Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2554
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
20 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 

เที่ยวสิงคโปร์ปี 2006 ตอนที่ 2













เลยไปเดินย่ายบูกิสกันต่อ ซึ่งปกติเราก็อยู่บ่านนี้อยู่แล้ว แต่พวกเรายังไม่ได้ทัวร์แถวนี้อย่างละเอียดเลย จึงเดินไปยังตลาดขายของในร่มตรงสี่แยกบูกิสนั่นแหล่ะครับ ตลาดขายของที่นี้ก็คล้ายตะวันนาบ้านเราดีๆนี่เองเพราะขายในร่ม ซึ่งมีขายทั้งเสื้อผ้า ของจุกจิก พวกเราซื้อน้ำแห้วกับห่อหมกย่าง และก็เดินต่อไปทะลุไปยังบริเวณตึกหมายเลข 270 ซึ่งพวกเรามาใช้บริการกินข้าวกันทุกเช้า แถวนี้จะมีศูนยการค้า Fu lu shiou อยู่ด้วย เพิ่งรู้ว่าวันอาทิตย์เช่นนี้จะกลายเป็นตลาดนัดที่น่าซื้ออีกที่หนึ่งอาจจะไม่เด่นเท่าจตุจักร แต่ก็มีอะไรน่าดูเยอะแยะ มีคนมาออกร้าน โฆษณาชวนเชื่อ เยอะแยะไปหมด ซึ่งธรรมชาติแบบนี่ก็คล้ายๆบ้านเรา เขามีพระมาวางให้คนลูปด้วย เพื่อโชคลาภประมาณนั้น เราเลยเอาบ้าง ตรงบริเวณนี้มีทั้งศาลเจ้าของจีน และมีทั้งวัดฮินดูอยู่ด้วย คนจีนก็มาไหว้พระทั้งวัดจีน และวัดฮินดูด้วย เราทั้งสองเดินเที่ยวได้สักพักก็กลับไปที่โรงแรม ปาล์มก็เก็บกระเป๋าที่จัดไหว้แล้ว พวกเราออกจากโรงแรมเกือบห้าโมงเย็น ลงรถไฟฟ้าที่สถานีบูกิส ไปยังสถานีท่าอากาศยานนานาชาติชางฮี โดยต้องนั่งไปสายสีเขียว ปลายทาง Pasir ris แต่เปลี่ยนสถานีที่ Tanah Merah ห้าโมงเศษๆพวกเราก็มาถึงสนามบินแล้ว นับว่าเป็นการเดินทางที่สะดวกพอสมควร รู้สึกชอบกับการเดินทางออกจากสนามบินที่ง่ายของสิงคโปร์เขาจริงๆ นั่งรถไฟฟ้า ที่ไม่จำเป็นต้องสร้างรถไฟฟ้าด่วน แบบที่สต๊อกโฮล์มเลย แบบนั่นแพง เหมือนอย่างที่บ้านเรากำลังก่อสร้างรถไฟฟ้าด่วนเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งดูจากที่เก็บค่าใช้จ่ายแล้ว แพงจริงๆ น่าจะเป็นรถไฟฟ้าแบบที่วิ่งรับส่งตามสถานีต่างๆน่ะดีแล้ว ดูจะถูกกว่าอีกเนอะ ว่าไหมครับ เอาล่ะพวกเรามีถึงสนามบินแล้วก็ได้ทำการ Refund Ezylink Card ที่ใช้บริหาร MRT ของปาล์ม ยังเหลือเวลาอีกมากแต่นี้เพิ่งห้าโมงห้าสิบ เพราะเจ้าหน้าที่กว่าจะทำการเปิดเช็คอินก็เกือบหกโมงครึ่งโน้น แต่ระหว่างที่ยังไม่มีเจ้าหน้าที่มาเซ็ตระบบนี่พวกเราก็จ้องไว้อยู่แล้ว ถ้ามีเจ้าหน้าที่มาเซ็ตระบบเมื่อไหร่พวกเราจะไปยื่นเข้าคิวเป็นคนแรก แต่พอเวลามีเจ้าหน้าที่มาเซ็ตระบบนี่ดันมีผู้ชายคนหนึ่งยื่นอยู่ก่อนแล้ว เลยถามเจ้าหน้าที่แอร์เอเชียว่าเปิดกี่แถวเพราะปกติน่าจะมากกว่าหนึ่งแถวอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ก็บอกไปตามที่คิดไว้คือมีสองแถว และบอกด้วยว่าแถวไหนเปิด เราเลยไปยื่นอีกแถวหนึ่งเพื่อให้ไวขึ้น หลังจากนั้นก็มีฝรั่ง ไทย จีน แขก หลายรายเจริญรอยตาม อิอิ ซักพักหนึ่งเจ้าหน้าที่ก็เริ่มเช็คอิน ซึ่งเจ้าหน้าที่เป็นคนมาเลย์ พูดภาษาอังกฤษที่ฟังยาก เนื่องจากปกติภาษาอังกฤษก็ใช่ว่า จะดีอยู่แล้ว คุยกับคนสวีเดนยังพูดภาษาอังกฤษที่เข้าใจและฟังง่ายกว่าคนเอเชียเยอะเลย สรุปได้ความว่าเขาถามว่าเฮ้ย คุณมาสองคนแต่ทำไมกลับคนเดียว เราเลยบอกก็กลับคนเดียว(แล้วมันทำไมล่ะ) เจ้าหน้าที่เลยบอกว่า Booking number นี่มันมีชื่อสองคนนี่ เราเลยถึงบางอ้อ อ๋อ..อีกคนเขาแคนเซิลไม่มาแล้ว เท่านั้นเอง จบ เช็คอินให้ปาล์มเรียบร้อยโดยที่ปาล์มก็ยื่นเอ๋อ แบบไม่รู้เกิดอะไรขึ้นบ้าง รอกลับบ้านอย่างเดียว อิอิ พวกเราเช๊คอินได้ไวไม่เหมือนขามาจากดอนเมือง เพราะฉะนั้นจึงมีเวลาเยอะ จึงไปเดินดูสนามบิน และขึ้นไปชมเครื่องบนที่ชั้นสองหลังจากนั้นหนึ่งทุ่มก็ไปส่งปาล์มเข้าไปข้างใน






