงจืดผักอะไรสักอย่างเป็นหม้อหลัก เช่น ต้มหัวไชเท้า ต้มฟัก ...
เราแค่ผัดผักอย่างอื่นเพิ่ม เช่น กวางตุ้ง แล้วเอาหมูใส่ จากนั้นก็นำไปรวมกันในหม้อแกงจืด
ก็จะได้ต้มจับฉ่าย
ทั้งพะโล้และจับฉ่าย เมื่อเย็นแล้ว ก็เอาใส่ถุงหลายๆใบ นำใส่ตู้เย็น
เวลาจะทานก็เอามาอุ่นไมโครเวฟทีละถุง

ประเภทที่สอง คือ ไก่
นำมาฉีกแยกเนื้อออก เหมือนเขาทำข้าวมันไก่ แต่เราจะเอาเนื้อไก่ต้มทั้งหมดมาสับให้ละเอียด(แต่ไม่ถึงกับเละ)
จากนั้นก็เอามาผัดกับหมูสับหยาบๆ จากหัวข้อข้างบน
เติมซีอิ้วหวาน ซีอิ้วดำ ซีอิ้วธรรมดา กับน้ำมันหอย น้ำตาลทราย แล้วอะไรต่อมิอะไรที่อยากใส่ ใส่แล้วผัดให้เนื้อไก่และหมูเข้ากัน
ก็ได้เป็นหมูกับไก่สับผัดซีอิ้ว ซึ่งควรผัดเสร็จปั๊บก็ทานกับข้าวสวยร้อนๆเลยครับ
ทานกับซอสพริก ซอสศรีราชา น้ำจิ้มซีฟูด หรือน้ำจิ้มไก่แม่ประนอมก็อร่อยดีเหมือนกันนะ
สำหรับไก่ต้มไหว้เจ้านั้น เนื่องจากมีหลายตัว บางครั้งจึงมีการหาวิธีทำให้มันน่ากินมากกว่าไก่ต้ม
นั่นก็คือ หั่นเป็นชิ้นโตๆ แล้วเอาไปต้มกับน้ำปลา(ผสมน้ำตาลทรายนิหน่อย)
จากนั้นก็เอามาผึ่งลม แล้วนำไปทอดกับน้ำมัน ได้ไก่ทอดรสเค็มๆหวานๆ เนื้อข้างในจะแห้งๆนิดหน่อย แต่อร่อย

ประเภทที่สาม คือ เป็ด
เมื่อก่อนก็จะเอาเป็ดแบ่งไปต้มรวมกับต้มจับฉ่าย หรือ เอาไปผสมกับหมูและไก่สับผัดซีอิ้ว
แต่หลังๆมานี่ รู้สึกว่าเป็ดจะทำไม่ค่อยสะอาด กลิ่นสาบมันยังเยอะอยู่
เมื่อไหว้เสร็จ ก็จะรีบนำไปเก็บทั้งตัวในตู้เย็น
รอวันเสาร์อาทิตย์ คนอยู่เยอะๆ เอาออกมาจากช่องแช่แข็ง
เอาปีก ขา หัว ต้มเป็นน้ำซุป หลายๆชั่วโมง แยกกรองแต่น้ำซุป (ไม่เอากระดูก) เอามาทำน้ำก๋วยเตี๋ยว
ไปตลาดซื้อก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก เส้นบะหมี่เหลือง
ที่บ้านนิยมทานเส้นหมี่ขาว เพราะซื้อเก็บตุนเอาไว้ได้หลายเดือน
เดี๋ยวนี้ไม่กล้ากินเส้นใหญ่ ได้ยินเขาว่าโรงงานใช้น้ำมันอะไรก็ไม่รู้เอามาทาเส้นให้มันดูวาวๆ
จากนั้นก็ลวกผักคะน้าหรือผักบุ้ง ตักใส่ชามเอาไว้
ส่วนถั่วงอก เอาไว้ลวกตอนที่จะทาน
รวมกระบวนการแล้วก็เป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ด ทานกันหลายๆคน
หม้อก๋วยเตี๋ยว หม้อขนาดย่อมๆมีขายตามห้าง ราคาไม่แพง ใช้ทนจนเราตายไปเลยหละ
เลือกยี่ห้อดีๆ เป็นสแตนเลสแท้ๆ (วันหลังเอาไว้ต้มอย่างอื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นก๋วยเตี๋ยว)

ประเภทที่สี่ คือ ผลไม้
อันนี้ขอบอกว่า ไม่เคยทานทันการสุกของมัน โดยเฉพาะกล้วยหอม ต้องทิ้งเป็นประจำ
แต่ทุกวันนี้ พวกเด็กๆเก่งมา เอาผลไม้มาแยกชนิด ปั่นเป็นน้ำผลไม้(แยกกาก) ใส่ขวดแยกเป็นอย่างๆ
จะใส่ถุง ใส่ขวด แช่ตู้เย็นเอาไว้ นำมาทานตอนอากาศร้อนๆ ทานได้หลายสิบวันด้วย
ส่วนกล้วยหอม เขาจะเอามาปั่นกับน้ำหวาน(น้ำแดงก็ได้) หรือนมกล่อง บางทีก็ใส่น้ำแข็งก้อนเล็กปั่นไปด้วย
กล้วยปั่นก็สามารถเก็บใส่ตู้เย็นทานได้สามวันสี่วันเหมือนกัน

ประเภทที่ห้า คือ พวกอาหารแป้งที่ผ่านการนึ่ง เช่น ซาลาเปา สาลี ขนมเทียน ขนมเข่ง ...ฯ
ซาลาเปา หมั่นโถ ต้องแยกเป็นถุงเล็กๆ ใส่ตู้เย็น เวลาอุ่นก็ใช้ทีละถุง เพราะถ้ามันโดนนิ้วมือ มันจะเสีย เป็นรา
สาลี่ อันนี้ต้องรีบทาน เสียง่าย ทานก็ยากมาก ฝืดคอเป็นที่สุด ผู้ใหญ่ไม่ชอบแต่เด็กๆชอบทาน
ขนมเทียนก็แบ่งเป็นถุงๆ ใส่ตู้เย็น คงต้องเอามานึ่งทานเรื่อยๆ เพราะถ้ามันไม่สะอาดมันจะเละเป็นเมือก
บางบ้านเขารำคาญการนึ่งด้วยรังถึง เขาก็ใช้วิธีสะดวกเข้าว่า เวลาหุงข้าวหม้อไฟฟ้า ช่วงที่ข้าวสุกเรียบร้อยแล้ว
หม้อสมัยใหม่จะมีระบบอุ่น ก็เอาขนมเทียนแกะใบตองออก ใส่ชามหรือจานเล็ก วางลงบนข้าว ปิดฝาหม้อ
รอแค่สิบนาทีก็เอามาทานได้ (ที่บ้านก็ใช้วิธีนี้อุ่น ซาลาเปา บ๊ะจ่าง ขนมจีบ ....)
สำหรับขนมเข่ง อันนี้เฮียชอบมาก ให้เอาใบตองออก แล้วนำไปตากแดดแรงๆ สองสามวัน เอาเก็บถุงยัดใส่ตู้เย็น
วันไหนว่างๆ ก็เอาออกมา รอให้มันอุณหภูมิเท่าห้องเสียก่อน หั่นเป็นแผ่นบางๆ
เอาไข่เป็ดหรือไข่ไก่มาตอก ตีให้ไข่ขาวและแดงเข้ากัน ไม่ต้องมันฟู
เอาขนมเข่งที่หั่นเอาไว้ มาชุบแล้วทอดน้ำมันร้อนๆในกระทะ
ทอดปั๊บทานปุ๊บ (รอเย็นก่อนก็ได้) อร่อยมาก
อร่อยขนาดทีว่า สมัยเด็ก พอตรุษจีน เฮียจะไปเดินขอขนมเข่งตามบ้านต่างๆ
หน้าด้านซะอย่าง เดินขอมันแหลก ได้มาก็เอามาตากแดด
แล้วก็ไปอ้อนให้แม่ทอดให้ทาน

ประเภทที่หก คือ ขนมจันอับ ขนมเปี๊ยะ ขนมโก๋ คุกกี้
พวกนี้เก็บได้นานเป็นเดือน แค่ระวังขนมพวกที่มีส่วนผสมของถั่ว
เพราะถ้ามันชื้น มันจะเป็นพาหะของเชื้อราอัลฟ้าท๊อกซินอะไรนี่แหละ กินแล้วป่วยแน่ๆ

ประเภทที่เจ็ด คือ อาหารแห้ง เช่น ปลาหมึกตากแห้ง
พวกนี้ก็เก็บได้นาน ใส่ถุงพลาสติก แขวนไว้ หรือเอาไปซุกซ่อนในตู้กับข้าว
วันไหนเจอกระดูกหมูสวยๆ กับฟักลูกงามๆ หรือหัวไชเท้าหัวใหญ่ๆ
ก็เอาปลาหมึกมาต้ม กับกระดูกหมู ได้กลิ่นเหม็นๆหน่อย แต่อร่อยแน่นอน

เฮียว่านะ...เมนูอาหารคาวที่ใช้ในวันไหว้เจ้าหรือตรุษจีน ต้องวางแผนให้ดี
ต้องดูว่า เวลานำมาอุ่นอีกครั้ง หลายๆเที่ยว แล้วมันจะยังน่าทานหรือไม่
อย่างเช่น ผัดผักไม้กวาด ถั่วงอก หรือดอกกุ่ยช่าย หรือผัดผักใส่ปลาหมึก หรือตับหมู
เวลาอุ่นรอบสอง รอบสามแล้ว ทานไม่อร่อยเลย
ตับหมูนี่ อันนี้ยิ่งอุ่นยิ่งแข็งยังกับแผ่นพลาสติก ส่วนใหญ่ก็ต้องเอาไปทิ้ง
แกงกะทิ เลี่ยงได้ก็ดี ถ้าอากาศร้อนๆ บูดง่าย เสียง่าย อุ่นไม่ดีก็เละเป็นโจ๊ก
ที่บ้านอาคุงนายที่ยานาวา เขาชอบไหว้น้ำพริกกะปิ หรือน้ำพริกอ่อง (เพิ่งทราบว่าเจ้าของจีนนี่ทานเผ็ดได้)
สามารถเอาน้ำพริกที่เหลือใช้ถุง หรือขวดเล็กๆ เก็บได้นานเป็นเดือนเลยหละ



เคยมีนิทานเรื่องหนึ่งบอกว่า ถ้าอยากมีอาหารกินนานๆ
ก็ให้เอาอาหารที่เราทำไปแบ่งปันเพื่อนบ้าน
เช่น เมื่อเราทำต้มจับฉ่ายหม้อเท่าก้นช้างเสร็จ
เราก็เอาใส่ถุงพลาสติกทนร้อน ขนาด 7 นิ้ว
มัดด้วยยางรัดให้แน่นหนา อย่าให้น้ำรั่ว (ทำไมไม่ใช้ปิ่นโต ?)
เอาไปเดินแจกบ้านข้างๆได้เลย อย่าไปคิดว่าเขาจะเอาไปเททิ้ง
สมัยก่อนเขาใส่แกงในหม้อหรือชามแกง แล้วเอาไปเดินแจก
แต่ข้างบ้านลืมคืนหรือคืนมาผิด กลายเป็นเรื่องทะเลาะกันเปล่าๆ
ที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องก็คือ
ข้างบ้านทำชามใบโปรดของคุณแม่บ้านแตกหรือบิ่นนี่แหละ งานเข้าเลย

ต้องไปเอาอาหารไหว้เจ้าเมื่อวานก่อนมาอุ่นแล้วหละ ...

RoyalBlue Mintiva 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:15:07:31 น.  

 


เอ้...เลข 9
หมายถึงอะไรน้าาา?

แล้วไปไหว้พระวัดจีนก็ดีเหมือนกันนะ
อย่างน้อยก็ศาสนาพุทธ นิ๊

ตอนนี้น้องแอนเล่นเว็บอะไรบ้างหละ
หรือว่าเลิกเล่นหมดแล้ว

DeepPink WhiteBird FF1493


โดย: zoomzero วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:15:19:37 น.  

 
Jampada

ขอบคุณมากครับสำหรับคำอวยพรที่เป็นภาษาจีน
พร้อมทั้งมีคำแปลให้ด้วย

ผมพยายามนำมาเทียบกับ โหงวฮก หรือ อู่ฝู่(ภาษาจีนกลาง)
ซึ่งหมายถึง ความสุขทั้งห้าประการ
ก็ดูเหมือนว่าจะคล้ายๆกัน
อย่างว่าหละนะ คนจีนนี่เขาเน้นเรื่องความสุขที่มาจากความปรารถนา
ส่วนของบ้านเรานั้นคำว่าความสุขนั้นมีนิยามหาที่สิ้นสุดไม่ได้เลย
ขนาดว่า ผู้นั้นมีหลายอย่างมากกว่าชาวบ้าน เขายังบ่นว่าไม่มีความสุขเลย โอ้ละหนอ...

