[พระไพศาล วิสาโล] เป็นพระก็มีเกียรติแล้ว

บางคนเรียกท่านว่า พระนักคิด พระเอ็นจีโอ พระนักวิชาการ แต่ทั้งหมดทั้งปวง พระไพศาล วิสาโล บอกว่าเป็นได้แค่พระ ก็เป็นเกียรติและประเสริฐสุดในชีวิต จึงไม่แปลกที่ท่านใช้ คำว่า พระ นำหน้าชื่อจริง
เรื่องราวของพระไพศาล จึงไม่ใช่แค่พระนักต่อสู้โดยสันติวิธี แต่วัตรปฏิบัติของท่านงดงาม น่ากราบไหว้ ชีวิตเรียบง่ายไม่ต่างจากพระป่า ท่านพักในกุฏิหลังเล็ก ๆ บนเขา เวลาออกไปเผยแผ่ธรรมะตามที่ต่าง ๆ ท่านจะเดินลงจากเขา เพื่อมาขึ้นรถประจำทาง
ครั้งนี้ จุดประกาย- เสาร์สวัสดี พร้อมเพื่อนตัวเล็ก มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ จากเนชั่นสุดสัปดาห์ ดั้นด้นไปกราบนมัสการพูดคุยกับพระไพศาล ณ วัดป่ามหาวัน บ้านท่ามะไฟหวาน อ.แก่งคร้อ จ.ชัยภูมิ
กว่าจะถึงวัดป่ามหาวันรถแล่นผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ไต่ระดับเส้นทางขรุขระขึ้นเขา จนมาถึงศาลาไม้หลังเล็ก แม่ชีพาเราเดินขึ้นเขา เพื่อเก็บสัมภาระเป้และขาตั้งกล้อง แค่นี้ก็เหนื่อยหอบแล้ว
บ่ายวันนั้นอากาศหนาวเย็น พระไพศาลลงมาจากกุฏิ เพื่อสนทนากับพวกเรา ณ ศาลาเล็ก ๆ การเสวนาผ่านไปจนกระทั่งตะวันเกือบคล้อยหลัง
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ท่านค่อย ๆ อุ้มบาตรเดินลงจากเขา ผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ (ระยะทางไปกลับราว 8 กิโลเมตร) มีชาวบ้านสองคนสามครอบครัวเห็น “หลวงพ่อ” (คำที่ชาวบ้านเรียกติดปาก) ออกบิณฑบาต ก็เลยรีบเข้าครัวเตรียมอาหารใส่บาตร พระไพศาลอุ้มบาตรอันว่างเปล่า เดินจนสุดหมู่บ้าน จากนั้นวกกลับมารับของใส่บาตร เดินกลับขึ้นเขา
• นมัสการพระอาจารย์ อยากให้ช่วยเล่าชีวิตก่อนบวชเป็นภิกษุสงฆ์สักนิดได้ไหมคะ
อาตมาไม่ใช่คนยุค 14 ตุลา แต่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ตอนนั้นเข้าไปอยู่ในตะราง จำได้ว่า พวกเราถูกลำเลียงเหมือนหมูเพื่อพาเข้าคุก ระหว่างที่วิ่งขึ้นรถ มีตำรวจและประชาชนผู้รักชาติในแถว เตะเรา กระทืบเรา ทำให้นึกถึงพระเยซูแบกไม้กางเขน ฝ่าฝูงชน แล้วถูกทำร้ายและให้อภัยกับคนเหล่านี้
เราทำงานตั้งแต่เรียนธรรมศาสตร์ เป็นบรรณาธิการบริหารให้หนังสือปาจารยสารพอเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็ย้ายมาทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ตอนนั้น เราทำงานให้กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมเรื่องการสมานไมตรีระหว่างคนในชาติ ใช้หลักสันติวิธีและศาสนธรรม
• ก่อนหน้าที่พระอาจารย์จะบวชเรียน ได้ใช้ชีวิตสนุกสนานประสาหนุ่มสาวบ้างไหมคะ
