เมื่อฉันเป็นเจ้าของกิจการ
เมื่อฉันเป็นเจ้าของกิจการ

ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยสักนิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาตั้งบริษัท

ตอนที่ออกจากงานประจำเมื่อปลายปี 2554 ก็คิดแค่ว่าจะรับงานในฐานะ freelance น่าจะพอ ช่วงปีแรก (2555) ยังดีมีกระจายรายได้ไปคณะบุคคล พอช่วงปีที่สอง (2556) รายได้เริ่มเยอะกระจายสองฐาน ยังเสียภาษีอ่วมอรทัย พอปีที่สาม(2557) เราได้วีซ่า PR ของออสเตรเลียเริ่มยุ่งก็ตอนนี้แหละ ไหนจะภาษี หัก ณที่จ่ายที่ไทย (ถ้าเราไม่ยอมให้หัก ลูกค้าจะโดนสรรพากรปรับ และเราต้องเสียภาษีประจำปีอยู่ดีเพราะยึดหลักแหล่งเงินได้ในประเทศไทย) ไหนจะเสีย ภงด. บุคคลธรรมดาที่ออสเตรเลีย

เลยตัดสินใจจดทะเบียนบริษัทที่กรุงเทพเพื่อรับงานแปลในประเทศไทยซะตัดปัญหาเรื่องภาษีข้ามประเทศ

ตอนเปิดบริษัทใหม่ๆ กลุ้มใจเหมือนกันเนื่องจากคิดว่าตัวเองมีความรู้ในส่วนนี้เป็นศูนย์ โชคดีที่เคยเป็นพนักงานบริษัทมาก่อนและได้อยู่ในตำแหน่งบริหารทำให้เห็นอะไรหลายอย่างที่นำมาใช้ได้จริงเมื่อต้องมาบริหารบริษัทของตัวเอง

เริ่มตั้งแต่เปิดบริษัทเลยจะวางโครงสร้างผู้ถือหุ้นยังไง สัดส่วนการถือหุ้นมันมีผลต่อการออกเสียงในกิจการของบริษัท และมีผลต่อการเบิกจ่ายเงินในบัญชีธนาคาร ทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ยิ่งทุนมากก็ยิ่งรับผิดมาก แต่ถ้าทุนจดทะเบียนน้อยก็จะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือจากลูกค้า ยิ่งจะไปประกวดราคางานราชการ อย่าได้หวัง ใครจะเป็นกรรมการ มีเงื่อนไขอำนาจกรรมการมั้ย(กลุ่ม ก กลุ่ม ข เซ็นไขว้กันมั้ย)

พอจดทะเบียนบริษัทแล้วก็เริ่มที่โครงสร้างของบริษัท นึกตามจริง เวลาทำงาน มีกี่แผนก เราก็มีตามนั้นน่ะแต่คนนึงทำหลายแผนกหน่อย อันไหนไม่ชำนาญก็outsource เช่น งานบัญชี (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะกฎหมายกำหนดให้พนักงานบัญชีต้องจบวุฒิบัญชี ถ้าขนาดนั้นก็จะมี fixed cost ต่ำๆ เดือนละ 15,000 บาท อัตราค่าแรงเด็กจบใหม่ แล้วไม่รู้ลงบัญชีถูกหรือเปล่า)

แต่งานส่วนใหญ่ ก็บริหารกันภายใน อย่างการเบิกค่าใช้จ่ายผ่ายเงินสดย่อย เราเอาใบเสร็จรับเงินในนามบริษัทไปเบิกเงินจากฝ่ายบัญชี ฝ่ายบัญชีจะเอาเงินสดให้เลย แต่ก็จะมีกำหนดว่ายอดไม่เกินเท่านี้นะ เพราะถ้าเกินกว่านี้จะต้องออกเป็นเช็ค

เรื่องการเบิกค่าเดินทางสมัยเป็นพนักงานบริษัท เราต้องนั่งทำ Travel Report รายงานว่า วันนี้ไปหาลูกค้าที่ไหน ชื่ออะไร ตำแหน่งอะไร คุยเรื่องอะไรระยะทางกี่กิโลเมตร มีค่าทางด่วนมั้ย จ่ายค่าแท็กซี่เป็นเท่าไหร่ หรือสำหรับคนที่มีรถยนตร์ ก็ต้องบันทึกระยะทาง xค่าไมล์ เพื่อเบิกเงินตามความเหมาะสม

