ถามพี่

ทีแรกจะตั้งชื่อบล็อกว่า “เมื่อความซวยมาเยือน”แต่คิดแล้ว มันไม่ใช่เพิ่งซวยครั้งแรก

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราโดนลูกค้าต่อว่าซึ่งสุดท้ายจบที่การคืนเงินให้เต็มจำนวนพร้อมรับเอกสารแปลคืนมาทำลายที่ออฟฟิสเรา

ลูกค้ารายนี้ใช้บริการแปลเอกสารประกอบการขอวีซ่าออสเตรเลียเราแปลแล้วก็ส่งฉบับแปลเป็นPDF ให้ลูกค้าตรวจความถูกต้องก่อนที่เราจะเซ็นและประทับตรา NAATI เราทำอย่างนี้มา 5 ปีแล้วมีปัญหาน้อยมากเพราะลูกค้าได้เห็นเอกสารที่ตัวเองจะนำไปใช้ก่อนออกเอกสารจริงถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงตรงไหน เราแก้ไขจนกว่าจะพอใจ ถึงจะเซ็นและประทับตราแต่ถ้าออกเอกสารตัวจริงแล้ว มาขอแก้ไขทีหลัง เราคิดค่าบริการ 50% ของเอกสารชุดแรก

ที่ผ่านมา ลูกค้าเข้าใจดี หลายรายบอกเราว่าลูกค้าผิดเองที่ไม่ดูตัวแปลที่เราส่งให้ คือเอกสารส่วนตัว อย่าง บัตร ปชชทะเบียนบ้าน ใบเกิด ใบหย่า ใบ ส.ด. มันแปลไม่ยากแต่รายละเอียดมันเยอะเพราะเราแปลแบบ full translation

ขอขยายความก่อนเล่าต่อ ในออสเตรเลียนักแปล NAATI นิยมแปลเอกสารส่วนตัวเพื่อประกอบการขอวีซ่าในรูปแบบ extract คือ ลงเฉพาะรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับผู้สมัคร

สมมติ แปลสูติบัตร ถ้าแปล full translation จะต้องแปลให้ครบ มีรายละเอียดทุกอย่าง รวมทั้งส่วนที่ระบุว่า ใครทำคลอด(หมอตำแย พยาบาล แพทย์ etc.) ใครแจ้งเกิด(เจ้าบ้าน ญาติ บิดา มารดา เจ้าพนักงาน etc.) นี่คือรูปแบบการแปลที่แปลๆกันในประเทศไทย

ส่วนการแปลแบบ extract คือการแปลเฉพาะรายละเอียดที่สำคัญของเจ้าของเอกสารดังนั้นหน้าตาเอกสารแปลจะออกมาไม่เหมือนต้นฉบับ ตารางอะไรก็ไม่เหมือน มี 10 ช่อง แปลเหลือ 5 ช่อง เป็นต้นโดยที่ฉบับแปลแบบ extract นั้นสามารถใช้ได้ทุกหน่วยงานในออสเตรเลียแต่ไม่สามารถนำมายื่นวีซ่ากับสถานทูตออสเตรเลีย กรุงเทพได้ อันนี้พี่นักแปล NAATI บอกเรามาว่าลูกค้าของเขาโดนปฏิเสธเอกสารและขอให้มาแปลใหม่แบบ fulltranslation เราเข้าใจว่าเป็นเพราะสัดส่วนผู้สมัครใช้เอกสารแปลแบบเต็มพร้อมประทับตรากรมการกงสุล(แจ้งวัฒนะ) นั้นเยอะกว่าผู้สมัครที่ใช้เอกสารแปลพร้อมประทับ NAATI หน่วยงานรับยื่นวีซ่าออสเตรเลียจะเห็นความแตกต่างได้ทันทีหากผู้สมัครใช้เอกสารแปลที่เป็นการแปลแบบ extract ซึ่งจะขาดรายละเอียดหลายจุดเมื่อเทียบกับฉบับแปลที่นักแปลแปลแบบ fulltranslation พร้อมประทับกรมการกงสุล ทำให้เอกสารแปลฉบับ extract ถูกปฏิเสธ (อันนี้เดาเองแบบมีเหตุผลสนับสนุนนะเออ ไม่ใช่เดาส่งๆ)

