ถามตอบเรื่องการแปล

ถามตอบเรื่องการแปล

ในเมื่อมีการคิดค้นโปรแกรมแปลภาษาได้แล้ว ทำไมยังต้องใช้คนแปล

คำตอบก็คือ โปรแกรมแปลนั้นใช้ความจำที่อยู่ข้างในมาเทียบกับสิ่งที่ใส่เข้าไปว่าเหมือนหรือเปล่าถ้าเหมือนก็จะแทนที่คำนั้นด้วยคำที่อยู่ในระบบ ปัญหาก็คือภาษาที่เราใช้จริงนั้นบางครั้งไม่ได้มีความหมายตามรูปศัพท์เพราะคำบางคำมาคู่กับคำอื่นเช่น วลี และสำนวน การแทนที่โดยโปรแกรมแปลจึงใช้ไม่ได้ 100 เปอร์เซนต์

เมื่อปลายปี 2546 เพื่อนที่จุฬาฯ คนหนึ่งสนใจทำวิจัยเรื่องภาษากฎหมายแล้วบังเอิญเพื่อนคนนี้สนใจเรื่องการทำคลังศัพท์ด้วยอาจารย์ท่านเลยแนะนำให้ทำพจนานุกรมแบบวลีคือให้เลือกชุดคำที่ต้องใช้ประกอบกันหลายๆ คำมารวบรวมและจัดทำความหมายโดยใช้โปรแกรมการจัดทำคลังศัพท์

ทำไมหนังสือแปลบางเล่มมีเชิงอรรถแต่บางเล่มไม่มี

คำตอบก็คือ แล้วแต่คนแปลและสำนักพิมพ์เท่าที่สอบถามพี่ที่เป็นนักแปลได้ความว่า หลายๆ สำนักพิมพ์นิยมให้นักแปลใส่เชิงอรรถเพราะนอกจากจะเป็นการขยายความในสิ่งที่แปลแล้วยังถือเป็นการให้ความรู้คนอ่านไปในตัวด้วยทีนี้คำถามต่อมาคือ เชิงอรรถที่ไปค้นมาอ้างนั้นถูกหรือเปล่า เราเคยเจอคนแปลใส่เชิงอรรถแล้วผิดก็มีผิดจากสเปนมาเป็นมาเลเซีย (คนละทวีปเลยนะ) วิธีป้องกันคงต้องเป็นการค้นข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้

แล้วถ้าถามว่ามีนักแปลคนไหนที่ไม่ใส่เชิงอรรถมั้ย มันก็ต้องมีอยู่แล้วเพราะเรื่องอย่างนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักแปลโดยส่วนตัวแล้วเราไม่ชอบเชิงอรรถเพราะมันรุงรัง ตอนที่เราทำวิจัยเรื่องการแปลศิลปะเราก็ให้เหตุผลว่าไม่ใช้เชิงอรรถเพราะความรุงรังของมันนี่แหละ แล้วอีกอย่างหนึ่งคือเป้าหมายผู้อ่านบทแปลที่ได้จากงานวิจัยนั้นไม่ใช่นักวิชาการจึงไม่ต้องใช้คำแปลที่มันวิชาการมาก สรุปแล้วเหตุผลที่เราไม่ใช่เชิงอรรถนั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการแปลและเป้าหมายผู้อ่าน

คนอ่านจะเข้าใจได้ยังไงถ้าไม่ใส่เชิงอรรถ

คำตอบก็คือ ถ้ากลัวคนอ่านไม่เข้าใจก็ใส่ซะ เราจะอธิบายเรื่องวิจัยการแปลศิลปะต่อเมื่อเราเลือกจะไม่ใส่เชิงอรรถแล้ว เราก็ต้องมาคิดอีกว่าจะช่วยคนอ่านให้เข้าใจบทแปลได้ยังไงคิดไปคิดมาก็มาจบตรงที่การแปลแบบขยายความ คือการใช้ความเข้าใจของคนแปลที่มีต่อต้นฉบับมาเขียนโดยใช้มุมมองของคนอ่านคนแปลต้องนึกถึงคนอ่านมากๆ สมมติไว้ก่อนว่าคนอ่านไม่รู้ในสิ่งที่เราแปล 