แล้วก็กลับบ้านโดยนั่งรถไฟฟ้าสายเดิม รู้สึกหิวๆแล้ว แต่เฮ้ย ไม่มีเพื่อนกินข้าวเลยวันนี้ เดินไปที่ศูนย์อาหารก็คนเยอะเลยที่นั่งก็ไม่มี แถมยังจะต้องกินคนเดียวอีกเลย ไปซื้อมาม่าที่เซเว่นสองห่อ ห่อแรกรสต้มยำแบบบ้านเรานี่แหล่ะ ห่อที่สองรสทะเลของทางสิงคโปร์เขา กลับมาที่โรงแรมแล้วก็ต้มมมาม่ากินแล้วก็ดูทีวีแล้วก็เข้านอน
วันนี้ตื่นนอนมาด้วยความเหงาหน่อยหนึ่งเพราะไม่มีเพื่อนร่วมทางแล้ว ก็แหมเที่ยวด้วยกันมาสามวันกำลังสนุกดีอยู่แล้วเชียว นี่ถ้ามีเดี่ยวตั้งแต่แรกก็จะไม่แปลกเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นวันนี้เลยทำตัวสบายๆตื่นสายๆตั้งใจว่าจะเช๊คเอ้าท์สายๆหน่อย ซึ่งก็ได้สายสมใจเพราะฝนตกเลยไม่อยากออกไปข้างนอก ช่วงระหว่างรอฝนซาก็เก็บข้าวของไว้เรียบร้อยแล้วและก็กินบะหมี่ที่ซื้อมาจากเซเว่นเมื่อคืน ซึ่งเป็นรสทะเลสิงคโปร์ก็อร่อยดีเหมือนกันนะ แต่นี่กินแบบแห้ง ถ้ากินแบบน้ำคงจะจืดน่าดูเลยห้าโมงเช้าแล้วฝนยังตกไม่ซาอีก ประมาณห้าโมงครึ่วจึงลงไปเช๊คเอ้าท์ เพราะต้องเช๊คเอ้าท์ออกจากโรงแรมก่อนเที่ยงตามธรรมเนียมของโรงแรม หลังจากเชีคเอ้าท์เรียบร้อยแล้ว ก็ได้พบว่าเจ้าหน้าที่ของโรงแรมคนหนึ่งคนพูดภาษาไทยได้ เพราะมีเมียเป็นคนไทยเลยได้คุยกันยาวเลยทีนี้เพื่อฆ่าเวลารอฝนหยุด พี่แกบอกว่าเพิ่งกลับมาจากเมืองไทย แฟนแกอยู่ที่เมืองพล จ.ขอนแก่น เวลาไปเมืองไทยก็นั่งเครื่องสองต่อ แกก็บ่นของแกไป เลยแนะนำว่ามันมีแอร์เอเชีย กับไทเกอร์แอร์นี่ที่ได้ยินมาว่าบินสิงคโปร์อุดร พี่แกเลยดีใจใหญ่ แต่ตัวนั้นยังไม่ได้เช๊คความถูกต้อง และก็ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม พี่แกบอกกลับมาอาบน้ำก่อน ขึ้นเครื่องได้นะ แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไรหรอกครับ (ปกติก็ไม่ค่อยอาบอยู่แล้ว อิอิ) พอฝนหยุดก็เดินออกจากโรงแรมไปตามถนนนอร์ธบิช