เคยมีลูกค้ารายนึงมาที่ออฟฟิสเรามีเอกสารด่วนหลายชุดมากๆ ให้แปลเพื่อยื่นวีซ่านักเรียนให้น้องชายตัวลูกค้าเป็นพี่สาว เคยทำงานกับเอเจนท์การศึกษาในออสเตรเลียเลยรู้ว่าต้องแปลประทับNAATI ชัวร์สุด และลูกค้ารายนี้ก็เคยแปลเอกสารให้เอเจนท์ที่เป็นนายจ้างด้วย(แต่ให้คนอื่นประทับตรา) พอลูกค้าเห็นเอกสารแปลของเรา ลูกค้าบอกว่า “แปลได้เรียบร้อยมาก” นั่นแน่ะสงสัยลูกค้าจะเคยแปลแต่แบบ extract

เอาเป็นว่า เอกสารแปลแบบ full translation มันต้องตรวจละเอียดกว่าเอกสารแปลแบบ extractที่กวาดตามองก็น่าจะรู้ได้เลยว่าผิดตรงไหน

ลูกค้ารายที่เราคืนเงินไปนี้ฝ่ายหญิงตรวจฉบับแปลที่เราส่งไปให้แล้ว และแจ้งเราว่า ขอแก้ฉบับนี้ ฉบับนี้และฉบับนี้ เราก็บอกว่า มีแก้อย่างอื่นอีกมั้ย ลูกค้ายืนยันว่าไม่มีเราก็สั่งพิมพ์และประทับตรา

ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นฝ่ายชายอีเมลมาขอแก้เอกสารเพิ่มอีกตัว คราวนี้เราแจ้งเงื่อนไขการให้บริการว่าถ้ามีแก้ไขเพิ่มเติมหลังจากที่เราออกเอกสารแล้ว เราคิดค่าบริการ 50% ของชุดแรก

แน่นอนว่า ลูกค้าไม่เข้าใจและไม่ยอมจะเข้าใจด้วย อ่ะ ไม่เป็นเรา เราบอกว่า เรายกเว้นค่าบริการให้แต่ขอให้บอกเราเลยว่า มีแก้ไขตัวอื่นอีกมั้ย เราจะได้ออกเอกสารฉบับใหม่ทีเดียว(ใจเราอยากจะบอกตรงๆ ในอีเมลว่า อย่าแก้กลับไปกลับมาเลย มันเสียเวลาดูให้ละเอียดทีเดียวแล้วบอก จะได้ประหยัดเวลาทั้งสองฝ่ายเพราะเราก็จะบินไปเมลเบิร์นอยู่แล้ว) และเราบอกฝ่ายหญิงไปว่าครั้งหน้าเราไม่รับงานแปลของลูกค้าแล้วนะเพราะลูกค้าไม่ยอมรับเงื่อนไขการให้บริการของเรา

ฝ่ายหญิงดูเอกสารทั้งหมดอีกรอบและยืนยันกับเราว่า ไม่มีอะไรแก้ไขแล้ว เราก็ออกเอกสารฉบับแก้ไขให้ใหม่

วันต่อมา ฝ่ายหญิงโทรมาหาเราตั้งแต่ 7.30 น. บอกว่ามีแก้ไขเพิ่ม เราก็บอกว่าได้แจ้งไปแล้วว่ามีค่าบริการเพิ่มเติมนะ (นี่ขนาดบอกว่ามีค่าบริการเพิ่มเติมยังแก้แล้วแก้อีก ถ้าเราไม่กำหนดค่าบริการส่วนนี้ คงจะแก้กันไม่เลิก)ลูกค้าก็ยืนยันว่า ไม่จ่าย ยังไงก็ไม่จ่าย