ถ้าจะพูดถึงตัวอย่างบทแปลที่ไม่ใส่เชิงอรรถ อย่างเช่นคำว่า ลิม่าบางคนอาจจะรู้จัก บางคนอาจจะไม่รู้จัก แต่ตรงนี้คงไม่ต้องถึงกับใส่เชิงอรรถแค่แปลขยายความว่า ลิม่า เมืองหลวงของประเทศเปรู (มนันยา ธนะภูมิ: 2546) (ขอบอกว่านักแปลบางคนที่เคร่งต้นฉบับมากๆ จะชอบค้านว่า ใส่ไปได้ไง ต้นฉบับไม่ได้ใช้คำว่าthe capital city of Peru ไว้ซะหน่อย อันนี้ก็ไปคุยกันเองนะคะ)

แล้วการแปลในส่วนของการเล่นคำล่ะ ทำยังไง

คำตอบก็คือ ต้องดูจุดประสงค์ว่าผู้แต่งเล่นคำไปเพื่ออะไร (วัลยา วิวัฒน์ศร:2546)บางเรื่องผู้แต่งเล่นคำภาษาฝรั่งเศสโดยเลือกเฉพาะคำที่ขึ้นต้นด้วยcorn แต่บทแปลมาเล่นคำว่า ตา เพราะสุดท้ายแล้วผู้แต่งใช้คำที่เล่นนั้นมาว่ากระทบตัวละครตัวหนึ่งซึ่งบทแปลก็เล่นคำไว้ว่าตาเฒ่า

มีอะไรจะบอกเรื่องการแปลกับวัฒนธรรมหรือเปล่า

คำตอบก็คือ มีคำบางคำที่รู้จักกันดีในวัฒนธรรมของเราอาจใช้ไม่ได้ในการแปล เช่น ดูช้างให้ดูหางดูนางให้ดูแม่วัฒนธรรมตะวันตกไม่ได้ใกล้ชิดกับช้าง เพราะฉะนั้นนักแปลจะใช้สุภาษิตนี้เทียบไม่ได้(วัลยา วิวัฒน์ศร: 2546) หรืออย่างในหนังเรื่อง เดอะมาสก์ที่ตัวละครตัวหนึ่งเรียก เดอะมาสก์ ว่า พ่อขุนแผน (ฝรั่งมีเรื่องขุนแผนด้วย?)คำบางคำเป็นเรื่องบ่งบอกถึงวัฒนธรรม อย่างในหนังเรื่องหนึ่งของออสเตรเลียแม่ตะโกนถามลูกว่า What about tea? บทแปลเขียนไว้ว่าแล้วน้ำชาล่ะ คนออสเตรเลียเขาไม่มีดื่มน้ำชาตอนบ่ายนิ ตัวแม่หมายถึง อาหารเย็นต่างหาก แต่เรื่องแบบนี้จะว่านักแปลไปซะหมดก็คงไม่ได้เพราะนักแปลไม่ได้รู้วัฒนธรรมต้นทางไปซะทุกเรื่องหรือในตัวอย่างเมื่อกี้ที่พูดเรื่องการเล่นคำว่า corn เคยมีคนเสนอไว้ว่าให้เล่นคำว่าเขา ไปๆ มาๆ มีคำว่า เขาดินด้วย อย่างนี้คงไม่ได้เพราะฝรั่งจะรู้จักเขาดินได้ไง

