คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า

คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า

ไม่ได้หมายถึงคนโสดอยากแต่งคนแต่งแล้วอยากหย่านะ

เราหมายถึงคนไทยหลายๆ คนอยากไปอยู่ต่างประเทศในขณะที่ชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อยที่อยากมาอยู่ไทย

กรณีหลังนี้ไม่แปลกหรอกเพราะประเทศไทยค่าครองชีพถูก สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ไม่ได้ขี้เหร่ (ผู้หญิงก็ไม่ขี้เหร่เหมือนกันนะ) แต่จริงๆมันมีมากกว่านั้น

ที่เราจะเล่าให้ฟังคือเรื่องภาษี

อันนี้เป็นหน่วยงานราชการที่ไม้เบื่อไม้เมากับบางคนขึ้นชื่อว่าสรรพากรแล้ว ไม่ว่าสรรพากรชาติไหนก็มักจะมีแต่คนไม่อยากเจอ

ในบล็อกก่อน เราเล่าให้ฟังว่าเราได้วีซ่า VE175 เราเช็คสถานะแล้วอันนี้เป็นวีซ่า Permanent Residentเพราะมีอายุ 5 ปี (พวก temporary resident วีซ่าจะมีอายุแค่ 2 ปีแล้วต้องต่ออายุ)อย่างแรกที่เรานึกถึงคือ การยื่นเสียภาษีเงินได้ประจำปี

เบื่อว่ะ บ่องตง เพิ่งยื่น ภงด. 91 ที่ไทยเสร็จ ต้องมาเตรียมยื่นของออสเตรเลียอีก

ปีภาษีของออสเตรเลียมันตัด 30 มิถุนายน ของทุกปี ที่มันพิศดารกว่านั้นคือ คนที่เป็น resident หรือ citizen ของออสเตรเลียต้องเสียภาษีจากเงินได้ทั่วโลก

หมายความว่า รายได้จากทุกประเทศจะต้องนำมารวมเป็นเงินได้ประจำปีแล้วคำนวณภาษีเพื่อยื่นในออสเตรเลีย รายได้จากที่อื่น เช่น เงินปันผลจากฮ่องกง รายได้ค่าเช่าบ้านจากบ้านที่อังกฤษรวมถึงเงินได้ที่ได้จากการจ้างงานด้วย

งานเข้าอีกแล้วสิตรู

เนื่องจากอาชีพนักแปลคืองานประเภท self-employed ก็ถือเป็นการจ้างงาน ฉะนั้นรายได้ของเราที่ทำในไทยทั้งหมดซึ่งโดนหักภาษีไปแล้วและนำไปคำนวณเงินได้หักภงด. 91 ที่เพิ่งยื่นไปนี้ต้องนำมารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของออสเตรเลีย (เสียภาษีรอบสอง)

เราไล่ดูบันทึกการทำงานตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 56 เป็นต้นมา จนถึง 31 ธ.ค. 56 (ยังไม่มีเวลาดูของปี 2557) แค่ครึ่งปีที่ผ่านมารายได้เราก็เฉียดล้านแล้ว (แสดงว่าต้นปีสตาร์ทช้างานมาเยอะช่วงครึ่งปีหลัง)

แค่เท้าแตะแผ่นดินออสเตรเลียภาษีก็ตามมาหลอกหลอนเลย

นักบัญชีที่เราคุยด้วยบอกว่า ไม่ใช่ ออสเตรเลียไม่ได้คิดภาษีโดยดูจากประเภทของวีซ่า เขาดูว่าคนนั้นอยู่ในประเทศออสเตรเลียกี่วัน ถ้าอยู่ไม่ถึง185 วัน ถือว่าเป็น non-resident

พอฟังถึงตรงนี้ อุตส่าห์ดีใจว่าไม่ต้องเสียภาษีสำหรับงานที่ทำในไทยแล้ว แต่พอฟังต่อ เซ็งหนักกว่าเดิม เพราะถ้าเป็น non-resident แล้ว แม้จะไม่ต้องนำเงินได้จากต่างประเทศมาคำนวณเสียภาษี แต่เงินได้ทั้งหมดที่มีในประเทศออสเตรเลียจะโดนภาษีอัตราสูงกว่า resident คือเรียกเก็บในอัตราเริ่มต้น 32.5%ตั้งแต่ $1 แรกเลย ไม่มีการหักลดหย่อน (เหมือนของไทย 150,000 บาทแรกไม่เสียภาษีทำนองนี้) แปลว่า ถ้ามีเงินได้ในออสเตรเลีย 1 แสนบาท ตรงนี้ต้องเสียภาษี 32,500 บาท

