♥ Love is the beauty of the Soul ♥ –Saint Augustine-
Group Blog
 
 
กันยายน 2556
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
29 กันยายน 2556
 
All Blogs
 

หนึ่งชีวิต





..หนึ่งชีวิต..


หลายครั้งฉันรู้สึกประหลาดใจ ที่ได้รู้ว่า มีใครบางคนปฏิบัติต่อ "แมว" อย่างถนอมกล่อมเกลี้ยง

สำหรับฉัน "แมว" เป็นสัตว์ที่ไม่ค่อยน่าพิศมัยเท่าไหร่นัก ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะจิตใจที่หยาบกระด้างของฉันเป็นทุนอยู่ก็ได้ นอกจากนิสัยชอบนัวเนีย พันแข้งพันขาเวลาอยู่ใกล้ๆแล้ว บรรดาเศษซากของเสียที่ออกมาจากร่างกายของเจ้าเหล่านั้น ยังส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงอย่างร้ายกาจ

ความรู้สึกนี้ เป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่เกิดจาก "แมวข้างบ้าน" ซึ่งมักจะมาก่อเหตุที่บ้านฉันเสมอ และทุกครั้ง ฉันจะอดประนามบุคคลเหล่านั้นในใจไม่ได้ว่า

"ถ้าไม่สามารถดูแลเขาได้จริงจังแล้ว จะเอาเขามาเลี้ยงทำไม (วะ)!!"

เพราะนอกจากจะเป็นการทำร้าย "แมว" แล้ว ยังเป็นการทำร้าย "คนข้างบ้าน" อย่างฉันด้วย


ในความคิดของฉัน "แมว" เป็นสัตว์ที่อยู่คู่บ้านเรือนมนุษย์แต่ไหนแต่ไรมา จะด้วยเจ้าของเต็มใจไขว่คว้าหามาเลี้ยงด้วยใจรักอันบริสุทธิ์ หรือจะด้วยเจ้าสัตว์เลี้ยงประเภทนี้พลัดหลงเข้ามาหาอาหารเลยพาลได้อยู่อาศัย เพราะเจ้าของเดิมละเลยที่จะดูแลเอาใจใส่ก็ตามที ดังนั้น "แมว" จึงเป็นสัตว์เลี้ยงที่ธรรมดาสามััญ ไม่มีความผูกพันธ์ทางด้านจิตใจเท่าไหร่นัก ติดจะน่ารำคาญเล็กน้อยสำหรับฉันด้วย ไม่เหมือน "สุนัข" หรือ "หมา" ที่ใครมักสรรหามาเลี้ยงอย่างทนุถนอมประหนึ่งสมาชิกในครอบครัว

ฉันไม่รู้หรอกว่าแมวที่เขาเลี้ยงกันจะมีกี่สายพันธุ์ พันธุ์แท้ พันธ์ุทาง พันธ์ุไทย หรือพันธ์ุเทศ อาจเนื่องด้วย ครอบครัวฉันไม่เคยเลี้ยงแมว และใกล้ชิดกับแมวอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

ที่ผ่านมา ฉันแค่ "เห็น" แมวเพียงผ่านๆอย่างผิวเผิน ฉันไม่เคย "มอง" อย่างลึกซึ้งเข้าไปถึงตัวตนของมัน จึงไม่เคยสัมผัสกับ "สัญชาติญาณ" ของการเป็น "ชีวิต" ชีวิตหนึ่ง ที่มีจิตใจ มีรัก มีโกรธ และมีความรู้สึกเจ็บปวดเช่นเดียวกับสัตว์โลกประเภทอื่นที่ฉันเกี่ยวข้องด้วย


ฉันเคยได้ฟังเรื่องราวความรักความผูกพันธ์ของใครบางคนที่มีต่อแมว ไม่ว่าจะเป็นการสละห้องตัวเองให้แมวนอน, การให้อาหารแมวต้องไม่มีส่วนที่เป็นก้างหรือกระดูก เพราะชิ้นส่วนเหล่านี้จะไปทิ่มแทงกระเพาะแมวให้เป็นแผลได้ หรือกระทั่งการพาแมวไปโรงพยาบาล ตรวจเช็คร่างกายประจำปี บางครั้งอยู่ในโรงพยาบาล 4-5 ชั่วโมง ลืมถามไปว่า เจ้าตัวเคยพาตัวเองไปเช็คร่างกายประจำปีบ้างหรือไม่..

แต่ละเรื่องที่ได้รับฟังทำให้รู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ยอมรับว่า เรื่องเหล่านั้นทำให้ฉันได้เปิดโลกทัศน์อันแสนจะคับแคบของตัวเองเกี่ยวกับ "สัตว์เลี้ยง" ได้มากขึ้นว่า แท้จริงแล้ว ยังมีคนอีกมากมายที่จิตใจอ่อนโยนงดงาม และส่งผ่านความงามเหล่านั้นไปทางจิตสัมผัสของสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่เขา "เลี้ยง" หรือ "ไม่ได้เลี้ยง" ก็ตาม


วันก่อน ค่อนข้างดึกแล้ว แม่ของฉันเล่าให้ฟังว่า..
พระหลานชาย โทรหาโยมย่า บอกว่า ให้ช่วยพาแมวไปหาหมอหน่อย แมวที่วัดเป็นอะไรไม่รู้ เห็นนอนซมมา 2-3 วันแล้ว บอกเด็กวัดก็แล้ว บอกคนที่ดูแลวัดก็แล้ว ไม่มีใครว่างพอที่จะพาไปได้..