วันที่คุณขนุนแวะไปแถววัดเล่งฯ วันนั้นเขาไม่ได้ให้ทำพิธีแก้ชง (นักข่าวรายงานมาให้ทราบ)
ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเขาเพิ่งจะทำแบบนี้หรือว่าเขาเว้นมานานหลายร้อยปีหรือว่าไม่นานมานี้เอง
แต่ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ เขาไปทำทั้งแก้ชงและไหว้เทพเจ้าปนกันในวันเดียว คนแน่นเอียด
คนไทยที่ไม่ค่อยทราบเรื่องธรรมเนียมจีน มักจะคิดว่าปีที่เราเกิดคือปีที่เราชง
ก็กลายเป็นเชื่อว่าถ้าอายุลงตัวด้วยเลข 12, 24, 36, 48, 60, 72, 84, 96, และ 108
จะเกิดอันตรายแก่ตัวเอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับเรื่องราวรอบตัวเลย
เพราะเกิดปีไหน ก็อันตรายทั้งนั้น ถ้าใช้ชีวิตอย่างประมาท
และคนที่อายุเกิน 60 ก็น่าเป็นห่วงทุกขวบปีที่ย่างออกไปเรื่อยๆนั้นแหละ
แต่ของจีนเขาชงแบบมีหลักการคำนวณแบบของเขา
อย่างปีนี้ปีเถาะ คนปีเถาะอาจวุ่นวายบ้าง
แต่คนปีระกา กลับโดนชง แบบถึงตายเลย ถ้าไม่ไปไหว้เจ้า
สำหรับคนปีระกาก็คงจะงงว่า เฮ้ย..เกี่ยวอะไรกับฉันฟระ

เคยคิดนอกกรอบแบบนี้มั๊ยครับ
ถ้าเราเกิดปีระกาจริง เราก็ทำแบบฝรั่งในปีนี้ คือไปเข้าโบสถ์คริสต์ซะเลย
เพราะต่างศาสนา ศาสดา และความเชื่อ
เราก็ไม่อะไร เหมือนๆกับชาวต่างชาติอีกร้อยล้านคน
แล้วเราจะมายึดถือธรรมเนียมที่ให้อันตรายกับชีวิตของเราและคนในครอบครัวทำไม
ถ้าทราบว่ารถแท็กซี่คันนี้คนขับท่าทางโหด(ดุร้าย) และรถก็เก่า เบรคไม่ค่อยดี เราจะไปคันนั้นหรือ
ทำไมไม่เลือกรถคันถัดไป ที่ใหม่กว่า คนขับท่าทางดีกว่า
เรื่องที่แปลกมากสำหรับผม ก็คือ คนไทยพุทธแท้ๆ ที่ดำรงชีวิตอยู่ดีๆ พูดภาษาจีนไม่ได้ซักคำ
แต่อยู่ๆ ก็อยากไปแก้ปีชง แก้ตามเขา โดยไม่เคยรู้เลยว่าไหว้เทพเจ้าชื่อว่าอะไร
บางคนยังคิดว่าแก้ชงกับเทพชื่อ ไฉ่ซิงเอี้ย ก็ยังมี
ก็ทีแรกอยู่ดีๆ ไหงถึงพาตัวไปเข้าระบบที่มีปีชง ปีเจ็บป่วย ปีถูกเบียดเบียน
หรือเห็นว่าชาวบ้านเขาไปแก้ชงกัน ก็เลยแห่ทำตามเขา กลายเป็นตามเทรนด์
พวกเขาคิดแบบนั้นหรือเปล่า?

ได้ไปฟังเพลงเพราะๆมาแล้วครับ
เพลงแรก เป็นเพลง I don't want to talk about it
เป็นเสียงร้องของ Rod Stewart และ Amy Belle
ขอบอกว่าชอบเพลงนี้มากครับ (ผมเกิดทันยุค 1971 นะครับ แต่เกิดก่อนหรือหลังดีหละ?)
เพลงของป๋าร๊อด เป็นเพลงที่เซ็กส์ซี่ ตามเสียงแหบเสน่ห์ของเขา
เนื้อเพลงคมกริบ เคยฟังเพลงนี้ตอนที่คนรักบอกเลิก
สมัยนั้นยังวัยละอ่อน ก็ได้เพลงของป๋าร๊อด ผู้นี้คอยปลอบใจ

I don't want to talk about it ผมไม่อยากโอดครวญ
How you broke my heart เรื่องที่คุณทำร้ายหัวใจของผม
If I stay here just a little bit longer ถ้าคุณให้ผมอยู่ตรงนี้อีกหน่อย
If I stay here, Won't you listen to my heart ถ้าคุณยินยอมให้ผมอยู่, คุณจะไม่ฟังเสียงหัวใจของผมเลยหรือ?
Who...aa, my heart โอ้...ฟังเสียงหัวใจ(ที่ปวดร้าว)ของผม

Youtube อันนี้แปลกดีครับ เพราะธรรมดาเห็นแต่ร๊อด สจ๊วต ร้องเดี่ยว
แต่นี้มาร้องคู่กับนักร้องสาวเสียงดี ในปี 2004


ส่วนเพลงที่สองก็เป็นของ Rod Stewart
ชื่อเพลง Sailing
ฟังแล้วใจจะขาด
ไม่แน่ใจว่าคนแต่งเพลงนี้
เขากำลังคร่ำครวญถึงคนรักที่ได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ หรือเปล่า?
แต่ผมนั้นแอบน้ำตารื่นๆทุกทีที่ฟังท่อนนี้

Can you hear me, can you hear me
thro' the dark night, far away,
I am dying, forever crying,
to be with you, who can say.

วันไหนนอนไม่หลับเพราะคิดถึงกิ๊ก
ก็ต้องของเปิดเพลงนี้ฟังก็แล้วกัน 555


โดย: zoomzero วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:20:40:11 น.  

 
เมื่อวาน วันเสาร์ ไปงานแต่งมาอีกงาน (แหม..แต่งกันถี่เหลือเกิน)
ได้ไปเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่งของอาเจ้กิมลั้งของผม
เมื่อก่อนสนิทกันมาก
แต่ด้วยวัน เวลา และความวุ่นวายของครอบครัวของแต่ละฝ่าย
ทำให้ต้องเสียเพื่อนคนนี้ไป
แรกๆก็คิดว่า เดี๋ยวจะโทรหากัน เดี๋ยวจะนัดมากินข้าวกัน
เดี๋ยวจะไปหาที่บ้าน
แล้วก็ต่างคนต่างแยกย้าย มือถือก็เปลี่ยนแปลงไป
นามสกุลก็เปลี่ยนไปทั้งสองฝ่าย (ผู้หญิงสมัยใหม่ไม่ต้องเปลี่ยนนามสกุลได้แล้วนี่เน๊อะ)
เลยติดต่อกันไม่ได้

หลังจากได้เรียกกันมานั่งโต๊ะเดียวกัน แนะนำคนที่พามาด้วย
และก็ได้ขอโทษขออภัยต่อกัน ที่ขาดการติดต่อไปนานมาก
แล้วก็สอบถามชีวิตที่ผ่านมา
และชีวิตในวันนี้
และอนาคตของแต่ละฝ่าย
เรื่องของครอบครัวเรา เพื่อนของเจ้ก็ต้องร้องว่า อ้าววววว
เรื่องของเพื่อนอาเจ้ ผมกับอาเจ้ก็ต้องร้องว่า อ้าวววว เหมือนกัน

เพื่อนของเจ้คนนี้เป็นคนที่เรียกได้ว่า คนดี ซื่อ ขยัน
แต่เป็นคนอาภัพ พ่อแม่อยู่ต่างจังหวัดและฐานะไม่ดี
ได้แต่งงานกับสามีที่เป็นคนดีแต่ฐานะก็ไม่ได้ดีอะไรมากนัก
แต่โชคดีที่ผู้หญิงได้แม่บุญธรรมซึ่งเป็นญาติห่างๆ เดิมนับถือกันแบบน้าหลาน
แต่คุณน้ามีครอบครัวที่แย่ สามีหนีไป เอ้...เรียกว่าหย่าก็ได้นะ แต่พวกเขาไม่ได้จดทะเบียนกัน
ฐานะคุณน้าก็ค่อนข้างดี รู้สึกว่าท่านจะเป็นครู หรือข้าราชการ
คุณน้ามีลูก 2 คน ผู้หญิงทั้งคู่ ไม่เอาถ่าน ไม่ขยันเรียน ขยันหาแฟน ใช้เงินเก่ง
หลานสาวเลยกลายเป็นลูกสาวอีกคน เพราะช่วยงานบ้านทุกอย่าง
พอพวกลูกๆของคุณน้าแต่งงาน พวกนี้ก็แต่งออกไปอยู่บ้านสามีกันทั้งสองคน
เหลือแต่คุณน้ากับลูกสาวบุญธรรม(หรือหลานสาว)
ทีนี้พอลูกสาวบุญธรรมจะแต่งงานบ้าง คุณน้าก็ยื่นคำขาดให้แต่งเข้าบ้านเท่านั้น
พวกลูกๆก็ไม่พอใจ แต่อย่างว่า แต่งออกไปแล้ว แถมไม่มีใครอยากดูแลแม่ตัวเอง
คุณน้าก็ใจดี เงินทองขาดเหลืออะไรแม่ก็ให้เสมอๆ เลยเงียบไป

เพื่อนของอาเจ้ ก็เลยต้องพาสามีมาอยู่ด้วยทีบ้านคุณน้า ซึ่งเธอเรียกว่า แม่ ทุกคำ
หลายปีต่อมา ครอบครัวของเธอได้ขยายจำนวนสมาชิกจาก 2 มาเป็น 5 ด้วยลูกชายอีก 3 คน
บ้านนั้นดูเหมือนจะมีความสุขมาก คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ และเด็กๆอีก 3 คน
สองสามีภรรยามองเห็นว่าลูกๆยิ่งโต ค่าใช้จ่ายยิ่งมากขึ้น
และคิดว่าจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเรื่องรักษาพยาบาลแม่บุญธรรม
เพราะคุณน้าอายุมากขึ้น สุขภาพก็แย่ลง เริ่มป่วยบ่อย
ส่วนเงินส่วนตัวของท่าน ก็แทบจะไม่เหลือ เพราะให้ลูกๆไปแทบหมดบัญชีในธนาคาร

ทั้งสองจึงตัดสินใจออกจากงาน
โดยสามีได้ไปลงทุนทำธุรกิจซื้อบ้านมือสองมาซ่อมแล้วขาย
เขาเห็นว่าเป็นธุรกิจใหม่ คล้ายๆการซื้อรถเก่าแล้วเอามาซ่อม ทำสี แล้วขาย
พวกครอบครัวใหม่ๆหลายราย ไม่สามารถซื้อบ้านใหม่ป้ายแดงใกล้ตัวเมือง เพราะราคาโหดมาก
แล้วพิษเศรษฐกิจก็โจมตี บวกกับหุ้นส่วนโกงและหนีไป ทำให้พวกเขาต้องแบกภาระ (ตัวเลขคงไม่มากนัก)
ด้านภรรยา ทีแรกว่าจะทำงานบริษัทไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นรายได้หลักให้ครอบครัว
แต่เกิดแรงกดดันอะไรก็ไม่ทราบ เธอลาออกมา ได้เงินสะสมมาก้อนหนึ่ง
เอาไปลงทุนทำบ่อปลากับญาติ ธุรกิจก็พอไปได้
แต่แล้วมรสุมลูกใหญ่ก็มาถึง
คุณน้านอนหลับแล้วไม่ตื่น
หลังงานศพได้ไม่กี่วัน สองลูกสาวของคุณน้าก็มาออกปากไล่ครอบครัวนี้ให้ออกจากบ้านโดยด่วน
พวกเขาต้องการขายบ้านแล้วเอาเงินมาแบ่งกัน
ครอบครัวเพื่อนของอาเจ้ก็ไม่มีเงินสดพอที่จะเจรจาอะไรกับเขาได้
ถึงเจรจาไปพวกสองศรีพี่น้องก็คงไม่ยอม เพราะหมั่นไส้มานานปี
เลยต้องอพยพไปหาบ้านเช่า บ้านนั้นก็ถูกเปลี่ยนมือไป
เธอบอกว่าลูกๆต้องย้ายมาเรียนโรงเรียนของรัฐแทนโรงเรียนเอกชน
ตอนนี้เป็นหนี้ธนาคารก้อนหนึ่ง แต่เพื่อลูกต้องสู้ต่อไป ยอมแพ้ไม่ได้
ลูกคนโตทำงานแล้ว ช่วยเหลือครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง

เธอได้มางานแต่งงาน เพราะเจ้าภาพเป็นเพื่อนกัน (และเป็นเพื่อนของเจ้เหมือนกัน)
พอดีว่าพวกเขายังติดต่อกัน ต่างจากเราที่ทอดทิ้งเพื่อนไปเลย
นี่ถ้าไม่มีงานแต่ง ก็คงไม่ได้เจอกัน ไม่ได้คุยกัน ไม่ทราบเรื่องของกันและกัน
ชีวิตคนเรานี่ ความเป็นจริง มันยิ่งกว่านิยายเสียอีก


โดย: zoomzero วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:22:06:09 น.  

 



อรุณสวัสดิ์ค่ะเฮีย
2-3 วันมานี่ ต้องไปทั้งงานศพ
กับงานฉลองรับปริญญา
ไว้มีเวลาจะมาคุยยาว ๆ ค่ะ


โดย: มินทิวา วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:8:05:19 น.  

