เส้นทาง 5 ทะเลสาบ


วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่จะได้เที่ยวที่ Zermatt แบบเต็มๆ อีกทั้งวัน หลายคนคงสงสัยว่า เอ๊ะ ที่นี่มันมีอะไรให้เที่ยวมากมายขนาดนั้นเชียวเหรอ แค่ขึ้นไป Gonnergrat ดูยอด Matterhorn ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่สำหรับคนที่ชอบเดินป่าสัมผัสธรรมชาติจริงๆ ของสวิสเซอร์แลนด์แล้ว ที่นี่มีเส้นทางเดินป่ามากมาย ถ้าจะเดินให้ครบทุกเส้นทาง บางคนก็คงต้องอยู่เป็นอาทิตย์แน่ๆ

วันนี้อากาศดีพอสมควร ถึงแม้ว่าจะไม่ดีเท่าเมื่อวานแต่ก็ดีกว่าวันที่เราเดินไป Stellisee เยอะ เราเลยวางแผนที่จะเดินขึ้นไป Stellisee กันอีกรอบ แต่จะใช้เส้นทางอื่นแทน ไม่เดินขึ้นไปจากเมือง Zermatt เหมือนวันแรก เนื่องจากสังขารของฉันไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่ โดยเราจะยอมเสียเงินขึ้นรถไฟ Gonnergrat ไปลงที่สถานี Riffelalp เสียค่ารถไฟไปคนละ 8.80 ฟรังสวิส คราวนี้ได้ลดแค่ 50 เปอร์เซนต์ จากตั๋วสวิสพาส ไม่ได้ลดเพิ่มอีก 25 เปอร์เซนต์ เนื่องจากไม่ได้นั่งไปจนสุดสาย เราออกเดินทางกันตั้งแต่ 8 โมงเช้าอีกเช่นเคย นั่งรถไฟเพียงแค่ 20 นาทีเราก็มาถึงสถานี้ Riffelalp กันแล้ว

จากจุดนี้เราจะเริ่มเดินไปตามเส้นทางที่มีชื่อว่า Naturweg ไปจนถึง Gruensee แล้วก็เปลี่ยนไปเดินเส้นทางที่ชื่อว่า 5-Seenweg ซึ่งเป็นเส้นทางที่เริ่มจาก Sunnegge Paradise ไปจนถึง Blauherd โดยเส้นทางนี้จะผ่าน 5 ทะเลสาบด้ายกัน คือ Leisee, Moosjiesee, Gruensee, Grindjisee และ Stellisee แต่เนื่องจากเราไม่ได้เริ่มเดินจากต้นทาง เราก็เลยไม่ผ่าน Leisee และ Moosjiesee

หลังจากที่อธิบายเส้นทางมาซะยืดยาวก็กลับมาที่จุดเริ่มต้นของเราที่สถานี Riffelalp จากสถานีนี้มีเส้นทางเดินป่าหลายเส้นทางมาก ดังนั้นจึงมีนักเดินทางทั้งหลายลงรถไฟพร้อมกับพวกเราเยอะมาก แต่หลังจากที่ฉันขอตัวไปเข้าห้องน้ำกลับออกมา ปรากฏว่าผู้คนมากมายที่ลงรถมาพร้อมกับเราก็ค่อยๆ หายไปกันหมด เหลือแต่เราสองคน (อีกแล้ว) เนื่องจากป้ายบอกทางทุกป้ายที่อยู่อยู่บริเวณสถานีนี้ถูกปิดทับด้วยเทปกาวสีน้ำตาลเราเลยไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี ทำให้ต้องลองผิดลองถูก เดินสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ กว่าจะหาทางไปถูกก็เดินวนอยู่ที่สถานีนี้เป็นเวลาร่วมชั่วโมง

เส้นทางสาย Naturweg นี้ เดินง่ายกว่าเส้นทางอื่นๆ ที่ไปมาเมื่อ 2 วันที่แล้วมาก เนื่องจากเป็นทางราบ และสิ่งที่แตกต่างจากเส้นทางอื่นๆ ก็คือ ในบางช่วงของทางสายนี้ มีการนำก้อนหินก้อนใหญ่หลายๆ ก้อนมาวางเรียงต่อๆ กันเป็นทางเดินลัดเลาะไปตามทางน้ำไหล ดังนั้นระหว่างเดินก็จะได้ยินเสียงน้ำไหลลงจากภูเขาดังมาแว่วๆ หลายช่วงที่ต้องเดินผ่านทางหินแคบๆ บางช่วงก็เป็นลานกว้างที่มีทางแยกออกไปสู่เส้นทางอื่นๆ โดยในแต่ละทางแยกก็จะมีป้ายบอกทางกำกับไว้เป็นระยะๆ (แต่แปลกที่ดันเอาเทปกาวไปปิดป้ายตรงสถานีไว้ ทำให้เราเสียเวลาหาทางอยู่ตั้งนาน)