ใช้ศัพท์บัญญัติหรือไม่ใช้ดี

คำตอบก็คือ แล้วแต่วิจารณญาณของคนแปล ขนาดงานวิจัยของเราเองความเห็นของอาจารย์ที่ดูแลยังไม่เหมือนกันเลยอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่าถ้าคนอ่านเป็นบุคคลทั่วไปอย่างในงานวิจัยที่เราทำ เราไม่ควรใช้ศัพท์บัญญัติเพราะคนอ่านจะไม่เข้าใจเราก็ว่างั้นแหละ คำว่า cubism ราชบัณฑิตบัญญัติไว้ว่าบาศกนิยม เห็นพยางค์ข้างหน้าแล้วนึกถึงบ่วงบาศก์ ทุกที หรือคำว่า impressionismราชบัณฑิตบัญญัติไว้ว่า ลัทธิประทับใจ เราไปถามจิตรกร เขาก็ตอบมาว่าไม่มีจิตรกรที่ไหนใช้คำนี้หรอกเขาใช้ทับศัพท์กันทั้งนั้น แต่อาจารย์อีกท่านที่เป็นนักแปลชื่อดังกลับแนะนำว่าให้ใช้ไปเถอะตอนนี้คนไม่รู้แต่ไม่นานเดี๋ยวคนก็รู้เองว่าหมายถึงอะไร ถ้าเราไม่ใช้แล้วคนจะรู้จักคำนี้ได้ยังไงอาจารย์ท่านแปล personification ตามราชบัณฑิตว่าบุคคลาธิษฐาน นิสิตหรือนักศึกษาเข้าใจอยู่แล้วแต่คนอ่านที่ไม่ได้คลุกคลีกับศัพท์วรรณกรรมอาจจะไม่รู้อาจารย์ท่านบอกว่าเคยมีคนโทรมาถามด้วยซ้ำว่า บุคคลาธิษฐาน นี่แปลว่าอะไร

คนแปลแปลผิดนี่น่าให้อภัยมั้ย

คำตอบก็คือ ให้อภัยเขาเถอะ คนแปลก็คือคนคนหนึ่งไม่ได้รู้ไปซะทุกเรื่อง แต่บางทีก็น่าตี เราเพิ่งดูหนังเรื่องหนึ่งในฉากมีนักเลงกำลังว่าตัวพระเอกหรือไงเนี่ย แล้วพูดประมาณว่า แม่อ้วนครวญเพลง (fatlady sings) แล้วยังจะไปอีกเหรอ หรืออะไรทำนองเนี้ยอยากจะถามจังว่าแปลตรงไปเปล่าพี่ บางเรื่องก็แปลไม่ผิดแต่คนแปลใช้คำไม่เข้ากับบุคคลิกอย่างเรื่อง ดิเอ็กซ์ไฟล์ ปีไหนตอนไหนจำไม่ได้แล้วสกัลลี่ถามสกินเนอร์ว่ารู้ได้ไงว่ามัลเดอร์อยู่ที่ไหน สกินเนอร์ตอบว่าสายลับกระจับเหล็ก กว่าจะเลือกคำมาได้คิดนานมั้ยเนี่ย สกินเนอร์เป็นหัวหน้าที่ขรึมแล้วฉากนั้นก็เป็นฉากซีเรียสอยู่ดีๆ พูดคำนี้ออกมา คนดู (เราและพี่ๆ น้องๆ) ฮาแตกเลย แต่อย่างเรื่องซิสเตอร์แอ็ก มีตอนที่วูปี้บอกใครก็ไม่รู้ว่า ฉันอยู่วงควาย (choir) แทนที่จะบอกว่า วงร้องเพลงประสานเสียง ตรงนี้เราเห็นด้วยเพราะเรื่องนี้เป็นหนังตลกและตัวละครก็รับบทตลกอยู่แล้วจะบอกว่าแปลผิดคงไม่ใช่เพราะศัพท์ไม่ได้ยาก คนแปลเจตนาจะเล่นคำให้คนดูรู้สึกขบขันมากกว่า