เพื่อชมเมืองไปเรื่อยๆและไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีซิตี้ฮอลล์ แต่ระหว่างนั้นสิได้ยินเสียงแว่วๆมาว่า เอ็กซ คิ้ว มี อยู่หลายครั้ง เหมือนจะเรียกเรา แต่เหมือนไม่ใช่ ซักพักก็ปรากชาวอินเดียอายุราวๅ40 ปี ไม่รู้ว่าเป็นคนสิงคโปร์หรือมาจากอินเดีย พี่แกบอกว่าขอโทษนะเขาพูดเสียงดังไม่ได้ เพราะเขายังไม่ได้กินอะไรเลย เขากำลังจะเป็นลมพอมีเงินให้เขากินข้าวไหม ขณะนั้นกำลังกำเหรียญอยู่เลยให้ไป เหรียญ หนึ่งเพราะกำลังระบายเหรียญออกจากระเป๋าก่อนกลับเมืองไทยอยู่แล้ว พี่แกบอกมันน้อยไปเขาไม่พอกินแน่ๆ เราเลยบอกผมไม่ได้มีเงินเยอะผมป็นแค่นักท่องเที่ยว และยังต้องเก็บเงินไว้ใช้ พี่แกเลยบอกไม่เป็นไร แถมยังถามด้วยนะว่ามาจากไหน ขณะที่พูด น้ำลายกระเด็นออกมาจากปากด้วยก้อนโตเชียว และมีอยู่ก้อนหนึ่งกระเด็นมาติดริมฝีปากผม (แหวะะะะะะจะอ้วกให้) ก็เลยบอกไปว่ามาจากเมืองไทย และรีบเดินหนีไปก่อนที่จะโดนน้ำลายมากกว่านี้ และก็เดินต่อไปอีกหน่อยหนึ่งก็เป็นสถานีรถไฟฟ้าซิตี้ฮอลล์จึงลงไปและนั่งรถเล่น โดยไม่ออกมาจากสถานีและนั่งครบทุกสายวนรอบเกาะสิงคโปร์ จึงได้เห็นบรรยากาศของสิงคโปร์ทุกส่วนที่รถไฟฟ้าผ่าน เพราะรถไฟฟ้านอกใจกลางเมืองจากทำเป็นลอยฟ้า ยกเว้นสายสีม่วงที่เป็นสายใหม่จึงอยู่ใต้ดินตลอดแนว เรียกว่านั่งกันเพลินเลยล่ะ ซึ่งปกติก็ทำแบบนี่มาแล้วที่สวีเดนเลยไม่คิดว่าจะมีปัญหาแต่ประการใด พอจะออกที่สถานีถนน Orchard ประตูมันไม่ยอมเปิดให้ ตายห่าแล้วล่ะทีนี้ วินาทีนั้นเลยตัดสินใจเดินไปหาเจ้าหน้าในออฟฟิสเลย เจ้าหน้าที่ให้เอาเปิดวางลงบนเครื่องอ่านบัตรที่ทันสมัยมาก โดยผมวางลงไปทั้งกระเป๋าสตางค์เลย เพราะบัตรอานุภาพแรงพอสมควร เครื่องก็สามารถอ่านได้ เจ้พนักงานคนแขกลยพบว่า ผมอยู่เกินเวลาแล้วก็ถามว่า ไม่ได้ออกมาเลยเหรอ ผมก็บอกว่าไม่ได้ออกมาแกก็งงอยู่ได้ยังไงเกือบสามชั่วโมง สุดท้ายเลยต้องจ่ายสองเหรียญ แล้วเจ้แกก็แก้ปัญหาให้ เลยออกมาได้









