เรียนรู้อะไรในปี 2013
เรียนรู้อะไรในปี 2013

พาดหัวอย่างนี้ หมายถึงตัวเราเองในฐานะนักแปลได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในปี 2013 บ้าง

1. ได้รู้ว่าอย่ายุ่งเรื่องของคนอื่น

มีกรณีอย่างนี้ 2 รอบแล้ว รอบแรกลูกค้าบริษัทแปลส่งงานมาให้ เป็นงานสัมภาษณ์คนใช้ระบบสารสนเทศคนสัมภาษณ์เป็นชาวสิงคโปร์ แต่คนถูกสัมภาษณ์เป็นคนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษ ไม่คล่องเลยต้องอาศัยล่าม เราไม่ได้ทำหรอกส่งงานให้น้องอีกคนนึงที่กรุงเทพทำ พอทำเสร็จ น้องเขาทำสคริปต์สัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษให้ลูกค้าในสิงคโปร์อ่านลูกค้าอ่านแล้วก็นำไปเขียนบทความ เข้าใจว่าน่าจะตีพิมพ์ในสื่ออะไรสักอย่าง เสร็จแล้วส่งกลับมาให้เราแปลเป็นภาษาไทย บทสัมภาษณ์ของผู้ให้สัมภาษณ์คนแรกอ่านแล้วไม่สะดุดอะไร เรามาสะดุดตรงคนที่สอง เพราะคนที่สองชื่นชมสินค้าของบริษัทที่สัมภาษณ์และในขณะเดียวกันก็ตำหนิผู้ให้บริการรายอื่นอีก2รายพร้อมระบุชื่อ! เราอ่านแล้วสะดุ้ง

หรือว่าเป็นเรื่องปกติที่จะมีการให้สัมภาษณ์แล้วตำหนิบริษัทอื่นออกสื่อ ไม่น่าจะใช่นะ สมัยเราทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขายต่างประเทศ เราเคยไปพูดแนะนำระบบของบริษัทที่โรงแรมแห่งนึงแล้วเราบอกผู้ฟังว่า ขอบคุณที่เลือกบริษัทเรามานำเสนอสินค้า ไม่ได้เลือกบริษัท XYZ มา พอนำเสนอสินค้าจบ ตอบคำถามเรียบร้อย ตอนกลับออฟฟิสหัวหน้าเตือนเรา บอกว่า “พูดได้ดี แต่ทีหลังอย่าไปพาดพิงคนอื่น ไม่ต้องเอ่ยชื่อ”

ย้อนมานึกถึงกรณีบทสัมภาษณ์ด้านบน ผู้ให้สัมภาษณ์เป็นพนักงานของหน่วยงานแห่งหนึ่งให้สัมภาษณ์ในฐานะบุคลากรของหน่วยงาน ไม่ใช่ให้สัมภาษณ์เป็นการส่วนตัวการที่พูดพาดพิงบริษัทอื่นพร้อมระบุชื่อเนี่ยเราว่าเหมือนเป็นการสร้างรอยร้าว คือเรามองว่า วันนี้ผู้ให้บริการ 2 รายนี้ให้บริการได้ไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่วันข้างหน้าเกิดทั้งสองรายพัฒนาไปไกลแล้วเป็นผู้นำตลาดจนถึงจุดที่หน่วยงานของผู้ให้สัมภาษณ์ตัดสินใจใช้บริการถ้าสองบริษัทนี้ไม่รำลึกความหลัง ก็คงไม่มีอะไร(คนเก่าแก่อาจจะออกหมดแล้วก็ได้) แต่ถ้าสองบริษัทนี้เคยอ่านบทสัมภาษณ์แล้วเห็นการพูดพาดพิง มันอาจทำให้เกิดการหมางใจกันได้นะ

เราสองจิตสองใจจะยกหูโทรไปบอกบริษัทแปลให้บอกลูกค้าดีมั้ยว่า อย่าเอ่ยชื่อสองบริษัทนั้นเลย แต่อีกใจก็คิดว่า ไม่ใช่หน้าที่นักแปล อะไรจะเกิดก็ไม่ใช่เรื่องของเราอย่าก้าวก่าย เราลองโทรหาน้องคนที่ถอดสคริปต์น้องเขาบอกว่า หนูเห็นแล้วพี่ หนูก็อึ้งเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะบอกลูกค้ายังไง