 
Mintiva

วุ่นๆก็พักผ่อนบ้าง
รักษาสุขภาพด้วย
ดื่มน้ำเยอะๆ


เมื่อหลายวันก่อนมีคนมาลอกท่อในซอยที่บ้าน
การลอกท่อ หมายถึง การเปิดฝาท่อระบายน้ำแล้วตักเอาขี้โคลนในท่อออกไป

เมื่อก่อนจะเป็น นช หรือ นักโทษชาย จากเรือนจำแถวๆบ้าน
(เออ...ทำไมเรามาซื้อบ้านใกล้เรือนจำนะ)
มาถึงกัน ก็จะส่งเสียงดังโหวกเหวก คนพวกนี้ทำงานเร็ว ไม่มีอู้ (เพราะมีผู้คุม)
กลุ่มหนึ่งทำหน้าที่เปิดฝาท่อซีเมนต์หนาๆหนักๆ
อีกพวกโดดลงไปในท่อทั้งๆที่น้ำในนั้นเหม็นมาก
อีกพวกคอยเอาถังหย่อนลงไปให้คนข้างล่าง
(อธิบายได้ละเอียด เพราะเคยเป็น นช มาแล้ว เฮ้ย...)
คนข้างล่างตัก คนข้างบนดึง แล้วเอาไปเทใส่ถังใบใหญ่อีกใบ
จากนั้นก็จะมีไม้ไผ่ยาวๆพันด้านหนึ่งด้วยเชือกเส้นโตๆ
ใช้สอดจากฝาทอจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
จากนั้นก็เอาถังขนานย่อมๆผูกปลายเชือก เอาไม้ไผ่ออก
แล้วคนที่อยู่อีกฝาท่อ(ประมาณ 4-5 คน)ก็ช่วยกันดึงถัง
ทำแบบนี้ ท่อจะสะอาดมาก
พวก นช เขาทำงานวันเดียวเสร็จไปได้ 2-3 ซอย

แต่คราวนี้เป็นคนกลุ่มใหม่มาแทน
ดูแล้วเหมือนเจ้าหน้าที่ของเขต
ใช้เวลาลอกท่อ 1 ซอย ต่อ 2 วัน
เขาทำงานต่างกัน
คือ เปิดแค่ปากท่อ
เอาถังตักน้ำโคลนเหลวๆ(เท่านั้น)ขึ้นมาใส่ถังใบใหญ่
พอเต็มแล้ว คือ หมดหน้าที่
จากนั้นมีรถมารับคนกลับ
ทิ้งฝาท่อเปิดโล่งโจ้ง กับถังเหล็กที่มีแต่น้ำโคลน แล้วไร้วี่แววมนุษย์
ดีว่าเป็นตอนกลางวัน ถ้าเป็นกลางคืน คงมีคนเดินตกลงไปในท่อ
พอบ่ายๆ ก็มีรถหกล้อเข้ามาเก็บถังพวกนี้ไป
แล้วก็ปิดฝาท่อ
ดูเหมือนงานเรียบร้อย แต่โคลนเหนี่ยวๆในท่อยังอยู่เต็มเลย

ซอยบ้านเฮียเป็นซอยฝาแฝด
ปากซอยมีทางเข้าทางเดียว แต่เข้ามามีแยกเป็นซอยสมชายกับซอยสมศรี (เฮียตั้งชื่อเองนะ)
การลอกท่อของพวกคนงานกลุ่มใหม่จึงใช้เวลาถึง 4 วัน
เวลาเอารถเขาออกจากบ้านต้องคอยเลี้ยวหลบอุปกรณ์ของพวกลอกท่อ
บางทีหลบไม่ได้ก็ต้องแล่นเบียดๆถังใบใหญ่ไปเรื่อยๆ
แล้วเฮียก็เป็นคนที่เข้าๆออกๆบ้านวันๆเป็นสิบเที่ยวเสียด้วย
4 วันนั้น เลยลุ้นว่าจะตกท่อหรือชนถังวันไหน แหม...รอดมาได้

แต่...อย่างไรก็ยังมีเรื่องซวยจนได้
วันก่อนเอารถแอคคอร์ดไปถูกับรั้วบ้าน
เพราะมัวแต่มองด้านขวา บังเอิญมีสาวสายหน้าหวานขี่จักรยานผ่านมา
เลยเอาประตูด้านซ้ายหน้าหลัง ถูครืดๆๆๆๆไปกับกำแพง

ปีก่อนคนขายประกันรถ เขาบอกว่าถ้าชนไม่มีคู่กรณี ให้รีบโทรฯแจ้ง
เฮียก็โทรฯแจ้ง เขาก็ให้เบอร์ระหัสแอ๊กซิเด้นท์มา
แล้วก็สอบถามว่าชนยังไง ชนที่ไหน แล้วก็ทำท่าจะวางหู
เฮียก็ถามว่า ไม่มาถ่ายรูปหรือ?
เขาบอกว่า ชนนิดๆหน่อยๆ ไม่ไปหรอก
อ้าว....สาธุ

พออีกวันเฮียก็เอารถไปให้ศูนย์ซ่อม ดูตารางวันซ่อม
แต่ต้องเข้าไปหาเจ้าหน้าที่เคลมของประกันก่อน
ซึ่งศูนย์ตรงพระรามเก้า เขาจะมีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ทุกวัน
พอไปถึงเฮียก็แจ้งกับเจ้าหน้าที่
เขาก็ขอเบอร์แอ็กซิเด้นท์ แล้วก็ไปถ่ายรูปรถ

พอถ่ายรูปเสร็จ เขาก็บอกว่า คงจะมีแค่ 2 จุด
เฮียก็เห็นว่าตรงบังโคลนหน้าซ้ายเหมือนจะมีรอยถลอก
เขาก็บอกว่า เฮียแจ้งไว้แค่นี้ ถ้าแจ้งเพิ่มต้องจ่ายค่า....
เฮ้ย...เอาอีกแล้ว มีค่าอะไรประหลาดๆมาอีกแล้ว
เจ้าหน้าที่คนนั้นบอกว่า คราวหลังถ้าชน ให้มาแจ้งที่เขา อย่าโทรไปก่อน
เขาจะได้ช่วยดูว่ามีแผลกี่ที่ อย่าแจ้งเองแบบนี้ ดูไม่ทั่ว เขาช่วยอะไรไม่ได้
เฮียก็บอกว่า ก็คนขายประกันบอกว่า ให้แจ้งก่อนจะได้ไม่เสียค่า...
เขาก็บอกว่าคนขายจะรู้ดีกว่าผมได้อย่างไร
อ้าวววว

(ว่าไปแล้ว ท่าทางบริษัทประกันจะเขี้ยวงอกขึ้นเรื่อยๆ
สมัยก่อน เราแค่แจ้งชน แล้วตอนทำใบเคลม
ก็สามารถแจ้งเพิ่มได้ เพราะบางส่วนมองไม่เห็น
บางส่วนก็เป็นการซ่อมต่อเนื่อง เพราะอุปกรณ์บางตัวมันต้องเอาไปขับนานๆถึงจะรู้ว่ามันเสีย)

เสร็จแล้วก็เอาใบเคลมไปคุยกับศูนย์ฮอนด้า(ในตึกเดียวกัน)
นัดวันซ่อม
กลับบ้านด้วยความงุนงงว่า จะเชื่อใครดี
วันเสาร์ที่ผ่านมาก็เอารถไปส่งซ่อม
ตอนเช้าที่ฮอนด้าพระรามเก้า มีอาหารเช้าน่าทานมาก
มีปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ พร้อมของเสริมต่างๆเช่น ลูกเดือย วุ้น ...
มีกาแฟ โอวัลติน ร้อนเย็น
มีขนมปังปิ้ง สั่งได้เลยว่าจะทาเนย หรือทาแยม
แม่บ้านใจดีมาก
ประหยัดมื้อเช้าไปได้หนึ่งมื้อ

RoyalBlue Mintiva 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:19:21:23 น.  

 

วันนี้ขนุนไปทำบุญถวายสังฆทานให้น้องสาวสุดสวยของขนุนค่ะ...เธอจากไปขณะอายุ 30 ปีพอดี 10 ปีแล้ว แต่ในความรู้สึกเหมือนเมื่อเร็ว ๆนี้เอง...ไม่เคยลืมแต่ไม่เอามาเป็นทุกข์มีแต่ความระลึกถึง เธอป่วยด้วยโรคที่ไม่มีทางรักษา..ในช่วงนั้นมีแต่ยาเพิ่มความคุ้มกัน...ค่ะเธอเป็น เฮชไอวี ได้รับเชื้อมาจากสามี(เสียไปแล้วเช่นกันแต่คนแพร่เชื้อตายที่หลัง) น้องสาวอยุ่ในกลุ่มติดเชื้อขึ้นสมองจากไปภายในเวลา 2 ปี นับตั้งแต่อาการผิดปกติและตรวจพบ...แต่เหตุการณ์ในช่วง 2 ปี นั้นนับเป็นวันวิกฤตสุดของทุกคนในครอบครัว เริ่มจากการตรวจตาม รพ.เอกชน 3 แห่ง ลงท้ายที่ คลีนิคนิรนาม นั่นเป็นคำตอบสุดท้ายที่พวกเราสรุปว่าน้องเป็นโรคนี้แน่นอน วิธีตรวจของที่นี่ดีมาก ไม่ต้องใช้ชื่อจริงคนไข้ ใช้แค่หมายเลขแทน และจะมีแต่คนไข้เท่านั้นที่จะทราบผล(พ่อแม่พี่น้องไม่อนุญาตให้รู้ เว้นแต่ตัวผู้ป่วยเท่านั้นที่เลือกจะบอกให้ใครทราบ) เราเริ่มพาน้องรักษาตามอาการเป็นไข้หวัด ท้องเสีย ก็พบหมอทานยา หรือนอนให้น้ำเกลือ ในช่วงที่อาการไม่มาก และไปทำการรักษาต่อเนื่องที่ รพ.ศิริราช ซึ่งทำได้เพียงรับยาเพิ่มความคุ้มกัน ทุกครั้งที่ไปตามรพ.นัด ต้องเสียเวลา 1 วัน ไปเต็มกับชั้นตอนต่าง ๆในบางครั้งยังได้รับคำพูดดูถูกดูแคลนจากผู้ให้การรักษา แม้กระทั่งวันที่จำเป็นต้องนอนที่รพ.ท่านอาจารย์ของหมอยังมาบอกว่ามาจากที่ไหนให้กลับไปรักษาที่นั่น ตอนนั้น
ก็เริ่มมองหารพ.อื่น ขณะนั้นก็มี รพ.บำราษฏร์ฯ ของเอกชนที่รับ แต่สู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหวเพราะแพงมาก..จังหวะนั้นมีข่าวว่า
สถานที่แห่งหนึ่งจ.มหาสารคาม รักษาได้ เห็นว่าข่าวนี้ลงในหนังสือพิมพ์ที่น่าเชื่อถือ หาข้อมุลจนสรุปกันว่าน่าจะเป็นอีกทางเลือกดีกว่านอนรอแบบสิ้นหวัง เพราะอาการทรุดลงเรื่อย ๆ น้ำหนึกหายไป 20กก. ขับรถไปหลายร้อยกิโลเมตร ผ่านเส้นทางตำนานนักสุู้ขาภูพานนู้น เข้าสู่เขตนาแก ที่สร้างชื่อ
นายตำรวจวีรบุรษ รักษาได้ 2 วัน เท่านั้น ต้องรีบหารถ รพ.ส่ง
ตัวเธอกลับกรุงเทพฯ เนื่องจากติดเชื้อขึ้นสมอง.....(ตรงนี้ที่ขนุนคิดว่าตัดสินใจพลาดจนถึงทุกวันนี้ เพราะเอาน้องขึ้นป่า
ขึ้นเขา...น่าจะเป็นเหตุให้ติดเชื้อได้โดยง่าย ..ขนุนโง่มากกว่าจะรู้ก็สายแล้ว...ใครว่าโง่แล้วฉลาด..เดี๋ยวนี้ก็ยังรู้สึกว่าตัวโง่
อยุ่ค่ะ) กลับถึงกรุงเทพฯก็พาน้องเข้า รพ.ที่มีญาติทำอยู่ใช้
เส้นจึงได้เตียงให้น้องนอน (เพราะนโยบายเค้ามีว่าต้องเก็บ
เตียงไว้สำหรับผู้ป่วยที่มีโอกาสรอดหรือรักษาหาย) เธอนอนได้ 2 วัน ก็จากไปในขณะที่ยังพูดตลกได้ และพูดเสียงดัง เพราะหูเริ่มอื้อเนื่องจากเชื้อขึ้นสมอง ก่อนเธอไปหนึ่งวันวันที่
ไปเยี่ยมน้องยกนิ้วทำท่างอหงิกนิ้วให้ดูพร้อมพยักหน้าว่า "พี่่เตียงข้าง ๆ ไปแล้ว" พอวันรุ่งขึ้นเธอก็น๊อคไปขณะที่ไม่ยอมให้ใครป้อนข้าวเพื่อรอพี่สาวคนนี้ไปป้อน...แต่ก็ไปไม่ทันเพราะรถไปเสียก่อนถึง รพ.ประมาณ 1 กม. ตรงทางลงสะพานสาทรพอดี...ไม่อยากจะเชื่อแต่ก็เป็นไปแล้วค่ะอะไรจะพอดีขนาดนั้น

เอาเรื่องนี้มาแชร์ให้ฟัง เพื่อว่าอะไรก็ไม่แน่ เมื่อเรายังมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับคนที่ดีรอบตัวเรา ก็ควรจะทำดีต่อกันไว้
ยิ้มให้กัน พูดดีต่อกัน ...ถ้าเราทำแบบนี้แล้วเมื่อวันที่ไม่มีมาถึงเราจะไม่เสียดายโอกาส เราไม่ต้องมาอโหสิกรรมข้างโลง
สำหรับน้องขนุนคิดว่าตัวเองได้ทำตามกำลังที่ทำได้และให้กำลังใจ(อันนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญของคนไข้เลย) ในช่วงการรักษา ก็พยายามให้ทานเยอะ ๆ บอกว่าอาหารเป็นยา ใครบอกว่า ใบบัวบกดี มะระขี้นกดี ก็เอามาทำยาแล้วบังคับน้องกินหมด(อันนี้ต้องโหด) แต่ก็เกือบแย่ไปเ้หมือนกัน มีข่าวว่า
ค้นพบสมุนไพร "สบู่ดำ" (หรือยอชนิดหนึ่ง) โดยเอาส่วนกิ่งมาต้มน้ำ ให้ดื่ม ช่วงนั้นน้องอ่อนแอมาก ตัวเองเลยลองดื่มเองดูก่อน ปรากฏว่า ฤทธิ์ของมันกัดคอ หลังดื่มเข้าไป ทำเอาคอตีบตันแห้งฝิด เหมือนคนเป็นไข้เจ็บคอแบบรุนแรง.....นี่ก็
เพราะความโง่ เชื่อโดยไม่หาข้อมูลให้ดีก่อนรีบร้อนใจร้อน
ก่อนเชื่ออะไรต้องหาข้อเท็จจริงให้รอบคอบ....