ตอนนั้นเรากำลังอีรุงตุงนังอยู่สำนักงานที่ดินเลย(เพิ่งขายบ้านหลังเก่าได้) ระหว่างรอเรื่องโอนบ้านเสร็จ เราโทรถามพี่นักแปล NAATI อีกคนนึงที่อยู่กรุงเทพ (ถามพี่คนที่หนึ่ง) ว่า ว่างไหมจะให้รับลูกค้ารายนี้แทนเราหน่อย แล้วเราก็อธิบายปัญหาให้ฟัง คือโดยหน้าที่แล้วถ้าเรารับงานมาแล้วทำไม่สำเร็จ เราต้องรับผิดชอบด้วยการหาคนอื่นมาทำแทนเรา)แต่พี่นักแปลบอกว่า ตอนนี้อยู่ต่างจังหวัด งดรับงาน

พอถึงบ้าน ฝ่ายชายอีเมลมาว่าเราว่าเขาอ่านภาษาไทยไม่ออก ฝ่ายหญิงก็อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก จะให้ทำยังไง(ถึงตอนนี้เราเริ่มมึนแล้ว จริงๆ เจ้าของเอกสารต้องรับผิดชอบเอกสารของตัวเองเหมือนตอนส่งเอกสารแปลไปประทับที่กรมการกงสุลถ้าเอกสารประทับตราไปแล้วปรากฏว่าเพิ่งเห็นว่ามีที่ผิดจะถือเอกสารกลับไปขอประทับตราใหม่กรมการกงสุลไม่ยกเว้นค่าธรรมเนียมรอบหลังให้อยู่แล้ว) ลูกค้าบอกด้วยว่าถ้าส่งตัวแปลไปแล้วใช่ไม่ได้ เราต้องแก้ไขให้ฟรี งงสิ สมมติว่าส่งสถานทูตออสเตรเลีย แล้วเอกสารใช้ได้ พอวีซ่าผ่าน ได้เอกสารแปลคืนมาแต่ถือมาใช้ในออสเตรเลีย แล้ว ต.ม. ไม่รับเอกสาร เราต้องมาตามแก้ให้ทุกครั้งเหรอ

เราขอเบอร์โทรจากฝ่ายหญิงเพื่อโทรไปคุยกับฝ่ายชายเราคิดอยู่แล้วว่า เราจะคืนเงินเพราะเราห่วงว่าถ้าเราบินไปเมลเบิร์นแล้วมีแก้เอกสารอีก เราต้องส่งเอกสารข้ามประเทศอีกกี่รอบล่ะเนี่ยพอได้คุยโทรศัพท์ทำให้เรานึกได้ว่าเราไมได้เจอกับฝรั่งนิสัยอย่างนี้มานานแค่ไหนแล้วครั้งก่อนโน้นก็ตอนเราไปซิดนีย์เยี่ยมลูกค้าที่ให้เราแปลบทสัมภาษณ์งานวิจัยปริญญาเอกตอนนั้นลูกค้าฝรั่งต่อราคาค่าแปลเรา $7 (ตรูจะบ้า) พอเราให้ไปหานักแปลรายอื่นทำก็ว่าเราว่า “Is this how you treat your customer?”เห็นได้ชัดว่าลูกค้าคิดว่าตัวเองคือพระเจ้า แต่เรามองในแง่ของเศรษฐศาสตร์ ราคานี้พอใจจะซื้อก็ซื้อ ไม่พอใจก็ไม่ต้องซื้อ