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากกลับจากไปใส่บาตร พระหลานชายโทรมาอีก บอกว่า
"เห็นแมวร้องไห้ โยมย่า ช่วยพาไปหาหมอหน่อย.."

โยมย่าไม่รอช้า รีบให้คนขับรถพาไปวัด เมื่อไปถึง แมวตัวที่ว่า นอนหายใจรวยรินอยู่กับพื้นใต้โต๊ะที่พระนั่งฉันเพล ดวงตากึ่งปิดกิ่งเปิดนั้นมีคราบน้ำตาไหลเป็นทางให้เห็นอยู่ ใต้ท้องมีรอยเหมือนถูกสัตว์ที่ใหญ่กว่ากัดเป็นแผลเหวอะ อาการบวมเป่ง แมวตัวนั้นเมื่อมองเห็นคนเดินเข้าใกล้ ก็ส่งเสียงร้องง๊าวเบาๆ ประหนึ่งเป็นสัญญาณให้รู้ว่า "มีหนึ่งชีวิตอยู่ตรงนี้ รอความช่วยเหลือ.."

มันนอนนิ่งอย่างอ่อนระโหยโรยแรง และยอมให้คนขับรถช้อนร่างมันขึ้นแต่โดยดี ประหนึ่งรู้ว่า สองมือที่โอบอุ้มมันขึ้นมานั้น ไม่มีประสงค์ร้ายใดๆ หรือจะด้วยว่า ร่างกายมันเองเจ็บปวดเกินกว่าจะดิ้นรนขัดขืนก็ไม่อาจจะรู้ได้

มันนอนให้หมอกรีดและดูดเอาหนองกองมหึมาออกมาจากท้องของมันอย่างเงียบง่าย กลิ่นคละคลุ้งไปทั่วห้อง ตลอดเวลามันนอนร้องง๊าวเบาๆไม่มีแรงจะเคลื่อนไหว หลังจากหมอเอาส่วนที่เป็นของเสียเน่าเฟะออกมาจากท้องของมันพร้อมทำความสะอาดแผลเรียบร้อยแล้ว เจ้าแมวมีสีหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด..

คนขับรถพามันกลับวัดด้วยจิตใจที่โล่งขึ้น ภายในวัดทุกอย่างดูสงบนิ่งเช่นเคย


วันรุ่งขึ้น พระหลานชาย โทรมาบอกว่า
"เขาไปแล้ว คุณย่า.."

..อาการเจ็บปวดทรมานจากบาดแผลของแมวตัวนั้นจบลงแล้วอย่างสิ้นเชิง แต่อาการเจ็บปวดทรมานยังคงอยู่ในใจของพระใหม่รูปหนึ่ง ที่ไม่สามารถช่วยชีวิตเล็กๆชีวิตหนึ่งให้อยู่รอดได้อย่างที่ใจปรารถนา..

ฝนพรำลงมาในช่วงดึก ฉันเดินสำรวจความเรียบร้อยรอบบ้าน พลันได้ยินอะไรขลุกขลักพร้อมเสียงร้องเมี๊ยวๆอยู่ในครัว เจ้าของคงยังไม่กลับบ้านอีกตามเคย เจ้าเหมียวจึงต้องออกมาหาอะไรประทังชีวิตนอกบ้าน ฉันไม่ได้ไล่มันไปเหมือนก่อน แต่มองหาอาหารในตู้ที่ยังมีเหลือพอแบ่งปันให้ชีวิตเล็กๆอีกชีวิตหนึ่ง ซึ่งต้องเป็นอะไรที่ไม่มีก้างหรือมีกระดูกใส่จานวางไว้ ก่อนปิดประตูทิ้งความเคลื่อนไหวไว้ด้านนอก เพื่อรอเริ่มต้นวันใหม่ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมง..





 

Create Date : 29 กันยายน 2556
3 comments
Last Update : 17 ตุลาคม 2556 11:08:46 น.
Counter : 572 Pageviews.

 

