Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
4 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
เรื่องน่ารู้ของ ไวรัสตับอักเสบบี หลังไปตรวจสุขภาพ

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผมได้มีโอกาสไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลของภรรยา

จะว่าไปแล้วโดยชีวิตส่วนตัวคงไม่มีความข้องแวะอะไรใกล้ชิดกับการดูแลสุขภาพมากนักแน่ๆ ถ้าไม่ได้พบกับภรรยาซึ่งมีอาชีพพยาบาล

สังคมการแพทย์ และการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องแปลกในสายตาของผมมาตลอด

เช่น ไปทำฟัน ทันตแพทย์จะบรรยายให้ระวังการแปรงฟัน, การขัดฟัน, การหมั่นตรวจหินปูน จนน่ากลัวและรู้สึกจิตตก เก็บเอามาเล่าให้เพื่อนฟังได้ทุกครั้งไป

แต่เอาเข้าจริงๆ พอมีคนใกล้ตัวทำงานด้านนี้ เราก็พบความจริงอย่างหนึ่งว่า คำเตือนของคนเหล่านี้ไม่ได้ "เว่อร์" แต่อย่างใด แต่คนไทยเรานี่แหละไม่ได้ใส่ใจสุขภาพตามมาตรฐานอย่างที่ควรจะเป็น

พูดง่ายๆ คนส่วนใหญ่เก็บเงินไว้ใช้ทำอย่างอื่น หรืออีกหลายคนก็จนเกินกว่าจะคิดถึงเรื่องสุขภาพ

ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นความเลินเล่อ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็ไข้หวัด 2009 ซึ่งมีการรณรงค์ให้ใช้เจลล้างมือ และหน้ากากกันไอจาม แรกๆ ไม่มีใครใส่ ผมใส่แล้วเป็นตัวประหลาด ต่อมาดันกลายเป็นว่าคนใส่กันเต็มบ้านเต็มเมือง ไม่นานหลักจากนั้นก็หยุดเห่อ หยุดใส่ กลายเป็นกระแสที่ผ่านมาและผ่านไป

ส่วนเจลล้างมือ แฟนผมนั้นคะยั้นคะยอให้ทำมานมนานแล้ว แรกๆ ก็ยอมรับครับว่ารู้สึกทันทีว่าอนามัย "เว่อร์" ไปๆ มาๆ ก็ชินครับ เดี๋ยวนี้ไปที่ทำงานจะเกิดอาการประหลาด นั่งทำงานไปสักพักต้องเดินไปล้างมือเองไม่ต้องมีใครสั่ง (ฮา)

----------------------


กลับมาที่เรื่องตรวจสุขภาพต่อ

ล่าสุดที่ได้รับการตรวจ และเข้าพบหมอซึ่งรายงานผลตรวจที่มีตัวเลขสารพัด (แน่นอนถ้าส่งกระดาษมาให้ผมรับรองได้เอาไปพับจรวดแน่ๆ คำย่อ คำศัพท์ทางการแพทย์ว่อนไปหมด)

สุขภาพส่วนใหญ่ของผมไม่มีปัญหาอะไร ยกเว้นเรื่องไวรัสตับอักเสบบี โรคที่ผมตรวจพบตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย หลังจากไปบริจาคโลหิต และได้รับผลแจ้งตามมา(เกร็ดเล็กน้อยในชีวิตคือพอบอกให้คุณพ่อผมทราบ แกกลับมาด่าว่า นี่ไง บอกแล้วไม่เชื่อว่าไม่ให้ไปบริจาค...เกี่ยวไรเนี่ย :p)

ทีแรกที่หมอแจ้ง ผมก็ไม่คิดอะไร "อ้อ ทราบแล้วครับ"
"ทราบมานานยัง"
"ก็นานมากแล้วครับ"
"แล้วคุณทราบแล้วใช่ไหมว่าเป็นโรคยังไง" (เริ่มงง ไหงมาถามผมล่ะคร้าบ)
"ทราบครับ"
"ไม่ได้กวนนะ ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่าที่ทราบมันเป็นยังไง"
"เขาก็ให้ดูแลตนเอง ไม่ดื่มเหล้า พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำหวาน"
"แล้วรู้ไหมติดต่อทางไหน ?"
"ทางน้ำลาย สารคัดหลั่งครับ"
หมอยิ้มเจื่อนๆ เบือนหน้าหนี (เอาแล้วไง) "เอาอีกแล้ว เบื่อจริงๆ ศัพท์การแพทย์ สารคัดหลั่ง งั้นช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่า สารคัดหลั่งมันเป็นยังไงครับ"
"ก็...(อ้ำอึ้ง เพราะไม่รู้จริงๆ นั่นแหละ) น้ำอสุจิ เลือด น้ำลาย..." (คิดในใจ ...มั้ง พร้อมโยนความผิด หมอสมัยก่อนบอกผมมา ผมไม่ผิด !)
ว่าแล้วหมอก็อธิบายข้อเท็จจริงที่ผมเข้าใจผิดมาตลอดเกี่ยวกับ ไวรัสตับอักเสบบีดังนี้ (ศัพท์ถูกผิดอย่าว่ากันครับ เขียนตามความจำซะมากกว่า )