พออกมาแล้วก็ขึ้นมายังถนนออร์เชิด (Orchard) ถนนนี้ทั้งสายเป็นห้างสรรพสินค้าหมด ใหญ่โตอลังการกันทั้งนั้น ผมก็เดินไปเรื่อยๆเข้าห้างนั่นบ้างนี้บ้างเล็กน้อย พอได้ค้นพบแล้วว่ามันเหมือนกับบ้านเรานั่นแหล่ะของในห้าง ทั้งบรรยากาศ ก็เลยเบื่อๆเพราะไม่ค่อยชอบเที่ยวแนวห้าง ถ้าไม่มีอะไรที่ต้องการซื้อ ผมจึงออกมาจากห้างหงี่อัน ซึ่งเป็นห้างที่เขาว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วไม่เข้าห้างไหนอีกเลย เพราะมันน่าเบื่อจริงๆ จึงเดินเล่นไปดูภายนอกดีกว่าตามบรรยายกาศถนนออร์เชิด รวมทังแวะเซเว่นซื้อข้าวกล่องในเซเว่น แต่ยังไม่มีทีกินจึงเดินไปเหรือยจนไปถึงสถานีรถไฟฟ้า Dhoby ghaut แล้วเลี้ยวขวาไปยังสวนสาธารณะ Fort Canning เจอสถานที่ๆชอบอีกแล้ว แบบนี้แหล่ะที่ผมชอบ ไม่มีหนังสือท่องเที่ยวหรือใครแนะนำสถานที่ๆน่าสนใจอย่างนี้เลยสวนถือว่าเป็นกำไรที่พบ เพราะสถานที่สำคัญๆที่ต้องไปก็ไปเกือบครบแล้ว ยกเว้นไนท์ซาฟารี เพราะดูแล้ว ไม่ชอบแน่ๆเพราะไม่ค่อยชอบดูสัตว์ แค่สวนนกจูร่งกับโลกใต้น้ำนั่นก็ดูจะน่าเบื่อสำหรับผมอยู่แล้ว แพงอีกตะหาก สวนที่นี้เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ผมเลยจึงนั่งกินข้าวกล่องที่ซื้อมาจากเซเว่นก่อน อย่างอร่อยและเงียบสงบกินเสร็จแล้วก็ปีนไปยังเนินนั่น ซึ่งผมเข้าไปถูกทางเลยไม่เจอทางเดินแต่แรก แต่พอปีนไปได้ซักพักก็พบถนนคนเดินที่ทำไว้อย่างเป็นระเบียบร่มรื่น แถมมีป้ายบอกทางชัดเจน สวนนี้นอกจากเป็นที่พักผ่อนแล้วก็เป็นสถานที่ทางประวัติอีกแห่งหนึ่ง เพราะบนยอดเนินนี้เป็นป้อมปราการที่เหลือแต่ซากประตู


















