RIP Kapi Boy
RIP Kapi Boy

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการทำงานแปลของเราคือ“กะปิ”

กะปิเป็นลูกแมวที่เราไปรับเลี้ยงจากมูลนิธิSoi Cat เมื่อปี 2008 เจ้าของเดิมเป็นฝรั่ง ตั้งชื่อลูกแมวว่าKobi แต่เราแปลงเป็นไทยว่า กะปิ


กะปิติดเรามากเข้าใจว่าเพราะเราเลี้ยงตั้งแต่เด็ก คงเห็นเราเป็นแม่


กะปินิสัยเหมือนหมา เรียกชื่อปั๊บ จะวิ่งมาเลย เวลาเรากลับบ้าน ทันทีที่ไขกุญแจเข้าบ้านเราจะได้ยินเสียงกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งตามหลัง แสดงว่ากะปิวิ่งตามเราเข้าบ้าน ได้เวลานอนแล้ว

หลายๆทีที่เรายุ่งกับงานแปลจนไม่มีเวลาใส่ใจ กะปิใช้วิธีกระโดดขึ้นโต๊ะทำงานแล้วนอนขวางคอมพิวเตอร์ซะเลย


หรือนอนทับเอกสารซะงั้น(สนใจผมหน่อย ผมรอแม่เล่นกับผมอยู่นะครับ)


ปีนี้เรากลับจากออสเตรเลียสิ้นเดือนกันยายนอยู่ไทยแค่สัปดาห์เดียวก็บินไปอังกฤษต่อ ระหว่างนั้น เราเจอกะปิแค่ 5นาทีตอนน้องสาวเอากะปิมาคืนเรา

ทันทีที่กลับมาบ้านกะปิวิ่งขึ้นบันได แล้วตรงเข้าห้องนอนเรา กระโดดขึ้นไปนอนเอาคางเกยปลายเตียง ที่โปรดของเขาเลย


หลังกลับจากอังกฤษเจอกะปิที่บ้าน ปรากฏว่ากะปิขยิบตาข้างซ้ายถี่ๆ เราไม่แน่ใจว่าฝุ่นหรืออะไร ก็คิดว่าจะรอดูอาการ 2-3 วันถ้าไม่ดีขึ้น ค่อยพาไปหาหมอ

2 วันต่อมา เราเห็นกะปิซึมมากขึ้นเราเลยพาไปหาหมอ หมอบอกว่า โดนกระแทกมา ตาติดเชื้อและตาบอดไปแล้วด้วยเพราะไม่ตอบสนองต่อแสงที่ส่องเข้าตา

ใจเราหล่นไปตาตุ่ม แค่ 2 วันเองตาบอดแล้วเหรอ

หมอให้ยาหยอดตา และยาขับปัสสาวะเพื่อขับน้ำออก ให้ความดันในตาลดลง เผื่อเลนส์ตาจะกลับเข้าที่ได้เอง แต่ครบรอบการรักษา ตาก็ไม่หาย ไม่สามารถกลับมาเห็นได้อีก

อ้อ หมอจับตรวจเลือดด้วย  ผลคือ กะปิดเป็น FIV หรือเอดส์แมว  แต่ก็ไม่ได้บอกวิธีรักษาหรืออะไร เราเลยไม่ได้สนใจมาก  หมอบอกว่าแมวจะป่วยบ่อยแค่นั้น 

เราบอกกะปิว่าไม่เป็นไรนะ ถึงตาซ้ายบอด ก็ยังเหลือตาข้างขวาอยู่ แล้วกะปิก็ยังหล่อเหมือนเดิม  เจ้านายรักเหมือนเดิม 

หลังจากนั้นเราย้ายบ้านไปสุขุมวิท 101 ทุกอย่างวุ่นวายมาก ขนของเสร็จปรากฏว่า กะปิหายตัวไปเลย เราต้องทิ้งกะปิไว้ที่บ้านเก่า แล้วค่อยมารับทีหลัง