เรื่องแปลผิดที่โดนใจเราคือเรื่องของแอนดี้ วอฮอลเจ้าพ่อโฆษณาแคมพ์เบลซุป เมื่อคืน (11 กรกฎาคม 2547) เรากำลังคุยกับแฟนเรื่องเทคนิคการสร้างสรรค์งานศิลปะที่แอนดี้ใช้แล้วจู่ๆ แฟนเราก็โพล่งออกมาว่าเพราะอะไรแอนดี้ถึงทำภาพชุดสัตว์อันตรายขึ้นมาแฟนเราเข้าใจว่าแอนดี้คงจะเกลียดสัตว์พวกนี้เป็นการส่วนตัวเลยทำภาพชุดนี้ขึ้นมาแล้วตั้งชื่อว่าสัตว์อันตราย ภาพชุดนี้มีเต่า กบ ม้าลาย นกอินทรีย์ ฯ เราเคยเห็นภาพชุดนี้เลยถามแฟนว่าใครบอกว่าเป็นสัตว์อันตรายเขาบอกว่าหนังสือภาษาไทยเรื่องชีวประวัตของแอนดี้เขียนไว้ เราเลยบอกแฟนให้เปิดรูปนกอินทรีย์ในเล่มภาษาอังกฤษหน่อยจะได้ดูชื่อภาพภาษาอังกฤษ ภาพนี้ชื่อ Endangered Species - คนแปลแปลผิดจังเบ้อเริ่ม

คิดยังไงกับการวิจารณ์งานแปล

คำตอบก็คือ ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ที่เห็นด้วยก็เพราะการวิจารณ์จะช่วยบอกได้ว่าคนแปลควรปรับปรุงตรงไหนที่ไม่เห็นด้วยก็ตรงที่คนวิจารณ์ชอบวิจารณ์ให้สาธารณชนหมู่มากได้อ่าน เรารู้สึกสงสารคนแปลเขาคงไม่ได้อยากจะแปลผิดหรอก แต่ถ้าคนวิจารณ์บอกว่าเขาแปลผิดหลายจุดจนไม่น่าให้อภัยอย่างนี้คงต้องว่าไปถึงบรรณาธิการเพราะบรรณาธิการคือคนที่ตรวจทานและแก้ไขบทแปลก่อนที่บทแปลนั้นจะออกพิมพ์ให้คนเป็นร้อยได้เห็นแต่บางคนอาจจะอยากให้เป็นเรื่องเป็นราว ทีนี้ก็คงต้องว่ากันถึงสำนักพิมพ์ (บานปลายแล้วมั้ยล่ะ) ส่วนตัวเราแล้ว เราคงไม่มาลงข้อความวิจารณ์งานคนอื่นในบอร์ดให้คนนับร้อยอ่านแต่จะใช้วิธีอีเมลไปบอกสำนักพิมพ์หรือบรรณาธิการแทน

ทุกสำนักพิมพ์ใจกว้างเหมือนกันหมดหรือเปล่า

คำตอบก็คือ เท่าที่เจอกับตัวเองก็รู้สึกว่าไม่ค่อยจะใจกว้างเท่าไหร่บางสำนักพิมพ์ไม่สู้ราคาเลยหาว่าคนแปลแปลงานไม่เข้าตากรรมการหนำซ้ำย้ำอีกว่า"บางคนที่แปลกับสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ มา เราก็ไม่รับเพราะเราคัดที่ฝีมือ" เอ๊ะ พูดงี้มันอยากมีเรื่องนี่หว่าจะบอกว่าสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ตาถั่วเลือกเอาคนไม่เก่งมาแปลงั้นสิบางสำนักพิมพ์ก็เคร่งครัดต้นฉบับมาก เช่น จะให้บทแปลออกมาเป็นโครงสร้างเดียวกับภาษาอังกฤษปัดโธ่ จะทำได้ยังไง ภาษาไทยไม่มีใครเขาเขียนกันทียาว 3-4 บรรทัดซะหน่อย




Create Date : 28 กันยายน 2554
Last Update : 28 สิงหาคม 2557 6:28:55 น.
Counter : 1275 Pageviews.