เราอธิบายให้ลูกค้าปลายสายทราบว่าเราจะคืนเงินให้อยู่แล้วและพยายามแก้ปัญหายังไง เราบอกว่าเขาว่า เขาเข้าใจผิดไม่ใช่เราคนเดียวที่มีตราประทับตัวนี้ ในออสเตรเลียมีอีกตั้ง 20 คน แต่เขาบอกว่า ชั้นไม่อยากรู้จักกับคนอย่างเธอ เธอเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ไม่รับผิดชอบงานตัวเอง แล้วชั้นก็ไม่อยากให้นักแปลที่เธอติดต่อให้ทำงานให้ชั้นด้วย แล้วเธอไม่ต้องเรียกชั้นว่า คุณ xx ไม่ต้องมาสุภาพกับชั้นblah blah blah …. ชั้นจะร้องเรียนเธอชั้นจะทำให้ชีวิตเธอลำบาก คอยดู

เราตอบไปว่า “You have that option. I cannot do anything about it.” แหม จะให้เราตอบยังไง

ตกเย็นฝ่ายหญิงเอาเอกสารมาให้เราพร้อมรับเงินคืน เห็นบ่นๆเรื่องนิสัยของฝ่ายชายว่าอะไรไม่รู้ เราบอกไปว่า พี่หยุดเถอะ หนูไม่อยากให้พี่ทะเลาะกับแฟน เขาบอกว่าจะไปส่งแปลที่เมลเบิร์น เท่าที่หนูรู้ค่าแปลที่โน่นหน้าละ 1,500 บาท ปล่อยเขา

อันที่จริง ตั้งแต่รับงานวีซ่านี่เราโดนไปหลายดอกแล้ว เช่น คิดค่าแปลเท่านี้ ลูกค้าก็บอกว่า แพง พอเราบอกว่าถ้าคิดว่าแพง ก็ไปใช้เจ้าอื่น ลูกค้าก็หาว่าเราไล่ส่งอีก พอเราติดงานลูกค้ารายอื่นลูกค้ารายใหม่ก็ไม่พอใจ พอแปลเสร็จเร็ว ประทับตราเร็ว ลูกค้าก็บอกว่าจะรีบประทับตราทำไมยังแก้เอกสารไม่เสร็จ (ทั้งที่แจ้งแก้ไขกับเราไปแล้วนะ) ทำอะไรก็ผิดสมัยก่อนตอนที่มีเราคนเดียวในกรุงเทพที่รับแปลประทับ NAATI เราไม่อยากจะปฏิเสธลูกค้าเพราะกลัวโดนต่อว่าว่าในเมื่อคนอื่นไม่มีตราประทับตัวนี้ มีเราคนเดียวที่มี เราก็ไม่ควรจะปฏิเสธลูกค้า

กลับมาเรื่องเดิม เราคืนเงินจบไปแล้วแต่สิ่งที่คาใจเรายังไม่จบ คือ จะจัดการปัญหานี้ยังไงดี

ไหนโทรถามพี่คนที่สองหน่อยซิเราโทรหาพี่นักแปล NAATI ในเมลเบิร์น เล่าเรื่องให้ฟัง พี่ผู้หญิงท่านนี้ตอบว่าพี่ก็ไม่มีคำตอบให้เหมือนกัน แต่แนะนำให้ระบุ Disclaimer ไว้ ว่าไม่รับผิดชอบต่อการเรียกร้องทุกกรณี

เรานึกอยู่แล้ว เรื่อง Disclaimer เนี่ย เลย google เรื่องการรับประกันงานแปลซึ่งทำให้เรารู้ว่า บริษัทแปลต่างประเทศจะมีเงื่อนไขการให้บริการพิมพ์ไว้ชัดเจนในเว็บไซต์และส่วนใหญ่จะมีเงื่อนไขกำกับว่า หากพบว่าคำแปลผิดพลาด ลูกค้าต้องแจ้งภายใน x วัน หากเลยกำหนดนี้แล้ว จะถือว่าฉบับแปลที่ส่งไปนั้นถูกต้อง และหากลูกค้าต้องการให้แก้ไขเอกสารหลังจากระยะเวลาที่กำหนดบริษัทจะคิดค่าบริการรวมทั้งไม่รับประกันว่าเอกสารแปลจะนำไปใช้กับหน่วยงานที่ต้องการยื่นเอกสารได้หรือไม่

