เขียนไปเรื่อย...
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
19 พฤศจิกายน 2556
 
All Blogs
 
ดอกมะลิ วิธีการปลูกและดูแลดอกมะลิ

ดอกมะลิ วิธีการปลูกและดูแลดอกมะลิ ดอกมะลิเป็นพรรณไม้ยืนต้น มีลักษณะเป็นพุ่ม ไม่สูงมาก   ดอกมะลิอยู่คู่คนไทยมานานมากตั้งแต่อดีตกาล มีสรรพคุณทางยามากมาย นำมาไหว้พระ และเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่อีกด้วย

ดอกมะลิมีกลิ่นหอมจึงนิยมนำมาลอยน้ำเย็นเพื่อดื่ม  และนำไปร้อยมาลัยไหว้พระ อีกทั้งยังนำไปทำน้ำอบน้ำปรุง เครื่องหอม  ดอกมะลิมีสีขาวซึ่งแสดงถึงความบริสุทธิ์และดอกมะลิยังเป็นเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศอินโดนีเซีย  


สารบัญดอกมะลิ

1. ดอกมะลิ

2. สรรพคุณทางยา

3. มะลิพันธุ์ต่าง ๆ

4. วิธีการปลูกและดูแลดอกมะลิ



ดอกมะลิ
ทุกคนคงรู้จักดีและคุ้นเคยมาแต่เด็กเพราะดอกมะลิอยู่คู่คนไทยมานานแสนนานแล้วและยังเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่อีกด้วย

ต้น ไม้พุ่มรอเลื้อยลำต้นความสูงประมาณ1-2เมตรผิวเปลือกลำ
ต้นสีขาว มีสะเก็ดรอยแตกเล็กน้อย ลำต้นเล็กกลมแตกกิ่งก้านสา
ขาไปรอบๆลำต้น
ใบ  ออกตรงข้าม รูปไข่กว้าง 3.5 - 4.5 ซม. ยาว 4-7 ซม. ปลายแหลม โคนมน ก้านใบสั้น มี 3 ใบใน 1 ข้อ

ดอก สีขาวกลิ่นหอมแรงกลิ่นหอมออกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง หอมออกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ใช้ทำเป็นน้ำลอยมะลิ ใช้ทำเป็นขนมไทย
พบได้ในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



สรรพคุณทางยา ดอกมะลิ

สรรพคุณทางสมุนไพรของมะลิก็มีทุกส่วนตั้งแต่รากเรื่อยไปจนถึงดอก

ราก      ของมะลิแก้ได้สารพัดโรคทั้งปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก เลือดออกตามไรฟัน รวมทั้งช่วยรักษาหลอดลมอักเสบได้ด้วย หากนำรากมาฝนกินกับน้ำแก้ร้อนในได้ดี คนที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับทรวงอกให้นำรากมาประมาณ 1-1.5 กรัม ต้มน้ำกินก็ช่วยได้

ส่วนใบ     ใช้แก้ไข้ที่เกิดจากอาการเปลี่ยนแปลงได้ดีรวมทั้งรักษาอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย หากนำใบมาตำแล้วละลายกับน้ำปูนใสแต้มแผลฟกช้ำ แผลเรื้อรัง โรคผิวหนังจะหายไวขึ้น ตลอดจนช่วยบำรุงสายตาและขับน้ำนมสตรีที่มีครรภ์ได้ด้วย

ส่วนดอก       ดอกมะลินอกจากความสวยและความหอมแล้วยังแก้โรคบิด อาการปวดท้อง หากตำให้ละเอียดพอกที่ขมับ แก้อาการปวดหัวและปวดหูชั้นกลางได้ แถมยังช่วยรักษาแผลพุพอง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งเป็นยาบำรุงหัวใจได้อย่างดีเยี่ยมอีกขนานหนึ่งด้วย