คิดในใจ “ทำไงดีว้า” แต่สุดท้ายเรามาย้อนนึกถึงหลักปฏิบัติในฐานะนักแปลคือ มีหน้าที่แปล ก็แปลไปไม่ต้องคอมเมนต์ เป็นอันจบ

กรณีที่สองบริษัทแปลส่งงานแปลเอกสารส่วนตัวสำหรับการขอวีซ่ามาให้แปลพร้อมคำแปลที่นักแปลรายอื่นแปลมาแล้ว เราเห็นคำแปลที่มีลายเซ็นและตราประทับสำนักแปลแล้ว เป็นของจังหวัดนึงในภาคเหนือ เห็นแล้วก็เสียดายเงินลูกค้าน่ะ แปลแล้วต้องมาแปลซ้ำเพราะนักแปลคนก่อนไม่มีตราประทับ NAATI

งวดนี้เราตัดสินใจอีเมลไปบอกสำนักแปลนั้นว่าฝากเช็คลูกค้าก่อนรับงานด้วยว่าเอาเอกสารไปใช้ประเทศไหน กำหนดเรื่องการแปลไว้ยังไงลูกค้าจะได้ไม่ต้องเสียเงินซ้ำและนักแปลจะได้ไม่โดนว่าทีหลังว่าทำไมคำแปลที่ได้รับนำไปใช้ไม่ได้ (มีนะ โทรมาบ่นกับเราว่า แปลที่อุดรเสร็จแล้วส่งไปสถานทูตออสเตรเลีย โดนตีกลับ เราคิดในใจ “ทำไมพี่ไม่โทรไปบ่นกับนักแปลคนนั้นล่ะคะ พี่ไม่บอกแล้วเขาจะรู้มั้ยว่ามันใช้ไม่ได้”) เราลงท้ายอีเมลว่า “อย่าโกรธนะ แค่อยากให้ข้อมูลเฉยๆ”

ผลคือ สำนักแปลโทรมา บอกว่า ขอบคุณที่แจ้ง แต่งานชิ้นนั้น ตอนลูกค้าส่งแปล ก็บอกแล้วว่าถ้าไม่ประทับตรากรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เอกสารจะใช้ไม่ได้ ลูกค้าก็ยังเลือกที่จะไม่ประทับ

อยู่ดีๆ ไปสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำซะงั้น

2. ได้รู้ว่าเปลี่ยนชื่อกี่ครั้งก็ได้ แต่จ่ายตังค์เยอะหน่อยตอนส่งเอกสารแปล

มีคนโพสต์ถามในพันทิปว่า เปลี่ยนชื่อบ่อยมีข้อเสียอะไรมั้ย หลายคนออกความเห็นว่าอยากเปลี่ยนชื่อกี่ครั้งก็ทำไปเถอะ เพื่อความสบายใจ

เราเห็นด้วยมาตลอด จนมาเจอเรื่องค่าแปล

เปลี่ยนชื่อ 1-2 ครั้ง คงไม่เป็นไร แต่เปลี่ยนบ่อยๆ เปลี่ยนนามสกุลด้วย มันจะลำบากตอนส่งเอกสารแปลนี่แหละ ตอนเปลี่ยนส่วนใหญ่จะนึกถึงเรื่องโชคเรื่องความเป็นมงคล ไม่ได้นึกว่าถ้าจะต้องมีเหตุให้ไปต่างประเทศเพื่อไปเรียน ไปทำงาน ไปแต่งงานหรือไปอยู่ถาวร ใบเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลทั้งหลาย ต้องส่งแปลหมด ค่าใช้จ่ายบาน

ปีนี้เจอลูกค้าสองคนที่เข้ากรณีนี้ คนแรกเปลี่ยนชื่อ 5 รอบ เปลี่ยนนามสกุลอีก 3ครั้ง รวมค่าแปล 8 ใบ x 800 = 6,400 บาท อีกคนหนึ่ง เปลี่ยนชื่อ 5ครั้ง x 800 = 4,000 บาทแล้ว ถ้าแต่งงานแล้วเปลี่ยนนามสกุลก็จะได้ใบเปลี่ยนนามสกุลอีก และถ้าหย่าก็จะได้อีกใบนึงเพื่อยืนยันว่าเปลี่ยนนามสกุลกลับมาเป็นนามสกุลเดิมของตัวเอง

