4 | | | ชาติ มิใช่แค่ผืนดินที่รกร้างว่างเปล่า ชาติ คืออะไร ? ชาติ ก็คือ ประชาชนนั่นแหละ......พวกเผด็จการ ...จำใส่หัวไว้........... .. | | |
___________วัฒนธรรมกระแดะ

วัฒนธรรมกระแดะ

เขาว่ากันว่า คนกลุ่มเดียวที่ไม่พอใจสถานภาพของตัวที่สุดคือคนชั้นกลาง ในขณะที่คนชั้นสูงพอใจที่เป็นคนชั้นสูงและอยากให้ลูกหลานได้เป็นคนชั้นสูง ชั่วฟ้าดินสลาย ชาวนาไม่รู้หรือไม่สามารถเป็นอะไรอื่นได้ ก็ต้องรักษาความเป็นชาวนาของตัวไว้ และต้องส่งต่อให้ลูกหลานอย่างไม่มีทางเลือก

แต่คนชั้นกลางอยากไต่ เต้าให้สูงขึ้นไป จนกลายเป็นคนชั้นสูง พวกเขาจึงเป็นคนกลุ่มเดียวที่ไม่อยากเป็นอย่างที่เขาเป็น ด้วยเหตุดังนั้นวัฒนธรรมของคนชั้นกลางในทุกสังคมจึงเป็นวัฒนธรรมกระแดะเสมอ

กระแดะเป็นอะไรที่ตัวไม่ได้เป็น กระแดะใช้ชีวิตที่ไม่เข้ากับชีวิตจริงของตัว... ขอยกตัวอย่างสักเรื่อง

เมื่อ ผมเป็นเด็ก บ้านคนชั้นกลางสมัยนั้นทุกหลังจะต้องมีห้องอยู่ห้องหนึ่ง เรียกว่า "ห้องรับแขก" ตกแต่งประดับประดาไว้เป็นอย่างดี แต่ชั่วนาตาปีแทบไม่เคยเปิดใช้เลย เพราะกว่าจะมีแขกที่ต้องเชิญไปนั่งเอี้ยมเฟี้ยมขนาดนั้นสักทีก็ไม่ได้เกิด บ่อยๆ

แขกที่แท้จริง คือคนคุ้นเคยซึ่งเข้านอกออกในได้ตามสบาย และมักรับกันที่ระเบียงไปจนถึงก้นครัว แถมบางคนยังขอหมอนมานอนยืดหลังบนพื้นให้สบายตัวเสียอีก เพราะนี่คือชีวิตจริงของความสัมพันธ์ทางสังคมที่คนชั้นกลางรุ่นนั้นเคยชิน

"ห้องรับแขก" จึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมกระแดะ

ปัจจุบัน "ห้องรับแขก" แบบนั้นหายไปจากบ้านคนชั้นกลางส่วนใหญ่แล้ว เพราะเปลี่ยนเป็น "ห้องนั่งเล่น" ซึ่งใช้รับแขกได้ด้วย แต่ใช่ว่าวัฒนธรรมกระแดะจะหายไปจากคนชั้นกลาง ไม่กระแดะเรื่องนี้ก็ไปกระแดะเรื่องโน้นแทน

ทั้งนี้ เพราะคนชั้นกลางคือกลุ่มคนที่มีพลวัติสูงที่สุด เดี๋ยวคนนี้ก็เขยิบขึ้นไปร่วมอยู่ในกลุ่มคนชั้นสูงได้ (เพราะสร้างฐานของอำนาจและเกียรติยศได้เท่าเทียม หรือผูกโยงกับอำนาจและเกียรติยศของคนชั้นสูง) เดี๋ยวคนโน้นก็ตกกระป๋องจากคนชั้นกลาง ต้องมาเดินเร่ขายสินค้าอยู่ข้างถนน

วัฒนธรรม กระแดะจึงเป็นหมุดสำหรับเหนี่ยวตัวให้สูงขึ้นสำหรับคนชั้นกลางเสมอ ถึงตกกระป๋องก็ยังรักษาส่วนกระแดะของชีวิตไว้บางอย่าง เพื่อให้หมายได้ว่าตัวไม่ใช่คนชั้นล่างแท้ๆ ที่โหนขึ้นไปอยู่ข้างบนได้ ก็มีภาระต้องโหนขึ้นไปให้สูงกว่าเดิมอีก ไม่มีที่สิ้นสุด