คุณซูมเชื่อไม๊ว่าเรื่องข้างบนยังไม่แย่สุด...ในเดือนกุมภาพันธ์
เดียวกันกับที่เสียน้องไป ขนุนก็ต้องเสียผุ้ที่เคารพรักสูงสุดในชีวิตคือแม่ที่รักยิ่ง ต้องจากไป ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน ด้วยโรคมะเร็งสมองส่วนในสุด (โรคเดียวกันกับที่คร่าชีวิต
เต๋อเรวัติ พูทธินันท์ คนเก่งผู้เริ่มก่อตั้งแกรมมี่) จัดงานให้น้อง ห่างแค่ 2 อาทิตย์ มาจัดงานแม่ต่อ....จริง ๆ มีเกร็ดย่อย
มากมายแต่จะกลายเป็นเศร้าเกินไป ...เป็นว่าเ่ล่าเพื่อกันลืมคอยเตือนตัวเองอย่าประมาทในชีวิต อย่าประมาทในวันเวลา
ก็ไม่รุ้ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในชีวิตขนุนนั้น....มันมาคุ่กับ ....ศุกร์ 13 ซึ่งเป็นวันเกิดของขนุน ตามที่ฝรั่งเค้าเชื่อกัน
หรือเปล่า.....แต่จะเป็นไรก็ช่างมันเถิดค่ะ...พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว
ชีวิตคนไม่มืดตลอด...ใครที่หนัก ๆ ในชีวิตคิดแบบนี้บ้างก็ไม่
เลวนะเอาไปใช้ได้ค่ะ...




โดย: jampada IP: 58.9.49.214 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:14:26:17 น.  

 
Jampada

ได้อ่านแล้ว
เสียใจด้วย ต้องบอกว่าเสียใจด้วย 2 ครั้งครับ
เดือนกุมภาพันธ์ของคุณ คงไม่ได้หมายถึง รักที่หวานแหวว ซะแล้ว

ขอบคุณที่แชร์เรื่องราว
นี่แหละเป็นสิ่งที่อยากได้จากคนที่เข้ามาอ่าน(บล๊อกหุบเขาคนโฉด)บ้าง
(ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของความโฉด เรื่องอะไรก็ได้ เพราะเราไม่ใช่พวกเทพนี่หว่า)
คือ ผมก็เป็นพวกที่เกิดวันที่ 13 เหมือนกัน เด็กซาตานเดย์ ไงครับ

จากเรื่องของน้องสาว และคุณแม่ ที่คุณขนุนเล่ามา
ทำให้ผมหยุดฮาไปหลายวัน หุ หุ หุ

ซึ่งผมก็ไม่ได้ไปไหนหรอกครับ แค่ไปไหว้พระทีต่างจังหวัด (แล้วจะเอามาเล่าให้ฟัง)
กับไปหาซื้ออาหารไม่ธรรมดาเพื่อมาใส่บาตรส่งให้คนที่ไม่ธรรมดาได้ทาน (เขียนไป งงไป)

ในชีวิตผม ผมกลัวอยู่ 2 โรค คือ มะเร็ง กับ เอดส์
ไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะเป็น แต่กลัวว่าคนรอบตัวใกล้ๆเราจะเป็นมากกว่า
ผมเคยคิดและเขียนเรื่อง ชีวิตหลังความตาย
พิมพ์เป็นบันทึกส่วนตัว หรือช่วยจำ เหมือนอย่างที่คุณขนุนเล่าให้ผมทราบแบบนี้แหละ
ผมเอาใส่ไว้ในคอมฯเครื่องเก่า ซึ่งมันได้ถึงแก่การมรณภาพไปนานแสนนาน
เพราะไวรัสกัดๆซัดๆฮาร์ดดิสของผมจนพรุนไปหมด
เนื้อเรื่องก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ช่างหัวมันเตอะ
ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์นะครับ
เป็นเรื่องจริงๆ ที่เราเห็นกันจะๆ ซึ่งแตกต่างกันไปแต่ละครอบครัว แต่มักจะออกแนวทางเดียวกัน
อย่างเรื่องของครอบครัวของคุณขนุน ชีวิตหลังความตายของน้องสาวคุณ
ก็คือ การที่คุณยังห่วงหาอาทร ยังจดจำเรื่องราวต่างๆของเขา
และยังปรารถนาให้เขาได้รับผลบุญที่อุทิศส่งไปให้
ศาสนา คือ ที่พึงทางใจที่ดีที่สุด ไม่ต้องให้ใครมาอธิบายเสริม

คนบางคนไม่เคยเห็นพระเห็นเจ้าอยู่ในสายตา ในขณะที่ยังสุขสำราญ
แต่พอตนเอง หรือคนในครอบครัวเจอเจ้าโรคร้ายเท่านั้น
ผมเห็นมาหลายรายแล้ว คุณเขาวิ่งเข้าหาวัด โบสถ์ เจดีย์ ศาลาการเปรียญ ....
ไปถึงวัด พอลงจากรถก็ยกมือไหว้มันหมด ทำเป็นนักมวยไปได้
กำแพงวัดก็ไหว้ ไม่ทราบว่า กำแพง จัดอยู่ในหมวดอะไร?
ระหว่าง พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์
เขาอาจจะบอกว่า เขาไหว้ศาสนสถาน
แล้ว ศาสนสถาน คุณทราบหรือเปล่าหละว่า
เขาจัด ศาสนสถาน อยู่ในหมวดหมู่อะไรที่เราถึงต้องยกมือไหว้ 555

บางคนน่าเตะตูดจริงๆครับ
เห็นพระสงฆ์ท่านเดินผ่านมา มันโบกมือเรียกเหมือนเรียก taxi
แถมยังตะโกน หลวงพี่ๆ ตรงไหนถวายสังฆทาน?
พวกนี้คิดไม่ทันว่าต้องยกขาหน้าของเขา ทำท่าสวัสดีหรือไหว้ เมื่อเห็นพระ
แล้วจะต้องกล่าวคำว่า นมัสการ ก่อนที่พูดขออนุญาตรบกวนถามพระท่านเรื่องนั้นๆ
นี่มันเห็นพระเป็น staff ในวัดไปเฉยเลย

บางคนไปไหว้พระพุทธรูปในวัด ในศาลา
เขาก็จัดดอกไม้ ธูปเทียน สังฆทาน วางเอาไว้ให้
และก็มีตู้บริจาคเงิน ไม่กำหนดว่าจะต้องทำบุญเท่าไหร่
ห้าบาท สิบบาท ร้อยบาทก็ได้
คุณนายคนหนึ่ง มีแต่แบงก์พัน เพราะเพิ่งกดเงินจากตู้ ATM มาหมาดๆ
เธอถามพระทีนั่งตรงหน้าเธอว่า มีเงินทอนมั๊ย? (คิดว่าพูดกับสามีที่บ้านมั๊ง ห๊วนห้วน)
พระสงฆ์นะยะ ไม่ใช่ salesman ขายขี้ผึ้งพาราฟีน
แหม...ๆๆ บางคนบอกว่า ให้เปิดตู้บริจาค แล้วเอาแบงก์มาแลกก็ได้
หารู้ไม่ว่าเงินที่ทำบุญแล้ว เหมือนของที่ประเคนแล้ว เขาห้ามฆราวาสหยิบจับ

ผมเห็นหลายคนไปวัด ทำบุญ สะเดาะเคราะห์ ช่วงที่ป่วยหนัก
ตัวเองไปได้ ก็รีบไป
ตัวเองไปไม่ได้ ก็ให้คนอื่นไปทำให้
พอสุดท้าย game over ต้องจากโลกนี้ไป
พวกคนในครอบครัวก็กลับมาสู่สภาพเดิมๆ
เรื่องไปวัด ก็คือ ไปบ้าง ไม่ไปบ้าง ทำบุญน้อยลงเรื่อยๆ แล้วก็เหมือนหยุดทำบุญ
พอมีคนป่วยก็ขยันทำบุญใหม่ ศรัทธาแบบกระปิดประปอย
แต่ก็เอาหนะ เรื่องของ who เรื่องของ it

ผม...เออ...อย่างไรดีหละ...
ผมประทับใจในบางตอนที่คุณขนุนเล่ามา แต่ไม่ใช่ happy กับหัวข้อที่เล่านะครับ
เรื่องการไปเชื่อคนโน้น คนนี้แล้วก็รีบทำตามเขา
เป็นกันทุกบ้านแหละครับ
พอมีคนป่วยที่เข้าลักษณะที่ว่า แพทย์วิทยาศาสตร์บอกว่าต้องทำใจ
เป็นโรคที่รักษาหายยาก หรือไม่มีทางรักษาได้
ก็จะมีสกุณา นก กา บินมาส่งข่าวให้เราไปหาหมอที่โน่น ที่นั้น ที่โน่น .... หมอทางเลือกใหม่
ผมเองก็ไปมาหลากหลายที่เหมือนกัน ทั้งพาเขาไป และไปเรื่องของเราเอง
แต่ไปเพื่อเหตุผล 2 อย่าง คือ ตัดความรำคาญ และ อยากรู้ว่าเขารักษาบนความคิดอะไร
พอวันหลังมีคนมาเสนอ idea เดิมๆ
ให้เราไปทำ ไปหา ที่โน่น ทำนี่ทำนั่น เราจะได้มีคำพูดอธิบายให้เขาเลิกยุ่งกับเราเสียที
อย่างเช่น คนเป็นโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เส้นประสาท ก็มักจะมีคนมาบอกให้หมั่นออกกำลังกาย
คนป่วยอาจจะบอกว่า มันไม่มีแรง เดินๆมันก็จะล้ม หน้ามันคอยจะมืด
สกุณาสู่รู้บางตัวก็จะบอกว่า ให้ไปว่ายน้ำซิ
ผมเจอมาแล้ว คนป่วยไปว่ายน้ำแล้วเป็นตะคริว เกือบจมน้ำตาย น้ำแค่เอวเอง
ดีว่าเป็นสระว่ายน้ำ แต่กว่าจะมีคนไปช่วย เขาก็คิดว่าคนป่วยคงเล่นน้ำท่าแปลกๆ
จะดิ้นก็ไม่มีแรง ตัวมันเกร็ง จะร้องก็ไม่มีเสียงเพราะตกใจ และน้ำเข้าปากอีก
คนข้างๆสระเห็นว่าเริ่มคว่ำหน้าอยู่นาน จึงโดดลงไปช่วย
ถ้าตายในสระ คงต้องล้างสระกันขนานใหญ่
แววๆเสียงป้าเจ้าของสระว่ายน้ำบ่นว่า ซวยฉิกไห จะเอาคนเป็นง่อยมาตายในบ่อตรู

อย่างฝังเข็ม เขาว่ารักษาหายได้สารพัดโรค
ประเทศจีนมีมหาวิทยาลัยสอนหมอฝังเข็มกันเลย
ไอ๋หยา...ถ้ามันเวิร์คดีจริงๆ ฝรั่งคงเอาไปทำแล้ว
ไม่ต้องซื้อไอ้เครื่อง X-ray หรือ Scan ราคาเป็นสิบๆล้าน
เมืองไทยคงเปิดโรงพยาบาลฝังเข็มมูลค่าโครงการเป็นพันๆล้านแล้วหละทาน
เป็นเอดส์ ทำไมเขาไม่ให้หมอฝังเข็มรักษาหละ?
ทำไมเป็นไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู ไม่เอาไปฝังเข็มหละ เห็นตายเป็นใบไม้ร่วงที่เมืองจีน ?
ฝังเข็ม เขาทำกันอย่างไร เขาทำอะไรกับอวัยวะเรา
เข็มเข้าไปยุ่งกับระบบอะไรของเรา นั่นแหละมันรักษาเรื่องอย่างนั้นได้
แน่นอนมันเป็นศาสตร์ที่รักษาโรคได้ แต่ผมไม่เชื่อว่ามันรักษาได้ทุกโรค
การรักษาฝังเข็ม ของแท้ เขาต้องทานยาจีนด้วย
ก็กลับมาที่ ยา นี่แหละที่รักษาโรค ยาคือพระเอกตามเคย
เพราะมันคือ หนึ่งในปัจจัยสี่

