Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2551
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
21 กุมภาพันธ์ 2551
 
All Blogs
 
มาฆบูชา..ไม่ใช่วันแห่งความรักValentine

มาฆบูชา ..ไม่ใช่วันแห่งความรักแบบวันValentine

...เคยมียุคสมัยหนึ่ง ที่ใครก็ไม่รู้ฟิตจัด จะเข็นวันมาฆบูชา ไปสู้กับวันแห่งความรักValentineโดยรณรงค์ให้วัยรุ่นไทย หันมามอบดอกบัว แทนดอกกุหลาบ คราครั้งนั้นก็พังพาบลงไปอย่างไม่เป็นท่ามาปีนี้ ก็เห็นแว๊บๆ ให้แจกดอกมะลิ แทนดอกกุหลาบ ก็ยังไปไม่ถึงดวงดาวแห่งฝัน
...ไม่รู้คิดได้อย่างไร? ที่จะเอาวันมาฆบูชา ไปเทียบเคียงกับวันแห่งความรักValentine ไม่เชื่อ เรามาลองค้นประวัติศาสตร์กันดู ว่ามันมีช่วงไหน? ที่เฉียดใกล้ พอจะเรียกได้ตีหลุยว่า เป็นวันแห่งความรักได้บ้างมาทัศนาร่วมกัน..


...ในตำราว่าไว้ว่า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๙ เดือนขณะนั้นเมื่อเสร็จพุทธกิจแสดงธรรมที่ถ้ำสุกรขาตาแล้ว เสด็จมาประทับที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ เดือนมาฆะหรือเดือน ๓ในเวลาบ่ายแก่ๆ พระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้า มาประชุม พร้อมกัน ณ ที่ประทับของพระพุทธเจ้า นับเป็นเหตุอัศจรรย์ที่คนยุคหลัง หักนิ้วมือนับดูแล้ว ค้นพบว่า มีเหตุการณ์ที่มีองค์ประกอบสำคัญ ๔ ประการเกิดขึ้นในวันนี้ จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต"
"จาตุร" แปลว่า ๔
"องค์" แปลว่า ส่วน
"สันนิบาต" แปลว่า ประชุม

รวมหมายความว่า "การประชุมด้วยองค์ ๔" กล่าวคือมีเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ คือ
๑. วันนั้นเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
๒. พระสงฆ์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้ นัดหมาย
๓. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์
๔. พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นผู้ได้รับการอุปสมบท โดยตรงจาก พระพุทธเจ้า (เอหิภิกขุอุปสัมปทา)


...ถ้ามองจากมุมต้นเค้าของพระพุทธเจ้า วันนี้ก็ไม่ได้มีส่วนใดที่เกี่ยวกับความรักเลย แต่เป็นเรื่องของศรัทธา(เชื่อด้วยปัญญา) ที่ศิษย์สายตรงของพระพุทธเจ้าพร้อมใจกันรำลึกถึง ครูบาอาจารย์อย่างพร้อมเพรียงกัน โดยไม่ต้องแจกการ์ด หรือโทรฯนัดแนะนัดหมายกัน ให้เปลืองเงินเปลืองเวลาเปลืองความรู้สึกใดๆ นี่คือเหตุการณ์ที่ผู้รู้ด้านดาราศาสตร์ ไล่ดูการโคจรดวงดาวต่างๆ คำนวณได้ว่า เหตุการณ์พิเศษนี้ เกิดขึ้นใน วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เวลาบ่ายแก่ๆ ในสมัยพุทธกาล


...สำหรับในไทยเอง เริ่มมีปรากฏ พิธีมาฆบูชา ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นี้เอง โดยเริ่มจัดกันในพระบรมมหาราชวัง
มีบันทึกพิธีกรรมไว้ดังนี้..


"มีพิธีการพระราชกุศลในเวลาเช้า พระสงฆ์ วัดบวรนิเวศวิหารและวัดราชประดิษฐ์ ๓๐ รูป ฉันในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เวลาค่ำ เสด็จออกทรงจุดธูปเทียนเครื่อง มนัสการแล้ว พระสงฆ์สวดทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว สวดมนต์ต่อไปมี สวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ด้วยสวดมนต์จบทรงจุดเทียนรายตามราวรอบพระอุโบสถ ๑,๒๕๐ เล่ม มีการ
ประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนา โอวาทปาติโมกข์ ๑ กัณฑ์เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลีและ ภาษาไทย เครื่องกัณฑ์ มีจีวรเนื้อดี ๑ ผืน เงิน ๓ ตำลึง และขนมต่าง ๆ เทศนาจบพระสงฆ์ ซึ่งสวดมนต์ ๓๐ รูป สวดรับการประกอบพระราชกุศลเกี่ยวกับวันมาฆบูชาในสมัยรัชกาลที่ ๔ นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปีมิได้ขาด"
ส่วนการกำหนดวันประกอบพิธีมาฆบูชานั้น ปกติตรงกับวันเพ็ญเดือน ๓ หากปีใด เป็นอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหนจะเลื่อนไปตรงกับวันเพ็ญเดือน ๔(ปี๒๕๕๐ตรงกับวันที่๓มี.ค.วันเพ็ญเดือน๔)