และอย่าง ที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า ในเมืองไทยนั้น คนชั้นกลางขยายตัวเติบโตอย่างรวดเร็วภายในชั่วอายุคนเดียวของปัจจุบัน ดังนั้น วัฒนธรรมกระแดะจึงปรากฏชัดมากในหมู่คนชั้นกลาง เพราะวัฒนธรรมกระแดะช่วยให้สลัดทิ้งรากเหง้าเดิมของตัวได้เร็วดี

หนึ่ง ในวัฒนธรรมกระแดะของคนชั้นกลางซึ่งต้องแสดงให้ปรากฏคือท่าทีซึ่งเรียกรวมๆ ว่า "จารีตนิยม" (Conservatism) จารีตนิยมในจุดยืนทางการเมือง, ทางเศรษฐกิจ, และทางวัฒนธรรม เพราะเชื่อว่าจุดยืนเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของคนชั้นสูง

ผมเรียกการ แสดงจุดยืนเหล่านี้ว่า "การแสดง" ก็เพราะมันเป็นแค่อุดมคติหรือบทบาทต่อสาธารณะ ไม่ใช่มาตรฐานความประพฤติจริง พูดอีกอย่างหนึ่ง มาตรฐานเหล่านี้คือมาตรฐาน "ความเป็นไทย" ซึ่งคนชั้นสูงเคยบัญญัติเอาไว้เป็นอุดมคติ (คือไม่จริงแม้แต่ในชีวิตของคนชั้นสูงเอง)

เช่น กุลบุตรกุลธิดาควรแต่งกายอย่างไร, พูดจาอย่างไร, มีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างไร, ทำมาหากินอย่างไร, รัฐควรเป็นอย่างไร, พุทธศาสนาที่ถูกต้องเป็นอยางไร, เป้าหมายทางการเมืองคืออะไร, และฝรั่งนั้นวิเศษอย่างไร เป็นต้น

ลักษณะที่คนชั้นกลางซึ่งเพิ่งโผล่ ขึ้นมา กลับเป็นพวกจารีตนิยมเสียยิ่งกว่าคนชั้นสูง... หัวเก่ายิ่งกว่า, มีเลือดสีน้ำเงินยิ่งกว่าคนที่มีเลือดสีนั้นโดยกำเนิด, ต่อต้านการปรับเปลี่ยนต่างๆ, ฯลฯ มีให้เห็นไม่แต่เฉพาะในสังคมไทยเท่านั้น

ผมมีเรื่องจากอินเดียจะมาเล่าให้ฟัง



นัก มานุษยวิทยาคนหนึ่งชื่อศรีนิวาส ศึกษาคนในวรรณะสูงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนใหญ่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอินเดีย ซึ่งทำให้เห็นความสัมพันธ์กับคนในวรรณะต่ำในชุมชนเดียวกันด้วย แล้วเสนอความเห็นถึงกระบวนการอันหนึ่งซึ่งมีความสำคัญมากในอินเดีย

เขาเรียกกระบวนการนี้ว่าการเข้ารับวัฒนธรรมสันสกฤต (Sanskritization) เรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ

คน ในวรรณะสูงนั้นจะบำรุงศาลเจ้าหรือเทวสถานของตระกูล ซึ่งมีพราหมณ์ประจำ และทำพิธีกรรมโดยอ่านเวทมนตร์ที่นำมาจากคัมภีร์ภาษาสันสกฤต, ประวัติของโคตรเหง้า (ซึ่งเรียกว่า ชาติ อ่านว่า ชา-ติ)ก็เล่าถึงโดยโยงเข้ากับวีรบุรุษหรือบุคคลที่ปรากฏชื่อในคัมภีร์ สันสกฤต ในขณะที่หลีกเลี่ยงการไปศาลหรือเทวาลัยที่เป็นของชาวบ้าน ซึ่งมักบูชาเทพที่อาจไม่มีที่มาในคัมภีร์ และไม่ใช้ภาษาสันสกฤตในการทำพิธีกรรม

สรุปก็คือวัฒนธรรมสันสกฤตกับ ความเป็นชนชั้นนำในท้องถิ่นต่างๆ นั้นแยกออกจากกันไม่ได้ แม้จะอยู่ในวรรณะศูทร แต่บังเอิญชาติของตัวประกอบกันขึ้นเป็นชนชั้นนำในท้องถิ่นนั้นๆ (เช่นถือครองที่ดินมาก) ก็จะเพิ่มความเข้มข้นของวัฒนธรรมสันสกฤตในการแสดงออกของตนเอง