ที่นี้เจ้า ยา ที่จะหามารักษาคนไข้นี่แหละที่น่ากลัว ถ้าไม่ได้มาจากการจ่ายยาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อย่าง case ของคุณขนุน ถึงกับลองทานยาสบู่ดำกันเลย ดีว่าตัวคุณไม่แพ้สารเคมีจนหัวใจหยุดเต้น
คุณขนุนเคยได้ยินเรื่องที่ว่า พืชชนิดหนึ่ง โบราณบอกว่า มันมีสรรพคุณรักษาโรคนั้นได้
มีเขียนในตำรายา เขียนในวรรณกรรม เขียนบนกำแพงวัด เขียนในพงศาวดาร ....
แต่คนรุ่นใหม่เอามันมา ตำ ต้ม ตุ๋น อุ่น ผัด ทอด หรือเคี้ยวสดๆ ก็รักษาไม่ได้
กว่าจะรู้ว่ามันต้องเอาสารเคมีอีกตัวมาทำปฏิกิริยา ซึ่งภาษาไทยเรียกว่า กระสายยา ก็นานแสนนาน
น้ำกระสายยา มีหน้าที่ช่วยให้ยาออกฤทธิ์ต่อโรคนั้นๆอย่างรวดเร็ว
หรือ เพิ่มสรรคุณในการรักษา ทำให้ลดอาการข้างเคียง ซึ่งบางครั้งอาการข้างเคียงนั่นคือ หัวใจวายฉับพลัน
และ น้ำกระสายยา บางทีก็กลายเป็น ตัวตัดกลิ่น หรือปรับรสชาด ให้กลายเป็นยาที่มนุษย์จะดื่มได้โดยไม่อาเจียนออกมา
หลายคนชอบหาอ่านชื่อสมุนไพรใน internet แล้วก็แจ๋นไปบอกชาวบ้านว่า รักษาได้ รักษาดี
แต่เขาผู้นั้น เขลา และ เบา ปัญญา เรื่องความรู้ทางด้านเภสัชและสมุนไพร
เผลอๆ ทำให้คนอื่นตายเพราะบทความของตนใน internet ไปหลายรายแล้วก็ได้นะครับ
พืชบางอย่างดูเหมือนๆกัน แต่มันคนละสายพันธุ์กัน มันอาจเป็นโทษไม่ใช่รักษาก็ได้
ทุเรียนหน้าตาเหมือนๆกัน รสชาดยังแตกต่างกัน ราคาก็ต่างกัน เอ๊ะ...อยากกินทุเรียนซะแล้ว

ผมไม่คิดว่าคุณขนุนจะโง่ แล้วไปลองทานยาสบู่ดำ อะไรนี่เลย
ผมคิดว่า เป็นข้อคิดที่ดีมาก ที่ทำให้ใครก็ตามที่ได้อ่านตรงนั้น
ต้องหัดหยุดคิดและถามตัวเองว่า จริงเหรอ? เชื่อได้เหรอ?

ผมเคยพาคุณพ่อไปหาหมอ ที่ต่างจังหวัด ทุกสัปดาห์ เป็นเวลา 2 ปี
ที่ซึ่งมีคนแห่มารักษาเป็นพันๆคนต่อวัน คิวยาวเหยียด
ใช้ใบผักบุ้งกับน้ำสมุนไพรที่เขาเตรียมมา ทำการรักษาได้ทุกโรค
แต่ละวัน คนแรกที่ได้รับการรักษา ต้องมาตั้งแต่ตีสาม
หรือไม่ก็มานอนที่หน้าสถานรักษาคืนนั้นเลย
มีคนจ้างรถมาจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ เพื่อมารักษา
ใครๆก็ว่าหมอเก่ง รักษาคนเป็นแสนๆคนมาแล้ว
ใครจะพูดว่าท่านรักษาหายมาหลายแสนคน
แต่มีคุณพ่อผมนี่แหละที่หมอที่ว่าเก่งสุดยอดนั้น ไม่มีปัญญารักษาได้
คนในละแวกบ้านผมที่ทราบข่าวและเคยไป
ก็ไม่เห็นจะมีใครรักษาหาย สุดท้ายก็ถอดใจที่จะไปด้วยกันทั้งนั้น

จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหลังความตาย
ที่ญาติได้มานั่งคุยกันแล้วลงความเห็นว่า
ไม่น่าจะพาคนป่วยเดินทางไปรักษาที่โน่นเลย หนทางแย่มากๆ
เขาคงทรมานกับการนั่งรถไกลๆ และอดหลับอดนอน
แถมยังไปเจอสิ่งแวดล้อมที่อาจจะทำให้เขาป่วยหนักกว่าเก่า
นาทีก่อนที่เขาจะตาย เราคิดว่า ต้องทำทุกวิธีเพื่อรักษาเขา เราหวังดี
นาทีที่เขาจากไป เราคิดว่า เราทำร้ายเขาด้วยการพาไปลองยามั่วไปหมด
นี่แหละ เราก็ยังว่าเราหวังดี
แต่ผมมองว่า หวังร้ายโดยคาดไม่ถึงต่างหาก

ref: Sienna Jampada A0 52 2D


โดย: zoomzero วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:13:14:24 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่ชาย โอ๊ย ตั้งแต่ตรุษจีนมา พาเพื่อนตระเวนเที่ยวงานเยาวราชเหนื่อยเลยค่ะ แวะไหว้พระวัดไตรมิตรด้วย แต่เล่งเน่ยยี่ หน้าบ้านยังไม่ได้ไปเลย เดี๋ยวว่าง ๆ แวะไป บีก้อมะเมีย ชงมั๊ยนะ แต่พอดีมะค่อยเชื่อพวกนี้เท่าไหร่ คิดว่าคิดดี ทำดี ก็ต้องได้ดี ^_^ แต่ไปวัดบ่อย ๆ ก็ไม่เสียหายเน๊อะ

ปีนี้ตรุษจีนเยาวราช มีน้องชิน ชินวุฒิ มา อู๊ย ไปกรี๊ดสสส อยู่หน้าเวที เพื่อน ๆ หนุ่ม ๆ ที่มาด้วย ไม่สนใจมานแร้ว อิอิ แหม แกรมมี่จัดมาหล่อ เท่ห์ เสียงดีทุกปี ปีก่อนก้อไปยืนกรี๊ดสสสน้องรุจ เดอะสตาร์สุดหล่อกันหน้าเวทีกับยัยเบลล์ งิงิ

กิจการค้าขายเหรียญก้อขายดีเรื่อย ๆ ค่ะ รายได้จากคลับได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตลอด ^^ แต่ปัญหาตอนนี้คือ ช่วงตรุษจีนปิดร้านไปหลายวัน เจอมือดี ผู้หวังดีประสงค์ร้าย ไม่สิ ต้องเรียกไม่หวังดีและประสงค์ร้ายด้วย มาปลอมแปลง ปลอมตัวเป็นเรา ปลอมอีเมล์ไปหลอกชาวบ้านว่าเป็นไร บีใช้เมล์ Beee_bu ไอ่นี่ตั้ง beee-bu ขีดกลาง แล้วแอดไปรับซื้อขายเหรียญคนอื่น แอบอ้างเป็นไร แล้วก้อชิ่งหนีไป โจรทางอินเตอร์เน็ตตอนนี้ระบาดในเวปบอร์ดมาก พี่ชายว่าง ๆ มาไล่จับโจรกันค่ะ เวปบอร์ดป่วนมากมาย เป็นผู้ดูแลบอร์ดก้อวุ่นวายจับโจรกันอยู่ ปวดหัวมาก *_* แวะมาดูได้นะคะ โดยเฉพาะห้องขายเหรียญ http://www.supersteadycash.com/forum/index.php/board,11.0.html

บีเป็นหนึ่งในผู้ดูแล เป็น Moderator ก้อเห็นว่ามีการโกงกันเยอะ พอมีรายได้ออนไลน์ โจรมันก้อตามมาโกงออนไลน์ แถมฉลาดเป็นกรดกันขึ้นทุกวัน ก้อเลยตั้งกฎขึ้นมา ใครจะซื้อขายให้มายืนยันตัวก่อน ส่งเอกสารมา บัตรประชาชน ที่อยู่ อะไรต่าง ๆ เอาไว้เป็นหลักฐานเวลามีปัญหา อุตส่าห์ยอมทำให้ตัวเองลำบาก เพื่ออะไรก้อไม่รุ้ *_* คิดว่าจะแก้ไขได้ มันมาแนวใหม่อีกแล้ว มาปลอมเป็นคนที่ได้ยืนยันตัวแล้วไปหลอกชาวบ้านซะเลย เหอะ ๆ กำ หนักกว่าเก่า คนก็เลยไว้ใจติดต่อซื้อขายด้วย แต่จริง ๆ โดยสวมรอยมาหลอกต้มตุ๋น โจรมันคิดมาสารพัดวิธีจริง ๆ ค่ะ บางทีมาหลอกเป็นบีโดนใช้เมล์ beee-bu แล้วบอกว่ากำลังหาคนช่วยงานเวปบอร์ด ให้ค่าตอบแทนด้วย เดือนละ 50$ ขอตรวจสอบเอกสารแป๊บเดียวห้านาที เอา id, password ของพวกเวปธนาคารออนไลน์ หรือข้อมูลสำคัญต่างไป ไป กำเวง บีดูแลมะเหงจาได้ไรซักบาท เนียนนะไอ่พวกนี้ มาสารพัดรูปแบบ สารพัดวิธีการมากค่ะ ตามจับ ตามมันไม่ทันจริง ๆ *_* ตอนนี้ผู้เสียหายไปแจ้งความหลายคนแล้ว รอ dsi ตรวจสอบอยู่ เดี๋ยวคงได้เรื่อง

มาบ่นให้ฟังอีกแว๊ว งุงิ

วันนี้คิดถึงพี่ชายเลยแวะมาทักทายค่ะ ที่คิดถึงเพราะพอดีว่า เพิ่งจองตั๋วคอนเสิร์ตคุณปู่ Eric Clapton ไป งิงิ บัตร VIP 6,500 ใน ThaiTicket เต็มหมดแล้ว เหลือบัตร Gold 5,500 ที่ได้แถมกีร์ต้าจำลอง ของตาปู่อีริค แกด้วย ซื้อมาฉองใบ แต่ที่นั่งไม่กลางหรอกค่ะ ด้านซ้ายของเวทีน่ะ ก้อแหมนะ ดันอยากจะมาดู มาจองตอนอีกไม่กี่วันก้อถึงงานแล้วนี่นา มีเหลือก้อดีแร้วนะเนี่ยะ เกือบหาไม่ได้ ^_^

จะมาบอกว่าจะไปดูคอนเสิร์ต เลยนึกถึงพี่ชายค่ะ เพราะพี่ชายลงเพลงฝรั่งพวกนี้บ่อย จะพากิ๊กไปดู คนที่ขายมือถือ มานเล่นกีร์ต้าแล้วชอบอยากไป ก้อเลยไปดูซะทีก้อได้ ปู่ Eric บีก้อรู้จักชื่อเสียงอยู่ งิงิ จะได้ไปดูคอนเสิร์ตใหญ่ ๆ จริง ๆ กะเขาซักทีแว๊ว ตื่นเต้นจังค่ะ งิงิ เดี๋ยวไปแล้วจะมาเล่าให้ฟังนะคะ ^_^ ว่าแต่ว่า ร้องเพลงปู่เขาไม่ได้เลย 555 รู้จักแต่ Tear in Heaven เพลงเดียว จะผิดไหมเนี่ยะ คิคิ เกิดมาเคยดูคอนเสิร์ตครั้งเดียวเองค่ะ ตอนเด็กมาก ๆ ของพี่เบิร์ด ชุดมันอยู่ในมือมนุษย์บูมเมอแรงโน่นแน่ะ นี่จะเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปีเลยนะเนี่ยะ ที่จะได้ไปอีกที ^^

คอนเสิร์ตเบิร์ดตอนปลายเดือน ลุงกบก้อไปจัดเหมือนเดิม ตอนนี้จะหาซื้อตั๋วก้อเต็มหมดแล้ว เหลือแต่รอบการกุศล ที่แพงกว่าปรกติหลายพัน เอิ๊ก รอบปรกติ VIP 5,000 การกุศล VIP ล่อไป 8,000 บาท กำ หารายได้สร้างตึกใหม่ รพ.จุฬา *_* บัตรปู่ Eric VIP ยังแค่ 6,500 เอง นี่การกุศลพี่เบิร์ด 8,000 แง๊ว T_T

ตรุษจีนนี้ก้อแวะไหว้เจ้าที่เยาวราช วัดไตรมิตร กับเจ้าแม่กวนอิมวัดเทียนฟ้ามา และต้นเดือนไปสังฆทานซอยสายลม กับกรรมฐานมาเหมือนเดิมค่ะ พี่ชายโมทนาบุญด้วยนะคะ

ไปขายเหรียญต่อแล้วค่ะ ลูกค้ามาหลายเจ้าเลย คิดถึงนะคะพี่ชาย จุ๊บ ๆ ๆ


โดย: นู๋ Beee เองค่ะ IP: 110.168.33.65 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:15:59:56 น.  