นักบัญชีก็เลยพยายามจะสอบถามลูกค้ามากขึ้นเผื่อลูกค้าจะเข้าเกณฑ์resident คือ อยู่ในออสเตรเลียเกิน 185วันซึ่งหมายความว่าเงินได้ $18,200 แรกไม่ต้องเสียภาษี

ฟังแล้วใจชื้นเนอะ แต่เปล่าเลย พอฟังต่อแล้วเซ็งที่สุด เพราะ resident ต้องแจ้งเงินได้ทั้งหมดที่ได้จากทั่วโลกเพื่อเสียภาษีในออสเตรเลีย ย้ำว่าทั่วโลก

ด้วยความสงสัย เราเลยเปิดเว็บ แล้วก็เจอว่าคนออสเตรเลียโดนสรรพากรเรียกภาษีย้อนหลังเพียบหลังจากสรรพากรออสเตรเลียส่งหนังสือขอให้อีเบย์ส่งรายชื่อชาวออสเตรเลียทั้งหมดที่มีรายได้จากการขายสินค้าผ่านอีเบย์เกิน$20,000 ต่อปี คนที่โดนเขาเอาอีเมลที่ได้รับแจ้งจากอีเบย์มาโพสต์ในเว็บถามว่ามีใครโดนมั่ง คำตอบคือ เพียบ ข่าวรายงานว่าโดนกันหลายร้อยคน

เราถามนักบัญชีว่า มีคนที่ไม่แจ้งรายได้จากประเทศอื่นมั้ย นักบัญชีตอบว่า มี แต่อย่าเสี่ยงเลย ออสเตรเลียมี double tax treaty กับหลายประเทศแค่ส่งหนังสือไปขอข้อมูลของคนๆ นี้ สรรพากรปลายทางก็ให้รายละเอียดหมด พวกนักธุรกิจที่หนีไปอยู่ต่างประเทศเปิดบริษัทหารายได้ แล้วไม่แจ้งรายได้กับสรรพากรออสเตรเลีย พวกนี้ก็โดนสรรพากรออสเตรเลียไล่เช็คบิลเหมือนกัน

มันทำให้เรานึกถึงตอนที่บริษัทแปลในอเมริกาให้เรากรอกฟอร์มW-8BEN เพื่อยืนยันว่าเราไม่ใช่ U.S.resident และเราเสียภาษีในประเทศไทย เวลาบริษัทแปลจ่ายเงิน เขาจะไม่หักภาษี ณที่จ่าย (เพราะหักไปแล้ว ต้องเอาหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายของ U.S. มายื่นกับสรรพากรไทยตอนทำภงด. อีก มันยุ่งยากน่ะ) แต่นั่นหมายความว่าเราต้องเอาเงินได้ส่วนนั้นแจ้งกับสรรพากรไทยด้วยนะ ซึ่งเราก็แจ้งใน ภงด. 91 มาตลอดว่าได้เป็น USD เท่าไหร่ คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศธปท. เท่าไหร่ คิดเป็นเงินได้กี่บาทไทย

ขอแทรกตรงนี้นิดนึง เราเคยสงสัยเรื่องเงินได้จากต่างประเทศว่าต้องนำมารวมเป็นรายได้เพื่อยื่น ภงด. 91 มั้ย เราโทรถามสรรพากรเลย ถ้าจะต้องรวมเป็นรายได้ประจำปี เราก็จะรวม สรรพากรกลับบอกว่า ถ้าไม่เอาเงินเข้ามาในประเทศไทยในปีที่มีเงินได้เงินนั้นจะไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี (ก็ให้มันรู้ไปว่า คนทำงาน รอได้มั้ยพวกที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง มักจะรอเงินกันข้ามปีไม่ได้)

พี่ที่ บลจ.แห่งนึงบอกเราว่ามีนักลงทุนชาวอเมริกาหลายๆคนที่ได้รับเงินปันผลแล้วไม่แจ้งสรรพากรสหรัฐอเมริกา (สงสัยจะได้ปันผลเป็นล้าน) พอช่วงหลังนี้ บลจ.เลยต้องออกบันทึกภายในให้พนักงานไม่รับเปิดบัญชีลงทุนให้ลูกค้าชาวอเมริกา

เนื่องจากเรามีความรู้เรื่องภาษีที่จำกัดมากๆทำให้ต้องค้นข้อมูลอยู่หลายวัน ยิ่งค้นก็ยิ่งเจอ ยิ่งเจอก็ยิ่งไม่อยากอยู่ออสเตรเลีย