ชาติ และวรรณะในอินเดียนั้นไม่ได้อยู่นิ่งๆ เหมือนที่เราเข้าใจ มีความพยายามในการเคลื่อนย้ายยกระดับกันอยู่ตลอดเวลา และในทางตรงกันข้ามก็มีเหตุปัจจัยที่ทำให้ชาติหนึ่งๆ ตกต่ำลงได้ แต่การเคลื่อนย้ายยกระดับหรือตกระดับนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับปัจเจกบุคคล หากเกิดกับชาติทั้งหมดทีเดียว เรียกว่าขยับขึ้นหรือลงกันเป็นกลุ่ม

วิธี ที่คนในชาติและวรรณะต่ำจะขยับขึ้น ก็คือการอ้างอิงวัฒนธรรมของตนเข้ากับคัมภีร์ในภาษาสันสกฤต เช่น เล่าตำนานของชาติของตัวใหม่ให้มีต้นกำเนิดในวรรณะสูง จัณฑาลบางชาติที่อยากขยับขึ้น อาจอ้างเอาตัวบุคคลในปุราณะบางฉบับว่า คนในวรรณะกษัตริย์นั้นๆ ทำผิดอะไรจึงต้องตกต่ำลงกลายเป็นจัณฑาล แม้ยังอยู่ในวรรณะจัณฑาล (หรือไม่มีวรรณะ) แต่ต้นกำเนิดที่แท้จริงอยู่ในวรรณะกษัตริย์

พร้อมกันไปนั้นก็อาจ เปลี่ยนเทวาลัยของตัวให้กลายเป็นเทวาลัยของฮินดูแท้ๆ เช่น เปลี่ยนเจ้าแม่ที่ตัวบูชานั้นให้เป็นปางหนึ่งของนางปารวตี ชายาของพระศิวะ เลิกพิธีกรรมที่พวกวรรณะสูงรังเกียจ หันมากินอาหารและดำเนินชีวิตให้ตรงกับที่คัมภีร์สันสกฤตกำหนดไว้แก่วรรณะ นั้นๆ เช่นข้อกำหนดในการเลือกคู่เป็นต้น และแน่นอนรังเกียจชาติที่ต่ำซึ่งครั้งหนึ่งเคยถือว่าเสมอกับตน

หากมี ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการเมืองประกอบ ชาตินั้นก็ขยับขึ้นมาเป็นชาติสูง ดังนั้น เขาจึงเรียกกระบวนการนี้ว่าเป็นกระบวนการรับวัฒนธรรมสันสกฤต

แต่ไม่ เฉพาะวรรณะต่ำหรือชาติต่ำเท่านั้นที่พยายามขยับขึ้น วรรณะและชาติสูงก็ขยับขึ้นเหมือนกัน คือขยับไปตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากความทันสมัย เช่น ไปเรียนอังกฤษ กลับมาก็ประกอบอาชีพที่มีเงินและเกียรติสูง ลงเล่นการเมืองท้องถิ่นหรือระดับชาติ หรือรับราชการจนมีตำแหน่งใหญ่โต หรือแปลงสินทรัพย์ของตัวไปลงทุนจนมั่งคั่งยิ่งขึ้นไปอีก

แม้เป็นการ ขยับของปัจเจกมากกว่าทั้งชาติ แต่ทุนเป็นสิ่งที่สืบทอดกันได้ในเศรษฐกิจ-การเมืองปัจจุบัน จึงส่งต่อไปยังคนอื่นๆ ในชาติและคนรุ่นต่อไปได้ กลายเป็น"ชาติ" ใหม่ ซึ่งแม้ยังใช้ชื่อเดิม แต่ก็เขยิบขึ้นไปสู่ระดับสากลแล้ว

กระบวนการ นี้ไม่อาจเรียกว่า Sanskritization ได้ เพราะไม่ได้อิงกับวัฒนธรรมสันสกฤตอีกแล้ว กลายเป็นฝรั่งมากขึ้น (ซึ่งน่าจะเรียกว่า Angloization มากกว่า) ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ส่วนที่เป็นจารีตนิยมซึ่งมีฐานอยู่ที่วัฒนธรรมสันสกฤตกลับถูกทิ้งไป ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย, การเลือกคู่, การกิน, หรือโลกทรรศน์โดยรวม

