ธรรมะระหว่างวัน ได้รับการตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์กรีนปัญญาญาณ พิมพ์ด้วยกระดาษถนอมสายตา จำนวน ๑๖๐ หน้า ราคา ๑๒๐ บาท
ผมตั้งปณิธานส่วนตัวเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่า จะแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากค่าลิขสิทธิ์รวบรวมไว้ทำบุญ และได้รู้เพิ่มเติมในภายหลังว่า หากซื้อในนามของนักเขียน ทางสำนักพิมพ์ยินดีให้ส่วนลดเป็นพิเศษ ผมจึงตั้งใจจะจำหน่ายเองด้วยส่วนหนึ่ง โดยจะแบ่งรายได้จากตรงนี้เพิ่มเติมเข้าไปในส่วนของเงินทำบุญ
ผมจึงขอถือโอกาสนี้เรียนว่า ไม่ว่าท่านจะซื้อ ธรรมะระหว่างวัน จากทางใด ถือว่าเราได้ทำบุญร่วมกันครับ
หากท่านต้องการสั่งซื้อจากผมโดยตรง กรุณาโอนเงินเข้าบัญชี วัชระ ทองนาค ธนาคารกสิกรไทย สาขา ท่าน้ำนนทบุรี เลขที่ 559-2-05234-4
ราคาลดจากปก ๕ % เหลือ ๑๑๔ บาท (บริการส่งฟรีทั่วประเทศ)
เมื่อโอนเงินแล้วกรุณาแจ้งจำนวนเงิน สถานที่ วัน และเวลาที่โอน ทางหลังไมค์ หรือ ส่งแจ้งทางเมล์ได้ที่ woraban@gmail.com
หากต้องการลายเซ็นกรุณาแจ้งความจำนงได้เลยครับ
~~~~~~~~~
ด้านล่างนี้เป็น (ส่วนหนึ่ง) ของคำนำ และ คำโปรยปกหลัง นะครับ
คำนำ
อยากมีฤทธิ์ นั่นคือเหตุผลหลัก ที่ทำให้ผมสนใจการทำสมาธิตั้งแต่เพิ่งจบมัธยมต้นแม้จะเป็นเหตุผลที่ค่อนข้างเขลา แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผมหันหน้าเข้าหาธรรม
ในตอนนั้น ผมมุ่งมั่นฝึก กสิณ เพราะเชื่อว่าเป็นวิถีสำหรับผู้แสวงหาฤทธิ์โดยแท้ จึงไม่ได้สนใจธรรมะในแง่มุมอื่น แต่วาสนาของผมคงยังพอมีอยู่บ้างหรือไม่ก็เป็นไปตามหลัก ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
จึงทำให้ฉุกคิดได้ว่า ความสุขจากธรรมะที่แท้นั้นน่าพิสมัยกว่าอิทธิฤทธิ์ แต่กว่าจะคิดได้เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าสิบปี ถือว่าหลงไปพอสมควรแต่ถ้าไม่หลงก็คงไม่รู้ ว่าธรรมะที่แท้จริงนั้นลุ่มลึกเพียงใด
หนังสือเล่มนี้เกือบจะไม่ได้เสร็จเป็นรูปเล่มที่สวยงามแล้ว ทั้งนี้เพราะความไม่สะดวกใจส่วนตัว ที่จะเขียนหนังสือธรรมะเพื่อจำหน่ายโครงการครั้งแรกจึงล้มเลิกไปโดยปริยาย
ครั้นได้นำเรื่องไปปรึกษาครูบาอาจารย์ก็ปรากฏว่า ท่านพิจารณาดังนี้
เรื่องที่ผมเขียน จะว่าเป็นธรรมะก็ไม่เชิงเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น โดยยกคำสอนของครูบาอาจารย์มากล่าวอ้างบ้างเท่านั้น
จึงกลายเป็นว่าผมคิดมากไปเอง