 
BeeeBU

แหม...แปลว่า ไม่ได้อ่านอะไรข้างบนกับเขาเลยนะหล่อน
ปีนี้ ปีมะเมีย ก็เป็นปีชง ด้วย โดยเฉพาะ คนเกิดปี ๒๕๒๑ กับ ๒๔๖๑

ที่ว่า คิดดี ทำดี ก็ต้องได้ดี อันนี้ไม่แน่นะจ๊ะ
เห็นมาหลายรายแล้วที่ ทำดี ได้ดี มีที่ไหน
ทำชั่ว ได้ดี มีถมไป 55 55

เขาไปดูในห้องขายเหรียญมาแย้ว
โห...งงมาก ไม่รู้เรื่องเลย อะไรหว่า AP ???
เดาเอาว่าเขาแลกเงินกันเป็นธุรกิจสนุกสนานกันน่าดู
โลกเรานี้ มีอะไรที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจ แต่คนอื่นเขาช่ำชองเชี่ยวชาญ มีมากมายจริง
พวกที่เป็นโจรออนไลน์ได้นี่ น่าจะเป็นคนวงการเดียวกันนี่แหละมั๊ง
เผลอๆอาจจะเป็นพวกระดับ Moderator เหมือนหนูบีนะจ๊ะ
พี่ก็ยังคงเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเหมือนเดิม
คนเรารู้หน้า ไม่รู้ใจ แล้วที่ไม่รู้หน้า มันจะเหลืออะไร จะบู้ก จะบุ๊ก
พี่ว่า พอ DSI ไปรวบตัวมา อาจจะต้องตกใจว่า อ้าว...คุณนี่เอง หุหุ

ERIC ก็เป็นนักกีตาร์ที่น่าชื่นชมคนหนึ่ง
แต่ตอนนี้พี่ชาย crazy วง Scorpion มากกว่า
อยากไปดูมาก แต่ขาดงบประมาณสนับสนุนจากท้องพระคลัง
นี่เขามาแสดงคราวนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วด้วย เซ็งๆๆ

เอ้า...ตะ ลุ่ง ตุ่ง แช่ ซินเจียยู่อี่...ซินนี้ฮวดไช้
รับบุญมาแทนอั่งเปาก็ได้จ๊ะ สาธุ สาธุ สาธุ
พีชายก็ไปไหว้พระที่โน่นที่นี่มาเหมือนกัน
ไปวัดไหนก็อธิษฐานให้หนูบีและครอบครัว
ก็แบ่งๆบุญไปเลยนะครับ
พี่ชายเองก็มีโปรแกรม เดินไหว้พระไหว้เจ้า 9 แห่งในเยาวราช
เป็นแผนการที่เก็บมานานหลายสิบปี (กะว่าจะพากิ๊กไปทัวร์ซะหน่อย)
ก็เดินวนๆ ไหว้พระ ไหว้เจ้า หาอาหารทานไปด้วย
เช้าจรดเย็น ถ้าเป็นหน้าหนาวก็ดีนะ จะได้ไม่ร้อน
จำได้ว่ามี เจ้าแม่กวนอิมที่เทียนฟ้า, ไหว้เจ้าพ่อกวนอูที่ศาลเจ้าเบ๊เอี๊ยะ, ...ฯ
ต้องมีสักวันที่เป็นวันเที่ยวไชน่าทาวน์ของพี่ชาย ไว้จะไปแวะที่ถนนแปลงนามด้วยดีมั๊ย
เออ...ว่าจะถามนานแล้ว ไม่รู้ว่าน้องบีจะกลับมาอ่านที่พี่ชายเขียนตอบตรงนี้หรือเปล่า
ที่สงสัยอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ ทำไมเขาเรียก เยาวราช ซอย ๑๐ ว่า ตรอกป่าช้าหมาเน่า
แล้วโรงหนังเทียนกัวเทียน ตอนนี้คือตึกอะไรไปแล้ว
แล้วหนูบีเคยไปทานเกาเหลาเนื้อจอมยุทธ์ในซอยพิพากษา๑ หรือยัง?
โอ้ย....หิว

ref: fuchsia BeeeBU


โดย: zoomzero วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:21:55:12 น.  

 
แวะมารอบดึก ๆ อีกรอบ ช่วงนี้ธุรกิจที่ทำอยู่ กำลังย้ายเซิร์ฟเปลี่ยนแปลงปรับปรุงระบบใหม่ไฉไลกว่าเดิม เลยได้พักหลายวัน สบายจัง งิงิ

AP ก้อแปลว่า AlertPay เป็นธนาคารออนไลน์บีเน็ตไว้รับเงินส่งเงินที่เป็นสกุลทั่วโลก ทั้ง Euro, US พูดง่าย ๆ ว่าเหมือน PayPal นั่นเอง (รู้จักอีกมั๊ยน้า ^^) อย่างที่บีเปิดเวปรับแลกเหรียญก็รับอันนี้แหล่ะค่ะ เพราะกว่าจะกดเบิกเงินจากเวปพวกนี้เข้าธนาคาร ก็ลุ้นแล้วลุ้นอีกว่าจะสำเร็จมั๊ย เป็นอาทิตย์ ๆ แล้วโดนค่าธรรมเนียมเวลาเงินเข้าธนาคารเมืองไทยอีกหลายร้อย รับแลกกับเราก็ได้เงินสดไปเลยโอนเข้าบัญชี เงินหมุนคล่องตัว แต่โจรก็เยอะไปด้วย *_*

แห่ะ ๆ ไม่อ่านแต่รู้อยู่ค่ะ ว่าปีนี้ปีชง เดี๋ยวว่าง ๆ จาไปไหว้ พี่ชายเชื่อมั๊ย ว่านู๋เป็นคนช่างหลงทางมาก ไปไหนก้อหลง ตรอกซอกซอยแถวบ้าน ยังรู้จักไม่ทั่วเล้ย เวลาใครถามว่านั่นนี่อยู่ไหน แถวเยาวราช บางทีนู๋ก้อยังไม่รู้จักเร้ย *_*

แต่เจ้าแม่กวนอิมเทียนฟ้า กับเล่งเน่ยยี่ รู้จักอยู่ค่ะ ไปบ่อย ^_^ ที่เหลือไม่รู้จักแร้วอ่ะ 555 เจ้าพ่อกวนอู กะเบ้เอี๊ยะมานอยู่ตรงซอยไหนก้อไม่รู้เรย อิอิ คนเยาวราชปลอมเป่าเนี่ยะ @_@

อ้าว เยาวราชซอย 10 ก้อซอยแปลงนามบ้านนู๋อ่ะจิ เห็นเคยมีป้ายมาปักว่าเยาวราชซอย 10 อยู่พักนึง โดยเอาป้ายเลยซอยต่าง ๆ มาปัก แล้วอีกไม่กี่ปีก้อเอาออก ไม่รู้จะเอาไง เง้อ ตรอกป่าช้าหมาเน่า ไม่เคยได้ยินเรยอ่า สงสัยนู๋จาเกิดมะทัน หาข้อมูลในเน็ตแระ เหงมีคนเล่าไว้ในเวปว่างั้น แต่โกวบีไม่เห็นเล่างี้เลย แต่เล่าว่าไงก้อจำมะได้แร้วแหล่ะ นานมาก ^^ แห่ะ ๆ

โรงหนังเทียนกัวเทียนหรือโรงหนังสิริราม่าเก่า (บีก้อเกิดไม่ทันเหมือนกัน) ตอนนี้ก็เป็นที่ว่าง ๆ ถ้ามาจากเส้นเจริญกรุง พอขับรถมาจะเจอข้างซ้ายวัดเล่งเน่ยยี่ ถึงสี่แยกตรงนั้นซอยข้างขวาแปลงนามคือซอยบ้านนู๋ (มองได้อย่างเดียวเลี้ยวไม่ได้ วันเวย์ อิอิ) แล้วถ้าขับตรงเลยสี่แยกไป ด้านซ้ายเยี้อง ๆ ไปหน่อยนั่นแหล่ะ คือโรงหนังเทียนกัวเทียนหรือสิริราม่าเก่า เลี้ยวซ้ายเข้าไปได้ เพราะปัจจุบันมันเป็นที่รับฝากรถ จอดรถไปซะแล้ว แถมเก็บเงินโหดอีกต่างหาก ชั่วโมงละ 30-40 บาท *_* แต่บีไม่เคยพาใครไปฝาก เพราะเหมือนจะเคยจอดทีนึง มานขอกุญแจรถ แร้วขับไปจอดให้เองอ่ะ ไม่น่าไว้วางไป ปรกติจะให้คนไปเข้าซอยขวาถัดจากบ้านบี คือซอยผดุงด้าย (ซอยเท็กซัส เพราะมีร้านเท็กซัสสุกี้) แล้วจอดรถที่เท็กซัสสุกี้เอา ^_^ แต่ค่าที่จอดรถก้อประมาณนี้แหล่ะค่ะ ชม.ละ 30 บาท แถวนี้ที่จอดเป็นเงินเป็นทองมาก

อ้อ อีกนิด หน้าโรงหนัง เดี๋ยวนี้ก้อดัดแปลงทำเป็นล็อค ๆ ด้วยตะแกรงเหล็ก เป็นร้านอาหารหลายร้าน แล้วที่พลาดไม่ได้คือขาหมูตีสาม ที่อีตาป๊อง เดอะช็อคชอบโฆษณาให้จนดัง ที่ว่ามาตีสองตีสามเหลือแต่ข้าวเปล่า อารัยนั่นง่ะ แต่เดี๋ยวนี้บีเห็นร้านนี้ลูกจ้างเยอะมากเต็มร้านไปหมด แล้วก็ขายตลอด 24 ชม. น่าจะเรียก ขาหมู 24น. ไปแล้ว อิอิ มาตอนไหนก็ได้กิน แต่ก็ยังอร่อยเหมือนเดิม เพิ่งไปนั่งกินมาวันก่อนเองค่ะ :)

ซอยพิพากษา 1 เอ่อ... ซอยไหนหว่า *_* แห่ะ ๆ เดินทะลุไปมา แต่ไม่ค่อยมองหรือจำชื่อซอยหรอกค่ะ แต่ยังไงก็คงไม่เคยกินเพราะบีไม่กินเนื้อ ^_^

อยากไปเดินกับพี่ชายจังค่ะ คงจะมีวันที่เราได้เจอกันซักวันเน๊อะ จะมาก้อ sms หรือ อีแมว หรือเอ็ม หรืออะไรซักช่องทางมาบอกกานก่อนนะคร้า จะได้กลับบ้านไปรอ อิอิ แบบว่าชีพจรลงเท้าบ้านเยอะ กิ๊กแยะ 555

วงแมงป่องของพี่ชาย เห็นในโทรทัศน์เก็บภาพงานมาให้ดูอยู่ นักร้องรุ่นเดอะพวกนี้เป็นลุง เป็นปู่ไปหมดแล้วจริง ๆ เลยนะคะเนี่ยะ นู๋เกิดม่ายทันรุย ^^

อนุโมทนาบุญกับพี่ชายด้วยนะคะ นี่ก็ใกล้วันพระใหญ่แล้ว กำลังคิดอยู่เลยค่ะว่ามาฆบูชาปีนี้ จะไปเที่ยวไหว้พระวัดไหนดีน้า พี่ชายมีที่ไหนแนะนำมั๊ยคะ เอาในกรุงเทพฯ แถว ๆ ลาดพร้าว มีวัดไหนน่าสนใจมั่งคะ วัดลาดพร้าว วัดบึงฯ เคยไปแล้ว ไม่นานมานี้ได้แวะไปวัด (เรียกวัดมั๊ยน้า) ตรงสันติอโศกมาด้วย ก็แปลกไปอีกแบบ ถ้าพี่ชายเคยไปวัดนี้ สงสัยมาก ว่าทำไมทำเป็นชั้น ๆ หลายชั้น แล้วทำไม ชั้นที่มีพระพุทธรูปปางนาคปรก อยู่ชั่นก่อนบนสุด แต่ชั้นบนสุด กลับเป็นรูปปั้นเด็กคนนึง สงสัยมาก ว่าเด็กคนนี้เป็นใคร ทำไมมาปั้นและไว้บนชั้นสูงกว่าพระ มีความพิเศษอะไรยังไงเนี่ยะ *_* งง หรือตกลงที่นี่ไม่เรียกวัดน้า อุอุ ก่อนจบยังอุตส่าห์หางานให้พี่ชายปวดหัว แล้วก้อวิ่งหนีไป อิอิ

เสาร์ อาทิตย์นี้ คงได้หยุดพักไปเที่ยวบ้าง ช๊อปปิ้งบ้างซะที งิงิ ไปไหนดีน้า ตอนนี้อยู่เมืองทองค่ะ รอดูคอนเสิร์ตที่ Eric วันพุธหน้า งิงิ