- เรื่องที่ว่า ไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเป็นพาหะ ติดทางน้ำลายนั้นไม่เป็นความจริง เป็นความเข้าใจทางการแพทย์ซึ่ง "เอาท์" แล้ว
- เหตุผลเพราะแต่ก่อนเราไม่สามารถรู้ได้ว่าใครติดเชื้อดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน การที่มีผู้ติดเชื้อนี้จำนวนมหาศาลในโลก จึงสันนิษฐานว่ามันติดทางน้ำลาย
- แต่ปัจจุบันเราพบว่าโรคนี้มีลักษณะหลายอย่างเหมือนโรค "เอดส์" (หมออธิบายว่ามันคือฝาแฝดกันเลย) จึงใช้กระบวนการวินิจฉัยในลักษณะใกล้เคียงกัน
- ผลคือพบว่า ไวรัสตับอักเสบบี ผู้ที่เป็นพาหะ หมายถึงเม็ดเลือดขาวกำจัดเชื้อโรคได้ แต่ไม่หมด หากอยู่ในสถานะที่ปลอดภัยกับร่างกาย เราจึงรู้สึกเหมือน "ไม่เป็นอะไร"
- โรคนี้จึงมีการติดต่อเหมือนกับเอดส์ คือ ทางเลือด เช่น การถ่ายเลือดให้กัน, ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และเพศสัมพันธ์
- หมอเดาให้เลยว่า จริงๆ แล้ว ผมติดทางแม่ ดังนั้นให้ครอบครัวไปตรวจสุขภาพให้หมดซะอย่างนิ่งนอนใจ (แต่ต้องนอนก่ายหน้าผากนึกถึงเงินที่เสียไปแทน)
- ใครในครอบครัวยังไม่ติดโรคนี้ ก็ฉีดวัคซีนซะ เพราะคุ้มกว่ามาเป็นแล้วเสียเงินรักษามากมาย
- ถ้าไม่อยากให้ลูกติด ภรรยาคุณก็ต้องฉีดวัคซีนป้องกัน (โชคดีเธอฉีดไปแล้ว)
- ตอนนี้ยังไม่เป็นอะไร แต่หากเราทำให้ตับเราอ่อนแอขึ้นมาเอง (พูดง่ายๆ ว่ากินเหล้า) เชื้อโรคตัวนี้ก็จะแข็งแรงขึ้นๆ
- สมมติว่าปัจจุบันเชื้อมีแค่พันตัว หากร่างกายเราอ่อนแอ มันจะเพิ่มจนถึงหมื่นตัวได้ และกลายเป็นขั้นที่อันตรายในที่สุด
(โดยเฉลี่ย ผมดื่มเหล้าปีละ 1-2 หนตามโอกาส เล่าให้ที่ทำงานฟัง เขาบอกว่า โอย อย่างนั้นไม่เรียกว่าดื่ม อ่อนว่ะ :p)
- ยิ่งแก่ตัว ร่างกายเราก็อ่อนแอตามวัย เพราะฉะนั้นไอ้พาหะที่เราคิดว่า "งั้นๆ " จะน่ากลัวมาก หากไม่ระวัง ไม่ตรวจสม่ำเสมอ เชื้อโรคอาจพุ่งพรวด รักษาไม่ทัน กลายเป็นตับแข็ง และมะเร็งในตับ อาการเฉียบพลัน ไม่มีทางรักษาได้ทันในที่สุด
- ดังนั้นหมอแนะนำให้ผมต้องมีหมอโรคตับประจำตัว ตรวจเป็นประจำทุกปี ปีละสองครั้ง
- ค่าตรวจรวมแล้วน่าจะปีละหมื่น (แหงะ)
- แต่มันคุ้มกว่าเป็นแล้วรักษาไม่ได้ หรือใช้ยาที่ยังรักษาไม่หาย ได้แต่ลดเชื้อ โดยมีโอกาสหายประมาณ 30-40 % ซึ่งแพงกว่ามาก
- เพราะฉะนั้นห้ามกิน "เหล้า" โดยเด็ดขาด ไม่ใช่นานๆ กินที
- ดื่มน้ำหวานอะไรนั่น ไม่ต้องไปสนแล้วคนละเรื่อง
- ต่อไปนี้ห้ามกิน "เนื้อวัว" "ของทอด" "ของมัน" เพราะสิ่งที่ทำให้ตับทำงานหนักควรงด
- เนื้อหมู(หมอใช้คำว่า pork) ก็ไม่ควรกิน อาหารที่เป็นเนื้อ ควรเป็นอาหารทะเล
- กินผักและผลไม้แทนซะ (ผมยิ่งกินผลไม้ไม่ค่อยได้ ซวยล่ะสิ ?)
- ซื้อกินก็ไม่ควรซื้อ เพราะผักไม่ล้าง ทางที่ดี หัดทำกินเองที่บ้านซะ จะได้ล้างผัก (แหงะ)

คิดสรตะแล้วสิ่งที่หมอขอให้ผมทำหลังจากนี้ ไม่รู้จะทำได้สักกี่อย่าง

หมอเขาไม่ได้ "เว่อร์" เลยครับ แต่ชีวิตคนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ อาจไม่ได้มีทางเลือกให้ทำแบบนั้น ก็เลยยอม "โง่" และ "ไม่รู้" ต่อไปแทน


Create Date : 04 กันยายน 2552
Last Update : 4 กันยายน 2552 14:14:00 น. 54 comments
Counter : 15061 Pageviews.

 
อ่านแล้วก็น่ากลัวนะครับ


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 4 กันยายน 2552 เวลา:14:33:17 น.  

 
น่ากลัว แต่เราต้องอยู่กับความน่ากลัวอยู่ดีครับ กลัวไม่ได้


โดย: yuttipung วันที่: 7 กันยายน 2552 เวลา:18:38:25 น.  

 
ขอบคุณนะค้า

ทามให้ดิฉันคิด.....อะไรได้หลานอย่าง

การแพทย์และการพยายาลไม่ใช้เรื่องที่ เว่อร์


โดย: gggghg IP: 118.173.41.43 วันที่: 12 กันยายน 2552 เวลา:0:33:19 น.  

 
^
^
ถูกต้องนะคร้าบ


โดย: yuttipung IP: 58.9.28.61 วันที่: 12 กันยายน 2552 เวลา:19:49:31 น.  

 
ป้องกันโรคตับ โรคไต โรคถุงน้ำดี โรคเบาหวาน โรคอ้วน อาร์ติโช๊ค พืชอาหาร
Artichoke (ATISO, actiso) อาร์ติโช๊ค
อาร์ติโช๊ค (Cynara scolymus) เป็นพืชที่นิยมปลูกในต่างประเทศ เฉพาะภูเขาสูงมากกว่า 1,500 เมตร เท่านั้น ปี 2513 นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรป ได้ค้นพบสารไซนาริน ” มีคุณค่าทางอาหาร และยา นำมาบริโภคสด หรือปรุงอาหารได้ทุกส่วน หรือนำมาสกัดสารไซนาริน(Synarin) รับประทานเพื่อบำรุงรักษาสุขภาพได้ดี” ในยุคโบราณอาร์ติโช๊คเป็นอาหาร และยารักษาโรคของชาวอียิปต์ ชาวกรีก และชาวโรมัน และเป็นเมนูอาหารที่สำคัญในทุกงานเลี้ยงของกรุงโรม นอกจากจะเป็นอาหารเสริม แล้วยังมีสรรพคุณทางยา ดังนี้
1. ช่วยบำรุง กระตุ้นการทำงานของตับ ซึ่งตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ในการสกัดสารพิษ หรือสิ่งแปลกปลอมออกจากกระแสโลหิต สร้างน้ำดีและน้ำย่อย และเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสารอาหาร ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย
2. กระตุ้น การสร้างน้ำดีของตับ ทำให้มีประสิทธิภาพในการลดไขมัน (Chloresteral) ในเลือด ช่วยให้ระบบหลอดเลือดและหัวใจทำงานดี ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน
3. เสริมสร้างการทำงานของถุงน้ำดี ช่วยสร้างน้ำดีป้องกันถุงน้ำดีอักเสบ ซึ่งมักเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก ทำให้ระบบการย่อยอาหารดี ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก
4. ช่วยป้องกันตับอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคดีซ่าน และโรคตับแข็ง (Cirrhosis) ในประเทศบราซิล อาร์ติโช๊ค เป็นยาสมุนไพรพื้นฐาน ที่ใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของตับ และโรคอื่นหลายโรค ได้อย่างกว้างขวาง เช่น โรคโลหิตจาง เบาหวาน ไข้ รักษาบาดแผล และเกาต์

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม
www.artichokeskidney.com หรือ
www.smethai.com/shop/gms
Tel: 02 - 888 - 9954, 081 – 627 1521 คุณวัลลภา


โดย: อาร์ติโชก IP: 110.164.93.156 วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:10:30:57 น.  