ผมได้ใช้ทางเดินๆลงมาอีกทางหนึ่งซึ่งลงไปสู่บริเวณสำคัญอีกแห่งหนึ่งนั่นก็คือ Clarke Quay บริเวิณนี้เป็นย่านตึกเก่าแก่ที่ทาสีสวยๆ แถมมีหลังคาทันสมัยมากคลุมตึกเก่าๆเหล่านั้นไว้อีก บริเวณนี้ก็เป็นอีกท่าเรือหนึ่งที่มีร้านอาหารให้นั่งและเป็นจุดขึ้นเรือล่องแม่น้ำสิงคโปร์ ซึ่งเดินเอาดีกว่าอีก
























เทียบกับเจ้าพระยาบ้านเราแล้ว ของเราดูมีอะไรให้ดูให้สนใจเยอะกว่ามาก แต่สิงคโปร์เขาก็เก่งทำให้ประเทศที่แทบจะไม่มีอะไรเลย เป็นประเทศที่ดูดนักท่องเที่ยวได้เยอะมากจากแหล่งท่องเที่ยวที่อุปโลก ขึ้นผมเดินต่อไปเรื่อยๆตามริมแม่น้ำสิงคโปร์ก็เจออนุสาวรีย์เซอร์ สแตมฟอร์ด แรฟเฟิล ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำสิงคโปร์ ซึ่งท่านผู้นี้เปรียบเสมือนบิดาแห่งสิงคโปร์ก็ว่าได้ โดยท่านได้วางรากฐานต่างๆให้สิงคโปร์ในช่วงที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ ก่อนที่ลีกวนยูจะพัฒนาสิงคโปร์ต่อจนเจริญอย่างขีดสุดผมเดินต่อไปเรื่อยๆเจอไอศครีมแบบเสียบไม้ ด้วยความหิวเลยกินไอศครีม ไป 1 เหรียญเดินไปอีกนิดจะเข้าไปในโรงละคร Esplanet บริเวณใต้สะพานก่อนถึงโรงละครนั้นผมเห็นมีคนอยู่สามคนนั่งสมาธิท่าแปลกๆ มีชายแก่ ผู้หญิงเด็กหนุ่ม เลยยื่นมองซักพักอย่าง งงๆ จู่ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาแล้วทักทายพร้อมกับแจกใบปลิว เธอแนะนำเวปไซต์ด้วยว่าสามารถเปิดอ่านได้เกี่ยวกับลัทธิฝ่าหลุนกง ผมก็ถึงบางอ้ออีกแล้วว่าพวกเขาทำอะไร แถมยังมีภาพให้ดูรัฐบาลฆ่าสาวกลัทธินี้อย่างทารุณที่สุด ซึ่งนึกถึงตอนอยู่สวีเดนก็มีเหมือนกันที่แสดงอะไรแบบนี้ แถมตอนนั้นยังได้ออกทีวีสัมภาษณ์ด้วยนะ บอกว่าผมพูดอังกฤษไม่เก่งนะให้ไปสัมภาษณ์เพื่อนคนพม่าแทน แต่เธอก็บอกว่าไม่เป็นไร ผมก็พูดไปแบบมั่วๆ อิอิ แหมก็เชิงวิชาการจะไปพูดเป็นได้ไง แค่เอาตัวรอดได้ก็ดีแล้ว อ่ะวกกลับมาสิงคโปร์ใหม่ จากนั้นผมก็ได้เดินเข้าไปยังโรงละครและวกกลับมาดู City link Mall ซึ่งเป็นห้างใต้ดินตลอดแนวทางเดินเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าซิตี้ฮอลล์มายังโรงละครและทะลุไปยังตึกซันเทคได้ระยะทางก็ยาวเหมือนกัน ผมเดินไปยังสถานีรถไฟฟ้าแล้วก็ใช้บริการไปยังสถานีบูกิส ซึ่งอยู่ห่างกันแค่สถานีเดียว พอกลับมาถึงโรงแรมเพื่อมารับกระเป๋า คุณแซมซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงแรมและมีเมียคนไทย ซึ่งเจอเราก็ทักใหญ่เลย เนี้ยทำไมไม่มีเครื่องบินจากสิงคโปร์ไปอุดร