อ้อ ปีนี้สรุปบีก็ไม่ได้แจกทองโกวเลยค่ะ เพราะแอบ ๆ ถามก่อนตรุษจีนว่าเอาตังค์หรือเอาทอง เขาเอาตังค์กัน ก็เลยแจกซองอั่งเปากันไป ทั่งหยี่โกว โส้ยโกวคนละหมื่น แม่ห้าพัน บอย กะเบลล์ ฉองพัน ^^ แต่โกวก้อบ่น ๆ อยู่ว่า แหมถ้ารู้ว่าทองราคาลง น่าจะเอาทอง 555 ซะงั้น ส่วนบีก้อไปซื้อทองเป็นของขวัญตรุษจีนให้ตัวเองเส้นนึงมาห้อยคอค่ะ ตอนแรกว่าจะเอาแค่สลึงเดียว แต่ดูแล้วมันหนวดกุ้งดูบอบบางมาก ดึงแรง ๆ ก้อขาดแล้วมั๊ง ก็เลยเอาเป็นสองสลึงมาแทน ราคาวันตรุษจีน วันไหว้ที่ไปซื้อมารวมค่ากำเหน็ดด้วยทั้งหมดก็ 10,250 บาทค่ะ ตอนนี้กระเป๋าเบาไปเยอะเลยเชียว งุงิ *_*

ส่วนเงินก้อเข้าแบงค์ไว้หลายแสนอยู่ค่ะ ตอนนี้เป็นฝากประจำแบบพิเศษ ที่เขามีโปรโมชั่นกันอย่างทวีทรัพย์ ที่ได้ดอกขั้นเรื่อย ๆ แร้วไม่โดนหักภาษีไรงี้ แต่ก็คงได้ไม่เยอะเท่าไหร่ กำลังมองดูกองทุนรวมอยู่ค่ะ ดูไว้หลาย ๆ แบงค์ เพราะเรท % ก็ต่างกันไปแต่ละแบงค์

ตอนแรกว่าจะซื้อห้องที่เมืองทองไว้ซักห้องนึง ห้องที่เจ้าเบลล์เช้าอยู่ตอนนี้ เพราะเจ้าของเพิ่งซื้อมาใหม่ ๆ ปล่อยให้เบลล์เช่าเจ้าแรก ยังใหม่อยู่ เฟอร์ครบ ราคาเขาขาย 5 แสน ผ่อนไม่กี่เดือนก็หมด แต่ที่บ้านก็ว่าราคานี้ซื้อบ้านดีกว่ามั๊ย ก้อเลยยังไม่ได้เอา ^^ งุงิ ระหว่างยังคิดอะไรไม่ออก ก็เก็บตังค์สะสมไปก่อง

เรื่องจะคุยกับพี่ชายเยอะจัง เรื่องรถด้วย ดูพรีอุส ไฮบริดไว้ อยากได้ แต่ตั้งล้านสองแน่ะ แห่ะ ๆ เลขาฯ แนะนำว่า ถ้าเอานิสสัน มาร์ช รายได้บีเดือนเดียวก็ซื้อสดได้เลยไม่แพง eco car ด้วย ให้พิจารณา ก็ยังคิดไม่ตกอยู่ จะถามพี่ชายว่า เอ่อ... ไอ่ ero car มันคืออารัยอ่ะ 555 โง่อีก แร้ว ไฮบริด มานดียังไง โฮะ ๆ ไม่รู้ไรซักอย่าง เข้าเวป โตโยต้า ก้ออธิบายพิศดารพันลึก สรุปอ่านแล้วไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม อิอิ หรือน้องสาวพี่ชายโง่ก้อมะรุ๊ ก่อนอื่นต้องไปหัดเรียนขับรถไว้ก่อน ชักชวนกันไปกับน้องสาวอยู่ งิงิ แต่หนุ่ม ๆ กิ๊ก ๆ รวมทั้งตาลุงก้อบอกว่าไม่ต้องไปเรียนหรอก มีรถเดี๋ยวเป็นเอง เดี๋ยวสอนให้ กันใหญ่รุย แง๊ว *_* กว่าจะเป็น ไม่ถลอกทั้งคันเหรอเนี่ยะ อิอิ

อ้าว ว่าจะไปตั้งแต่โมทนา มาอีกยาวเลย ไปอีกรอบ แห่ะ ๆ คิดถึงนะคะ จุ๊บ ๆ ๆ


โดย: นู๋ Beee เองค่ะ http://beee.bloggang.com IP: 124.121.192.106 วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:0:12:22 น.  

 



หวัดดีเช้าวันเสาร์ค่ะเฮีย
คิดทึ๊ง คิดถึง อยากคุยเรื่องโน๊นเรื่องนี้เต็มไปหมด
แต่ พอมาถึงนี่แล้ว มันพูดไม่ออกซะงั๊นอ่ะ เฮ๊อ...
จริง ๆ วันนี้ ว่าจะไปหัวหินกันแล้วค่ะ
แต่ เมื่อคืนมีเหตุด่วนของเพื่อนเลยไม่ได้ไปเลย
วันนี้ว่าจะไปเดินหาซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ ซะหน่อยค่ะ
ตั้งแต่ช่วงที่ยุ่ง ๆ ปีใหม่แล้วตัวเองมาป่วยด้วยเนี่ย
น้ำหนักมินลงไปเกือบ 10 โลเลยค่ะ
ตอนนี้เสื้อผ้าที่ใส่อยู่หลวมหมดเลย
วันไหนใส่กางเกงนะ ถ้าเสื้อสั้น ๆ เป็นเรื่องเลยค่ะ
นั่งต้องคอยระวังตลอดเพราะกางเกงมันก็เลื่อนลงมา
เสื้อก็สั้น เย็นสะโพกวาบเลยอ่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ
แล้วกางเกงมินมันใส่เข็มขัดไม่ได้ เพราะเป็นกางเกงใส่ทำงานอ่ะค่ะ
ไอ้หุ่นอ่ะมันดีขึ้นเยอะเลย แต่หน้าสิคะมันจะเหี่ยว ๆ ขึ้นหรือป่าวเนี่ย..
อยากไปไหว้พระวัดที่เฮียเล่าจัง แต่ เดี๋ยวรอให้แข็งแรงและสดชื่นมากกว่านี้อีกหน่อย
เพราะอยากเดินขึ้นไปดูอาไร ๆ บนเขาด้วยค่ะ

พูดถึงเวลาเอารถเข้าศูนย์
มินก็เคยเจอเรื่องอาหารการกินที่เค้ามีไว้ให้บริการค่ะ
แต่ยังไม่เคยเจอที่ไหนทำหรูและดีสุด ๆ เท่ากับ
ที่ศูนย์โตโยต้าเล็กซัสรามอินทราเลยค่ะ
เฮียลองแวบ ๆ เข้าไปดูจิคะ อิอิ
ลูกค้าที่ซื้อเล็กซัสทุกรายจะเป็นเมมเบอร์โดยอัตโนมัติค่ะ
ทุกอย่างฟรีหมดไม่ว่าเครื่องดื่ม อาหารทานเล่น ๆ
หรืออาหารทานแบบจริงจังอ่ะค่ะ หรูมากขอบอก ฮ่า ๆ ๆ
เปล่าอย่าเข้าใจผิดว่ามินเป็นวีไอพีนะคะ
รถบริษัทฯ ค่ะ ไม่ใช่รถนู๋ นู๋แค่เป็นเบ๊เอารถเข้าศูนย์ให้นายค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
ปล. สุข สดชื่น กับวันเสาร์ อาทิตย์ นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:8:06:50 น.  

 



สวัสดีวันอาทิตย์ค่ะเฮีย
ตื่นยังคะ ตอนนี้น่าจะรดน้ำต้นไม้อยู่นะ อิอิ
มินกำลังทานกาแฟอยู่ค่ะ
เดี๋ยวนี้ทานเช้า ๆ วันละแก้วเดียว
ไม่หลายแก้วเหมือนเมื่อก่อนแล้วอ่ะ
วันนี้ว่าจะนอนอยู่บ้านดูหนังเกาหลีทั้งวันเลยค่ะ
ไม่ไหวเมื่อวานออกจากบ้านไปวันเดียว..จนเลยค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
ปล. สดชื่นกับวันอาทิตย์ นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:8:40:35 น.  

 
BeeeBU

อ้อซ์สสสส... AP คือ AlertPay เหมือน PayPal
555 เคยได้ยิน แต่ไม่เข้าใจ 555
ทุกวันนี้ก็ยังงงว่ารับแลกเงิน แล้วเราได้อะไรจากธุรกิจนี้
เราเก็บค่าธรรมเนียมต่ำกว่าธนาคารเหรอ???
แล้วคนที่เขาจะมาขอแลกเงินกับเรา
ถ้าวันดีคืนดีเรารับโอนเงินชนิดไซเบอร์แบบนี้เข้ากระเป๋า
แต่เราไม่โอนเงินจริงๆไปให้เขา
เขาจะทำอะไรเราได้หรือเปล่า? (อยากเข้าวงการนี้ ก็เพราะคิดแบบนี้แหละ อิอิ)
อีกอย่างคือเราไปเอาเงินทุนมาจากไหนในตอนแรกนะ
หรือว่าต้องมีการลงขันลงหุ้นกันก่อน
เออ...ถามมากไปแล้ว ไม่เอาดีกว่า อย่าตอบเลย ชิชิ

เรื่องปีชง ถ้าไม่เชื่อ หรือไม่ซีเรียส ก็เฉยๆดีกว่า จิงป่าว
โลกนี้มีคนนับถืออิสลาม คริสต์ และฮินดู เป็นพันล้านคน
พวกเขายังไม่กลัวเลย
ชง ไม่กลัว กลัวชิง(ชัง)
อีกอย่างต่อให้ไปแก้ชงอย่างไร ถ้าเราทำแต่เรื่องไม่ดี (แบบพี่ชายนี่ไง) ก็แก้อย่างไรไม่ทันซะแล้ว
เอาเป็นว่า อยู่แบบไม่ประมาทจะดีกว่า
รักตัวเองก่อน ห่วงคนรอบข้างรองลงมา แล้วค่อยคิดหาทางทำประโยชน์ให้ส่วนรวม
ไอ้คำว่า จิตสาธารณะ เห็นคนพูดบ่อยจัง ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร ทำยังไง
คนจิตทรามอย่างพี่ชาย ม่ายเข้าจายเลย หุ หุ

พวกสถานที่ในย่านเยาวราชนี่
ต้องไปอ่านหนังสือ พล นิกร กิมหงวน ถึงจะได้อารมณ์อรรถรส
เพราะเขาจะเอ่ยอ้าง ตรงโน้น ตรงนี้ ร้านอาหารบ้าง โรงหนังบ้าง
ไม่รู้ว่าจะมีลูกหลานคนจีนย่านเยาวราชคนไหนบ้าง
ที่จะยอมลงทุน สร้างแบบจำลองเยาวราช แบบย้อนไปเมื่อร้อยปีที่แล้วให้เห็น
แบบว่า...เวลาไปพิพิธภัณฑ์ที่อยุธยา เขายังจำลองเมืองอยุธยาโบราณให้ดูเลย
ดูง่ายกว่าแผนที่ตั้งเยอะ
พี่เองก็คงคิดผิดทีมาถามคนเยาวราชตัวปลอมอย่างหนูบี
วันๆเอาแต่ทำอะไรนะ ไม่ได้รู้เลยว่าที่ไหน มีอะไรให้ไปเยี่ยมชมบ้าง
ส่วนคนที่อยู่รอบนอกพระนครกลับอยากมาเดินลุยดูชีวิตผู้คนในเยาวราช ซะงั๊น

ร้านสุกี้เท็กซัสเคยไปทานมาครั้งหนึ่ง
ไอ้คนที่ไปด้วย มันชี้ว่าโน่นๆๆ ตรงโน่นมีโรงน้ำชา
พี่ชายก็เด็กวัดเด็กวา ไม่รู้ว่าโรงน้ำชามันจะน่าสนใจอะไรฟระ
ที่ไหนได้พอกลับมาบ้าน นานเป็นปีๆ เพิ่งจะรู้ว่าผู้ชายเขาไป "สบายตัว" กันที่นั่นเอง

ตำนานตรอกป่าช้าหมาเน่า ที่ต้องเปลี่ยนมาเป็นถนนแปลงนาม
แหม...อยากรู้ความจริงจากปากคนเจ้าของพื้นที่
พี่ชายได้อ่านมาหลายแห่ง แต่อ่านแล้วคิดว่าเป็นการแต่งเรื่องกันขึ้นมาในยุคหลังๆ
เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อมากกว่า เช่น เป็นที่ๆคนเอาซากสุนัขโดนรถชนตายมาทิ้ง
หรือบางคนก็บอกว่าในคลองแถวนั้นจะมีหมาเน่าลอยน้ำมาเป็นประจำ
ความน่าจะเป็นก็มีนะ เพราะสมัยก่อนเขาก็เอาอะไรๆโยนลงน้ำกันหมด
ก็คงจะมีคนทิ้งเดอะด๊อกลงคลอง แต่แถวบ้านพี่ สมัยก่อน หมาตายข้างถนน
ก็จะมีคนมาขุดหลุมฝังข้างทาง ไม่เห็นว่าจะเอาไปโยนคลองแสนแสบเลยนี่หว่า
และเจ้ารถยนต์ที่ว่าเริ่มมีมากมายในตอนนั้น มันคงอยากชนกับหมาเป็นประจำ เออ..จริงเหรอ?
เฮ้อ...หมาสมัยก่อนมันจะวิ่งหนีรถทีแล่นแค่ 50 กม/ชม ไม่ทันเชียวหรือ?
พี่ชายว่าต้องเอาคำว่า ป่าช้าหมาเน่า ไปเทียบกับภาษาจีนก่อน
แล้วเทียบสำเนียงดูว่า มันออกเสียงแบบไหน
เฮียว่า ปู่ย่าของพวกเฮียนี่แหละ ชอบฟังเสียงคนต่างชาติพูด แล้วเอามาเรียกเป็นชื่อแปลกๆ
เช่น ทหารฝรั่งเศส บอกคนไทยว่าเขาเป็นฟรองซ์ หรือฟรองเซส์ เราก็เอาเลย ฝรั่งๆๆๆๆ ฝรังเศส