นักบัญชีบอกเราว่าให้เอารายได้ที่ไทยมาแจ้งที่ออสเตรเลียให้หมด ไม่ต้องแจ้งที่ไทยก็ได้ เราบอกว่า ไม่แจ้งไม่ได้ดิ ลูกค้าไทย จ่ายเงินเรายังไงเขาก็ต้องหัก 3% ปลายปีเราต้องยื่น ภงด. นักบัญชีบอกว่า งั้นก็เอาภาษีมาเคลมได้แล้วจ่ายแค่ส่วนต่าง

นี่คือที่มาของการที่หลายๆ คนหลบภาษี  อย่างเรายื่น ภงด. ในไทย เสียภาษีมากที่สุดก็ 15% เพราะสรรพากรไทยมีหลักเกณฑ์ลดหย่อนเยอะมากกกกกกกก ในขณะที่ออสเตรเลียก็มีลดหย่อนแต่จุกจิกกว่าและฐานภาษีของเราอยู่ที่32.5%

นักบัญชีบอกว่า ถ้าคุณรายได้เยอะ คุณก็ไปซื้อsuperannuation เพื่อลดหย่อน เงินเกษียณอายุอันนี้คล้ายๆ RMFของไทย ที่ต่างไปก็คืออายุที่จะขายกองทุนคือ RMF ถ้าถือมาครบ 5 ปีแล้วและอายุครบ 55 ปี ผู้ถือสามารถขายคืนได้ แต่เงินเกษียณอายุของออสเตรเลยนี่แตะไม่ได้จนกว่าจะอายุ 65 ปี วันนี้เราค้นอายุเฉลี่ยแล้วคนเราตายกันช่วงอายุ 70 + นี่แหละ สรุปว่าได้เงินเกษียณอายุมาไว้เตรียมทำศพ คงไม่ได้ใช้อะไร อีกหน่อยคนเราอายุยืนมากขึ้นรัฐบาลก็อาจเปลี่ยนนโยบายคืนเงินนี้ช้าออกไปอีก เช่น คืนให้ตอนอายุ 70 ปี สามีเราบอกว่า ไม่รู้จะตายก่อนหรือเปล่า

ข้อเสียอีกอย่างของเงินเกษียณอายุของออสเตรเลียคือซื้อแล้วโดนภาษี 15% สำหรับจำนวนเงินที่ซื้อ (บ้าไปแล้วจะให้ประชาชนออมเงิน ดันมาหักภาษีอีก) RMF ของไทย จะซื้อก็ซื้อไป ไม่หักภาษีรัฐบาลไทยส่งเสริมการออมอย่างแท้จริง ขอแค่อย่าผิดเงื่อนไขเท่านั้น จากเว็บบอร์ดที่ฝรั่งมาบ่นให้ฟังคือเงินเกษียณอายุเนี่ย พอถึงเวลาได้เงินคืนมันก็เป็นแค่เศษเงินเพราะผลตอบแทนอาจจะไม่ได้มากเหมือนการลงทุนประเภทอื่นแล้วไหนจะมีค่าจัดการกองทุน แล้วโดนภาษีไปตั้งแต่ต้นแล้ว สรุปว่าตอนที่ได้เงินเกษียณอายุคืนมาเรียกว่าน่าจะเท่าทุน (แล้วตรูจะออมทำไม)

เดิมทีเราขอวีซ่าอพยพ VE175 เพราะเรามองว่ารายได้ในออสเตรเลียน่าจะดีกว่าที่ไทย(ตอนเรายื่นขอวีซ่าเมื่อปี 2009 เงินเดือนเราก็ 80+K) พอตอนที่เราได้วีซ่าตัวนี้มารายได้เราต่อเดือนเยอะกว่าที่สามีออสซี่เราได้ซะอีก (แต่เงินสดในมือเราน้อยนะมันไปกองอยู่ LTF, RMF, ประกันชีวิต เงินบริจาค ทั้งหลายแหล่เพื่อลดหย่อนภาษี) อีกอย่างคือ เรามองว่าประเทศนี้สวัสดิการดีอย่าง Medicare น่าจะดี ปรากฏว่า แฟนเราบอกว่า หาหมอนี่ เมดิแคร์จ่ายก็จริงแต่ค่ายา คนไข้ต้องจ่ายเอง … อารายฟะ ประกันสังคมของไทยฟรีทั้งค่าหมอค่ายาเลยนะ

เราว่าประเทศที่มีสวัสดิการดีๆ นั้นเหมาะกับคนที่มีรายได้น้อยอย่างคนต่างชาติที่มาอยู่ออสเตรเลียหลายคนก็ไม่แจ้งรายได้ ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีแต่ได้สวัสดิการรัฐ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินสงเคราะห์กรณีตกงาน เงินสงเคราะห์บุตรและหลายๆ คนที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ทำให้ไม่ต้องเสียภาษี ทั้งที่รัฐบาลต้องเลี้ยงคนทั้งประเทศอย่างเท่าเทียมกัน