ผมก็ถามเช็คแล้วเหรอเช๊คแล้วจากเวป เลยบอกว่าลองโทรไปถามสิ พี่แกก็โทรไปก็ได้คำถามว่าไม่มี เราก็อืมม ได้เคยเห็นมีนี่น่าสงสัยเจ๊งแล้วเลยเลิก รอไปเช๊คไทเกอร์แอร์แล้วกัน เห็นว่าจะเปิดได้ยินมาว่าอย่างนั่น คุยกันได้ซักพักหนึ่งผมก็รับกระเป๋าแล้วเดินทางไปสนามบินชางฮีเลย ถึงสาถนีสนามบินชางฮีก็ Refund บัตร Ezylink ได้คืนมาห้าเหรียญ เวลาเดิมเหมือนเมื่อวานตอนมาส่งปาล์มได้เช็คอินคนแรกตามเคย แล้วผมก็ไปนั่งอยู่บนชั้นสองดูเครื่องบิน ซักพักก็เจอคนสิงคโปร์เชื้อสายอินเดีย อายุราวๆ 35 – 40 มาคุยด้วยแถมเมานิดๆ เพราะในมือถือเบียร์อยู่ ชอบแซวชาวบ้านเขาไปทั่ว มาชวนคุยผมก็คุยด้วยบ้าง แกบอกว่าจะไปอังกฤษ กลับมาเยี่ยมบ้านกำลังเรียนปริญญาเอกที่อังกฤษที่ ..... (จำไม่ได้แล้ว) คุยๆคุยมาชวนเดินเล่นผมก็ขี้เกียจเลยบอกไปว่าจะเข้าไปข้างในเกตแล้ว แกบอกจะรีบไปทำไมเพิ่งหกโมงครึ่ง เข้าไปทุ่มครึ่งก็ได้ (กูรู้แล้วแต่เบื่อแก ผมคิด) แกบอกมาจะพาทัวร์สนามบิน ผมไม่ค่อยขัดใจใครอยู่แล้ว แถมยังไม่มีอะไรเสียหาย โอคไปก็ได้ก็เดินดูนั่นดูนี่ แกก็เมาๆนิดๆ แซวคนโน้น คนนี้ แถมยังไปชวนคนอื่นมาเดินเล่นเป็นเพื่อนอีก เขาไม่มีใครหลงกล ผมโง่อยู่คนเดียว อิอิ ซักพักหนึ่งเบียร์ในมือแกหมด แกเลยถามผมผมมีซักห้าเหรียญไหม แกแลกเงินคืนหมดแล้วแกอยากซื้อน้ำดื่ม ( โธ่..ขอกันง่ายๆเลยเหรอไอบ้า) เราก็แบบทำเป็นใจดีห้าเหรียญไม่เท่าไหร่ ผมบอกเช๊คก่อนนะ อืมพอมีห้าเหรียญ (แต่กูไม่อยากให้มึง) แกเห้นแบ๊งค์สิบเหรียญ เลยบอกเอาสิบเหรียญก็ได้ ผมเลยบอกผมก็ต้องซื้ออะไรกินบ้างข้างในของสนามบิน แกเลยโอเคๆ แล้วแกบอกจะโอนคืนให้นะตอนไปถึงอังกฤษ ผมเลยบอกไม่เป็นไรๆหรอก (แต่ในใจคิด กูอยากได้คืน แต่กูไม่เชื่อมึงหรอก) แล้วพี่แกเลยขออีเมล์แอดเดรสผมไว้ ผมก็จดให้ จนป่านนี้ผ่านมาสิบกว่าวันแล้วมันก็ไม่เมล์กลับมาเลย เป็นอย่างที่คิดไว้เลย นึกมาให้คนขอทานซะตั้งแต่เช้ายังมีประโยชน์กว่าอีก อุตส่าห์คืนตั๋วรถ MRT ได้เงินคืนตั้งห้าเหรียญ ซักพักผมบอกจะเข้าไปข้างในแล้วนะ (อยู่กลัวมึงขออีก กูยิ่งเป็นคนใจอ่อนอยู่) แกเลย โอเคๆ เดี๋ยวจะไปส่งทางเข้าเกต ว่าแล้วเขาก็ไปส่งหน้าเกตผมก็โชคดีนะ บ๊าย บาย อย่าได้เจอกันอีกเลยชาตินี้ อิอิ พี่แกมาเที่ยวเมืองไทย 7 ครั้งแล้วชอบเชียงใหม่ที่สุด ถ้ามาแล้วจะมาเยี่ยมว่างั้น วันนี้ไม่รู้เป็นอาไร ดวงเจอแต่แขก ว่าแล้วผมก็เข้าไปข้างในผ่าน ตม.แล้วก็เจอแหล่งช๊อปปิ้งในสนามบิน เฮ้อ เบื่อจังเลยไม่ได้ดูอะไร จึงเดินไปที่ประตูเครื่องลย