แต่ท่านเมตตาอบรมว่าอย่าเขียนในสิ่งที่ไม่รู้จริง และที่สำคัญ อย่าเบียดเบียนคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านสอนไว้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น อย่าไปริอ่านแต่งเติมเสริมความคิด ตรงไหนที่ยกมาอ้าง ก็ทำไว้ให้ชัดตรงไหนที่เป็นความเห็นของเรา ก็ทำไว้ให้ชัด ผู้อ่านจะได้ไม่สับสน
ผมน้อมนำคำสั่งสอนของท่านมาเตือนตนในทุกตัวอักษรที่เขียน และระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดแต่ก็อาจมีบ้างที่พลั้งเผลอ ซึ่งถ้าท่านผู้รู้จะกรุณาตักเตือน จักเป็นพระคุณยิ่ง
ธรรมะระหว่างวันจะเป็นเสมือน มัคคุเทศก์ทางความคิด ที่พาท่านเดินทางท่องไปในหนึ่งวัน หากพบสิ่งไหนน่าพินิจ หากเห็นสิ่งไหนน่าพิจารณามัคคุเทศก์คนนี้จะคอยกระซิบบอก และเสนอแนวทาง เพื่อกระตุ้นให้ท่านได้คิดต่อยอด
ผมหวังว่าหนังสือที่เพียรแต่งขึ้นนี้จะก่อประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านได้บ้าง ผมปรารถนาให้ข้อคิดเห็นในหนังสือเล่มนี้ ติดตามท่านไปในทุกช่วงเวลาและสุดท้าย ผมหวังใจว่า เมื่อหมั่นพินิจพิจารณา แม้ความทุกข์มายืนอยู่ตรงหน้าท่านก็จะยิ้มร่า แล้วยื่นมือออกไปสัมผัสทักทาย
ขอขอบพระคุณ อาจารย์ประภัสสร ชุติมา เสวิกุล ที่ช่วยกล่อมเกลาศิษย์คนนี้ ขอขอบพระคุณ อาจารย์ชมัยภร แสงกระจ่าง ที่กรุณาตั้งนามปากกาอันเป็นมงคล ขอขอบคุณ คุณพิธันดร อาจารย์ทางการเขียนคนแรก และสุดท้าย ขอขอบคุณ บก.ไญยิกา เมืองจำนงค์ ที่ไม่ลืมต้นฉบับนี้ ทุกอย่างจึงสำเร็จสมดังเจตนาทุกประการ
~~~~~~~~~
คำโปรย (ปกหลัง)
ก่อนเราเกิดโลกก็ดำเนินมาอยู่แล้ว ครั้นเราเกิด โลกก็ดำเนินไป และเมื่อเราตายโลกก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดิม เราเป็นเพียงผู้ผ่านมาแล้วก็ต้องผ่านไป เราเป็นเพียงผู้อาศัย ไม่ใช่เจ้าของ เราเป็นเพียงเศษเสี้ยวของโลกอย่าหลงว่าเป็นทั้งหมด เพราะการหลงว่าเราคือโลก โลกคือเรา จะทำให้ยึดติดอยู่กับมายา พยายามไขว่คว้าทุกอย่างมาเป็นของตน
~~~~~~~~~
พึงระลึกไว้เถิดว่าวันหนึ่งเราต้องได้ยินประโยคนี้ สถานีต่อไป... สถานีแห่งความตายสิ้นสุดการเดินทางเพียงเท่านี้ ท่านผู้โดยสารไม่สามารถนำอะไรติดตัวไปได้เลยแม้กระทั่งร่างกาย ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในเส้นทางสาย... มายา
ผมมีหนังสือ ธรรมมะระหว่างวัน มอบให้เพื่อนๆ ที่ผ่านเข้ามาทางนี้ ๒ เล่มครับ
ผู้ใดอยากได้ ลงชื่อไว้ตรงนี้ แล้วส่งข้อความหลังไมค์ หรือ ส่งเมล์ถึงผมได้เลยครับ (๒ ท่านแรกนะครับ)