วันรุ่งขึ้นเรากลับไปบ้านเก่า ทำทีเป็นไขกุญแจจะเข้าบ้าน นั่นไง เสียงกรุ๊งกริ๊งมาแล้ว เราหันหลังอุ้มลักพาตัวขึ้นแท็กซี่มาบ้านใหม่ซะ

เราดีใจที่พากะปิมาบ้านใหม่ได้ซะที ได้อยู่ที่ใหม่ มีที่เยอะขึ้น สะอาดกว่าเดิมแต่เหมือนกะปิจะไม่รู้สึกร่วมด้วย

สัปดาห์ต่อมากะปิเริ่มซึม ไม่ค่อยกินข้าว แล้วบังเอิญน้องสาวเห็นว่าตาข้างขวามีจุดขึ้นเลยพาไปหาหมอที่แถวบางนา หมอบอกว่า ตาขวาเป็นจุดเพราะเซลส์อักเสบ ให้ยาปฏิชีวนะมาหยอด แล้วก็มียากินด้วย นอกจากนี้หมอยังให้ฉีด Interferon x 3 ชุด ชุดละ 4,000 บาท

ทว่าแต่ละวันที่ผ่านไปเห็นได้ว่าอาการของกะปิแย่ลง เดินช้าลง ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ ฉี่บ่อย ซึมหงอย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเดิมคือเจ้านายไปไหน กะปิจะเดินตามไปนั่งใกล้ๆ ด้วย อย่างเรานั่งทำงานที่โต๊ะ กะปิจะเดินทางนั่งตรงข้างเก้าอี้ แปะอย่างนั้นเลย

หลังๆเห็นได้ว่ากะปิเดินเซ เจ้านายเรียกก็เดินขึ้นบันไดไม่ไหวต้องไปอุ้มมา หายใจเสียงดังเหมือนหอบตลอดเวลา เรารู้แล้วว่าอาการสาหัส ตัดสินใจพาไปพักที่ ร.พ. สัตว์ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ให้น้ำเกลือเข้าเส้นเลือดแทนที่จะเข้าใต้ผิวหนังเหมือนที่เคยทำ

วันที่ 10 ธ.ค. ไปเยี่ยม กะปิมีแรงน้อยลง กินข้าวได้บ้างแต่น้อยป้อนแล้วไม่อยากกิน หันหน้าหนี แต่ไม่บ้วนออกมา นอนฉี่อยู่กับที่ ยังรับรู้ว่าเจ้านายมาเยี่ยม ร้องเมี้ยวๆ กระดิกหาง ชอบใจที่ลูบหัว


วันที่ 11 ธ.ค.ตอนเย็นไปเยี่ยมพร้อมน้องสาวและน้องชาย เห็นชัดว่ากะปิซึมมาก ไม่ค่อยตอบสนอง วันนี้ให้หมอเอ็กซเรย์และอัลตร้าซาวด์ เพื่อดูว่าที่ท้องป่องนี่เพราะอะไร มีอะไรค้างอยู่มั้ย เพราะกะปิไม่อึหลายวันแล้วด้วย ผลออกมาปกติ ที่ไม่อึเพราะไม่ค่อยได้กิน

ระหว่างเยี่ยม น้องสาวอุ้มกะปิมากอดอยากให้รู้ว่าทุกคนรัก และไม่ได้หนีไปไหน กะปิพยายามลุกขึ้นมาแต่โงนเงนตลอดไม่มีแรง เรากับน้องสาวก็ปรึกษากันว่าจะเอากลับไปบ้านดีมั้ย ซึ่งหมอบอกว่า เอากลับไปบ้านก็ได้ เพราะโรคนี้รักษาไม่หาย และดูจากอาการแล้วกะปิแย่มาก แต่อีกทางหนึ่ง หากช็อกให้กะปิอยู่ ร.พ. จะมีการช่วยชีวิตได้ดีกว่า น้องสาวเราขอนอนเฝ้าที่ ร.พ. แต่ ร.พ. ไม่อนุญาต น้องสาวอยากเอากะปิกลับมาบ้านมาก เราก็อยากนะ แต่กลัวเขาจะมาเป็นอะไรตอนกลางดึกแล้ว ร.พ. ปิดแล้ว ต้องไปหาที่อื่นที่เปิด 24 ชม. เลยฝากเขาไว้ที่ ร.พ. อีกคืน คืนนี้โดนค่ารักษาไป 10,000 กว่าบาท