ได้ใช้ชีวิตสนุก ๆ ผ่านกิจกรรม แต่เสียดายไม่ทันถึงวัยนั้น ก็เกิดความตื่นตัวทางสังคมและการเมือง ตอนวัยรุ่นเริ่มอ่านสังคมศาสตร์ปริทรรศน์ก็เลยไม่ได้สนุกเหมือนเพื่อน ๆ เรามีมุมสนุกของตัวเองคือสนุกอย่างมีสาระ บางเรื่องอาจสนุกแบบเคร่งครัดด้วยซ้ำ พอเริ่มสนใจทางการเมือง รู้สึกว่าการดูหนังไม่ใช่เรื่องน่าสนใจ กลายเป็นเรื่องไร้สาระ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ถ้าเลือกดูหนัง ก็มีสาระเหมือนกัน ไม่ใช่ดูหนังแบบเด็ก ๆ หนังฝรั่งก็มีแง่มุมวิพากษ์สังคมอย่างก็อดฟาเธอร์ภาค 2 สอนศีลธรรมเรื่องอำนาจและการหลงตัวเองได้ดีกว่าตำราศีลธรรมเสียอีก ตอนนั้นอาจสุดโต่งสักหน่อย แต่ต่อมาชีวิตก็กลับมาสมดุล
• ความคิดในช่วงนั้นของพระอาจารย์ประมาณได้ว่าสุดโต่งเกินไป ก็เอียงไปทางซ้าย เรารู้สึกว่าเรื่องสนุกสนานไม่มีสาระ
• ในช่วงที่พระอาจารย์เป็นนักเรียน เพื่อน ๆ มองท่านว่าอย่างไรคะ
เพื่อน ๆ โรงเรียนอัสสัมชัญ เห็นว่าเราเป็นคนแปลก ชอบวิพากษ์วิจารณ์ รู้สึกว่าเราแตกต่างจากคนอื่น เราทำกิจกรรมทั้งวิชาการและสังคม และเริ่มตั้งคำถามกับระบบการศึกษา ตอนเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 รู้สึกว่าเราเรียนไปเพื่ออะไร เราได้คำตอบพื้น ๆ คือเรียนเพื่อความรู้ ไม่ได้เรียนเพื่อคะแนน เป็นสิ่งที่คนวัย 13 – 14 ปีคิดได้ตอนนั้น พอคิดว่าเรียนเพื่อหาความรู้ ก็เกิดฉันทะ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นเรียนเพราะจำเป็นต้องเรียน ถูกบังคับ ถูกครูดุ พอรู้เป้าหมายและได้มุมมองใหม่ ๆ จากการอ่านหนังสือของอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ก็เข้าใจมากยิ่งขึ้น
• ตอนใช้ชีวิตฆราวาส พระอาจารย์ตั้งใจจะทำงานด้านไหน
ช่วงที่เรียนมัธยมอยากเป็นวิศวกรเพราะสนใจวิทยาศาสตร์ พอถึงช่วงหนึ่งอยากเป็นหมอ เพราะคิดว่าน่าจะทำประโยชน์ให้สังคม พออยู่มัธยมปีที่ 5 พี่ชายเป็นหมอแล้ว เริ่มสนใจการเมือง หันมาเรียนรัฐศาสตร์เพราะต้องการทำประโยชน์ให้สังคม
• ก่อนหน้านี้พระอาจารย์ค่อนข้างจริงจังกับชีวิต ไม่พอใจปัญหาการเมืองและสังคมจึงอยากเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น แล้วได้ทำงานตามที่ตั้งใจไหม
ใช่... ใช่ ตอนนั้นเริ่มมีปากเสียงกับที่บ้านในเรื่องสิ่งที่ควรเป็นกับสิ่งที่ไม่ควรเป็นต่างจากวัยรุ่นทั่วไป มักจะทำตัวไม่เข้าท่า แต่เรากลับมองว่า พ่อแม่ทำอะไรไม่ค่อยถูก ความสุดโต่ง ความซีเรียสของเรามีมาก พอนึกถึงตอนนี้ขำเหมือนกัน
ตอนเรียนธรรมศาสตร์ กระแสขวาและซ้ายตีกันหนัก ช่วงนั้นธรรมศาสตร์ถูกเผาขวาพิฆาตซ้าย 30 ปีที่แล้วคนถูกฆ่าจำนวนมาก มีการปาระเบิด ฉะนั้นชีวิตไม่เครียดไม่ได้ เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของชาติบ้านเมืองและตัวเราเอง จึงรู้สึกว่าชีวิตสนุกสนานไร้สาระเทียบไม่ได้กับความตายที่ได้สัมผัส
พอเรียนจบ ก็กลับมาทำงานเหมือนเดิม คือ กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมอาตมาทำงานมาตั้งแต่ปี 2519 พอถึงปี 2526 รู้สึกล้า เหนื่อย เครียด เริ่มเสียศูนย์ นอนไม่ค่อยหลับ อยู่กับที่ไม่ได้ ต้องหาอะไรทำตลอด ไม่ดูหนัง ก็เดินร้านหนังสือ ไปบ้านเพื่อน แล้วก็ทะเลาะกับเพื่อน ที่ทำงานอย่างรุนแรง มันฟ้องว่า ข้างในเราไม่มีความสุขแล้ว หนักขึ้นก็เริ่มเบื่อ