ครั้งแรกที่พาน้องก๊วย น้องหมามิเนียเจอร์ฉบับกระเป๋าเดินทางไปหาหมอที่ รพส.เกษตร ด้วยอาการมีเลือดออกจากน้องจิ๋มน้อยๆของมัน หมอประจำที่คลีนิคสัตว์เลี้ยงแนะนำให้พาไป สพส.เกษตร เพราะอาการน่าเป็นห่วง ถ้าจำไม่ผิด พาเค้าไป รพส.ตั้งแต่แปดโมงครึ่ง ชั่งน้ำหนัก กรอกประวัติทำบัตรใหม่ ได้บัตรคิว จากนั้น รอ รอ และ รอ จนหงุดหงิดมาก ถึงมากที่สุด บร๊ะ! ไรกันเนี่ย เจ้าก๊วยไม่เคยเจอหมาแมวแปลกหน้า ไม่คุ้นถิ่น ก็ส่งเสียงเห่าจนน่ารำคาญ เลยต้องรบกวรพ่อพาไปรอด้านนอกตึก ไอ่เราก็เฝ้าดูจอแสดงเลขคิว เก้าโมงก็แล้ว สิบโมงก็แล้ว สิบเอ็ดโมงก็แล้ว ยังไม่ได้ตรวจ เพลียทั้งคนทั้งหมา เสียทั้งเวลา เสียทั้งงาน จนเที่ยงเกือบครึ่งได้มั้ง เสียงขานชื่อเฉาก๊วยก็ดังขึ้น หมอจับท้องลูบๆคลำๆดู แล้วแจ้งว่า เฉาก๊วยเป็นมดลูกอักเสบต้องผ่าตัดด่วน หมอถามความยินยอม เราก็ยินดีเซ็นใบ ก๊วยโชคดี หมอแทรกคิวให้ จึงได้ผ่าตัดในวันนั้น พ่อกลับก่อน เราอยู่เฝ้าจนผ่าตัดเสร็จ รอจนฟื้น พากลับบ้านพร้อมขวดและสายน้ำเกลือ แล้วเอามานอนใกล้ๆโซฟาที่เรานอน(ห้องนอนยกให้เป็นห้องแมวไปแล้ว 555) คืนนั้นทั้งคืน ไม่ได้นอนเลยต้องจับตาดูก๊วยตลอด เพราะมันแก่มากแล้ว ก๊วยพอเริ่มหายจากอาการเมายา ก็เดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวเดิน เราก็เดี๋ยวลุก เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวถือขวดน้ำเกลือเดินตาม...

หนึ่งปีถัดมา ก๊วยต้องมา รพส.เกษตรอีกครั้ง เพราะเจอก้อนเนื้อ 2 ก้อนทึ่ใต้นมเต้าที่ 2 ด้านขวา และบรรยากาศแบบเดิมๆก็หวนกลับมาอีกครั้ง...การรอคอยที่เนิ่นนาน...นานมากๆ แต่ครั้งนี้ สิ่งที่แปลกไป คือ ความรู้สึกของเราเอง เราไม่หงุดหงิด ไม่เบืี่อ ไม่เซ็ง เหมือนครั้งก่อน ไม่ใช่เพราะ ครั้งนี้โรคที่ก๊วยเป็น ไม่อันตรายเท่าครั้งแรก ไม่ใช่เพราะความเคยชิน(มาเพิ่งครั้งที่สอง คงทำใจได้ยาก ถ้าแค่ 'ชิน'

หากแต่... ครั้งนี้ เราลดความเร็วของตัวเองลง ทำใจให้ช้าลง นั่งนิ่งๆ แล้วมองรอบๆตัว สังเกตุรอบๆข้าง สิ่งที่เห็นได้ รับรู้ได้ สัมผัสได้ คือความเสียสละความรักตัวเอง ความเห็นแก่ตัวเองของเจ้าของสัตว์เลี้ยง เพืี่อให้สัตว์เลี้ยงของเขาเหล่านั้น ได้มีชีวิตต่อ ได้พ้นความเจ็บปวด ได้หายจากเจ็ยป่วย คนเหล่านั้นในสถานที่นั้น มีทั้งคนมีอันจะกิน และคนหาเช้ากินค่ำก็ลำบากจะแย่แล้ว มีทุกเพศ ทุกวัย คนเหล่านั้น เค้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เค้านั่งรอเพื่อสัตว์เลี้ยงของเค้าถึงมือหมอได้รับการตรวจเป็นหลายๆชั่วโมงไม่ต่างกัน

รพส.ที่เคยน่าหงุดหงิด น่าเบื่อ น่าเซ็ง ที่นั้น มันได้หายไปแล้ว คงเหลือไว้แต่ภาพสวยๆที่น่าจดจำของความรักผูกพันธ์ระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยงของเขา

ปล. รับรู้ได้ทันที "ฉัน เจ้าของบล็อกนี้ ก็มีจิตใจที่อ่อนโยนได้เหมือนกัน ;)

 

โดย: Sai K. IP: 27.55.165.96 30 กันยายน 2556 0:27:37 น.  

 

ขอบคุณมากค่ะ Sai K. สำหรับจิตใจอันเอื้อเฟื้อที่มีเผื่อแผ่ต่อสัตว์ทั้งที่ตัวเอง "เลี้ยง" และ "ไม่ได้เลี้ยง" และความเอื้ออาทรนี้ยังเผื่อแผ่มาสู่คนรอบข้างด้วย...

 

โดย: กระต่ายธาตุไม้ 30 กันยายน 2556 20:37:23 น.  

 

มีตัวอย่างที่ดีให้เห็นและปฏิบัติตามค่ะ พ่อและแม่ค่ะ ^^

 

โดย: Sai K. IP: 101.108.9.182 2 ตุลาคม 2556 11:56:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


กระต่ายธาตุไม้
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add กระต่ายธาตุไม้'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.