 
อา...รับทราบครับ แต่ขอตั้งเป็นโหมดให้เขียนเฉพาะสมาชิกเท่านั้น (อิ อิ)


โดย: yuttipung IP: 110.164.82.206 วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:15:21:18 น.  

 
ผมคนนึงที่ติดมันเข้าแล้ว เมื่อปีที่แล้ว

ปรกติผมจบริจาคเลืดปีละ 2-3 ครั้ง ติดต่อกันมา ประมาณ 12 ครั้งได้ เจอเข้าครั้งสุดท้าย จดหมายมาที่บ้านบอกเลือดผิดปรกติ ผมเดินเข้า รพ ตรวจเลือด ก็ลุ้นว่าเป็นอะไร บรรยากาศนั้นลุ้น HIV มาก พอรู้ว่าเป็น ตับบี ก็ดีใจบนความ(เสี่ยง)เสียใจ

แต่ผมมีข้อเสีย ชอบสมาคมเกือบทุกคืน มันทำใจยากมากครับที่จะหยุดดื่ม

ตอนค่ำนี้ก่อนอาหารก็เติมไป 1 กระป๋อง ช่วยเป็นกำลังใจให้ผมหน่อยน่ะ ผมอยากหยุด(มากๆ) กิเลสคงหนา บังเอิญ


โดย: คนพลาดไป IP: 202.149.25.225 วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:21:57:21 น.  

 
โทษทีครับ ต่อ...

บังเอิญความซวยผมไม่จบแค่นี้ ยอมรับครับว่าชอบคนสวยน่ารัก ผมเสเพลมาตลอดก็ป้องกันทุกครั้ง ล่าสุดก่อนผมบริจาคเลือด(1 พค 52)ประมาณ 5 เดือนก่อนนั้น ผมติดพันนักศึกษาคนนึงทุกอย่าดูดีโอเคหมด ผมก็พอใจเธอก็พอใจ สัมพันธ์กันไม่น่าจะเกิน 5 ครั้ง ต่างคนต่างห่างกัน

แต่ที่ซวยกว่านั้นในเวลาเดียวกัน ผมได้ดูใจกับผู้หญิงคนนึงที่ดีพร้อมที่ผมตัดสินใจจะแต่งงานมาระยะนึงแล้ว(ประมาณ 3 ปี ผมตอนนี้ 30 ปี) ไม่นานเราก็แจกการ์ด ผลเลือดผมมาก่อนแต่งงานประมาณ 2 สัปดาห์ ผมสงสารเธอมากๆ และก็เป็นห่วงมากหากจะมีลูกด้วยกันตอนนี้เธอยังไม่รู้เรื่องใดๆ ทั้งสิน

ช่วยแนะนำทีครับผมต้องทำไงดี ตอนนี้ขอกำลังใจหน่อย ขอหยุดเหล้าได้สักทีเถอะ



โดย: คนพลาดไป IP: 202.149.25.235 วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:22:10:27 น.  

 
เรื่องเหล้า และผู้หญิงขอข้ามไปนะครับ ขอเป็นกำลังใจในการเลิก

สำหรับเรื่องว่าที่เจ้าสาวแนะนำให้เธอไปตรวจเลือดนะครับ ว่าเป็นหรือโรคนี้หรือเปล่า ซึ่งก็สามารถอธิบายได้นะครับว่าเป็นโปรแกรมตรวจโรคแบบครอบครัว ที่ตรวจสามี-ภรรยา หลายโรงพยาบาลมีครับ

ถ้าเธอยังไม่เป็นโรคนี้ ก็ฉีดวัคซีนป้องกันได้ครับ แค่นี้เธอ และบุตรในอนาคตก็จะไม่ติด


โดย: yuttipung IP: 110.164.82.206 วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:13:14:04 น.  

 
อ่านเเล้วได้ความรู้มากๆเลยค่ะ

ตามมาจากเวบของ สนพ.สารคดี


โดย: กาแฟดำไม่เผ็ด วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:16:14:45 น.  

 
ขอบคุณในการติดตามเวบด้วยครับ


โดย: yuttipung วันที่: 15 กันยายน 2552 เวลา:17:32:57 น.  

 
โรคตับอักเสบบี (Hepatitis B)

โรคตับอักเสบเกิดได้จากเชื้อไวรัสหลายชนิด ที่พบบ่อยคือไวรัสเอ (HAV) และไวรัสบี (HBV) ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ทำให้เกิดอาการคล้ายคลึงกัน แต่ระบาดวิทยาของโรคต่างกัน โรคตับอักเสบบีมีความรุนแรงมากกว่าโรคตับอักเสบเอ และมีโอกาสที่จะเป็นเรื้อรังและเชื้อ HBV จะนำไปสู่มะเร็งตับได้ ปัจจุบันมีวัคซีนที่ป้องกันโรคได้

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อไวรัส Hepatitis B Virus (HBV) ซึ่งเป็น DNA ไวรัส จัดอยู่ในกลุ่ม Hepadnavirus มีส่วนของไวรัสที่สำคัญ ซึ่งเป็น antigen ที่มี markers ที่สำคัญของโรค คือ Hepatitis B surface antigen (HBsAg), Hepatitis B core antigen (HBcAg) และ Hepatitis e antigen (HBeAg) ซึ่งจะมีอยู่ในเลือดและน้ำคัดหลั่ง (secretion) ต่าง ๆ ของร่างกาย

ระบาดวิทยา
เชื้อ HBV ติดต่อกันได้ทางเลือดและน้ำคัดหลั่งต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น น้ำลาย เสมหะ น้ำนม น้ำอสุจิ โดยเลือดจะเป็นแหล่งสำคัญที่มีเชื้ออยู่เป็นจำนวนมากที่สุด และในน้ำลายมีน้อยที่สุด ผู้ที่มีเชื้อ HBV อยู่ในร่างกายเกิน 6 เดือน ถือเป็นพาหะของโรค (carrier) ซึ่งมีความสำคัญในการแพร่กระจายเชื้อไปให้ผู้อื่น ทางติดต่อที่สำคัญคือการได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดที่มี HBV การใช้เข็มหรือหลอดฉีดยาร่วมกัน การสัมผัสกับเลือด หรือน้ำคัดหลั่งต่าง ๆ ผ่านทางผิวหนัง หรือเยื่อบุต่าง ๆ และติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ การติดต่อคล้ายกับโรคเอดส์
ผู้ที่มีการติดเชื้อ HBV เรื้อรังจะตายจากโรคตับเรื้อรัง หรือเป็นมะเร็งที่ตับ การติดเชื้อในวัยทารกและวัยเด็กมีโอกาสที่จะเป็น carrier สูงกว่าวัยผู้ใหญ่ และนำไปสู่การเสียชีวิตด้วยโรคตับได้สูงกว่าแม่ที่เป็น carrier จะถ่ายทอดเชื้อไปยังลูกได้ มีรายงานว่าประมาณร้อยละ 70-90 ของทารกที่แม่มี HBsAg จะมีอาการติดเชื้อแบบเรื้อรัง ถ้าไม่ติดเชื้อในช่วง perinatal หลังคลอดจนถึงอายุ 5 ปี เด็กที่มีแม่เป็น HBsAg carrier ก็มีโอกาสติดเชื้อ HBV ได้สูงกว่าเด็กที่แม่ไม่มี HBsAg