• ความขัดแย้งทางความคิด ทำให้เกิดการปะทะอารมณ์กับเพื่อน ๆ มากขึ้น แล้วพระอาจารย์จัดการอารมณ์ช่วงนั้นอย่างไรคะ
เมื่อก่อนเป็นคนที่โกรธง่าย ไฟแรง ทำอะไรรวดเร็ว ถ้าไม่ทันใจจะหงุดหงิด ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นสนใจศาสนา แต่เป็นการศึกษาจากการอ่าน ไม่ได้ปฏิบัติ ก็เลยมีแรงเสียดทานกับตัวเอง ตอนนั้นยังทำงานสิทธิมนุษยชน สันติวิธี และช่วยเหลือเด็กขาดอาหาร ตอนนั้นเมืองไทยเด็กขาดอาหารเป็นปัญหาใหญ่
• สนใจศาสนาตั้งแต่วัยรุ่น แต่ในขณะเดียวกันชอบวิพากษ์สังคม แบบนี้จะเรียกว่า พยายามใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ได้ไหมคะ
พอมาอยู่มหาวิทยาลัย เราสุดโต่งน้อยกว่าคนอื่น เพื่อน ๆ ฝ่ายซ้ายก็ไม่ได้มองว่า เราสุดโต่ง ยิ่งสนใจพุทธศาสนา ยิ่งเห็นว่าเราสุดโต่งน้อยลง แต่เห็นว่าเราเครียดและ จริงจังกับชีวิต แม้จะรู้สึกว่า เราน่าจะมีความสุขมากกว่าคนอื่น แต่กลับรู้สึกว่าเรา ชีวิตไม่สมดุล ยังขาดบางอย่าง ก็คือ สมาธิภาวนา
• ก็เลยคิดจะบวชเรียน แล้วพระอาจารย์บวชนานแค่ไหน
ความคิดอยากจะบวชมีมานาน ตั้งแต่ช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา รู้สึกชีวิตเสียศูนย์ก็เลยคิดว่าน่าจะพักไปปฏิบัติธรรม ทั้ง ๆ ที่ตอนเป็นฆราวาส ก็เคยไปปฏิบัติธรรม แต่ชอบหลบ ชอบหลีก กำหนดว่าปฏิบัติธรรม 4 – 5 วัน พอถึงวันที่ 3 ก็หาเรื่องกลับบ้าน โดยก่อนหน้านี้เคยหาวิธีการพักผ่อน ทั้งออกไปดูหนัง ไปเที่ยวต่างจังหวัด อาการก็ดีขึ้นเฉพาะตอนดูหนัง ไปเที่ยวต่างจังหวัด จากนั้นก็มีปัญหากับตัวเองอีก
ทั้ง ๆ ที่อ่านหนังสือธรรมะทั้งของท่านพุทธทาส พระธรรมปิฎก หนังสือพุทธธรรม 1000 หน้าอ่านจบก่อนบวช ตอนนั้นคิดจะบวชสัก 3 เดือน ซึ่งนักกิจกรรมอย่างเรา อยู่นิ่ง ๆ มันไม่ง่ายเลย มีอาการกระสับกระส่ายจริง ๆ แล้วไม่ใช่ปัญหานักกิจกรรมแต่เป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ อยู่คนเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะคนยุคใหม่ต้องทำโน่น ทำนี่อยู่กับสิ่งรอบตัวตลอดเวลา อยู่ว่าง ๆ ก็ต้องดูโทรศัพท์ ดูทีวี วิดีโอ คนสมัยนี้ไม่สามารถอยู่กับตัวเอง
• การบวชเรียนทำให้ต้องฝึกใช้ชีวิตคนเดียว และต่อสู้กับความรักตัวเอง ช่วงนั้นชีวิตเริ่มสมดุลหรือยังคะ