ตามหนังสือบอกว่า ถ้าใช้เส้นทางเดินทางจาก Riffelalp ไปยัง Gruensee จะใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง แต่ขนาดพวกเราเดินไปถ่ายรูปไป ทำให้เสียเวลาไปมากพอสมควร เรายังใช้เวลาไปเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเอง น่าภูมิใจจริงๆ ทำไมน่ะเหรอ... เพราะนี่เป็นเส้นทางแรกที่เราใช้เวลาเดินน้อยกว่าเวลาที่ในหนังสือบอกเอาไว้น่ะสิ

Gruensee เป็นทะเลสาบอันเดียวที่ไม่ได้มีเงาสะท้อนของยอดเขา Matterhorn อยู่ในน้ำ แต่จะสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามที่ไม่แตกต่างกันของเทือกเขาที่รายล้อมอยู่รอบๆ เสียดายที่ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงหน้าร้อน น้ำในทะเลสาบจึงมีเหลืออยู่แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามมันก็มีปริมาณเพียงพอที่จะทำให้เห็นเงาสะท้อนได้อย่างชัดเจน แสงแดดที่ส่องกระทบสู่ผิวน้ำ ทำให้น้ำในทะเลสาบมีสีฟ้าครามดูแล้วเย็นสบายตา



ด้วยความที่เป็นทะเลสาบขนาดเล็ก รวมทั้งวันนี้เราก็ไม่มีโปรมแกรมไปไหนมากมาย นอกจากการเดินไป Grindjisee กับ Stellisee ซึ่งคาดว่าคงใช้เวลาไม่นาน ทำให้เราตัดสินใจเดินสำรวจรอบๆ Gruensee กันซักหน่อย เดินไปเดินมาปรากฏว่าสายตาเหลือบไปเห็นท่อน้ำขนาดใหญ่ที่ฝังไว้ใต้ดิน และมีทางน้ำไหลออกลงสู่ทะเลสาบ เราเลยตั้งสมมุติฐานเอาไว้ว่า สงสัยเวลาหน้าร้อนที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเยอะๆ เนี่ย จะต้องมีการปล่อยน้ำลงมาในทะเลสาบแน่ๆ เลย แล้วก็พาลคิดไปถึงว่า ไอ้เจ้าทะเลสาบ Gruensee เนี่ย ต้องเป็นทะเลสาบที่ทำการขุดขึ้นมา เพื่อผลประโยชน์ทางการท่องเที่ยวแน่ๆ งั้น Stellisee กับ Riffelsee จะเป็นทะเลสาบขุดด้วยหรือเปล่า ซึ่งข้อสงสัยของพวกเราก็อาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน ไม่อย่างงั้นทำไมธรรมชาติที่นี่ถึงสร้างสรรค์ทุกอย่างได้ลงตัวขนาดนี้ มีทั้งยอดเขาสวย เทือกเขาสูง และทะเลสาบที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะเจาะอะไรจะปานนั้น แต่พวกเราก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก ขอเพียงแค่ให้มีที่สวยๆ ให้เราได้มาเที่ยวพักผ่อนเย็นๆ ใจ ก็เพียงพอแล้ว

ทริปนี้ถือได้ว่าเป็นทริปเที่ยวธรรมชาติและทัวร์ทะเลสาบอย่างแท้จริง ซึ่งนั่นก็ตรงตามวัตถุประสงค์ของการเที่ยวครั้งนี้ แต่ถึงแม้ว่าเราจะเที่ยวมาแล้ว 3 ทะเลสาบภายในสามวัน แต่สิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นจากทั้ง 3 ทะเลสาบก็คือ การที่มีต้นไม้สีเหลือง สีส้ม ขึ้นอยู่รอบๆ ทะเลสาบ เนื่องจากทะเลสาบทั้ง 3 ตั้งอยู่ในหุบเขาสูง ดังนั้นความหวังสุดท้ายของเราจึงอยู่ที่ Grindjisee ซึ่งเป็นทะเลสาบที่เรากำลังจะเดินทางต่อไป

จาก Gruensee ก็เดินย้อนกลับทางเดินเพียง 300 เมตรก็จะมีป้ายบอกทางแยกเข้าสู่เส้นทางสาย 5-Seenweg