โดยสรุปผู้ที่เป็นพาหะของโรค (มี HBsAg) สามารถแพร่เชื้อได้ทาง
1) ทางเลือด การได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดที่มี HBsAg อยู่
2) การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การใช้ของมีคมเช่นมีดโกน กรรไกรตัดเล็บร่วมกัน ซึ่งอาจมีเลือดติดผ่านเข้าตามรอยฉีกขาดของผิวหนัง
3) ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีการฉีกขาดของเยื่อบุ เชื้อที่อยู่ในเลือด ในน้ำอสุจิในช่องคลอด ผ่านจากผู้เป็นพาหะไปยังผู้สัมผัสโรค ด้วยวิธีนี้สามีที่ติดเชื้อก็จะถ่ายทอดเชื้อไปยังภรรยาได้
4) แม่ที่เป็นพาหะแพร่เชื้อให้ลูกที่เกิดใหม่โดยเชื้อผ่านไปยังลูกในขณะใกล้จะคลอด ขณะคลอด โดยเชื้อที่อยู่ในเลือด ในน้ำเมือก ในช่องคลอด และในน้ำคร่ำ ผ่านเข้าทางผิวหนัง และเยื่อบุของลูกที่อาจมีการถลอกหรือฉีกขาด
***5) ทางน้ำลายถึงแม้จะมีเชื้ออยู่น้อย แต่ถ้าได้รับซ้ำๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจเป็นทาง นำเชื้อไปสู่ผู้สัมผัสโรคได้ เช่น การใช้แปรงสีฟัน ใช้เครื่องใช้ในการรับประทานอาหาร เช่น ช้อน หลอดดูดน้ำ แก้วน้ำร่วมกัน หรือการที่แม่เคี้ยวอาหารก่อนแล้วป้อนลูกก็อาจเป็นทางถ่ายทอดเชื้อได้ทางหนึ่ง
6) ทางน้ำนม ในแม่ที่ติดเชื้อ HBV เชื้อจะผ่านทางน้ำนมไปยังลูกได้ ในประเทศที่มีอุบัติการณ์ของการติดเชื้อ HBV ต่ำมาก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา (อุบัติการณ์ร้อยละ 0.1) จะไม่แนะนำให้แม่ที่เป็นพาหะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ในประเทศด้อยพัฒนา และหรือประเทศที่มีอุบัติการณ์ของการติดเชื้อสูงองค์การอนามัยโลกแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ เพราะอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อน้อยกว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากโรคอุจจาระร่วง โรคติดเชื้ออื่นๆ และภาวะทุพโภชนาการ ถ้าเด็กไม่ได้กินนมแม่

ที่มา http://thaigcd.ddc.moph.go.th/vac_p_HB.html
อย่างนี้สำนักโรคติดต่อทั่วไปก็ "เอาท์" แล้วสิครับ


โดย: believe IP: 125.24.38.161 วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:10:49:10 น.  

 
^
^
ข้อมูลของสำนักโรคติดต่อเกือบทั้งหมดก็เชื่อได้ครับ แต่น้ำลาย เท่าที่ที่หมอเขาบอกผมว่า ถ้าจะติดทางน้ำลาย มันต้องติดในปริมาณที่มากพอสมควร ประเภทที่กินน้ำแก้วเดียวกันแบบที่หมอสมัยก่อนบอก(อันนี้ยืนยันว่ามีจริง)ไม่น่าจะถูกต้องแล้วครับ ถ้าจะนับว่าเป็นส่วนที่ทำให้ติดโรคจึงถูกตัดประเด็นไป

อย่างไรก็ตามขอบคุณ คุณ believe ที่มาติติงข้อผิดพลาดครับ


โดย: yuttipung วันที่: 17 กันยายน 2552 เวลา:11:19:29 น.  

 
โรคนี้น่ากลัวจริงๆเลย
ไม่อ่านไม่รู้นะเนี่ย


โดย: In-lovely IP: 192.168.212.190, 203.172.212.2 วันที่: 18 กันยายน 2552 เวลา:12:11:26 น.  

 
รบกวนอยากถามหน่อยน่ะค่ะ คือว่าอยู่กับแฟนมาได้ซักพักนึงแล้ว แฟนตรวจเจอว่าเป็นพาหะไวรัสไวรัสตับอักเสบB ตัวเองก็เลยไปตรวจมั่ง ปรากฏว่า ไม่เป็น ปกติดีค่ะ ก็เลยฉีดวัคซีนมาได้ 2 เข็มแล้ว เหลือเข็มสุดท้ายเดือน พ.ย. นี้ แต่ยังหวั่นอยู่ว่า จะมีโอกาสติดเชื้อมั้ย อยู่กับแฟนทุกวันอ่ะค่ะ บางคนบอกให้เลิก แต่คิดว่ามันขนาดนั้นเลยเหรอ? กลัวด้วย+รักแฟนมากด้วย ใครมีคำแนะนำหรือข้อมูลดีๆ รบกวนตอบหน่อยนะคะ กำลังกลุ้มเลยอ่ะค่ะ ไม่ไหวแล้ว TT


โดย: AoMtHoOnK IP: 125.24.244.208 วันที่: 21 กันยายน 2552 เวลา:22:56:10 น.  

 
เท่าที่ทราบจากหมอนะครับ ถ้าไม่ติดเชื้อ แล้วตัวเราฉีดวัคซีนแล้วก็ไม่มีการติดต่อหรอกครับ

อย่างไรก็ตามหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ควรทำการตรวจภูมิคุ้มกันทุกๆ 5 ปีครับ


โดย: yuttipung IP: 118.173.101.162 วันที่: 22 กันยายน 2552 เวลา:11:38:33 น.  

 
ขอบคุณ K.yuttipung ค่ะ อีกอย่างที่ยังไม่ค่อยสบายใจเลย คือแฟนไม่ค่อยใส่ใจดูแลตัวเองเลยค่ะ แต่เราห่วงมากกกกกกก......
เยากทราบว่า มีอาหารเสริม หรือวิตามินอะไร ที่ไหนไหมค่ะ ที่จะช่วยได้ซักนิดก็ยังดี แบบว่าบางทีก็ใจอ่อนให้เค้าตามใจปากน่ะค่ะ อยากพาเค้าไปพบแพทย์ด้วยกัน เจาะเลือด ฟังผลตรวจำพร้อมกัน มันจะเป็นการระแวงเค้าหรือเปล่า
ถ้าใครช่วยตอบ ก็ขอขอบคุณมากนะคะ คุณเป็นคนนึงที่ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น...:)


โดย: AoMtHoOnK IP: 125.24.249.30 วันที่: 22 กันยายน 2552 เวลา:21:03:39 น.  