เพื่อน ๆ ก็คิดว่า คงบวชไม่นาน ส่วนทางบ้านอยากให้บวช จะได้ห่างจากกิจกรรม ตอนทำงานกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมก็ไปประท้วงรัฐสภาเป็นครั้งคราว เรามีกิจกรรมที่ทำในแนวสันติวิธี เพื่อแก้ปัญหาบางประเด็น อาตมาบวชครั้งแรกที่วัดทองนพคุณ มาปฏิบัติธรรมวัดสนามใน ตอนนั้นหลวงพ่อเทียนยังมีชีวิตอยู่ แรก ๆ ของการปฏิบัติธรรม อยากให้ได้ผลเร็ว ๆ ตั้งใจมาก จึงเครียด ทั้ง ๆ ที่เราปฏิบัติด้วยใจที่เป็นกลาง ตอนนั้นยังมีตัณหา ควรปฏิบัติให้เท่าทันความคิด รู้จักปล่อยวาง พอปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ความคิดออกมามาก เริ่มหงุดหงิด พยายามห้ามตัวเองไม่ให้คิด กดความคิด ก็เลยเป็นปัญหา ยิ่งห้ามความคิด ก็ยิ่งผุด ยิ่งห้ามความโกรธ ความโกรธก็ยิ่งโผล่ ก็เลยมีอาการปวดทั้งตัว นอนไม่หลับ ความคิดอัดแน่น ฟุ้งฝันตลอดเวลา
สัปดาห์สุดท้ายของการปฏิบัติธรรม เริ่มไม่คาดหวัง กลายเป็นว่าดีขึ้น คลายทุกข์ไปได้พอครบ 3 เดือนถึงเวลาต้องสึกแล้ว ก็อาลัยชีวิตพระ เพราะปฏิบัติแล้วเกิดความก้าวหน้า จึงอยากปฏิบัติต่อ เพราะเราได้เห็นสภาวะจิตที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็คือ รู้เท่าทันความคิด มีสติ ก็เลยอยากบวชต่อ
• พอปฏิบัติธรรมได้สักพัก เริ่มรู้เท่าทันความคิด แสดงว่าสภาวะจิตเริ่มก้าวหน้าใช่ไหมคะ
พอเราฟุ้งจิตจะเสียสมดุล หากจิตว่างจากความคิด ก็เริ่มสงบ เป็นความสงบโดยไม่ต้องปิดตา ก่อนหน้านี้มีความคิดตลอดเวลา เราฝึกจนมีสติและสงบ ก็เลยรู้สึกแปลก ไม่ต้องกด ไม่ต้องห้ามความคิดเหมือนแต่ก่อน
• พระอาจารย์ฝึกตัวเองให้มีสติและสงบอย่างไรคะ
ฝึกสร้างจังหวะแบบหลวงพ่อเทียน เดินจงกรม ฝึกสติในทุกอิริยาบท ไม่ว่าอาบน้ำ ถูฟัน กินข้าว ปัดกวาดกุฏิ ให้มีสติในการทำงาน ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ใช่เฉพาะมีสติเวลาหลับตา ต้องมีสติตลอดเวลา ฝึกให้สติอยู่กับการเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถ อย่างเวลานั่งรถก็คลึงนิ้วไป จิตจะอยู่กับตัวเองทำให้เป็นกิจวัตร สติที่สะสมไว้ก็จะมีกำลังคิดอ่านได้ดี ไม่หลุดไปกับเรื่องอื่น ๆ แวบไปเรื่องนั้น เรื่องนี้ ถ้าไม่มีสติก็ไปเรื่อย ๆ พอรู้แล้ว ก็ยกจิตออกจากความคิด
• หลังจากพระอาจารย์ไตร่ตรองแล้วเห็นว่า การปฏิบัติธรรมก้าวไปอีกขั้น ก็เลยไม่ลาสิกขาบท แล้วท่านรู้จักหลวงพ่อคำเขียนได้อย่างไรคะ
ตอนทำงานกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม เคยพอหลวงพ่อคำเขียน ท่านอยากทำผ้าป่าข้าว ทำเป็นสหกรณ์ข้าว เพราะข้าวราคาแพง ตอนนั้นวัดป่าสุคะโตอยู่หลังเขา ไม่มีถนน ชาวบ้านต้องแบกข้าวเดินขึ้นเขา ชาวบ้านเป็นหนี้เป็นสิน หลวงพ่อเลยช่วยทำสหกรณ์ข้าว เมื่อปี 2523




 

Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2551
0 comments
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2551 13:20:53 น.
Counter : 296 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


w2w
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2551
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
28 กุมภาพันธ์ 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add w2w's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.