กลับบ้านเราน้อนร้องไห้ 2 ชั่วโมงสวดมนต์ให้กะปิรอดชีวิต บอกพ่อว่าอย่าเอาแมวของหนูไป

วันที่ 12 ธ.ค. ตอน 10 โมงเช้าเรากำลังจะออกจากบ้านไปหาลูกค้า กะว่าจะเข้าไปเยี่ยมกะปิตอนบ่ายโมง บังเอิญหมอโทรมาก่อน บอกเราว่า อาการแย่มากกะปิหายใจทางปากแล้ว แสดงว่าระบบหายใจล้มเหลว หมอจะขอให้รมออกซิเจนบริสุทธิ์เพื่อช่วยให้หายใจได้ดีขึ้น

เรารีบนั่งมอเตอร์ไซต์ไป พอไปถึง เกาะหน้ากรงกะปิ ก็ร้องไห้ ถึงยังไม่ตายก็เหมือนตาย สงสารมาก ไม่รู้ว่าเจ็บปวดอยู่หรือเปล่าความที่เป็นสัตว์ทำให้บอกไม่ได้


หมอบอกว่า กะปิมีโอกาสรอดน้อยกว่า50% ขอให้ทำใจ  หมอถามว่า ถ้ากะปิหยุดหายใจ จะให้ปั๊มหัวใจ ฉีดยากระตุ้น หรือสอดท่อช่วยหายใจมั้ย  เราถามว่า ทำไปแล้วเขาจะเป็นยังไง หมอบอกว่า ไม่ฟื้นอยู่ดีเพราะระบบต่างๆ ในร่างกายไปหมดแล้ว  ที่เห็นขยับบ้างนั้นอาจเป็นเพียง reflex  เราบอกว่า เราจะไม่ยื้อ ถ้าเขาหยุดหายใจ หลับไปเลย ก็ให้เขาไปสบาย  ซึ่งตรงนี้หมอให้กรอกฟอร์ม DNR - Do not resuscitate 

หมอบอกอีกว่า ถ้าทำใจได้แล้ว รีบไปหาลูกค้าแล้วกลับมาดูใจกะปิ เราเลยบอกกะปิว่า รอแม่นะแม่ไปหาลูกค้าเอาเงินมาจ่ายค่าหมอ เดี๋ยวแม่กลับมา

แล้วเราก็ได้งานมาชิ้นนึง33,000 บาท  แต่กว่าจะไปถึง ร.พ. ก็ 5 โมงเย็นรอบนี้กะปิหายใจแผ่วมากกว่าเดิม   มองจากปาก แทบไม่ขยับ พุงน้อยๆก็แทบจะไม่กระเพื่อม  เราร้องไห้   คิดอยู่ว่าจะฝากไว้ ร.พ.อีกสักคืนเพราะคืนนี้น้องสาวเรามาไม่ทัน ร.พ. ปิด อยากให้อยู่พร้อมกันวันเสาร์  แต่อีกใจก็คิดว่า กะปิต้องไปคืนนี้แน่ๆ ถ้าหายใจแผ่วขนาดนี้