 
แนะนำง่ายๆ ครับ ไปตรวจสุขภาพประจำปีตามโรงพยาบาลที่ดีๆ หน่อย(แน่นอนว่าแพง) ลองปรึกษาเพื่อนที่รู้จัก หรือเคยตรวจดูนะครับ จะได้เป็นโรงพยาบาลที่น่าเชื่อถือได้ ว่าหมอเขาอธิบายได้ดี

บางทีฟังจากหมอเขาอาจจะฟังมากกว่าคนใกล้ตัวครับ ผมเองก็เป็น

ผมคงตอบได้เท่านี้ตามความรู้อันจำกัด


โดย: yuttipung IP: 202.176.160.240 วันที่: 23 กันยายน 2552 เวลา:1:13:42 น.  

 
เพิ่วเสียรุ่นพี่คนหนึ่งไปเมือวันจันทร์ ด้วยโรคนี้
เข้าโรงพยาบาลเมือวันศุกร์ที่ 18 สาย ๆ ด้วยอาการท้องอืด
เพลีย และจากไปในที่สุดเมื่อคืนวันที่ 21 ก่อนเที่ยงคืน


โดย: พี่ข้าว IP: 125.24.158.125 วันที่: 23 กันยายน 2552 เวลา:10:27:05 น.  

 
^
^
ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ


โดย: yuttipung IP: 125.24.114.63 วันที่: 23 กันยายน 2552 เวลา:11:36:55 น.  

 
ตอนนี้ผมกำลังคบกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ผมรักเธอมากผมทุกข์ใจที่สุดคือผมรู้ตัวเองว่าเป็นไวสรัสตับอักเสบีผมไม่กล้าที่จะบอกเธอเพราะผมกลัวที่จะเสียเธอไปแต่ผมก้อไม่อยากปิดบังเธอเรื่องที่ผมเป็นไวรสตับอักเสบบีผมเป็นมา 2 ปีแล้วแต่ผมไม่ได้รับการรักษาควรจะทำอย่างไรดีผมกับเธอไม่เคยมีเพศสัมพันธกันผมอยากใช้ชีวิตอยู่กับเธอแต่อีกใจของผมเหมือนเป็นการทำร้ายเธอเธอเป็นคนที่ดูแลร่างกายอยู่เสมอผมกลัวคือถ้าผมปิดบังเอแล้วเราแต่งงานกันเธอมารู้ที่หลังผมกลัวเธอรับไม่ได้และเราไม่สามารถมีลูกได้ผมเหมือนคนที่ทำรายชีวิตเธอไปทั้งชีวิตผมควรที่จะเลิกกับแฟนผมดีไหมครับตอนนี้ใจผมคิดคือจะมีใครที่จะกล้าใช้ชีวิตกับคนที่เป็นโรคนี้ ขอคำแนะนำหน่อยครับเพราะผมรักเธอมากจริงๆผมไม่อยากทำร้ายเธอ


โดย: คนมีรัก IP: 10.25.161.109, 58.147.0.186 วันที่: 31 มกราคม 2553 เวลา:11:14:03 น.  

 
ลองปรึกษาแพทย์ในโรงพยาบาลประจำของเราก็ได้ครับ น่าจะได้ข้อมูลที่ดีทั้งในแง่การดูแลสุขภาพ และการคบหากับคนที่เรารัก

ถ้ายังไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรครับ เปิดเผยไปก็ไม่น่ามีปัญหา แรกๆ ที่ผมคบกับคนที่รัก โชคดีครับที่เขาฉีดวัคซีนป้องกันแล้ว ปัจจุบันแต่งงานแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร ปรึกษาหมอเขาก็ให้ภรรยาฉีดวัคซีนตามกำหนดก็สามารถมีลูกที่ไม่ติดโรคจากเราแล้วครับ


โดย: yuttipung วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:8:53:12 น.  

 
ขอบคุณนะครับที่ให้คำปรึกษา ขอบคุณจริงๆ


โดย: คนมีรัก IP: 10.25.161.109, 58.147.0.186 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:16:59:21 น.  

 
สวัสดีครับ คุณ yuttipung ขอบคุณสำหรับคำแนะนำแต่คงจะช้าไปผมพึ่งสังเกตและเช็คอาการของตัวเองอาการของผมอยู่ในขั้นที่เรียกว่าน่าจะรุนแรงก้อว่าได้คงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องอธิบายอาการป่วยให้เธอได้รู้เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยที่จะดูแลตัวเองผมยังคงดื่มเหล้าทุกวันเหมือนเดิมเพราะผมคิดว่าผมไม่มีโอกาสที่จะรักใครได้อีกจนวันที่ผมได้พบเธอสิ่งที่ผมจะทำให้เธอได้ต่อไปก็คือการมอบความสุขให้กับเธอตลอดเวลาที่เหลืออยู่ ขอบคุณครับ













































โดย: คนมีรัก IP: 117.47.194.72 วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:16:04 น.  

 
รุนแรงถึงขั้นไหนครับ คุณ "คนมีรัก" ผมมีคนรู้จักที่อาการไม่ดีนักคือจำนวนเชื้อแพร่เร็วมาก แต่หลังจากฉีดยารักษาแล้ว(ไม่หายขาด ไม่ได้ผล 100 % แ่ต่มีฤทธิ์ช่วยลดจำนวนได้) อาการดีขึ้นจนถึงปัจจุบัน

ค่ายาแพงมากครับ แต่ดีกว่าไม่รักษา

ขอให้ทุกอย่างผ่านไปได้นะครับ


โดย: yuttipung วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:9:13:05 น.  

 
ไม่กลัวแล้วครับ แต่กอ่นยอมรับ คิดมาก มาวันนี้ อยากบอกว่าถ้าผมตาย คุณไวรัสB หรือจะรอด ก็เผาให้มันตายไปดว้ยกันแหละครับ


โดย: oill4892 IP: 112.142.49.33 วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:17:26:39 น.  

 
ถ้าเราเป็นภาหนะของไวรัสตับอักเสบบีเราควรดูแลตัวเองอย่างไรแล้วจะมีอาการที่แสดงออกให้เห็นว่าตับเราไม่ปกติหรือไม่เพราะไม่ทราบว่าตอนนี้อาการที่เป็นอยู่ใช่หรือไม่


โดย: คนมีความลับ IP: 192.168.2.91, 118.175.84.156 วันที่: 11 มีนาคม 2553 เวลา:19:44:37 น.  

 
คิดว่าต้องไปตรวจร่างกายเท่านั้น ถ้าร่างกายปรกติ ตับก็ไม่ไ้ด้แสดงผลครับ

ส่วนการดูแลตัวเองคิดว่าปัจจุบันน่าจะเป็นเฉพาะเรื่องเพศสัมพันธ์ครับ ที่ต้องระวังสำหรับคนอื่น


โดย: yuttipung วันที่: 15 มีนาคม 2553 เวลา:15:12:39 น.  

 
อยากทราบว่าการสัมผัสกับน้ำคัดหลั่งหมายถึงการสัมผัสเท่านั้นก้ติดแล้วหรือจะติดได้เฉพาะกรณีที่มีแผลแล้วไปสัมผัสคะ


โดย: นก IP: 115.67.110.169 วันที่: 5 เมษายน 2553 เวลา:10:06:07 น.  