เห็นอย่างนี้แล้ว ยิ่งทำให้เราไม่อยากเปลี่ยนคำนำหน้าและนามสกุลไม่ใช่งกค่าแปล ใช้นามสกุลฝรั่งมันสะดุดตาก็จริง แต่เราก็สร้างชื่อเสียงของตัวเองไว้เยอะแล้ว อยู่ดีๆจะให้มันหายไปก็เสียดาย

ขอนอกเรื่องหน่อย นานมาแล้ว เราไปงานการกุศลบริจาคเงินสร้างห้องสมุดในต่างจังหวัดกับหอการค้าฝรั่งแห่งหนี่ง ในกลุ่มคนที่ไป มีคุณผู้หญิงฝรั่งแต่ใช้นามสกุลไทย เพราะแต่งงานกับคนไทย ตอนครูใหญ่ขึ้นกล่าวขอบคุณบนเวทีพอเห็นชื่อ ก็แซวว่า “ฝรั่งใช้นามสกุลไทย แสดงว่าเรียบร้อยแล้วสิ” คนฟังก็ขำๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เราไม่อยากให้ใครมาแซวเราในทำนองนี้นะ 

3. ได้รู้ว่าทำอาชีพแปล เวลาทำบัญชีรายได้มันยุ่งกว่าทำบัญชีรายได้พนักงานบริษัท

ปีนี้เพิ่งจะมีเวลาทำบัญชีเป็นเรื่องเป็นราว เราแยกรายได้ 5 บัญชี ตามรูปแบบของการเสียภาษี คือ

(ก) รายได้ที่เกิดในประเทศไทย รับเงินในนามตัวเอง เสียภาษีให้สรรพากรไทย

(ข) รายได้ที่เกิดในประเทศไทย รับเงินในนามคณะบุคคล เสียภาษีให้สรรพากรไทย

(ค) รายได้ที่เกิดในต่างประเทศ แต่โอนเงินเข้าประเทศไทยต้องเสียภาษีให้สรรพากรไทย

(ง) รายได้ที่เกิดในประเทศออสเตรเลีย รับเงินผ่านบัญชีธนาคารในออสเตรเลียโดยไม่มีการถอนเงินนำมาเข้าบัญชีในประเทศไทยในปีภาษีที่มีเงินได้และผู้มีเงินได้อยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วัน ไม่ต้องเสียภาษี (ดู http://www.saverclub.org/index.php?page=content&id=36)

(จ) รายได้ที่เกิดในต่างประเทศ รับเงินผ่านอินเตอร์เน็ต โดยไม่มีการถอนเงินนำมาเข้าบัญชีในประเทศไทยในปีภาษีที่มีเงินได้ไม่ต้องเสียภาษี (ดู https://m.facebook.com/note.php?note_id=354122334633966&p=0&_rdr)

คำว่า “ไม่มีการถอนเงินนำมาเข้าบัญชีในประเทศไทยในปีภาษีที่มีเงินได้”ต้องอธิบายด้วยตัวอย่าง เช่น ทำงานในปี 2556 มีรายได้เข้าบัญชี Paypal ในปี 2556 แต่ไม่ได้ถอนมาใช้(ไม่ได้โอนเข้าบัญชีไทย) ในปี 2556 เงินก้อนที่ไม่ได้โอนเข้าประเทศไทยนี้จะไม่เสียภาษี ฉะนั้นถ้าไม่อยากเสียภาษีก็เอาเงินดองไว้ในอินเตอร์เน็ต แล้วค่อยถอนมาใช้ในปี 2557 (ถึงตอนนั้นกินแกลบไปหรือยังก็ไม่รู้ แล้วต้องลุ้นอีก ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะขึ้นหรือจะลง  ถ้าเป็นแบบดอลล่าร์ออสเตรเลีย ต้นปี 30 บาท ตอนนี้เหลือ 28 บาท ยิ่งเก็บเงินไว้ในบัญชีออสเตรเลีย ค่าเงินยิ่งลง)