จนกระทั่งเที่ยวบินที่มาจากเมืองไทยมาถึง ก็รับพวกเรากลับเมืองไทย แต่ระหว่างทางนี้สิเครื่องตกหลุมอากาศเป็นทางยาวบ่อยมาก ผมล่ะเสียวไส้นิดๆอยู่ แถมเครื่องถึงกรุงเทพแล้วซักพักกัปตันประกาศแล้วแอร์โอสเตสก็ตามต่อเป็นภาษาไทยได้ความว่า “ขณะนี้เราได้นำท่านมาถึงกรุงเทพมหานครแล้วแต่ไม่สามารถนำเครื่องลงจอดได้เนื่องจากสนามบินดอนเมือง ติด VIP” เลยต้องบินวน กทม.อยู่ 20 นาทีอย่างน่าเบื่อ และมีหลายสายการบินด้วยที่วันกันไปวนกันมาเป็นวงกลมตามหลังกันอยู่กลางอากาศ จนสักพักก็ทยอยลงจอด และก็ถึงสนามบินดอนเมืองอย่างสวัสดิภาพ




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2554
1 comments
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2554 20:42:51 น.
Counter : 685 Pageviews.

 

อยากกินน้ำแข็ง ดิื่มน้ำในเมืองไทยมากกกกก

 

โดย: anita IP: 1.2.136.122 20 มีนาคม 2556 19:47:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Zabby
Location :

Thailand

Sweden

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




หากผ่านเข้ามาที่บล็อกนี้ก็ทักทายกันได้ครับ ยินดีตอบคำถามข้อสงสัยที่พอจะช่วยได้ ปกติอาศัยอยู่ประเทศสวีเดน ส่วนตัวเป็นคนรักในการเดินทาง สนใจธรรมะ พลังจิต คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีต่างๆ การพัฒนาเมือง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การตกแต่งบ้านและสวน เขียนบล็อก
free counters
Free counters
Friends' blogs
[Add Zabby's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.