 
หงะ พิมพ์แล้วหายไปไหน
อยากทรายว่าถ้าสัมผัสกับน้ำคัดหลั่ง
แต่ส่วนที่สัมผัสไม่มีแผล
จะติดได้ไม๊คะ


โดย: นก IP: 115.67.110.169 วันที่: 5 เมษายน 2553 เวลา:10:11:34 น.  

 
เท่าที่ทราบ โรคนี้หลักๆ การสัมผัสที่ว่าก็คือติดทางเพศสัมพันธ์ ทางพันธุกรรม เ่ช่น แม่กับลูก รวมถึงใช้เข็มฉีดยาร่วมกันบ่อยครั้ง

ดังนั้นเรื่องจะติดกับส่วนที่ไม่มีแผลคงยากครับ


โดย: yuttipung วันที่: 7 เมษายน 2553 เวลา:0:02:34 น.  

 
ขอบคุณคุณ yuttipung มากค่ะ
ขอถามต่อนะคะ เคยได้ยินว่าการป้องกันโรคเอดส์
คือการสวมถุงยาง แต่ไม่ได้พูดถึงการห้ามจูบ
อย่างนี้แสดงว่าถ้าจูบกันก็อาจจะไม่ติดเอดส์หรือ
Imply ได้ว่าอาจจะไม่ติดไวรัสบีด้วยรึเปล่าคะ

แล้วที่คุณ yuttipung บอกว่าอาจติดจากการ
ใช้เข็มฉีดยาร่วมกันบ่อยครั้ง แสดงว่าการสัมผัสเลือด
อาจจะไม่ติดก็ได้เหรอคะ พอดีว่าตัวนกเองประสบอุบัติ
เหตุกระจกตำมือจนเลือดออก แล้วบังเอิญไปโดน
เลือดของคนที่เป็นพาหะ เลยไม่แน่ใจว่าจะติดรึเปล่า
เพิ่งจะฉึดยาไปได้แค่เข็มเดียวเอง :( จะตรวจเลือด
หมอก็บอกให้รอจนกว่าจะฉีดครบ 3 เข็มแล้วไป
ตรวจหาภูมิอีกที ตอนนี้เลยเครียดว่าจะติดค่ะ


โดย: นก IP: 111.84.122.145 วันที่: 13 เมษายน 2553 เวลา:9:06:06 น.  

 
ผมก็ไม่ใช่หมอด้วยสิครับ ผมจะตอบเท่าที่คิดว่าตอบได้นะครับ

กรณีจูบ คล้ายกับเอดส์ครับ ไม่ติดแน่

แต่กรณีที่คุณนกเล่ามาก็เป็นเรื่องที่ยากจะคาดเเดาจริงๆ ครับ ตามหลักแล้วถ้าเลือดมันไม่ไ่ด้ซึมสู่กระแสเลือดคิดว่าคงไม่ติด อย่างไรก็ตามโปรดอย่าเชื่อในข้อนี้ครับ รอผลการตรวจเป็นดีีที่สุด

ผมคิดว่าหมออที่ฉีดยาให้ก็น่าจะให้คำตอบข้อนี้ได้ดีกว่าผมมนะครับ


โดย: yuttipung วันที่: 16 เมษายน 2553 เวลา:12:18:52 น.  

 
ขอบคุณที่ให้คำแนะนำนะคะ (",)


โดย: นก IP: 115.67.160.84 วันที่: 19 เมษายน 2553 เวลา:23:27:32 น.  

 
ดิฉันเพิ่งตรวจเจอว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีค่ะ
เพราะจะบริจาคเลือดแต่หมอตรวจดูข้อมูลแล้วก็บอกเราว่า
เป็นไวรัสตับอักเสบบี รู้สึกเสียใจมาก ๆ ไม่กล้าที่จะบอกใคร แล้วพอดีตอนนี้มีแฟนใหม่ ดิฉันก็ไม่กล้าที่จะบอกเขาไม่รู้ว่าถ้าเขารู้ว่าดิฉันเป็น แล้วเขาจะคิดยังไงกะดิฉัน และดิฉันกลัวเขาจะติดไวรัสนี้ด้วย........... แต่เราไม่ดื่มเหล้า แต่ก็รู้สึกไม่ดีอยู่ดี


โดย: pp IP: 110.49.13.203 วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:44:56 น.  

 
ถ้าบริจาคเลือดผมก็เคยได้รับครับ แต่ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้ยังมีครับ แนะนำให้ตรวจอีกทีเพื่อความแน่ชัดในการตรวจสุขภาพกับโรงพยาบาลต่างๆ ถือเป็นการตรวจร่างกายเราไปในตัว แนะนำว่าเสียค่าตรวจแพงแล้ว ให้ถามหมอเลยครับ เรื่องเหล่านี้น่าจะช่วยปรึกษาได้

ในมุมมองของผม บอกเถอะครับ ถ้าเขารักจริงก็น่าจะรับได้ จะได้เตรียมป้องกันฉีดวัคซีนไว้เลย


โดย: yuttipung วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:14:04:14 น.  

 
สวัสดีอ่านมาเจอ ดิฉันก็กลุ้มใจเหมือนกันค่ะเมื่อปีที่แล้วก็เพิ่งได้ทราบว่าแฟนเป็นเพราะอยู่ๆๆเค้าก็บอกว่าเค้าเคยเป็น แต่เค้าก็บอกว่าไม่น่ากลัวอะไรเพราะหมอที่บอกว่าเป็นก็ไม่ได้แจ้งอะไร เราก็ไม่เคยรู้แต่วันนี้เริ่มเห็นว่าเค้าเป็นหวัดบ่อย แล้วก็รู้สึกว่าท้องเค้าจะโตผิดปกติอ่ะ ตอนแรกก็นึกว่าลงพุงแต่ดูดีๆๆเหมือนท้องมานมากกว่าค่ะ แล้วจากนี้ดิฉันจะทำตัวอย่างไรต่อ เพราะปลายปีนี้ก็จะแต่งงานแล้วค่ะ กลุ้มใจจังค่ะ รบกวนให้คำแนะนำจากผุ้มีความรู้และประสบการณ์เรื่องนีด้วยค่ะ


โดย: แอม IP: 118.174.215.235 วันที่: 15 มีนาคม 2554 เวลา:23:29:55 น.  

 
ตอบคุณแอม

แนะนำให้คุณไปตรวจร่างกาย โดยแจ้งว่าต้องการตรวจสุขภาพ เน้นว่า้ต้องมีโรคนี้นะครับ ลองสอบถามคนรู้จักว่าใครเคยตรวจสุขภาพที่ไหนแล้วมีหมอมาให้คำแนะนำครบถ้วนหลังการตรวจ และปรึกษาดู แต่หลักๆ ถ้าตรวจแล้วไม่เป็น ให้ฉีดวัคซีนป้องกันครับ เราและลูกจะได้ไม่เป็น


โดย: yuttipung วันที่: 18 มีนาคม 2554 เวลา:14:58:59 น.  

 
ตัวเองเป็นพาหะอยากทราบว่ามีอาชีพเป็นเซลขายเครื่องมือแพทย์ ต้องไปตรวจร่างกาย บริสัท เค้าจะให้ทำงานต่อมั้ยครับ กังวลมากกก


โดย: Wong IP: 58.8.226.246 วันที่: 21 กรกฎาคม 2555 เวลา:1:07:43 น.  

