Apple in Neverland (เพียงเพราะโลกมันกลม...หรือพรหมลิขิต)
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
28 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 
มิเชล โอบามา สตรีหมายเลข 1 สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกาเคยมี “สตรีหมายเลข 1” ที่ได้ชื่อว่า เฉี่ยว เป็นผู้นำในวงการแฟชั่นอย่าง แจคเกอลีน เคนเนดี้ มาแล้วและสตรีหมายเลข 1 ที่เก่ง ฉลาดอย่าง ฮิลลารี่ คลินตัน ก็มีมาแล้ว ดังนั้นมิเชล จึงตกเป็นที่จับตามองของทุกคนที่บุคลิกและบทบาทของเธอจะออกมาในรูปแบบไหน

“มิเชล โรบินสัน” เกิดที่ชิคาโก รัฐอิลลินนอยส์ เมื่อเดือนมกราคม 2507 จากครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อทำงานที่ฝ่ายการประปา เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต ระดับหนัวหน้าสาย ส่วนแม่เป็นเลขานุการบริษัทมีพี่ชายชื่อ “เคร็ก” เป็นโค้ชบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัยออริกอน

หลังจบมัธยมปลาย มิเชลไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน จนจบปริญญาตรี (เกียรตินิยม) ด้านสังคมวิทยา ก่อนเข้าเรียนต่อทางกฎหมาย จบระดับ Juris Doctor (J.D.) จากฮาร์วาร์ด ในปี 2531 พื้นฐานการศึกษาของมิเชลจึงอยู่ในระดับ “เยี่ยม” จบจากฮาร์วาร์ด มิเชลเข้าทำงานที่สำนักกฎหมายชิดลีย์ ออสติน ในชิคาโก ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้รู้จักกับารัค โอบามา ที่เข้ามาฝึกงานภาคฤดูร้อน โดยบริษัทให้เธอทำหน้าที่พี่เลี้ยง

ทั้งคู่สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะเป็นอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันเพียง 2 คนในบริษัทก็เป็นได้ มิเชลจำได้แม่นยำว่า นัดเที่ยวกันเป็นครั้งแรกด้วยการไปดูหนังเรื่อง “Do the Right Thing” ของสไปค์ ลี ผู้กำกับผิวดำ

แล้วทั้งคู่ก็ตัดสินใจแต่งงานกันในปี 2535 มิเชลสนใจเรื่องการเมืองมาตั้งแต่อยู่ฮาร์วาร์ด นอกจากงานที่สำนักกฎหมาย เธอยังร่วงานการเมืองระดับท้องถิ่น เป็นผู้ช่วยนายกเทศมนตรีนครชิคาโก ฝ่ายวางแผนและพัฒนา จนปี 2536 ได้แต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการใหญ่องค์การ “Public Allies” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไรของชิคาโก

ปี 2539 มิเชคไปเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยชิคาโก ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริการนักศึกษา เธอเป็นผู้บุกเบิกจัดตั้งศูนย์บริการสังคมของมหาวิทยาลัย ในปี 2545 ได้เป็นผู้อำนวยการบริหารฝ่ายกิจกรรมสังคมของ University of Chicago Hospitals และได้ก้าวขึ้นไปเป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมสังคมของมหาวิทยาลัย ในปี 2548 นอกจากความรู้ ประสบการณ์ในการทำงานของเธอที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร แทบจะเรียกว่าโดยไม่ต้องอาศัยชื่อเสียงของสามี มิเชลก็เป็นคนดังด้วยผลงานของตัวเองอยู่แล้ว จะเห็นได้จาก

นิตยสาร “Essence” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2549 ยกย่องให้เป็น……………….”1 ใน 25 ผู้หญิงที่สร้างแรงบันดาลใจได้มากที่สุดในโลก”

นิตยสาร “Vanity Fair” ฉบับกรกฎาคม 2550 จัดให้มิเชลอยู่ในกลุ่ม “10 ผู้แต่งกายดีที่สุดในโลก”

นิตยสาร “02138” ฉบับเดือนกันยายน 2550 จัดให้เธออยู่ในอันดับที่ 58 ของ “100 นักศึกษาเก่าฮาร์วาร์ดที่มีอิทธิพลสูงสุด (โดยบารัค โอบามา ติดอันดับ 4)”

ตามหลักฐานรายได้สุทธิหลังหักภาษีประจำปี 2549 มิเชลมีเงินเดือนจาก University of Chicago Hospitals จำนวน 9,412,459 บาท ในขณะที่บารัคมีรายได้จากตำแหน่งวุฒิสมาชิกเพียง 5,403,620 บาท

อย่างไรก็ดี…………รายได้รวมทั้งปีของทั้งสองคนอยู่ที่ 34,100,582 บาท หลังจากรวมรายได้พิเศษจากการไปเป็นกรรมการบริหารของ Tree House Foods รวมทั้งเงินปันผลจากการลงทุนและค่าลิขสิทธิ์จากการเขียนหนังสือเข้าไปด้วย ที่จริงรายได้แค่นี้ถือว่ากระจอกมากสำหรับนักการเมืองของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับรายได้ทั้งหมดของนักการเมืองในประเทศเล็ก ๆ อย่างบ้านเรา