2 comments
  
ทำทีสิสเกี่ยวกับการแปลภาพยนตร์อยุอะคะ พอดีอยากทราบความแตกต่างของการแปลบทบรรยายใต้ภาพภาพยนตร์กับการแปลบทภาพยนตร์เพื่อนำไปทำบทพากย์น่ะคะ รบกวนด้วยนะคะ^^
โดย: โลล่า IP: 182.53.30.137 วันที่: 12 พฤษภาคม 2555 เวลา:16:12:43 น.
  
คุณโลล่า

โทษที ไม่ค่อยได้เข้ามาเช็คบล็อกตัวเอง

บทพากย์ต้องแปลออกมาแล้วอ่านเข้าปากได้ คำแปลมันต้องพอดีกับจำนวนคำในต้นฉบับค่ะ ไม่งั้นตัวละครอ่านแล้ว ปากมันไม่พอดีคำ ลองสังเกตในหนังดีๆ บางเรื่องคนพากย์อ้านานมากเพราะตัวละครบทพูดสั้น คนพากย์ไม่รู้จะเอาคำลงยังไง ถ้าคำภาษาอังกฤษอ่านแล้วปากมันอ้า คำไทยต้องลงด้วยคำที่ปากอ้าด้วยนะคะ ภาพกับเสียงมันจะไม่สัมพันธ์กัน

ส่วนบทบรรยาย เขานับไม่เกิน 33 ตัวอักษรหรือไงเนี่ย จำนวนคำอ่านแล้วต้องจบภายใน 3 วินาทีเพราะฉากจะเปลี่ยน

ถ้าต้องการหาอ่านเพิ่มเติม ให้เข้าไปค้นที่ห้องสมุดอักษรจุฬานะคะ เขารวบรวมเปเปอร์การแปลไว้ รู้สึกจะมีคนวิจัยเรื่องแปลหนังไว้ด้วยค่ะ

นับถือ
แน้ท
natchaon@yahoo.com
NAAT No. 67061
โดย: Nat (ณัฎฐินี ) วันที่: 12 มิถุนายน 2555 เวลา:0:07:12 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Natchaon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 278 คน [?]



Sawaddee ka. My name is Nat. I am a certified translator. I have been in the translation industry since 2004.

I graduated a master degree in English-Thai translation from Chulalongkorn University, Thailand.

I have the following accreditation:
- NAATI Accreditation for EN < > TH translation (Australia)
- Court Expert Registration for EN < > TH translation (Thailand)
- Member (MCIL), Chartered Institute of Linguists (U.K.)

See details about my services here http://www.nctranslation.net
http://www.expertthai.net

For a quick quote, email your document to natchaon@yahoo.com.

รับแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียพร้อมประทับตรา NAATI ปรึกษาฟรีที่ natchaon@yahoo.com หรือ Line: Natchaon.NAATI

See below my locations:
- Melbourne: Now - 22 Dec 2017
(Last update: 03 Jul 2017)

NAATI ออสเตรเลีย, NAATI เมลเบิร์น, NAATI ประเทศไทย, NAATI กรุงเทพ, แปลเอกสารพร้อมประทับตรา NAATI, แปลเอกสารโดยนักแปล NAATI, NAATI Australia, NAATI Melbourne, NAATI Thailand, NAATI Bangkok, NAATI translation, NAATI accredited translation, Australia Visa, Partner Visa, Fiance Visa, Prospective Visa, Skilled Migrant, Student Visa, Work Visa, Work and Travel Visa, Online Visa, วีซ่าออสเตรเลีย, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าคู่หมั้น, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงานและท่องเที่ยว, วีซ่าออนไลน์
Thai – English translation, English – Thai Translation, แปลอังกฤษเป็นไทย, แปลไทยเป็นอังกฤษ

*บทความทั้งหมดในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ*
กันยายน 2554

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
24
25
26
27
29
30
 
 
All Blog