ดอกมาลิมีประโยชน์มากมายนักเราควรปลูกไว้ติดบ้านกันทุกคน

มะลิพันธุ์ต่าง ๆ

ถ้าเอ่ยขึ้นมาว่าดอกมะลิเราจะคิดว่ามีเพียงสายพันธุ์เดียวที่เราเคยเห็นเป็นประจำดอกสีขาว แต่มีใครรู้บ้างว่าดอกมะลินั้นมีหลายสายพันธุ์มากมาย

1. มะลิลา เป็นไม้รอเลื้อย กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดียวออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน ใบเป็นรูปไข่ขอบเรียบ ดอกออกเป็นช่อ มี 3 ดอก ดอกกลางบานก่อน กลีบดอกชั้นเดียว ปลายกลีบมน ดอกสีขาว มะลิชนิดนี้ จะใช้ในการเด็ดดอกขาย



2.  มะลิลาซ้อน ลักษณะต้น ใบ อื่น ๆ คล้ายมะลิลา แต่ใบใหญ่กว่าดอกออกเป็นช่อ มี 3 ดอก และดอกกลางบานก่อน เช่นกัน แต่มีดอกซ้อน 3-4 ชั้น ปลายกลีบมน

ดอกมะลิ

3. มะลิถอด ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไป ทั้งต้น ใบ การจัดเรียงของใบ รูปแบบของใบคล้ายมะลิลาซ้อน แต่ใบเป็นคลื่น ดอกเป็นช่อมี 3 ดอก ดอกซ้อนมากชั้นกว่า คือ 3-6 ชั้น ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมมาก ขนาดดอก 2.5-3.5 ซม.

ดอกมะลิ

4. มะลิซ้อน ลักษณะทั่ว ๆ ไปคล้ายมะลิถอด และมะลิลาซ้อน แต่ใบมีลักษณะแคบกว่า ดอกออกเป็นช่อมี 3 ดอกเช่นกัน กลีบดอกซ้อน แต่ซ้อนกว่า 5 ชั้น แต่ละชั้นมีกลีบดอก 10 กลีบ ขึ้นไป ขนาดดอก 3-4 ซม. ดอกสีขาว กลิ่นหอมมาก

ดอกมะลิ

5. มะลิพิกุล หรือมะลิฉัตร ลักษณะต่าง ๆ คล้ายกับ 4 ชนิดแรก ใบคล้ายมะลิซ้อนและมีคลื่นเล็กน้อย ดอกเป็นช่อ 3 ดอก ดอกซ้อนเป็นชั้น ๆ เห็นได้ชัด (คล้ายฉัตร) และดอกมีขนาดเล็กพอ ๆ กับดอกพิกุล ขนาดดอก 1-1.4 ซม. ดอกสีขาว กลิ่นหอม

ดอกมะลิ

6. มะลิทะเล เป็นไม้รอเลื้อย ดอกเป็นกระจุก ๆ หนึ่ง มี 5-6 ดอก กลิ่นหอมฉุน



7. มะลิพวง ลำต้นเป็นไม้พุ่ม กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขนเห็นเด่นชัดเช่นกัน ใบและรูปแบบตลอดจนการจัดเรียง คล้ายมะลิอื่น ๆ แต่ใบมีขนเห็นเด่นชัด ดอกออกเป็นช่อแน่น สีขาวกลีบดอกชั้นเดียว กลีบเล็กยาว ปลายแหลม ขนาดดอก 3-4.5 ซม. มีกลิ่นหอมมาก



8. มะลิเลื้อย ลำต้นเลื้อยไปตามพื้นดินยาวประมาณ 1 ฟุต ใบเล็กกว่าพันธุ์อื่นมาก



9. มะลิวัลย์หรือมะลิป่า เป็นไม้เถาเลื้อย พาดต้นไม้อื่นหรือขึ้นร้าน ใบเล็กกว่าและยาวกว่ามะลิอื่น ๆ กลีบดอกเล็กยาว สีขาว กลิ่นหอมเย็นชืด