นั่นไง เงื่อนไขเหมือนกับของเราเลย แต่… เราพลาดที่เราไม่ได้พิมพ์ Terms of Service ไว้ในเว็บไซต์ ทุกครั้งที่เราทำงานจะเป็นการบอกทางอีเมลหรือบอกทางโทรศัพท์เพราะเราไม่ค่อยเจอลูกค้าเข้าใจยากแบบรายนี้

รู้อย่างนี้แล้วเราก็ต้องร่างเงื่อนไขการให้บริการของเราบ้างก็ลอกมาจากเว็บอื่นแล้วมาดัดแปลงให้ตรงกับลักษณะของธุรกิจ และส่งไปถามพี่คนที่สามคือพี่ทนาย เพื่อขอความเห็นและให้ตรวจแก้เงื่อนไขให้เรา (พี่ทนายท่านนี้อายุรุ่นพ่อ ท่านเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย ตอนนี้เกษียณแล้ว) 

พี่ทนายส่งตัวเงื่อนไขฉบับที่แก้ไขมาให้เราเมื่อวานนี้บอกว่า เห็นแก้มาแค่ 3-4 จุด “แต่ผมนั่งอ่านข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งวันเลยนะ”(แงะ หนูขอโทษ) คือพี่เขาตรวจเงื่อนไขการให้บริการเทียบกับเงื่อนไขที่ใช้กันในธุรกิจแปลและล่ามเพื่อดูว่าสามารถปรับตรงไหนให้เราได้บ้าง

พี่ทนายอธิบายเพิ่มว่า ประเด็นนี้แยกเป็น 2 ส่วนคือ การรับประกันผลงาน (warranty) และความรับผิดทางวิชาชีพ (professional liability)

ในส่วนการรับประกันผลงานให้จำกัดระยะเวลารับประกัน เหมือนกรณี ซื้อของแล้ว ไม่พอใจยินดีคืนเงิน โดยต้องนำของมาคืนภายใน 7 วัน เป็นต้น ไม่ใช่ว่าเอาของไปใช้เป็นเดือนแล้วเพิ่งมาบอกว่า ไม่ชอบอย่างนั้นไม่ได้

ส่วนความรับผิดทางวิชาชีพให้จำกัดความรับผิดเพียงมูลค่าตามใบแจ้งหนี้เท่านั้น

สำหรับงานแปล พี่ทนายบอกว่าน่าคิดว่าใครมีหน้าที่รับผิดชอบเอกสาร เวลาพี่ทนายจ้างเราแปลพี่เขาเป็นคนตรวจก่อนส่งลูกค้าเพราะเขาเป็นทนายไง

พี่ทนายบอกว่า discrepancy มันมีทุกอาชีพอยู่แล้ว เป็นเรื่องธรรมดา ใครๆ ก็ทำพลาดได้ทนายก็โดนร้องเรียน ลูกค้าขู่ว่าจะฟ้องร้องเป็นคดีความจะแจ้งสำนักงานใหญ่ที่ต่างประเทศ etc. สำหรับคนไทยก็ต้องบอกว่า จะเจอลูกค้าแบบนี้เยอะแค่ไหนนั้น “แล้วแต่กรรม”(ฟังแล้วขำ แต่มันก็จริง เราก็คิด ว่าทำกรรมอะไรไว้ถึงได้เจอคนแบบนี้ ถ้าสวดมนต์แผ่เมตตาไปให้ จะเลิกแล้วต่อกันได้มั้ย)