ถนนเยาวราชนี่ไม่ได้สร้างกันแป็บเดียวเสร็จนะจ๊ะ
เห็นเขาว่ากว่าจะสร้างถนนเยาวราชได้ ก็เกิดข้อขัดแย้งที่ยาวนาน (สร้างในสมัย ร.๕)
เพราะเวนคืนไปโดนที่ดินของคนมีเงินบ้าง ที่ดินของคนในบังคับของต่างชาติบ้าง
เชื่อหรือเปล่าว่าก่อนหน้านั้น(ประมาณปี ๒๔๓๕) ถนนผ่านบ้านต่างชาติ รัฐจะจ่ายค่าย้ายออกให้
แต่ถ้าถนนผ่านบ้านคนไทย รัฐไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย คนไทยสมัยก่อนเลยกลัวการตัดถนนมาก
ร.๕ ทรงวินิจฉัยแล้วโปรดให้มีการจ่ายเงินแก่คนไทย ให้ทัดเทียมคนต่างชาติ
แหม..ขนาดเรื่องเวนคืนที่ดิน คนไทยยังเคยเสียเปรียบพวกฝรั่งมังค่ามาก่อนเลยนะ
ทำไมพี่ไทยเรานี่ยอมเขาไปหมด นี่หละน้า...สยามเมืองยิ้ม (ยิ้มแป้น หรือ ยิ้มแหย ก็ไม่รู้นะ)

อยากคุยเรื่องเยาวราช เจริญกรุง สำเพ็ง กันคนพื้นที่แท้ๆ
ดันมาเจอน้องสาวที่เอาแต่เที่ยวตะลอนๆ เลยไม่ได้รู้เรื่องประวัติศาสตร์อะไรเลย
ยังดีที่สามารถบอกได้ว่า ตรงนั้น ตรงนี้ เคยเป็นอะไรมาก่อน
อ้อ..ซอยพิพากษา๑ ถ้าเข้ามาทางเจริญกรุง เดินเข้าตรอกแปลงนามมาหน่อย ซอยจะอยู่ทางซ้ายมือ

ว่าจะถามเรื่อง รถราง อีกเรื่อง แต่ทราบว่าเขาวิ่งกันปีสุดท้ายคือ ๒๕๑๑ สงสัยเกิดไม่ทัน
คุณตาบ้านตรงข้ามบ้านพี่ชาย(ท่านเสียชีวิตไปหลายสิบปีแล้ว) ท่านชอบเล่าเรื่องรถราง
เพราะท่านเป็นพนักงานขับรถรางรุ่นสุดท้าย
รายการถามคำถามของเสี่ยปัญญาน่าจะเอามาถามนะว่า รถราง เป็นของหน่วยงานใด
คุณตา ท่านบอกว่าเป็นคนของการไฟฟ้า เพราะรถรางตอนหลังใช้ไฟฟ้า (แรกๆใช้ม้าลาก ทรมานสัตว์น่าดู)
แกชื่อ คุณตานิล ตอนเด็กๆพี่ชอบให้แกเล่าให้ฟังว่า รถรางมันแล่นยังไง แกเล่ามันมาก
เฮ้อ...สุดท้าย รถรางก็มาพ่ายแพ้รถเมล์ (เมล์ขาว เมล์แดง และเมล์ไทยประดิษฐ์)

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ถึงจะคุยกันไม่ถูกคอหอย ก็ขอเล่าเท่าที่ทราบอีกเรื่อง
ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๔๘๙ คนไทยกับคนจีนในพระนครมีเรื่องกันบาดหมางกันอย่างรุนแรงมาก
หลังรัชสมัยของ ร.๕ ชาวจีนเริ่มมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เสื่อผืนหมอนใบอีกแล้ว
คนจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทในเรื่องการค้าหลากหลายประเภท และดูเหมือนว่าจะครบวงจรเลยก็ว่าได้
ยุคนั้นคนไทยไม่ค่อยจะเรียกคนจีนว่า คนจีน แต่มีคำเรียกเชิงดูหมิ่น (ว้า...นิสัยไม่ดี)
(ส่วนคนไทยชอบคิดว่า ฮวงนั้ง เป็นคำดูหมิ่น แต่คนจีนก็บอกว่าใช้เรียกคนอื่นแบบนี้ทุกเชื้อชาติ)
ต่อมาคนไทยเลิกเรียกคนจีนแบบแย่ๆ ก็ตอนที่ลูกหลานจีนพากันมาใช้นามสกุลแบบไทยๆกันี่แหละ
เคยมีจอมพลของไทยท่านหนึ่งได้ถาม ข้าราชการผู้ใหญ่ ที่ชื่อเป็นคนจีน ว่า ทำไมยังไม่เปลี่ยนชื่อ?
ศาสตราจารย์ ดร. ชื่อจีนท่านนั้น บอกว่าเตี่ยตั้งให้และเตี่ยตายไปแล้ว ไม่สามารถขอเตี่ยได้ ไม่เปลี่ยนหรอก
ว่าก็ว่าเหอะ ถ้าดูละครไทยย้อนยุค จะเห็นว่าคนไทยนี่เรียกคนเชื้อชาติต่างๆ ซะ...อย่างว่า...เลย

เขาว่ากันเลยนะว่า ตอนปี ๘๘ คนไทยเข้าไปย่านเยาวราช ถ้าทำซ่า ยังโดนไล่ตีเลยหละ
(อย่าสับสนนะ เพราะปี ๒๔๙๙ นั้นเป็นยุคอันธพาลครองเมือง ฝรั่งเข้าไทย ปืนก็เข้ามาด้วย)
กระแสความขัดแย้งของคนไทยกับคนไทยเชื้อสายจีนมายุติลงเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๔๘๙
เพราะพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (ร.๘) และ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช (ร.๙)
ทรงเสด็จพระราชดำเนินถนนเยาวราช และสำเพ็ง
และยังทรงเสวยพระกระยาหารเที่ยงที่ชาวเยาวราชจัดถวายอีกด้วย
การเสด็จในครั้งนั้น นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ เป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ชาวจีนในแผ่นดินไทยทุกคน
ทำให้คนจีนและคนไทยลดทิฐิ ปรับความเป็นอยู่ได้แนบแน่นเช่นทุกวันนี้
นี่แหละที่มาของคำว่า จีนกับไทยก็พี่น้องไทย

ไม่น่าเชื่อเลยนะแค่ปีเดียว สามารถคุยกันเรื่องซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ซื้อรถ
พี่ว่าตอนนี้ถ้าเป็นไปได้ เรื่องที่อยู่น่าจะมาก่อน พวกยานพาหนะเอาไว้ทีหลัง
ว่าแต่ว่า จะขี่รถเก๋งนี้ สอบใบขับขี่มาหรือยัง?
รถไฮบิดไฮบูด ไม่เห็นด้วย เพราะเจ้งแล้วไม่รู้ว่าจะมีปัญญาซ่อมให้เราได้หรือเปล่า
นี่ไม่ได้ดูถูกเลยนะ เพราะเมื่อก่อนพวกที่ขี่บีเอ็มดับบลิวเครื่องหัวฉีดเคยร้องไห้กันมาแล้ว
ของดีจริง ไฮเทคจริง แต่ช่างไทยไม่รู้วิธีซ่อม ต้องรอไปอีกสิบปีถึงจะเก่งทันรถ
ถ้าไม่คิดจะออกต่างจังหวัดบ่อยๆ ซื้อรถเล็กๆดีกว่า
แต่ถ้าญาติเยอะนิดหน่อยและต้องออกต่างจังหวัดบ้าง ก็ต้องรถขนาดกลาง
รถใหญ่ รถเอนกประสงค์ หรือรถปิ๊กอัพ ถ้าจะซื้อ ต้องคิดดีๆ มันสิ้นเปลืองมาก
แถมหาที่จอดรถยาก เข้าซอยแคบๆก็ลำบาก
รถเล็กๆ ไม่ต้องเอาไปติดแก๊ส ใครมาชวน ให้บอกไปเลยว่า ขับรถ ไม่ได้ขับเตาแก๊ส
อ้อ..อีกเรื่อง มีรถ ก็ต้องมีที่จอดรถด้วยนะ
จอดนอกบ้าน ถ้าไม่โดนทุบกระจก ก็โดนฉกรถไปเลยหละ

ref: fuchsia BeeeBU


โดย: zoomzero วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:21:44:52 น.  

 
Mintiva

สวัสดีวันเสาร์ สวัสดีวันอาทิตย์ครับ
คนเราคุยกัน ไม่ได้อยู่ที่คุยมากหรอกครับ
คุยน้อย แต่เข้าใจกัน แบบนั้นดีกว่า

พรุ่งนี้จะเป็นวันแห่งความรักแล้ว
เฮียขออวยพรให้อาหมวยได้เป็นที่รักของคนรอบข้างแบบนี้ต่ออีกปีนะ
ขอให้ได้รัก รับรัก และให้รัก กับคนต่างๆ
ขอโหวตในบล็อกของอาหมวยเป็นบล๊อกที่น่ารักที่สุดในโลกอินเตอร์เน็ทเลยนะ

ป่วยคราวนี้ทำไมผอมลงเยอะจัง
บางคนยอมเสียเงินเป็นหมื่นเพื่อการลดน้ำหนัก 5 กิโล
นี่โดนไปซะ 10 กิโล
อิอิ เฮียหนะ ชอบมองพุงสาวๆมาก (โดยเฉพาะสาวๆใส่ชุดว่ายน้ำ)
ใครใส่เสื้อเอวลอยนะ เฮียนั่งมองได้ทั้งวันเลยหละ
เคยมีเพื่อนๆล้อมวงคุยกันว่า ใครชอบมองผู้หญิงตรงไหนบ้าง
ก็มีคำตอบจากเพื่อนร่วมวงหลากหลาย
ส่วนใหญ่ก็มักจะตอบว่า หน้า หน้าอก ขาอ่อน ...
แต่ของเฮียนี่ เป็นคำตอบที่เพื่อนมันว่า บ้า

ศูนย์โตโยต้าเล็กซัส ชาตินี้เฮียคงไม่ได้เข้าไปแน่
เพราะต่อไปนี้ คงซื้อได้แต่รถฮอนด้าบริโอ (Honda Brio)

อาหมวยทานกาแฟน้อยลง เฮียก็ว่าดีนะ
แต่อยากให้ทานน้ำเยอะๆ
หรือไม่ก็ลองหาชาสมุนไพร มาทานก็ได้นี่ครับ
สำหรับเฮีย เฮียทานเก็กฮวยบ้าง น้ำขิงบ้าง

ป่านนี้ดูหนังเกาหลี ร้องไห้ตาบวมไปแล้วหละซิ
ไหนบอกว่ากลัวหน้าไม่สวย
นี่เล่นดูหนังรักโรแมนติกเกาหลี มิตาปวมเป็นแพนด้าไปแล้วเหรอ

ไม่เห็นเล่าให้ฟังเลยว่า เมื่อวานที่ว่าหมดตังค์ เนี๊ยะ
ได้อะไรมาบ้าง ได้ชุดสวยๆมาหรือเปล่า หรือว่าต้องสั่งตัดเพราะหุ่นดีเป็นพิเศษ

เมื่อไม่ค่อยคุยยาวววววๆ
ก็อดเป็นห่วงไม่ได้นะคะ
ขอให้แข็งแรงทั้งกายและใจก็แล้วกัน

RoyalBlue Mintiva 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:22:32:13 น.  

 



Happy Valentine's day naka เฮีย
ถึงจะไม่ได้เป็นที่รักของเฮีย
แต่ เฮียก็เป็นคนสำคัญของมินนะ
ขอให้เฮียมีความสุขมาก ๆ ถึงมากที่สุดค่ะ


โดย: มินทิวา วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:19:01:15 น.  

 


ขอให้มีความสุขมากมายวันแห่งความรักค่ะ


โดย: haiku วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:19:36:53 น.  
zoomzero
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ของทุกอย่างในโลกมี 2 ด้าน ถ้าเริ่มต้นก็คิดแต่ว่า สิ่งนั้นมีแต่ด้านดีด้านเดียว หรือเลวสุดขีด ต่อให้ศึกษาสิ่งนั้นไปอีกพันๆปี ก็ไม่มีวันเข้าใจ แต่ถ้าเปิดใจมองให้เห็นทั้งสองด้าน และหาความพอดีกับการอยู่กับสิ่งนั้นได้
...
ความสุขย่อมมาคู่กับความทุกข์ เพราะสุขเป็นของไม่เที่ยง เมื่อติดสุข แล้วไม่มีสุขมาให้ชื่นใจ จิตก็จะเป็นทุกข์ ความสงบจึงเป็นของที่เราท่านควรปฏิบัติ
...
การตั้งตัวเป็นจอมมารแห่งหุบเขาคนโฉด จึงไม่หวังให้ผู้ใดมีสุข ไม่อยากให้คนยึดติดกับสุข หากแต่อยากให้พ้นทุกข์ และได้พบกับธรรมมะของจริง ดั่งคำว่า "ไม่มีมาร อรหันต์ไม่เกิด" 555
...
Group Blog
 
<<
มกราคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
29 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add zoomzero's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.