...เห็นไหมละ ย้อนไปดูเค้ากำเนิด ในยุคพุทธกาล ลามมาจนถึงกำเนิดวันมาฆบูชาในไทย ก็ไม่เห็นว่า จะมีการไล่ต้อน ให้ไปเป็นคู่แข่ง กับวันValentine ตรงไหน?เรื่องนี้ มันได้ยินหนาหู มาในยุคจ้อๆใกล้ๆในสมัยของเรา เมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง ซึ่งถ้าพิจารณากันให้ดีแล้ว ไม่มีความสำคัญใดๆ ที่จะต้องเอาวันมาฆบูชา ไปเป็นวันแห่งความรักบ้าๆบอๆอะไรนั่น
...ด้วยนิสัยชอบความขลัง และเรื่องราวน่าอัศจรรย์ใจ แบบอึ้ง,ทึ่ง,งึด คนไทยส่วนใหญ่ จึงมักไฮไลท์เรื่องสำคัญของวันนี้ ไปที่ความใจตรงกันของอรหันต์๑,๒๕๐องค์ ศิษย์สายตรงของพระพุทธเจ้าที่มาจ๊ะเอ๋ พร้อมหน้าพร้อมตากันโดยไม่ได้นัดหมาย (จาตุรงคสันนิบาต) ทั้งๆที่ สิ่งที่น่าสนใจ และชาวพุทธทั้งหลาย ควรจะใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ การที่ลูกศิษย์ระดับบิ๊กๆ มารวมกันอย่างนี้สิ่งที่พระพุทธเจ้า มอบให้จะต้องมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นก็คือโอวาทปาฏิโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น หรือจะเรียกว่าสภาสงฆ์ก็ได้
...อริยชน คนผู้เจริญ จำนวน๑,๒๕๐องค์ มาพบปะกัน เขาไม่ได้มาคุยกันเรื่องจะปกครองผู้อื่น ไม่ได้มารื้อฝอยหาตะเข็บ ไม่ได้มาสาบาน รับรองความเท็จของตนเอง และไม่ได้มาวางแผนจัดงานผ้าป่า ฝังลูกนิมิต เพื่อจะฟันเงินในกระเป๋าตังค์ใคร ใดๆเลย แต่ท่านมาพูดกัน ถึงหลักการอุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ในการมุ่งขัดเกลาชีวิตและจิตวิญญาณของหมู่กลุ่มต่างหาก
...คราวนี้ขอบิณฑบาตร พากันสละเวลาต่อสักนิด มาสดับพุทธธรรมจากพระโอษฐ์ร่วมกัน.


สพฺพปาปสฺสอกรณํ
กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทธานสาสนํฯ
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตฯ
อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํฯ


การไม่ทำบาปทั้งปวง ๑
การบำเพ็ญกุศลความดี ๑
การทำจิตของตนให้ผ่องใส ๑
นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า
นิพพานเป็นบรมธรรม
ผู้ทำร้ายคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต
ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
การไม่กล่าวร้าย๑ ,การไม่ทำร้าย, ๑ ความสำรวมในปาฏิโมกข์ ๑,
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร ๑, ที่นั่งที่นอนอันสงัด ๑
ความเพียรในอธิจิต ๑, นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย..


...ครบทุกหมวด ทุกมาตรา ตรงๆ ไม่ต้องตีความแบบนิสัยศรีธนชัย ให้ปวดหัว ทุกถ้อยกระทงความ ของพระองค์มีเอาไว้ ให้ผู้มีปัญญา พิจารณาตรึกตรอง มองให้เห็นประโยชน์ จนจิตใจเกิดอยากสมาทาน คือการถือเอารับเอาด้วยปัญญา มาประพฤติปฏิบัติตามไม่ใช่ถือเอาโก้ๆ ไปเวียนเทียนแบบโง่ๆ โดยไม่ได้พุทธิปัญญาใดๆ กับติดตัวมาจากวัดเลย
...แม้จะไม่มีการ์ดส่งมอบให้ใคร, ไม่มีดอกบัว,ดอกมะลิ จากใคร ก็ขอให้เราที่อ้างนักอ้างหนา ว่าเป็นชาวพุทธ หยุดคิดสักนิดว่า
"ในวันมาฆบูชา ปี๒๕๕๑ นี้ เรามีพฤติกรรมอะไร ที่มั่นใจได้ว่า เราเป็นชาวพุทธ คำความในโอวาทปาฏิโมกข์ของพระองค์นั้น มีข้อใดที่ใกล้เคียง กับวิถีชีวิตจริงๆของเราบ้าง" ถ้าไม่มีเลย ก็ต้องรีบปฏิบัติตาม ไห้อับอายขายหน้า ศาสนิกชนอื่นๆ ว่าเราเป็นแค่ชาวพุทธตามทะเบียนบ้านเท่านั้น เอาไว้ว่างๆ จะมาอธิบายขยายความ โอวาทปาฏิโมกข์ อย่างละเอียดกันอีกครั้ง


สุข สงบพบสันติภาพในจิตวิญญาณยิ่งๆขึ้นไปเถิดเทอญ
ญาปู่ครูบาธรรม โยคีอริยธาตุ




Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2551 7:34:17 น. 1 comments
Counter : 440 Pageviews.

 
ซึ้งใจจริงๆ


โดย: เดียวดาย IP: 125.26.108.18 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:23:06:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

yogitai
Location :
มหาสารคาม Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คณะศิษย์ ท่านญาปู่ครูบาธรรม โยคีอริยธาตุ
มูลนิธิมหาญาณโพธิสัจ เมือง มหาสารคาม
Friends' blogs
[Add yogitai's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.