ป้ายบอกทางแบบนี้


ในช่วงต้นๆ ของเส้นทางนี้จนไปถึง Grindjisee เป็นทางค่อนข้างราบ มีทางขึ้นเขาสูงชันเพียงแค่ช่วงสั้นๆ ตรงบริเวณที่ใกล้จะถึง Grindjisee แล้วเท่านั้น ดังนั้นเราจึงใช้เวลาไม่นานนักในการเดินจาก Gruensee ไปจนถึง Grindjidee แต่ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ท้องฟ้าก็เริ่มไม่เป็นใจมากเท่านั้น ยิ่งเดินเข้าใกล้ Grindjisee มากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าก้อนเมฆกลุ่มโตที่อยู่บนฟ้าที่ตั้งต้นมาจากไหนก็ไม่รู้ ดันมามีจุดหมายปลายทางอยู่ที่เดียวกับเราซะได้ แต่ยังโชคดีที่กลุ่มเมฆที่อยู่บนท้องฟ้าเป็นสีขาวนวล ไม่ได้เป็นเมฆฝนสีดำทะมึนอย่างที่ฉันกลัว ระหว่างทางเดินเราจะเห็นยอดเขา Matterhorn ตั้งตระหว่างอยู่ด้านหน้าของเราตลอดเวลา เราก็เลยเดินไปถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เพลินดีแป๊ปเดียวก็ถึง Grindjisee


ภาพ Matterhorn ที่ตั้งตะหง่านอยู่เบื้องหน้า


ทะเลสาบ Grindjisee เป็นทะเลสาบที่เล็กที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทะเลสาบอื่นที่พวกเราไปกันมาแล้ว และถือได้ว่าเป็นทะเลสาบที่อยู่ในหุบเขาอย่างแท้จริง จากที่เราเดินบนทางที่ไม่ค่อยชันมาตลอด พอมีป้ายบอกว่าถึง Grindjisee ปุ๊ป เราก็ต้องเดินขึ้นเขาซึ่งชันมากขึ้นไปประมาณเกือบ 10 เมตร พอไปอยู่บนจุดสูงสุดของทางเดินก็จะเห็น Grindjisee อยู่บริเวณด้านล่าง รอบๆ Grindjisee ไม่มีทางเดินขนาดใหญ่สำหรับให้เดินเล่นเหมือนทะเลสาบอื่นๆ มีเพียงก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่วางล้อมรอบทะเลสาบเป็นทางเดินให้เราแค่นั้นเอง





เนื่องจากทะเลสาบ Grindjisee อยู่ต่ำที่สุดในบรรดาทะเลสาบที่เราไปมา จึงยังพอมีต้นไม้ที่กำลังผลัดใบให้เห็นอยู่บ้าง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ทะเลสาบที่พวกเราตั้งใจจะมาตั้งแต่แรก ทะเลสาบเล็กๆ แห่งนี้กลับเติมเต็มในสิ่งที่ฉันต้องการจะเห็นจากการมาเที่ยวครั้งนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แบล๊กกาวน์ของภาพเป็นยอดเขาสูง ตรงกลางเป็นต้นไม้หลากหลายสีสัน และด้านหน้าสุดของภาพเป็นทะเลสาบ ถึงแม้ว่าน้ำที่นี่จะมีวัชพืชขึ้นเล็กน้อย ไม่ใสแจ๋วอย่างทะเลสาบอื่น แต่ก็เป็นการเติมสีเขียวลงไปในภาพ ช่วยให้ภาพดูมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

จริงๆ แล้วทั้ง 4 แห่งที่ฉันไปมานั้น แต่ละที่ก็สวยงามด้วยกันมั้งสิ้น เพียงแต่รายละเอียดที่อยู่บริเวณรอบๆ แตกต่างกันออกไป ก็คงเปรียบเสมือนอาหารจานหลักที่เป็นอาหารอย่างเดียวกัน ที่แต่ละร้านก็จะปรุงด้วยน้ำจิ้มต่างรสชาติกันออกไปนั่นแหละ