เราว่า ปัญหาที่เราเจอมันคาบเกี่ยวคือไม่ใช่เราไม่รับผิดชอบงานแปล เราแก้ได้หมดแหละ แต่ไม่ใช้แก้กันแบบ unlimited แล้วเรามีเงื่อนไขการให้บริการซึ่งก็ไม่ได้พิสดารไปกว่าเงื่อนไขการให้บริการของบริษัทแปลต่างประเทศเลยเราเคยเจอลูกค้ากลับมาขอแก้วิธีสะกดชื่อตำบล อำเภอ ชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ออกเอกสาร etc. เพราะลูกค้ากรอกในฟอร์มวีซ่าไปแล้ว พี่นักแปล NAATI บอกว่าไม่แก้ แต่เราบอกว่า ไม่แก้ไม่ได้สิ ลูกค้ากรอกฟอร์มวีซ่าไปแล้วเอกสารอื่นต้องทำให้เหมือนกัน

อย่างงานแปล project ใหญ่ๆเวลา editor ตรวจงานเราเสร็จแล้วส่งมาให้เราดู จะให้เราแก้ไขแบบไม่คิดเงินก็ได้แต่นั่นหมายความว่า เราจะไม่ใส่ หมายเหตุ อธิบายว่า เพราะอะไรเรา accept หรือreject ซึ่งแน่นอนว่า ลูกค้าไม่ยอมลูกค้าต้องการเหตุผลและแหล่งอ้างอิงเสมอ เราถึงต้องคิดค่าบริการเพิ่มเป็นค่าเสียเวลาที่เราต้องไปค้น reference มาอธิบาย

นอกจากถามพี่สามคนแล้ว เราถาม NAATI ด้วย อยากได้แนวทาง แต่ได้รับอีเมลตอบมาว่า ให้ไปปรึกษา AUSIT (สมาคมนักแปลและล่ามออสเตรเลีย) เรายังไม่ได้เป็นสมาชิก แต่ก็น่าสนใจไว้มีโอกาสได้ถาม เราจะมาเล่าให้ฟัง




Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2558 5:19:47 น.
Counter : 951 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Natchaon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 277 คน [?]



Sawaddee ka. My name is Nat. I am a certified translator. I have been in the translation industry since 2004.

I graduated a master degree in English-Thai translation from Chulalongkorn University, Thailand.

I have the following accreditation:
- NAATI Accreditation for EN < > TH translation (Australia)
- Court Expert Registration for EN < > TH translation (Thailand)
- Member (MCIL), Chartered Institute of Linguists (U.K.)

See details about my services here http://www.nctranslation.net
http://www.expertthai.net

For a quick quote, email your document to natchaon@yahoo.com.

รับแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียพร้อมประทับตรา NAATI ปรึกษาฟรีที่ natchaon@yahoo.com หรือ Line: Natchaon.NAATI

See below my locations:
- Melbourne: Now - 31 May 2017
(Last update: 01 Mar 2017)

NAATI ออสเตรเลีย, NAATI เมลเบิร์น, NAATI ประเทศไทย, NAATI กรุงเทพ, แปลเอกสารพร้อมประทับตรา NAATI, แปลเอกสารโดยนักแปล NAATI, NAATI Australia, NAATI Melbourne, NAATI Thailand, NAATI Bangkok, NAATI translation, NAATI accredited translation, Australia Visa, Partner Visa, Fiance Visa, Prospective Visa, Skilled Migrant, Student Visa, Work Visa, Work and Travel Visa, Online Visa, วีซ่าออสเตรเลีย, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าคู่หมั้น, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงานและท่องเที่ยว, วีซ่าออนไลน์
Thai – English translation, English – Thai Translation, แปลอังกฤษเป็นไทย, แปลไทยเป็นอังกฤษ

*บทความทั้งหมดในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ*
กุมภาพันธ์ 2558

1
2
3
4
5
7
8
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
28
 
6 กุมภาพันธ์ 2558
All Blog