พอถึงเทศกาลปีใหม่ให้ของขวัญลูกค้า มาอีกแล้ว ต้องทำ Expense Report ระบุรายละเอียดคล้ายๆ รายงานการเบิกค่าเดินทาง เท่านั้นไม่พอ ต้องพ่วงกรอกฟอร์มเพื่อเคลียร์ FCPAด้วย (บริษัทเรายังไม่ได้ทำส่วนนี้เพราะไม่ได้รับงานจากสหรัฐอเมริกาที่มีข้อกำหนดว่าคู่ค้าต้องปฏิ บัติตามกฎหมายเรื่อง FCPA ด้วย)

ในส่วนกำไร ขาดทุนเวลาจ้างนักแปล ก็ต้องบริหารดีๆ อย่างเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว มีงานหนึ่งมูลค่า 55,000 บาท งานนี้จ้าง sub-contractorแปล เราเป็นคนตรวจ เสร็จแล้วเซ็นส่งกลับให้ลูกค้าที่กรุงเทพ แต่เอกสารดันถึงกรุงเทพไม่ทันกำหนดที่ต้องใช้ เลยต้องแก้ปัญหาด้วยการจ้างนักแปลอีกท่านหนึ่งให้เซ็นเอกสารแทน งานนี้เข้าเนื้อเต็มๆแต่ก็ต้องรับผิดชอบลูกค้าให้ถึงที่สุด

สำหรับงานด้านบุคคลเราต้องคัดนักแปล ก่อนจะคัดก็ต้องมีการกำหนดมาตรฐาน นึกถึง Job Description ของฝ่ายบุคคลขึ้นมาในบัดดล เสร็จแล้วต้องทำสัญญารักษาความลับให้เซ็น (end-user บังคับ)

แล้วก็มีงานด้านการฝึกอบรมจริงต้องเรียกว่า Professional Development คือจัดทำแฟ้มแหล่งอ้างอิงเพื่อการแปล รวบรวมพจนานุกรมศัพท์เฉพาะด้าน ทำห้องสมุด (virtual library – พูดเว่อไปงั้นน่ะจริงๆ เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์แยกเป็นหมวดหมู่นี่แหละ) งานส่วนนี้ไม่ค่อยได้ทำ เพราะไม่มีเวลา

ตามมาด้วยงานด้านการตลาด จะขายของ ต้องดูตลาดว่าจะขายใครขายราคาเท่าไหร่ ขายผ่านอะไร ใครเป็นซัพพลายเออร์ หน้าที่ส่วนหนึ่งคือต้องคอยไปเยี่ยมลูกค้าถ้ามีเวลาบางทีก็ไม่มีอะไรสำคัญ แค่แวะไปรับเช็ค ให้ลูกค้าเห็นหน้า เป็นการรักษา customer relationship วิธีหนึ่ง

ส่วนงานขายถ้าเป็นบริษัททั่วไปต้องมีเป้า เดือนนี้ต้องขายให้ได้กี่แสน ก็ว่าไป บริษัทเราไม่มี เอาแค่ได้งานพอ cover ต้นทุนก็โอเคแล้ว ต้นทุนก็มีค่าตอบแทนกรรมการ ค่าอินเทอร์เน็ตค่าซอฟท์แวร์ ค่าฮาร์ดแวร์ ค่าธรรมเนียมราชการ ค่าทำบัญชีค่าเครื่องเขียนสิ่งพิมพ์ ค่าจ้างนักแปล (ค่าจ้างนักแปลจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีงานแปล เพราะไม่ใช่พนักงานประจำ) เดือนไหนงานน้อย กรรมการก็ไม่ได้ตังค์ (มีงี้ด้วย)