หลังจากที่เราเดินรอบทะเลสาบแล้ว เราก็เริ่มเดินต่อไปยังจุดหมายสุดท้ายของเราในวันนี้ ทางจาก Grindjisee ไปยัง Stellisee ยังอยู่ในเส้นทางสาย 5-Seenweg แต่เป็นช่วงสุดท้ายของเส้นทางสายนี้ซึ่งชันมากๆ ต้องเดินขึ้นเขาไปเป็นความสูงกว่า 300 เมตรเลย ยังเดินไปได้ไม่ถึงครึ่งทาง ฉันก็เริ่มเหนื่อยและเจ็บขามากขึ้นทุกที ประกอบกับอากาศที่เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ทำให้ฉันเริ่มไม่มีกำลังใจที่จะเดินต่อ ลำพังถ้าขาเจ็บแต่ท้องฟ้ายังสดใสเหมือนกับตอนเช้า ฉันก็คงทนเดินขึ้นเขาต่อไปเรื่อยๆ ได้ แต่นี้เพียงแค่คิดว่าถ้าทนเดินต่อไปถึง Stellisee แล้วฉันจะเห็นภาพเหมือนอย่างวันแรก ซึ่งฉันก็ได้ถ่ายรูปและเก็บความประทับใจไว้แล้ว ฉันจะเดินต่อไปทำไม แม้กระนั้นก็ตามพวกเราก็ยังเดินต่อไปอย่างมีความหวังว่าอากาศอาจจะดีขึ้น แล้วเราก็จะได้เห็น Stellisee ในอีกบรรยากาศที่แตกต่างจากวันแรก แต่แล้วเพียงเดินต่อไปไม่ถึง 20 นาที ความหวังของเราก็พังทลายลง ไอ้เจ้าก้อนเมฆสีขาวที่จับกลุ่มกันอย่างหนาแน่นบนท้องฟ้าได้กลาบเป็นเมฆสีดำทะมึนไปได้อย่างไรกันหนอ ลมก็เริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีท่าทีว่าจะมีฝนตามมาด้วย แถมเส้นทางที่เราเลือกเดินตอนนี้ก็ไม่มีใครเดินขึ้นมากันเลย เราเลยถอดใจ เดินกลับทันที เราเดินลงมาเรื่อยๆ จนถึงบริเวณ Gruensee ก็เริ่มเจอะเจอผู้คนอีกครั้ง คราวนี้ผู้คนมาจากไหนกันก็ไม่รู้ เยอะแยะกว่าตอนเช้าที่เราเจอที่สถานี Riffelalp ซะอีก บางคนก็เดินสวนกับเรา เพื่อไป Gruensee แต่บางคนก็เดินไปทางเดียวกับเราเพื่อขึ้นรถไฟกลับ Zermatt แต่ที่น่าทึ่งก็คือ คนส่วนใหญ่ที่ฉันเจอในวันนี้เป็นคนที่มีอายุแล้วทั้งนั้น บางคนถึงขนาดเป็นคุณตาคุณยายของฉันได้เลย ทำให้ฉันรู้สึกว่า คนแก่ที่นี่แข็งแรงมากเมื่อเทียบกับคนไทยในวัยเดียวกัน ถึงขนาดที่ว่ามาเดินขึ้นเขาอย่างนี้ได้ ก็ไม่ธรรมดาซะแล้ว เมื่อไปถึงสถานี Riffealp ผู้คนก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ สงสัยว่าจะกลัวฝนตกเลยรีบกลับบ้านเหมือนกับพวกเรา หลังจากรอรถอยู่นานราวชั่วโมงครึ่งเราก็เดินทางกลับถึง Zermatt อย่างสวัสดิภาพ เย็นนี้เราต้องเตรียมจัดข้าวของสัมภาระเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น

ในที่สุดทริปเที่ยว Zermatt ของเราก็จบลงด้วยดี ได้เห็นหลากหลายบรรยากาศของ Zermatt ทั้งวันที่มีฝนตก วันที่อากาศดี แต่ละบรรยากาศก็สวยต่างกันไปคนละแบบ ถึงแม้ครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันมาที่เมือง Zermatt แห่งนี้ แต่ก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มาสัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติ ป่าเขา เทือกเขาและยอดเขา Matterhorn มากที่สุด สำหรับฉัน Matterhorn ไม่ได้เป็นเพียงรูปวาดบนกล่องชอคโกแลตยี่ห้อ Toblerone อีกต่อไป







Create Date : 14 มกราคม 2550
Last Update : 21 มีนาคม 2551 17:05:51 น.
Counter : 1441 Pageviews.

3 comments
  
คุณแก้วคะ ภาพสวยเหมือนปฎิทินที่เพื่อนจากสวิสให้มาเลยค่ะ

งามมากมากค่ะ
โดย: komi_to วันที่: 18 มกราคม 2550 เวลา:11:18:30 น.
  
โอย สวยจริงๆค่ะ คุณแก้ว แต่เวลาอาจจะไม่ได้หละ
แต่หากทำเวลาวันที่ไปถึงเร็วหน่อย อาจจะพอได้
...จะขอไปปรึกษาคุณแก้วหลังไมค์อีกทีนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
โดย: PopCycle IP: 58.9.28.136 วันที่: 4 มิถุนายน 2551 เวลา:10:42:43 น.
  
Fantastic!!! Could you create them on postcard for sale?

โดย: Phatsawee IP: 130.208.176.123 วันที่: 26 กันยายน 2551 เวลา:20:46:49 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Yai Kaew
Location :
Nordrhein-Westfalen  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



New Comments
มกราคม 2550

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31