เรื่องแยก 5 บัญชีมันมาโยงเข้ากับการจัดระเบียบเลขที่ใบแจ้งหนี้ เดิมเราใช้รหัสแทนลูกค้า เช่น 01 แทนบริษัท ABC เลขที่ใบแจ้งหนี้ก็จะเป็น 01-เลขที่ใบแจ้งหนี้-เดือน-ปี พอออกมาเป็นตัวเลข 01-04-10-13 โห นึกว่าล็อตเตอรี่

เปลี่ยนใหม่ เป็น N – สำหรับลูกค้าที่โอนเงินเข้าบัญชีออสเตรเลีย T – สำหรับลูกค้าที่โอนเงินเข้าบัญชีไทย E – สำหรับลูกค้าที่โอนเงินเข้าบัญชีคณะบุคคลP – สำหรับลูกค้าที่โอนเงินเข้าบัญชี Paypal เช่น T-2013-99 ก็ต้องมี master sheet ไว้ดูด้วยว่า 99 นี่มันโปรเจ็กต์ไหน

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี่ เอกสารหลักฐานการยื่นภาษีเราเยอะมาก ยื่นทีนึงเอกสารแนบเป็นร้อยหน้าที่ต้องเก็บให้ครบเพราะเราต้องใช้เป็นหลักฐานเวลาต่ออายุใบรับรอง NAATI ด้วย (หน่วยงานขอดูหลักฐาน เช่น อีเมลสั่งจ้าง PO หรือใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน)

ส่วนคณะบุคคลที่เราจดไว้เมื่อนานมาแล้ว ทีแรกว่าจะไปปิดพอไปถามเจ้าหน้าที่สรรพากร เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่ต้องปิดก็ได้ ปล่อยไว้ ถ้าปีไหนต้องการใช้ (ลดฐานภาษี) ก็แยกเอางานส่วนหนึ่งมาเข้าคณะบุคคลก็ได้ (แต่ก็ต้องเข้าหลักเกณฑ์นะคือเงินได้ที่ได้มาต้องหารกันในคณะบุคคล) ในความเป็นจริงแก้ชื่อผู้รับงานรับเงินกลับไปกลับมานี่มันไม่สะดวกสำหรับลูกค้านะ ดูไม่เป็นมืออาชีพด้วย นี่เราแจ้งลูกค้าไปเกือบหมดแล้วว่าต่อไปรับงานในชื่อตัวเองก็ยังมีลูกค้าเก่าๆ หลงจ่ายเช็คเป็นชื่อคณะบุคคล ส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายไปแล้วด้วยก็เลยต้องแยกรายการออกมา

ถ้าเราไม่หาตัวช่วยมาแยกรายได้อย่างนี้และถ้าเราไม่ได้แบ่งเงินไปซื้อ LTF และ RMF เพื่อหักค่าลดหย่อนนะ ภาษีเงินได้ปีนี้ คำนวณแล้ว 2 แสนกว่าบาท (แค่คิดก็จะเป็นลม)

4. ได้รู้ว่าชื่อภาษาไทยควรสะกดเป็นภาษาอังกฤษให้เหมือนกันตลอดทุกครั้ง

ที่เจอคือ เอกสารทุกอย่างสะกดภาษาไทยเหมือนกันหมดแต่พอเป็นภาษาอังกฤษแล้ว บัตรประชาชน สะกดอย่างนึง ใบเปลี่ยนชื่อสะกดอย่างนึง ใบขับขี่สะกดอีกอย่างหนึ่ง

ใช้ในไทยมันคงไม่มีปัญหา แต่พอมาออสเตรเลีย ลูกค้าเราไปทำใบขับขี่เอาใบขับขี่ของไทยที่แปลแล้วไปยื่นเพื่อขอสอบรับใบขับขี่ตัวจริง (ไม่ต้องรับใบ L (learner) หรือใบ P(probation) ก่อนรับใบจริง) ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่บอกว่า นามสกุลสะกดไม่เหมือนในหนังสือเดินทาง จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นคนเดียวกัน

