แหล่งรวมสาระความรู้

<<
มิถุนายน 2552
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
18 มิถุนายน 2552
 

คำสั่ง SQL สำหรับจัดการข้อมูล

1. คำสั่ง INSERT
ใช้ในการใส่ข้อมูล Tuple ลงใน Relation โดยการเพิ่มจะเพิ่มได้ทีละ 1 Tuple ต่อครั้ง
2. คำสั่ง UPDATE
ใช้ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูล Tuple ใน Relation
3. คำสั่ง DELETE
ใช้ในการลบข้อมูลในแต่ละ Tuple
4. คำสั่ง SELECT
ใช้ในการเรียกข้อมูลจากฐานข้อมูลตามที่ผู้ใช้ต้องการ
4.1 การเรียกดูข้อมูลแบบไม่มีเงื่อนไข
อาจเป็นการดูข้อมูลทั้งรีเลชั่นหรือบางแอททริบิวต์หรือโดยการให้จัดเรียงข้อมูล
4.2 การเรียกดูข้อมูลแบบมีเงื่อนไข
เป็นการระบุชื่อแอททริบิวต์ที่ต้องการระบุเป็นเงื่อนไขและข้อมูลเฉพาะในอนุประโยค WHERE โดยการระบุเงื่อนไขจะนำ operator ต่างๆ เข้ามาใช้ในการแสดงเงื่อนไข มีดังนี้
4.2.1 ใช้ Logical และ Boolean Operator
Logical Operatorใช้แสดงการเปรียบเทียบค่าของข้อมูล จะแสดงอยู่ระหว่างชื่อคอลัมน์และข้อมูลเฉพาะที่ต้องการแสดงเป็นเงื่อนไข Operator ดังกล่าวประกอบด้วย >, =,
Boolean Operator ใช้สำหรับการเรียกดูข้อมูลที่มีเงื่อนไขมากกว่าหนึ่งเงื่อนไข เช่น AND, OR, NOT
4.2.2 ใช้ Operator ของ SQL
1.BETWEEN…AND…
ใช้กำหนดเงื่อนไขของแอททริบิวต์เป็นค่าระหว่าง 2 ค่า โดย Operator นี้จะแสดงต่อจากชื่อแอททริบิวต์ที่ถูกกำหนดให้เป็นเงื่อนไข
2. IN
ใช้กับเงื่อนไขของคอลัมน์ที่ต้องการระบุเงื่อนไขเป็นกลุ่มของข้อมูล โดย Operator นี้จะแสดงต่อจากชื่อแอททริบิวต์ที่ถูกกำหนดให้เป็นเงื่อนไข และกลุ่มของข้อมูลที่เป็นข้อมูลเฉพาะของแอททริบิวต์ที่เป็นเงื่อนไขนี้ จะอยู่ในวงเล็บ() และมี, คั่น
3. LIKE
ใช้ในการค้นหาข้อมูลของคอลัมน์ที่เก็บข้อมูลประเภทตัวอักษรเท่านั้น โดยที่ยังไม่ทราบค่าแน่นอนของข้อมูลทั้งหมดที่จะค้นหา หรือรู้เพียงบางตัวอักษรเท่านั้น โดย Operator นี้จะระบุต่อท้ายชื่อแอททริบิวต์ที่ถูกกำหนดให้เป็นเงื่อนไข โดยจะใช้สัญลักษณ์ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลเป็นตัวช่วยในการค้นหาข้อมูลที่เรียกว่า “Wild Card”
สัญลักษณ์ดังกล่าวประกอบด้วย %, _ โดยข้อมูลบางส่วนที่ใช้ในการค้นหาพร้อมกับสัญลักษณ์ทั้ง 2 นี้ จะต้องมีเครื่องหมาย ‘’ กำกับเสมอ
% ใช้แทนจำนวนตัวอักษรได้หลายตัว
_ ใช้แทนตัวอักษรที่ไม่ทราบค่าได้ 1 ตัว
4.3 การเรียกดูข้อมูลมากกว่า 1 Relation
หรือ Join อาจจะเรียกดูข้อมูลแบบมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขก็ได้
4.3.1 Equi Join
แต่ละ Relation ที่จะเชื่อมโยงกันจะต้องมีแอททริบิวต์ที่อ้างอิงกันได้ โดยเงื่อนไขที่ระบุจะเปรียบเทียบกันโดยใช้เครื่องหมาย =
4.3.2 Non-Equi Join
เป็นการเชื่อมโยงข้อมูล โดยเงื่อนไขที่แสดงไม่ใช่เครื่องหมาย = แต่อาจเป็น >, =, หรือ between…and… หรือ in เป็นต้น
4.3.3 Self-Join
เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลโดยใช้รีเลชั่นเดียวกันและตั้งชื่อให้รีเลชั่นเป็นชื่ออีกชื่อรีเลชั่นหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการเชื่อมโยงข้อมูล
4.3.4 Outer-Join
เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลในลักษณะที่แสดงข้อมูลที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ออกมาด้วย ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการดูข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น ซึ่งระบบจัดการฐานข้อมูลบางชนิดมีคำสั่ง SQL ที่สามารถทำการเชื่อมโยงเพื่อเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้ได้เช่น ORACLE หรือ ACCESS เป็นต้น
คำสั่งใน ORACLE ที่ทำการเชื่อมโยงเพื่อเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้ จะใช้ Operator (+) โดยจะแสดงต่อท้ายคอลัมน์ที่ใช้เป็นเงื่อนไขในการเชื่อมโยงรีเลชั่นที่ไม่มีข้อมูล
4.4 การเรียกข้อมูลโดยใช้ฟังก์ชันที่เกี่ยวกับการรวม(Built-in Functions)
เป็นฟังก์ชันที่สามารถประมวลผลกับข้อมูลเป็นชุด(Set)หรือที่เรียกว่า Group function หรือ Aggregate function
ฟังก์ชันที่ใช้ใน SQL ประกอบด้วย AVG, MAX, MIN, SUM, COUNT ฟังก์ชันเหล่านี้สามารถใช้ในคำสั่ง SELECT หรืออนุประโยค HAVING
4.5 การเรียกดูข้อมูลโดยมีคำสั่งสืบค้นย่อย(Subquery)
เงื่อนไขในอนุประโยค WHERE สามารถจะใช้คำสั่ง SELECT เป็นคำสั่งสืบค้นย่อย(Subquery) เพื่อเรียกดูข้อมูลได้ ในกรณีที่ผลของข้อมูลเรียกจากข้อคำถามย่อยมีค่ามากกว่า 1 ค่า ในการระบุเงื่อนไขอาจจะใช้ Operator ต่อไปนี้ในการแสดงเงื่อนไข
1. ANY
ใช้ในการเปรียบเทียบค่าของแอททริบิวต์หนึ่งๆ ว่ามีค่าตรงกับค่าใดค่าหนึ่งของผลลัพธ์แต่ละค่าที่ได้จากคำสั่งสืบค้น ย่อยที่ระบุเป็นเงื่อนไขในอนุประโยค Where หรือไม่ และจะใช้ร่วมกับ Logical Operator เช่น =, >,
2. ALL
ใช้ในการเปรียบเทียบค่าของแอททริบิวต์หนึ่งๆ ว่ามีค่าตรงกับทุกค่าของผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งสืบค้นย่อยและจะใช้ร่วมกับ Logical Operator เช่น =, >,
3. EXISTS
ใช้เพื่อให้แสดงว่าใช่(True) หรือไม่ใช่ (False) ออกมา หากคำสั่งสืบค้นย่อยในอนุประโยค Where มีค่าตรงกับค่าที่อ่านได้จากคำสั่งสืบค้นย่อยของ SELECT ที่อยู่ด้านนอก ถ้าเป็นจริงก็แสดงข้อมูลออกมา ถ้าไม่จริงก็จะไม่แสดงค่าของข้อมูลนั้นออกมา
4.6 การเรียกดูข้อมูลโดยใช้ Set Operator
สามารถใช้เครื่องหมายในการคำนวณที่ใช้กับเซต เช่น Union, Intersection, Minus มาช่วยในการประมวลผลข้อมูลที่ได้จากคำสั่งสืบค้นหลายๆ คำสั่งได้



Create Date : 18 มิถุนายน 2552
Last Update : 18 มิถุนายน 2552 16:42:23 น. 4 comments
Counter : Pageviews.  
 
 
 
 
ขอบคุณสำหรับบทความรู้ดีๆนะคะ ^ ^
เป็นประโยชน์มากเลยคะ
 
 

โดย: BakeryGirl IP: 161.200.101.21 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:10:20:48 น.  

 
 
 
เราต้องตั้งใจเรียนเพื่ออนาคตของเราและความหวังของคุณแม่น่ะ
 
 

โดย: ฮา IP: 10.0.101.121, 58.9.105.128 วันที่: 18 พฤศจิกายน 2552 เวลา:10:35:35 น.  

 
 
 
แต๊งกิ้วหลายๆๆเด้อ
 
 

โดย: องค์ญิ๋งงุงิ IP: 203.158.160.15 วันที่: 14 มกราคม 2553 เวลา:10:45:49 น.  

 
 
 
ได้ความรู้มากเลย ขอบใจนายเปงอย่างยิ่ง
 
 

โดย: ๋๋๋๋๋๋๋๋JJ IP: 202.57.181.71 วันที่: 14 มีนาคม 2554 เวลา:11:54:36 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
Eiyano
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add Eiyano's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com