เราคุยกับหมอเรื่อง euthanasia ด้วย  ฉีดยาให้หลับไป  หมอบอกว่า เคสของกะปิ หมอเห็นว่าทำได้ เนื่องจากคุณภาพชีวิตหลังจากนี้จะไม่ดีอีกแล้ว แต่ option นี้ทำร้ายจิตใจเราเกินไป เราตัดสินใจไม่ได้  เพราะเราจะรอถามน้องสาวเราก่อน  

เราขอหมออุ้มกะปิ  หมอก็ช่วยประคอง  พอเรายกตัวเขาขึ้นมานอนบนตักเขาผงกหัวดูหน้าเรา กระดิกหาง 2 ที เหมือนจะบอกว่า ผมรู้แล้วครับว่าแม่มา  จากนั้นก็คอแข็งเหยียดตรงทิ้งช่วงหายใจยาวผิดปกติ แล้วก็หยุดหายใจ 

หมอฟังเสียงหัวใจแล้วยืนยันว่าหัวใจหยุดเต้นแล้วเราร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่ในห้อง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าวินาทีนี้ต้องมาถึง

หมอบอกว่ากะปิเขายื้อเพื่อรอเจ้านายกลับมาหา พอเจ้านายมา เขาก็ได้เวลาจากไป ต่อให้เราไม่เอาเขาออกมาอุ้ม ให้เขาอยู่ในกรงออกซิเจน เขาก็ไม่ฟื้นขึ้นมาอยู่ดี ให้เขาจากไปในอ้อมแขนเจ้าของดีแล้ว

ตอนที่แมวของน้องสาวตายน้องร้องไห้หลายวัน เราไม่เข้าใจ แต่พอเจอกับตัวเอง ตอนนี้เราเข้าใจแล้ว แมวตาย เรายังร้องไห้เหมือนตอนพ่อตาย แล้วถ้าคนที่เรารัก ตายอีกเราจะแย่กว่านี้แค่ไหน


“ขอให้ไปสู่สุคติ ถ้ามีบุญ เกิดมาเป็นลูกแม่นะครับพ่อดีนรออยู่”





Create Date : 13 ธันวาคม 2557
Last Update : 13 ธันวาคม 2557 0:11:54 น.
Counter : 912 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Natchaon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 277 คน [?]



Sawaddee ka. My name is Nat. I am a certified translator. I have been in the translation industry since 2004.

I graduated a master degree in English-Thai translation from Chulalongkorn University, Thailand.

I have the following accreditation:
- NAATI Accreditation for EN < > TH translation (Australia)
- Court Expert Registration for EN < > TH translation (Thailand)
- Member (MCIL), Chartered Institute of Linguists (U.K.)

See details about my services here http://www.nctranslation.net
http://www.expertthai.net

For a quick quote, email your document to natchaon@yahoo.com.

รับแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียพร้อมประทับตรา NAATI ปรึกษาฟรีที่ natchaon@yahoo.com หรือ Line: Natchaon.NAATI

See below my locations:
- Melbourne: Now - 22 Dec 2017
(Last update: 03 Jul 2017)

NAATI ออสเตรเลีย, NAATI เมลเบิร์น, NAATI ประเทศไทย, NAATI กรุงเทพ, แปลเอกสารพร้อมประทับตรา NAATI, แปลเอกสารโดยนักแปล NAATI, NAATI Australia, NAATI Melbourne, NAATI Thailand, NAATI Bangkok, NAATI translation, NAATI accredited translation, Australia Visa, Partner Visa, Fiance Visa, Prospective Visa, Skilled Migrant, Student Visa, Work Visa, Work and Travel Visa, Online Visa, วีซ่าออสเตรเลีย, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าคู่หมั้น, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงานและท่องเที่ยว, วีซ่าออนไลน์
Thai – English translation, English – Thai Translation, แปลอังกฤษเป็นไทย, แปลไทยเป็นอังกฤษ

*บทความทั้งหมดในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ*
ธันวาคม 2557

 
2
3
4
6
7
9
10
11
12
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
13 ธันวาคม 2557
All Blog