ลูกค้าเลยมาขอให้เราเขียนจดหมายยืนยันว่าภาษาไทยสะกดเหมือนกันเป็นคนเดียวกัน (ตอนแปล ก็ไม่ใช่เราแปลนะ ใครแปลก็ไม่รู้ แต่มีปัญหาจะมาให้เราเขียนจดหมายยืนยัน ไม่เข้าใจเลย) ให้ยืนยันว่าภาษาไทยสะกดเหมือนกันนั้นทำได้แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนเดียวกัน เหมือนกรณีมีเด็กชื่อ จำลอง ศรีเมือง สะกดชื่อและนามสกุลเหมือนคุณจำลองที่เป็นนักการเมืองก็ไม่ใช่คนเดียวกันซะหน่อย ถ้าอยากให้มีการยืนยันว่าเป็นคนเดียวกัน ต้องไปขอหนังสือรับรองบุคคลคลเดียวกันจากสำนักงานเขต(certificate of one and the same person) ลูกค้าเก่าของเราเคยไปขอ

วิธีที่ถูกต้องคือ ลูกค้าต้องไปขอแก้ใบขับขี่ที่ขนส่งในประเทศไทยให้สะกดภาษาอังกฤษถูกต้องเหมือนหนังสือเดินทาง แต่ลูกค้าอยู่ออสเตรเลียแล้วเนี่ยดิ เราเลยบอกให้ลูกค้ายืนยันกับเจ้าหน้าที่ว่าเป็นคนเดียวกันเพราะหมายเลขบัตรประชาชนในใบขับขี่เป็นเลขชุดเดียวกันกับหมายเลขบัตรประชาชนที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเดินทาง ให้เจ้าหน้าที่เทียบตัวเลขดูได้

เคยมีลูกค้าแปลเอกสารวีซ่าอีกคนนึง นามสกุลของสมาชิกในครอบครัว 5 คนสะกดไม่เหมือนกันเลยแม้แต่คนเดียว เราก็ท้วงบอกว่า เดี๋ยวจะมีปัญหา เกิดวันนึงสมาชิกในครอบครัวอยากตามไปเยี่ยมหรือไปอยู่ที่ออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่อาจจะถามว่าครอบครัวเดียวกันหรือเปล่า ทำไมสะกดนามสกุลไม่เหมือนกัน

โปรดติดตามตอนต่อไป

-------------------------------------------------------

สนใจพูดคุยเรื่องการแปล อีเมลมาที่ natchaon@yahoo.com

ณัชชาอร ชูเชิดศักดิ์ NAATI No. 67061 ออสเตรเลีย




Create Date : 16 ตุลาคม 2556
Last Update : 16 ตุลาคม 2556 13:25:21 น.
Counter : 10691 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Natchaon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 278 คน [?]



Sawaddee ka. My name is Nat. I am a certified translator. I have been in the translation industry since 2004.

I graduated a master degree in English-Thai translation from Chulalongkorn University, Thailand.

I have the following accreditation:
- NAATI Accreditation for EN < > TH translation (Australia)
- Court Expert Registration for EN < > TH translation (Thailand)
- Member (MCIL), Chartered Institute of Linguists (U.K.)

See details about my services here http://www.nctranslation.net
http://www.expertthai.net

For a quick quote, email your document to natchaon@yahoo.com.

รับแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียพร้อมประทับตรา NAATI ปรึกษาฟรีที่ natchaon@yahoo.com หรือ Line: Natchaon.NAATI

See below my locations:
- Melbourne: Now - 22 Dec 2017
(Last update: 03 Jul 2017)

NAATI ออสเตรเลีย, NAATI เมลเบิร์น, NAATI ประเทศไทย, NAATI กรุงเทพ, แปลเอกสารพร้อมประทับตรา NAATI, แปลเอกสารโดยนักแปล NAATI, NAATI Australia, NAATI Melbourne, NAATI Thailand, NAATI Bangkok, NAATI translation, NAATI accredited translation, Australia Visa, Partner Visa, Fiance Visa, Prospective Visa, Skilled Migrant, Student Visa, Work Visa, Work and Travel Visa, Online Visa, วีซ่าออสเตรเลีย, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าคู่หมั้น, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงานและท่องเที่ยว, วีซ่าออนไลน์
Thai – English translation, English – Thai Translation, แปลอังกฤษเป็นไทย, แปลไทยเป็นอังกฤษ

*บทความทั้งหมดในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ*
ตุลาคม 2556

 
 
1
3
4
5
6
7
8
10
11
12
13
15
18
19
20
21
22
23
25
27
29
30
31
 
 
All Blog