วิธีการปลูกและดูแลดอกมะลิ

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกดอกมะลิที่สุด

  - ดินร่วนซุยมีการระบายน้ำดี                         

  - มีความเป็นกรด-ด่าง 5.5-6.5

  - มีอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารสมบูรณ์                       

  - ได้รับแสงแดดเต็มที่เพื่อให้มีดอกดก

การขยายพันธุ์  :การขยายพันธุ์ที่นิยมกันมากที่สุดคือ การปักชำ

    1.) เตรียมวัสดุเพาะชำ ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 1:1 บรรจุในภาชนะ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

    2.) เตรียมกิ่งพันธุ์ กิ่งที่ใช้เป็นกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ตัดให้มีความยาวของกิ่ง 4 นิ้ว หรือมีข้ออย่างน้อย 3 ข้อ การตัดกิ่งควรตัดให้ชิดข้อ ริดใบส่วนล่างออก

    3.) นำกิ่งมะลิปักชำลงในแปลงชำ ให้มีระยะระหว่างแถวและกิ่ง 2x2 นิ้ว รดน้ำและสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา รักษาความชื้นให้เหมาะสมและคงที่

    4.) หลังจากกิ่งปักชำออกรากแล้วให้ย้ายลงปลูกในถุงขนาด 2x3 นิ้ว โดยใส่ดิน+ขุยมะพร้าว+ปุ๋ยคอก อัตรา 3:1:1 จนต้นมะลิแข็งแรงดีแล้วจึงนำไปปลูก

 การปลูก

             -  นิยมปลูกในช่วงฤดูฝน เดือน มิถุนายน-กรกฎาคม

             - ขุดหลุมลึก กว้าง และยาวด้านละ 50 ซม.

             - ใส่ปุ๋ยคอกและวัสดุอื่น ๆ ในอัตราส่วน 1:1:1 พร้อมทั้งเติมปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต (0-46-0) และปุ๋ยผสมสูตร 15-15-15 อย่างละ 1 กำมือ คลุกให้เข้ากัน แล้วใส่กลับลงไปในหลุมใหม่ ทิ้งไว้ 7-10 วัน จึงนำต้นมะลิลงปลูก

ส่วนการดูแลนั้นก็ไม่ยากมีไม่กี่เรื่อง

1. การใส่ปุ๋ย  ควรใส่ปุ๋ย ออสโมโค้ท สูตร 14-14-14 ตามอัตราดังกล่าวข้างต้น ทุก 3 เดือน โดยการโรยรอบโคนต้น แล้วรดน้ำตาม

2. การตัดแต่ง หลังจากปลูกมะลิไปนาน ๆ แล้ว เพราะมะลิจะแตกกิ่งก้านสาขามากมาย ควรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งอยู่เสมอ  โดยตัดกิ่งที่แห้งและตายออก จะช่วยให้ต้นมะลิมีทรงพุ่มสวยงาม และช่วยลดปริมาณโรคและแมลงให้น้อยลงด้วย การตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้มะลิแตกตาได้มากขึ้น จึงออกดอกได้มากขึ้นด้วย

3. การให้น้ำ มะลิจะต้องการน้ำพอสมควร หากดินยังแฉะอยู่ไม่ควรรดน้ำ ควรรอจนกว่าดินจะแห้งหมาด ๆ เสียก่อน แล้วค่อยรดน้ำ ทั้งนี้อาจให้น้ำวันละ 1-2 ครั้ง หรือ สัปดาห์ละครั้งก็ได้ขึ้นอยู่กับสภาพของดิน โดยให้รดน้ำในตอนเช้า แต่ระวังอย่าให้น้ำท่วม หรือ มีน้ำขังอยู่ที่ดินเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้ต้นมะลิแคระแกร็น ใบเหลือง และตายได้