 
ไม่ได้ติดทางการหายใจ น้ำลาย นี่ครับ คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และคิดว่าไม่ใช่โรคร้ายแรงในสายตาของอาชีพต่างๆ นะครับ แต่ขึ้นอยู่กับบริษัทนั้นๆ

อ้อ ผมไ่ม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอะไร เป็นแค่มุมมองส่วนตัวเท่านั้น


โดย: yuttipung วันที่: 26 กรกฎาคม 2555 เวลา:15:31:52 น.  

 
ขอบคุนครับ แต่บางทีต้องมีการเข้าเคสกะหมอด้วยเนี่ยสิ เห้อ


โดย: Wong IP: 58.8.224.237 วันที่: 26 กรกฎาคม 2555 เวลา:21:27:48 น.  

 
ดิฉันออายุได้22ปี ปีนี้พอดีได้ไปมี...กับผู้ชายคนหนึ่งแล้วผ่านมาประมาณสองอาทิตย์ ดิฉันเริ่มมีอาการตัวเหลืองมากกท้องเสีย น้ำหนักลด มือแดงคล้ำ มืตุ่มแดงๆขึ้นคันเหมือนตุ่มยุงกัด ร้อนใน ตอนนั้นเคลียดมากค่ะ นึกว่าเป็น hiv ซะอีกไปตรวจร่างกายอยู่หลายครั้ง+ผลเลือดก็ไม่พบอะไร จนดิฉันต้องรอจนกว่าจะครบ 3 เดือนไปตรวจอีกทีก็ไม่พบว่าเป็น hiv เลยบอกคุณหมอให้ตรวจโรคทุกโรคที่เกี่ยวกับเลือดผลปรากฏออกมาว่า ดิฉันเป็นพาหะขอไวรัสตับอักเสบบี มีไวรัสตัวนี้อยู่ในกระแสเลือด ก็ ตกใจมากค่ะ เลยถามคุณหมอว่า รักษาหายไหม เขาตอบว่าหาย แต่ไม่หายขาด งง กับคำว่าหาย แต่ไม่หายขาด ทำไมเขาไม่บอกว่ารักษาให้หายขาดไม่ได้ได้แค่บันเทาอาการล่ะค่ะ แล้วต่อไป ดิฉันควรทำตัวยังไง ควรดูแลตัวเองยังไง เพราะดิฉันทำงานตอนกลางคืนซึ่งเป็นเวลาพักผ่อนของตับซะด้วย ดิฉันควรทำเช่นไร ใครตอบได้บ้าง บอกหน่อย แล้วอาการตัวเหลืองผอมจะหายไหม ตอนนี้ ผ่านมาได้ประมาณ 3 เดือนแล้วยังไม่หายเลย กลุ้มมากค่ะ ไม่เหมือนเดิมมีแต่คนมองเราแปลกๆ ใครมีอะไรแนะนำดีๆ หรือยาดีๆบอกด้วยนะค่ะ


โดย: จากคนที่พึ่งตรวจเจอ IP: 180.183.149.219 วันที่: 3 สิงหาคม 2555 เวลา:15:34:48 น.  

 
ตอบคุณข้างบนนะครบ

ก่อนอื่นต้องบอกว่าผมไม่ใช่หมอ เป็นแค่คนไข้เช่นเดียวกัน ขอตอบจากการไปรับการตรวจปีละ 3-4 ครั้งนะครับ

โรคนี้ัยังไม่มียารักษาให้หายครับ แต่วัคซีนป้องกัน หรือยาที่ช่วยรักษาอาการในกรณีที่เชื้อไวรัสมีจำนวนในร่างกายเสี่ยงต่อการแพร่ขยายจนเกิดมะเร็งตับนั้นมีครับ(ราคาค่อนข้างแพง) เมื่อรักษาแล้วไวรัสนั้นจะยังอยู่ครับ แต่น้อยมากจนทางการแพทย์ถือว่าหายไปแล้ว หรือไม่เป็นอันตราย แต่หลังจากนั้นเราก็ต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีครับ หลักๆ หมอบอกผมว่าไม่กินเหล้า สูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ


โดย: yuttipung วันที่: 8 สิงหาคม 2555 เวลา:15:20:44 น.  

 
ดิฉันเป็นตับอักเสบบีอยู่ค่ะ แนะนำว่าให้ไปตรวและรักษาด่วนค่ะ
เพราะถ้าปล่อยไว้นานและไม่ได้เช้คถึงปริมารการอักเสบของตับ จะอันตรายมากตับจะแข็ง ถึงแม้เราจะไม่ได้ดืมเหล้าสุบบุหรี่ก้ตาม ตอนรุ้ตอนแรกก้รู้จากการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะค่าตับผิดปกติ ไปหาหมอรพเอกชน เช้คอีกครั้งหมอบอกว่าเป็นตับอักเสบบี ค่ารักษาแพงมากหมอบอก เราจึงลองหาข้อมูลทางnet เลยตัดสินใจไปรักษาที่ศิริราช หมอต้องตรวจเลือดหาปริมารไวรัส เรามีมากหมอ ขอเจาะตับเพื่อเช้คพังผืดตับว่ามีไขมันเกาะเยอะแค่ไหนด้วยเพื่อวิเคราะหืการรักษา หลังจากนั้นหมอให้เลือกว่าจะรักษาโดยทานยา หรือฉีด ค่าฉีดยาแพงมาก เราจึงเลือกใช้เป้นทานยาแทนซึ่งยาตัวที่ทานเป็นยากลางๆๆๆราคาตกเดือนละประมาณ5000 บาท/เดือน แต่ที่ศิริราชจะมีโครงการสำหรับวิจัยด้วยจะช่วยสำหรับคนที่มีเงินน้อย แต่ต้องรอคิวเข้าโครงการ แต่เราไม่ได้รอ เลยใช้เป็นกินยาและจ่ายเงินเอง ต้องไปตรวจทุก3เดือน ต้องเจาะเลือดทุกครั้งที่ไปหาหมอและทุกปีต้องอุลตราซาวน์ทุกปี รักษามา3 ปีแล้ว แต่ถ้าใช้สิทธิเบิกราชการจะเบิกได้หมดเลย ตั้งแต่เป็นจะรู้สึกเหนื่อยง่ายนิดหน่อยแต่ต้องพักผ่อนเยอะๆ ไม่เครียด ค่าตับก้ดีขึ้นเรื่อยๆปริมารไวรัสก็ลดลง แต่เรื่องพักผ่อนและไม่เครียดจากงานนี่คงยาก ทนทำงานมาเรื่อยๆปัจจุบันลาออกจากงานมาใช้สิทธิเบิกราชการจากสามีเลิกได้หมด ค่อยยังชั่วเรื่องค่ายา ปัจจุบันตั้งแต่ออกจากงานมาอยู่บ้าน ค่าตับปกติ ไวรัสหาไม่เจอ แต่ยังต้องกินยาไปเรื่่อยๆ ตามคำสั่งหมอ แต่สุขภาพดีขึ้นทั้งหมดนี่มาแชร์เพื่ออยากให้คนที่รู้ว่าเป็นให้รีบไปรักษาเพราะถ้าเป็นมากๆจะทำให้เป็นมะเร็งตับได้


โดย: papa IP: 110.169.183.6 วันที่: 1 พฤศจิกายน 2555 เวลา:15:39:11 น.  