เดือนไหนมีงานเยอะก็อาจจะพาลูกค้าไปกินข้าว (ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าพาไปกินเพราะลูกค้าเป็นรุ่นพี่) ก็ต้องนึกไว้ว่า ได้ใบเสร็จรับเงินมาเบิกเงินจาก petty cash ได้แต่เอามาหักภาษีได้ไม่เกินเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด (ซึ่งต่ำมาก) ถ้ากินถี่ๆ แพงๆ บ่อยๆ ก็ไม่ได้ช่วยให้เสียภาษีน้อยลง

งานธุรการและจัดซื้อ ก็ต้องรู้เรื่องหมึกหมด กระดาษหมด ทำตรายาง ทำนามบัตร จ่ายบิล ส่งไปรษณีย์ รับเช็คจากลูกค้าอัพเดทบัญชี ออกใบแจ้งหนี้ ส่งใบเสร็จรับเงิน

งานทั้งหลายทั้งปวงนี้ต้องอยู่ภายใต้นโยบายที่เกี่ยวข้อง เราในฐานะผู้จัดการบริษัท (GM มือใหม่) ก็ต้องจัดทำนโยบายอีก เช่น นโยบายการเบิกค่าเดินทางนโยบายการให้ของขวัญ นโยบายอำนาจอนุมัติของผู้บริหาร เป็นต้น

เรียกว่า ขุดความรู้เก่าสมัยเป็นผู้จัดการมาใช้ล้วนๆ

จนถึงวันนี้ ปิดปี 2557 แล้ว ได้เวลาที่รอคอย นั่นคือการตรวจร่างงบการเงิน จะได้รู้กันว่าบัญชีที่บริษัทลงไว้ กับบัญชีที่บริษัททำบัญชีลงไว้ มัน diff กันแค่ไหน ยังไง

แล้วมันก็ diff อย่างที่คิด

โชคดีที่เราดูตัวเลขรายได้รายจ่ายของบริษัทด้วยตัวเองตลอด ยอดเงินในบัญชีธนาคารเท่าไหร่ หายไปไหนเรารู้หมด กรรมการไม่สามารถถอนเงินไปใช้ซี้ซั้วได้เลยเพราะเราขู่ว่าถ้ากรรมการเอาเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวกรรมการจะโดนจับ (ขู่แบบขำๆ นะ)

ที่เราทำพลาดคือ petty cashเราไม่เคยบริหารเงินสดย่อยมาก่อน หลักการคือ ต้นเดือนให้เบิกเงินมาก้อนนึงแล้วระหว่างเดือนใช้ไปเท่าไหร่ให้เบิกเงินมาเติมในส่วนที่ขาดในต้นเดือนถัดไป เราทำไปคนละอย่างเพราะเรากะไม่ได้ว่าเดือนนี้จะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ พอปิดปี ปรากฏว่า petty cash ติดลบ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นไปไม่ได้เพราะไม่งั้นแสดงว่าควักเงินตัวเองมาออกใช้จ่ายในบริษัท เดือดร้อนบริษัททำบัญชีต้องไล่ตัวเลขให้ เราจำได้ว่าเขาบอกเราตั้งแต่ตอนเปิดบริษัทแล้วว่าลูกค้ารายหนึ่งมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เขาก็เอาเงิน 1ล้านบาทมาเข้าบัญชีเลย ใช้เท่าไหร่ก็หักไปจากยอดนี้ แต่บริษัทเรามีทุนจดทะเบียนในลักษณะ cash in hand ไม่ใช่เอาเงินไปกองไว้ในบัญชีทั้งก้อน

ที่บริษัททำบัญชีท้วงอีกอย่างคือค่าตอบแทนกรรมการเดือนธันวาคม เราไม่ได้แจ้งเขา เขาเลยไม่ได้ทำหัก ณ ที่จ่ายส่งสรรพากร ในฟอร์ม ภงด. 3 / 53 ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เตรียมโดนปรับ แต่เราบอกไปว่ามีการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการในเดือนธันวาคมจริงแต่เมื่อรวมรายได้ทั้งปีของกรรมการทั้งงานประจำและทั้งตำแหน่งกรรมการในบริษัทของเราหลังหักค่าลดหย่อนแล้วก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี จึงไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย

สิ่งที่เราเพิ่งรู้คือออกใบแจ้งหนี้เดือนไหนให้นับเป็นรายได้ของเดือนนั้นถึงแม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินค่าบริการก็ตาม แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย นำมาลงบัญชีไม่ได้จนกว่าจะถึงวันที่ลูกค้าจ่ายภาษีจริง (นี่เราก็ยังไม่หายงง)

สินทรัพย์บริษัทเราก็ลงยอดมาคำนวณภาษีผิด  ตอนลงบัญชีเองเราหักเงินจากบัญชีเต็มทั้งก้อน แต่ในทางภาษีแต่ละปีต้องหักได้ตามอัตราค่าเสื่อม จนกว่าจะหมดอายุของสินทรัพย์

พอเคลียร์เรื่องส่วนต่างแล้วก็มานั่งอ่านงบ

เราเคยอ่านงบมาหลายเล่มแล้วไม่ใช่อ่านแบบวิเคราะห์นะ อ่านเพราะต้องแปล งบของลูกค้าที่ส่งมาแปล มีตั้งแต่งบง่ายๆไปจนถึงงบซับซ้อนคอดๆ ชนิดที่ว่าคนแปลยังงง (ถ้าประโยคไม่เคลียร์ นักแปลต้องไปนั่งไล่ดูตัวเลขในงบด้วยนะ จะได้รู้ว่าแปลผิดหรือเปล่า)

แต่คราวนี้ต้องอ่านงบบริษัทของตัวเอง ปรากฏว่า เข้าใจทุกจุด ทุกยอดที่รายงาน (ก็แหมบริษัทเล็กอย่างนี้ turn over น้อยขนาดที่ไม่ต้องจดVAT จะมีอะไรให้รายงาน) อ่านจบภายใน 15 นาทีอีเมลแจ้งบริษัททำบัญชีเลยว่า อนุมัติ ออกตัวจริงส่งให้กรรมการเซ็นได้เลย

จบไปหนึ่งอย่าง แต่…พลันนึกขึ้นได้ว่า อีกไม่นานก็จะเดือนมิถุนายนแล้วนี่นาได้เวลาปิดปีภาษีออสเตรเลีย พระเจ้า!ต้องเตรียมทำภาษีอีกแล้วเหรอเนี่ย





Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2558 12:59:41 น.
Counter : 2339 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Natchaon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 278 คน [?]



Sawaddee ka. My name is Nat. I am a certified translator. I have been in the translation industry since 2004.

I graduated a master degree in English-Thai translation from Chulalongkorn University, Thailand.

I have the following accreditation:
- NAATI Accreditation for EN < > TH translation (Australia)
- Court Expert Registration for EN < > TH translation (Thailand)
- Member (MCIL), Chartered Institute of Linguists (U.K.)

See details about my services here http://www.nctranslation.net
http://www.expertthai.net

For a quick quote, email your document to natchaon@yahoo.com.

รับแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียพร้อมประทับตรา NAATI ปรึกษาฟรีที่ natchaon@yahoo.com หรือ Line: Natchaon.NAATI

See below my locations:
- Melbourne: Now - 22 Dec 2017
(Last update: 03 Jul 2017)

NAATI ออสเตรเลีย, NAATI เมลเบิร์น, NAATI ประเทศไทย, NAATI กรุงเทพ, แปลเอกสารพร้อมประทับตรา NAATI, แปลเอกสารโดยนักแปล NAATI, NAATI Australia, NAATI Melbourne, NAATI Thailand, NAATI Bangkok, NAATI translation, NAATI accredited translation, Australia Visa, Partner Visa, Fiance Visa, Prospective Visa, Skilled Migrant, Student Visa, Work Visa, Work and Travel Visa, Online Visa, วีซ่าออสเตรเลีย, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าคู่หมั้น, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงานและท่องเที่ยว, วีซ่าออนไลน์
Thai – English translation, English – Thai Translation, แปลอังกฤษเป็นไทย, แปลไทยเป็นอังกฤษ

*บทความทั้งหมดในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ*
กุมภาพันธ์ 2558

1
2
3
4
5
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
28
 
All Blog