ในขณะที่คำปราศรัยและการโต้วาทีของบารัค โอบามา สามารถเอาชนะใจชาวอเมริกันรุ่นใหม่ได้ ต้องไม่ลืมว่า มิเชลคนนี้เองที่เรียกคะแนนนิยมจากชนชั้นแรงงานรวมทั้งกลุ่มชนผิวดำและผิวสีเชื้อสายสเปน โปรตุเกส และละตินอเมริกา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยชื่นชมในตัว ฮิลลารี่ คลินตัน ให้กลับมาสนับสนุนสามีได้

“ประสบการณ์ตอนเรียนที่พรินซ์ตันทำให้ฉันเข้าใจถึงคำว่า ‘ผิวดำ’ ของตัวเองยิ่งขึ้น บางครั้งเหมือนเราเป็นแค่คนมาเยือนมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เรียนอยู่ที่นี่………………..” เธอเคยระบายถึงความรู้สึกระหว่างช่วยสามีหาเสียงและบอกด้วยว่า ถ้ามีโอกาสเธอจะช่วยคนผิวสีในอเมริกาให้ได้รับความเป็นธรรมจากสังคมเป็นอันดับแรกและให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวเคยถามว่า บางคนเป็นกังวลแทนว่า หากเธอได้เข้าไปอยู่ในทำเนียบขาวได้เป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง 1 ของประเทศซึ่งมีภารกิจไม่น้อย การมีลูกเล็ก ๆ 2 คนที่ต้องเลี้ยงดู อาจกลายเป็นปัญหาได้ เธอมีความเห็นอย่างไร “การเลี้ยงลูกมีรูปแบบสำหรับพ่อแม่ทุกคนอยู่แล้ว” มิเชลบอก “สำหรับคู่ของเราแล้ว เท่าที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเลย บารัคเป็นคนเก่ง เขามีความมุ่งมั่น มีความปรารถนาที่จะเป็นนักการเมือง และมีความสามารถที่จะเป็นได้ด้วย ส่วนฉันไม่เป็นเช่นนั้นในทัศนะของฉันจึงเป็นข้อดีที่มีคนหนึ่งที่คอยเลี้ยงดูลูก คนนั้นคือฉัน บารัคก็สบายใจไป”

ทั้งสองมีลูกสาว 2 คน คือ เมเลีย แอนน์ อายุด 11 ขวบ กับ นาตาชา หรือ ซาซ่า อายุ 8 ขวบ มิเชลตกลงกับบารัคว่า เธอจะออกไปช่วยหาเสียงอาทิตย์ละ 2 วันและค้างคืนที่อื่นเพียงแค่อาทิตย์ละวันเท่านั้น นอกนั้น ขออยู่กับลูกที่บ้าน มิเชลบอกว่า ลูก ๆ รู้ว่าพ่อกำลังหาเสียงเลือกตั้งเพื่อเป็นประธานาธิบดีบางครั้งต้องขึ้นเวทีปราศรัยร่วมกับพ่อแม่ด้วยซึ่งพวกเธอก็เข้าใจ เวลาที่ได้ออกไปหาเสียงกับพ่อแม่ ซาซ่าคนน้องรู้สึกจะชอบมาก เพราะเป็นเด็กกล้าแสดงออก สนุกับการทักทายกับผู้คนซึ่งบารัคบอกว่า โตขึ้นอาจเจริญรอยตามพ่อก็ได้ ส่วนเมเลียคนพี่ ค่อนข้างจะขี้อาย แต่เป็นคนช่างสังเกตและมีความคิดความอ่านเป็นของตัวเอง มิเชคเคยบอกว่า เธอกับบารัคเลี้ยงลูกแบบให้มีอิสระที่จะคิด ที่จะตัดสินใจทำอะไรได้เอง “ฉันอยากให้พวกเธอสามารถทำอะไรได้เช่นเดียวกับพวกเด็กผู้ชาย………..ฉันรักลูกเช่นเดียวกับพ่อแม่ทุกคนเด็กๆ จะปรับตัวรับทุกสิ่งที่เราหยิบยื่นให้งานของเราคือ อย่าเอาแต่ซักไซ้ไล่เลียงลูกจนทำให้เกิดความกดดัน ถ้าบารัคโชคดีได้เป็นประธานาธิบดี เราจะถือว่านั่นเป็นเกียรติยศสูงสุด เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเด็กผู้หญิงอายุ 11 กับ 8 ขวบ 2 คน ซึ่งจะต้องออกจากบ้านที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็กไปอยู่ในทำเนียบขาว และบางคนจะกลายเป็นคนสำคัญขึ้นมาทันทีจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ต้องปรับตัวมากที่สุด คนนั้นไม่ใช่ประธานาธิบดี แต่เป็นตัวฉันเอง” เกี่ยวกับความรู้สึกของลูก บารัคเล่าว่า ครั้งหนึ่งขณะที่เขากับฮิลลารี่ คลินตัน กำลังขับเคี่ยวกันในการเป็นตัวแทนพรรคลงชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดี

เมเลียได้คุยกับมิเชลว่า “แม่รู้ไหม เดิมพันคราวนี้สูงมากนะถ้าพ่อชนะ พ่อจะเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาคนแรกที่รับการคัดเลือก” “แล้วหนูคิดว่ามันสำคัญมากแค่ไหนหรือเปล่า” มิเชลถาม “อ๋อ มากค่ะ เพราะมันมีเรื่องความเป็นทาส และมีเรื่องคนที่ไม่มีสิทธิ์ทำอะไรเพราะสีผิว” เมเลียตอบอย่างมั่นใจ “แต่ถ้าผู้หญิงเป็นฝ่ายชนะ ได้รับการคัดเลือกก็ดีเหมือนกัน เพราะสมัยหนึ่ง ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นหนูจึงคิดว่า ฝ่ายไหนชนะก็ดีทั้งนั้น” นี่คือความเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจของเด็กหญิงอายุแค่ 11 ขวบ

ผู้สื่อข่าวเคยสัมภาษณ์บารัคว่า ถ้าได้เป็นประธานาธิบดี คิดว่าความเห็นต่างๆของมิเชลจะมีอิทธิพลต่อนโยบายการบริหารประเทศของเขาหรือเปล่า

“มิเชลเป็นคนฉลาดที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยรู้จัก ปกติเธอก็เป็นที่ปรึกษาใหญ่ ให้ความเห็นในทุกเรื่องกับผมอยู่แล้ว ผมไม่เคยตัดสินใจเรื่องสำคัญใด ๆ โดยไม่ได้ถามความเห็นจากเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องชีวิต ผมจะเปิดโอกาสให้เธอได้พูดตามความรู้สึกของเธอซึ่งอาจกลายเป็นโครงการหลายๆ อย่างจากความสนใจและความใฝ่ฝันของเธอ ในทำนองเดียวกันก็อาจทำให้ผมไม่มอบหมายงานบางอย่างให้ทำ และบอกว่า คุณไปทำเรื่องอื่นดีกว่า”
ในขณะเดียวกัน มิเชล โอบามา ก็แสดงให้ทุกคนเข้าใจอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วยสามีหาเสียงแล้วว่า ช่วยในฐานะภรรยาไม่ใช่อยู่ในคณะที่ปรึกษา “หน้าที่ของฉันไม่ใช่เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาอาวุโส” เธอเคยบอกอย่างเปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง

แล้วเธอจะวางตัวอยู่ในรูปแบบไหน?ผู้คร่ำหวอดในวงการเมืองอเมริกันคนหนึ่งเปรียบเทียบมิเชลกับภรรยานักการเมืองสำคัญคนอื่นในอดีตที่ผ่านมาว่า ในฐานะสตรีหมายเลข 1 มิเชล โอบามา คงจะดำเนินชีวิตแบบภูมิฐาน โก้หรุ คล้ายๆ กับ เชอรี่ แบลร์ ภรรยาอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และแจคกี้ เคนเนดี้ โอนาซีส อดีตภรรยาของประธานาธิบดีเคนเนดี้ เขาบอกให้สังเกตภาพบนปกนิตยาสารนิวส์วีคดูก็ได้ แล้วจะรู้ว่ามิเชลเป็นเจ้าของเครื่องเพชรชุดงามมาก ชุดที่สวมอยู่ก็มาจากดีไซเนอร์ชื่อดัง ส่วนรองเท้าเป็นของจิมมี่ ชู คู่ละ 22,876 บาท ก็ไม่แปลกอะไร เพราะอย่างที่บอกมาแล้วว่า เธอเคยเป็น 1 ใน 10 ของสตรีแต่งกายดีที่สุดในโลกมาแล้ว

อย่างไรก็ดี เคยมีคนสังเกตว่าตอนไปหาเสียงกับชนชั้นใช้แรงงาน เธอจะใส่กระโปรงดำกับเสื้อขาวแบบเรียบๆ เท่านั้น มิเชลบอกว่า เวลาเดินไปตามถนน เธอก็แต่งตัวตามสบายเหมือนคนอื่น ยกเว้นเวลาที่ต้องออกงานเท่านั้น

นี่คือชีวิตส่วนตัวบางเสี้ยวของ มิเชล โอบามา สตรีหมายเลข 1 ของประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา

[ขอบคุณข้อมูล : นิตยสารคู่สร้างคู่สม ประจำวันที่ 1 - 10 พฤศจิกายน 2551]



Create Date : 28 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2551 14:10:52 น. 0 comments
Counter : 152 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คุณเชื่อในพรหมลิขิตไหม?
Location :
ภูเก็ต Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Welcome to my bloggang, My name is Apple
I born & grow up in big wonderful place from south
of thailand, I start to learn how to painting from
myself, I love painting, travel, photography,writing
Friends' blogs
[Add คุณเชื่อในพรหมลิขิตไหม?'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.