โรคที่ควรรู้เกี่ยวกับดอกมะลิ

1. โรครากเน่า เกิดจากเชื้อรา จัดได้ว่าเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่ง จะเกิดกับมะลิที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป โดยจะมีอาการใบเหลือง เหี่ยวและทิ้งใบต้นแห้งตาย เมื่อขุดหรือถอนต้นขึ้นมาดูจะพบว่ารากเน่าเปื่อย และที่โคนต้นจะพบเส้นใยสีขาว มักระบาดในสภาพดินที่เป็นกรด และพื้นที่ที่ปลูกซ้ำเป็นเวลานาน
การป้องกันกำจัด
-  หากพบต้นมะลิที่เพิ่งเป็นโรค ควรป้องกันกำจัดโดยใช้  เทอร์ราคลอร์ ซุปเปอร์-เอ็กซ์ อัตรา 10 ซีซี (1 ช้อนโต๊ะ) ผสมน้ำ 5 ลิตร  ราดบริเวณโคนต้นที่เป็นโรค
-  หากเป็นมากควรถอนต้นมะลิทิ้ง แล้วนำไปเผาไฟทำลายเสีย แล้วใช้ปูนขาวโรย หรือ  ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชเทอร์ราคลอร์ ซุปเปอร์-เอ็กซ์ 10 ซีซี (1 ช้อนโต๊ะ) ผสมน้ำ 5 ลิตร คนให้เข้ากันแล้วราดลงบนดินบริเวณที่ปลูกต้นมะลิ
- ถ้าต้องการปลูกซ้ำที่เดิม ก็ควรมีการปรับดินด้วยการใส่ปูนขาว จากนั้นตากดินบริเวณนั้นไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์เพื่อให้แสงแดดทำลายเชื้อราที่อาจจะยังคงหลงเหลืออยู่  จากนั้นบำรุงดินด้วยสารอินทรีย์ปรับสภาพดิน เค-ฮิวเมท2.5 ซีซี (ครึ่งช้อนชา) ผสมน้ำ 5 ลิตร คนให้เข้ากัน  แล้วราดลงดินบริเวณที่ต้องการ  หลังจากนั้นก็นำต้นพืชลงปลูกได้

2. โรคแอนแทรคโนส เกิดจากเชื้อรา โดยจะเริ่มมีจุดสีน้ำตาลอ่อนบนใบ และขยายลุกลามออกไป ขอบแผลเป็นสีน้ำตาลแก่เห็นได้ชัด แผลที่ขยายออกไปมีลักษณะเป็นรอยวงกลมซ้อนกัน เนื้อเยื่อขอบแผลแห้งกรอบ เวลาอากาศชื้น ๆ บริเวณตรงกลางจะพบสปอร์เกิดเป็นหยดสีส้มอ่อน ๆ ขนาดแผลขยายใหญ่ไม่มีขอบเขตกำจัด จนดูเหมือนโรคใบแห้ง เชื้อราชนิดนี้แพร่ระบาดได้โดยปลิวไปกับลม หรือ ถูกชะล้างไปกับน้ำที่รดหรือน้ำฝนได้

การป้องกันกำจัด ให้ตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง โดยการนำไปเผาไฟเสีย  หลังจากนั้นฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเพนโคเซบ (สารแมนโคเซบ)  อัตรา 5 กรัม (1 ช้อนชา) ผสมน้ำ 5 ลิตร หรือ การ์แรต (โปรคลอราช) 2.5 ซีซี (ครึ่งช้อนชา) ผสมน้ำ 5 ลิตร  คนให้เข้ากัน แล้วนำไปฉีดพ่นจำนวน 2 ครั้ง ทุก  5-7 วัน  จนสังเกตว่าต้นมะลิไม่เป็นโรคแล้ว

http://www.sotus.co.th/Home%20garden%20care_jasmine.html

http://www.nanagarden.com/
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=12ecfc5d43065e9c






Create Date : 19 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 1 ธันวาคม 2556 0:09:12 น. 0 comments
Counter : 52735 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ksblog
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add ksblog's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.