สถานการณ์จึงเป็นการวิ่งไล่เอาเถิดกันไม่จบ เพราะพอคนชั้นต่ำเขยิบขึ้นมา คนชั้นสูงก็เขยิบหนีขึ้นไปอีก



อย่าง ไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ผมต้องการชี้ให้เห็นก็คือ คนชาติต่ำที่เขยิบขึ้นมา จะกลับเป็นผู้กอดวัฒนธรรมสันสกฤตแน่น เพราะวัฒนธรรมสันสกฤตเป็น "วัฒนธรรมกระแดะ" ที่ตรงกับอุดมคติซึ่งชนชั้นสูงได้เคยบัญญัติเอาไว้

ใน ทางการเมือง คนเหล่านี้แหละครับที่สนับสนุนพรรคภารัติยะชนตะ และพรรคฮินดูหัวรุนแรงทั้งหลาย ถูกปลุกระดมให้ลุกขึ้นมาเผาวิหารทองคำของพวกซี้ค หรือเข่นฆ่าชาวมุสลิม และต่อต้านคติของคานธี-เนห์รูที่ตั้งใจให้อินเดียเป็นรัฐฆราวาส

ผม ออกจะสงสัยว่า คนชั้นกลางที่กำลังผุดขึ้นมา (emerging)ในสังคมต่างๆ มีธรรมชาติ"จารีตนิยม"สูง เพราะในกระบวนการแปรเป็นคนชั้นกลางทางวัฒนธรรม คือการสลัดทิ้งรากเหง้าตัวเอง หันไปยึดอุดมคติทางวัฒนธรรมของคนชั้นสูง แล้วสร้าง "วัฒนธรรมกระแดะ" ขึ้นเป็นของตนเอง

ในทางการเมือง ก็ต้องสวมเสื้อเหลือง, ประดับกำไลข้อมือสีเหลือง, แล้วไปชุมนุมกับพันธมิตรสิครับ ในทางสังคมก็ไม่ชอบผู้หญิงแก้ผ้า, ตกใจที่ลูกหลานคนชั้นเดียวกับตัวขายบริการทางเพศผ่านอินเตอร์เน็ต, (แต่ถ้าเป็นลูกหลานคนชั้นล่างก็รับได้ และสรรเสริญว่ามีคุณแก่สังคมที่ทำให้คดีฉุดคร่าอนาจารน้อยลง), ยอมเสียเงินไปซื้อการปฏิบัติธรรมมาบริโภค, รังเกียจการคอร์รัปชั่นเข้ากระดูกดำ แต่พร้อมจะหยิบแบ๊งค์ร้อยเผื่อแผ่แก่ตำรวจจราจร ฯลฯ

จากมติชน
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์


Create Date : 05 มิถุนายน 2552
Last Update : 5 มิถุนายน 2552 16:31:24 น. 2 comments
Counter : 263 Pageviews.

 


โดย: Stjerne Ng วันที่: 6 มิถุนายน 2552 เวลา:3:08:22 น.  

 
ชนชั้นกลางยึดถือปฏิบัติตามวัฒนธรรมกระแดะ
เพื่ออัพสถานภาพทางสังคมของตน จนเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ...ไปแล้ว


โดย: อิ่ม_Aim วันที่: 7 มิถุนายน 2552 เวลา:5:38:09 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

~ เจ๊ล่ะเบื่อ!!!! ~
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





เจ้าของล็อคอินไม่สู้คนค่ะ

ชีวิตจริงมันเป็นนางเอก

ถึงมันจะดูน่าหมั่นไส้งี้ก็เหอะ ..






ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า

ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ

ไม่มีใครต่างล้ำเลิศน่าเทิดทูน

ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป

เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่

ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่

เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ

ประชาชนย่อมเป็นใหญ่

...ในแผ่นดิน ...
----------------------------------

วิสา คัญทัพ










Google







free counters


ดาว - Hi5 กราฟฟิคสำหรับคอมเมนต์
ดาว - Hi5 กราฟฟิคสำหรับคอมเมนต์

Group Blog
 
 
มิถุนายน 2552
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
5 มิถุนายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ~ เจ๊ล่ะเบื่อ!!!! ~'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.