 
สำหรับคนที่ไม่มีเงินรักษา เป็นแค่ลูกชาวนาจะต้องทำยังไงกันคับ ตอนนี้ผมลำบากใจมาก นอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว
มีอะไรกับแฟน ไม่ได้ป้องกัน แต่เค้าบอกว่าเค้าเคยฉีดวัคซีนมาแต่เด็ก ผมกลัวเค้าจะเป็นด้วย ผมรักเค้ามาก ผมต้องทำยังไงดีคับ


โดย: TT IP: 223.206.219.10 วันที่: 13 พฤศจิกายน 2555 เวลา:20:01:39 น.  

 
แนะนำคุณ TT นะครับ ให้พาภรรยาไปตรวจโรคประจำปี เลือกตรวจไวรัสตับอักเสบด้วย ไม่น่าจะแพงเกินไปหรอก

เรื่องการรักษา ก็รักษาสุขภาพดีๆ ครับ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือกินอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์

ทุกสิ้นปีก็ไปตรวจค่าตับนะครับ ถ้าโรงพยาบาลรัฐคิดว่าราคาพอรับได้ครับ

ผมเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร


โดย: yuttipung วันที่: 25 ธันวาคม 2555 เวลา:10:38:44 น.  

 
ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้จริง ๆ หรอสงสารแฟนและเครียดมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่มีอาการได้ไปตรวจถึงรู้ว่าเป็น


โดย: จ๊ะเอ๋ IP: 180.183.129.150 วันที่: 20 มกราคม 2556 เวลา:21:45:20 น.  

 
ไปตรวจมาก็พบว่าเป็นเหมือนกัน เป็นมาประมาณ 10 กว่าปี. ตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรมากเพราะตอนตรวจเจอหมอก็ไม่แนะนำอะไร แต่พอมาอ่านข้อมูลดูเกี่ยวกับโรคนี้มันน่ากลัวมาก ใครที่เป็นก็ควรไปพบหมอเกี่ยวกับโรคตับโดยตรง ไม่ควรทิ้งไว้. ส่วนคนที่ยังไม่เป็นแนะนำให้ไปฉีดวัคซีนป้องกันไว้ซะ
ให้กำลังใจคนที่เป็นนะค้ะ ไปตรวจตามรพ. หมอจะนัดตรวจเป็นระยะๆ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ต้องรีบรักษาเพื่อไม่ให้ปริมาณไวรัสเพิ่มขึ้น สู้ๆคะ


โดย: amm IP: 115.67.134.199 วันที่: 24 กรกฎาคม 2556 เวลา:7:22:56 น.  

 
แฟนผมเป็นตับอักเสบบีแต่พ่อแม่แฟนผมไม่เป็น ไม่เคยได้รับการถ่ายเลือดแสดงว่าแฟนผมติดจากผู้ชายคนอื่นใช่หลือไม่ครับแต่แฟนผมบอกว่าไม่เคยมีอะไรกับไครแสดงว่าแฟนผมโกหกใช่หลือไม่


โดย: คุณช่วยเติมต่อช่องว่างที่ IP: 171.4.47.124 วันที่: 19 มีนาคม 2557 เวลา:21:16:40 น.  

 
จริงๆ ก็ไม่อยากให้คิดจับผิดแบบนั้นนะครับ

ต้องถามก่อนนะครับแน่ใจได้เหรอครับว่าพ่อแม่แฟนไม่เป็น ? เพราะพ่อแม่ผมเองก็ไม่รู้ตัวนะครับว่าเป็นหรือเปล่า สมัยก่อนไม่มีการตรวจโรคนี้ หรือต่อให้ตรวจโรงพยาบาลล่าสุดไม่ได้เน้นให้มีการตรวจเฉพาะโรคนี้ ก็อาจไม่ทราบได้หรอกครับ


โดย: yuttipung วันที่: 24 มีนาคม 2557 เวลา:12:10:37 น.  

 
อยากทราบว่าเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีกินอาหารเสริมได้รึป่าวค่ะพวกคอลลาเจนอะค่ะจะกินก็กลัวตับมีปัญหาหนูเปตั้งแต่อายุ18ตอนนี้อายุ26แล้วไม่เคยได้รับการรักษาเลยค่ะจะอันตรายหรือป่าวค่ะ


โดย: ดวงนภา IP: 182.53.76.160 วันที่: 28 มีนาคม 2557 เวลา:8:47:00 น.  

 
แนะนำให้ไปตรวจสุขภาพแล้วถามหมอเลยครับ

ส่วนตัวผมไม่แนะนำเพราะไม่แน่ใจว่าอาหารเสริมที่ว่าใส่แค่คอลลาเจนหรือเปล่า

ผมเคยกินอาหารเสริมเป็นวิตามินยี่ห้อหนึ่ง ปรากฎว่าพอไปตรวจไวรัสใหม่อีกทีมันเพิ่มครับ หมอบอกให้เลิกกินทันที


โดย: yuttipung วันที่: 28 มีนาคม 2557 เวลา:10:07:18 น.  

 
ผมสงสัยว่า พี่เค้าเปนไวรัสบีแล้วผมอยู่ในวงเหล้าเดียวกันแล้วก็สั่งบารากุมาดูด พี่เค้าดูด(คนที่เปน) เสร็จผมก็ดูดต่อพี่เค้ามีมีโอกาศเปนมากน้อยแค่ไหนครับ ขอบคุณสำหรับคำตอบล่วงหน้าคับ


โดย: Tnn IP: 61.7.185.180 วันที่: 25 กรกฎาคม 2557 เวลา:1:53:17 น.  

 
ตอบไม่มีความรู้ชัดเจนนะครับ ส่วนตัวการดูดบารากุก็น่าจะมีโอกาสรับเชื้อทางน้ำลาย ซึ่งโอกาสติดเชื้อไวรัสบีน้อยมากครับ


โดย: yuttipung วันที่: 13 สิงหาคม 2557 เวลา:10:55:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

yuttipung
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




เป็นคนไม่เป็นโล้เป็นพายคนหนึ่งที่ติดอินเตอรเน็ต จนได้งานพอประทังเลี้ยงชีพ Blog นี้มอบให้แก่หญิงสาวที่ให้กำลังใจสำหรับความฝันอันริบหรี่ของผมมาตลอด ปัจจุบันเรียนโทจบแล้ว ทำงานหลายที่ หลักๆ ตอนนี้เพิ่งเริ่มเป็น Webmaster นิตยสารแห่งหนึ่ง ส่วนงานพิเศษคือลงข่าว และข้อมูลหนัง ดูแลเว็บให้กับ Popcornmag กับ เครือข่ายคนดูหนัง และเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ให้กับ Filmax

Friends' blogs
[Add yuttipung's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.