ทีแรกเราก็หวังเงินบำนาญที่รัฐจะให้ตอนแก่นะ แต่สามีเราเบรก บอกว่ากว่าจะถึงรุ่นพวกเราเกษียณ ป่านนั้นรัฐตัดนโยบายเงินบำนาญออกแล้วมั้ง  ไม่งั้นรัฐบาลจะรณรงค์ให้ประชาชนซื้อกองทุนเงินเกษียณอายุเหรอ (เออ ท่าจะจริง)   

ถ้ายิ่งทำงานแล้วยิ่งโดนภาษีแพง แถมลดหย่อนน้อยอะไรก็โดนหักภาษี เราเลี้ยงลูกอย่างเดียวดีกว่ามั้ย แล้วนั่งขอสวัสดิการรัฐกันทุกเดือน (พูดไปงั้นแหละ คนบ้างานอย่างเราไม่ได้ทำงานแค่วันสองวันก็จะคลั่งแล้ว)

คิดไปคิดมา เราหันไปบอกสามีว่า “กลับไทยกับชั้นเถอะ ชั้นจะสละ PR ชั้นอยากกลับไปอยู่ประเทศไทย ชั้นคิดถึงร้านข้าวแกงริมทาง ชั้นคิดถึงกรุงเทพ ชั้นอยากไปฟังปราศรัยที่ม็อบ ชั้นคิดถึงสรรพากรไทย”

สามีหัวเราะ แต่เราทำหน้าจริงจัง บอกไปว่า “ซีเรียสนะ พูดจริง เธอมาอยู่ไทยเลี้ยงลูกอย่างเดียว เดี๋ยวชั้นทำงานเอง ไหนๆ เธอก็หลังไม่ดีอยู่แล้ว ลุ้นให้เจ้านายไล่ออกเร็วๆ ดิ๊” 




Create Date : 01 มีนาคม 2557
Last Update : 2 มีนาคม 2557 9:22:57 น.
Counter : 5514 Pageviews.

1 comments
  
ขอแก้ไขข้อมูล วันนี้โทรไป ATO (สรรพากรออสเตรเลีย) ได้คำตอบว่า การนับ worldwide income ให้เริ่ม ณ วันที่สถานะ PR เริ่มต้น (วันที่มาถึงประเทศออสเตรเลีย) ดังนั้นเราไม่ต้องนำรายได้จากไทยที่ได้ก่อนวันที่สถานะ PR ของเราเริ่มต้น เพื่อมาแจ้งยื่น ภงด. รอบสอง
โดย: แน้ท (Natchaon ) วันที่: 5 มีนาคม 2557 เวลา:17:35:29 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Natchaon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 278 คน [?]



Sawaddee ka. My name is Nat. I am a certified translator. I have been in the translation industry since 2004.

I graduated a master degree in English-Thai translation from Chulalongkorn University, Thailand.

I have the following accreditation:
- NAATI Accreditation for EN < > TH translation (Australia)
- Court Expert Registration for EN < > TH translation (Thailand)
- Member (MCIL), Chartered Institute of Linguists (U.K.)

See details about my services here http://www.nctranslation.net
http://www.expertthai.net

For a quick quote, email your document to natchaon@yahoo.com.

รับแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียพร้อมประทับตรา NAATI ปรึกษาฟรีที่ natchaon@yahoo.com หรือ Line: Natchaon.NAATI

See below my locations:
- Melbourne: Now - 22 Dec 2017
(Last update: 03 Jul 2017)

NAATI ออสเตรเลีย, NAATI เมลเบิร์น, NAATI ประเทศไทย, NAATI กรุงเทพ, แปลเอกสารพร้อมประทับตรา NAATI, แปลเอกสารโดยนักแปล NAATI, NAATI Australia, NAATI Melbourne, NAATI Thailand, NAATI Bangkok, NAATI translation, NAATI accredited translation, Australia Visa, Partner Visa, Fiance Visa, Prospective Visa, Skilled Migrant, Student Visa, Work Visa, Work and Travel Visa, Online Visa, วีซ่าออสเตรเลีย, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าคู่หมั้น, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงานและท่องเที่ยว, วีซ่าออนไลน์
Thai – English translation, English – Thai Translation, แปลอังกฤษเป็นไทย, แปลไทยเป็นอังกฤษ

*บทความทั้งหมดในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ*
มีนาคม 2557

 
 
 
 
 
 
2
3
4
6
7
8
10
11
12
13
14
15
16
17
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31
 
 
All Blog