ตำนานไซซี บทที่ 5 : ไม่อาจพบพาน

แผนผังตัวละคร





ไซซีสะบัดผ้าแล้วได้แต่ยืนบิดผ้าอยู่ริมลำธาร เจิ้งตันเดินผ่านแล้วลอบเห็นว่าเสี่ยวม่วยของตนเอาผ้าผืนเดิมจุ่มน้ำแล้วดึงขึ้นมาบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่นำขึ้นไปตากเสียที จึงเดินเข้าไปทัก

“ไซซี ไซซี”
เหมือนสายลมพัดผ่าน ไซซีอยู่ในสภาพเหม่อลอย ไม่ได้ยินเสียงนั้น

“นี่ ม่วยม่วย(น้องสาว)”

เจิ้งตันทนไม่ไหว เดินเข้าไปแตะบ่า ไซซีค่อยรู้สึกตัว ไหล่ของนางไหวยวบเบา ๆ แล้วค่อยหันมามองเจิ้งตันด้วยหน้าตาลนลาน

“พี่เจิ้งตัน ท่านเรียกข้าหรือ”

“อือ ก็ใช่น่ะสิ นี่ เมื่อครู่ข้าเรียกเจ้าตั้งสองที เจ้าก็ไม่สนใจข้า นี่ถ้าแตะบ่าแล้วยังไม่รู้สึกตัวอีก ข้าก็จะผลักตกน้ำล่ะ”

“เจ่เจ้อย่าทำเช่นนั้น ข้าว่ายน้ำไม่เป็น หากถูกใครผลักตกน้ำไป ก็ตายสถานเดียว”

“โธ่เอ๋ย ใครจะทำกับน้องสาวคนสวยของข้าได้ลงคอ ว่าแต่ เจ้าเหม่อลอยคิดอะไรอยู่หรือ”

“ข้าหรือ เหม่อลอย”

“ก็ใช่น่ะซี ดูผ้าในมือเสียก่อน ข้าเห็นเจ้าสะบัดไปทีนึง แล้วก็ยังเอาลงไปจุ่มน้ำ แถมยังเอาขึ้นมาบิดซ้ำ ๆ แล้วเมื่อไรจะได้ตาก”

“โอ จริงด้วย”
ไซซีเพิ่งรู้สึกตัวว่ามัวทำอะไรอยู่

“นั่นเป็นไร สารภาพมาเสียแต่โดยดีว่ามัวคิดอะไรอยู่”

เจิ้งตันคาดคั้น ไซซีคลายมือจากผ้าและยกมือข้างหนึ่งมาแนบหน้าอกไว้

“ข้ารู้สึกใจเต้นตึกตัก หลังจากได้เห็นหน้าบุรุษผู้หนึ่ง เขายืนอยู่บนเรือแจว แต่คนแจวได้แจวผ่านไปแล้วครู่ใหญ่ ข้ากำลังทบทวนว่า หมู่นี้ข้าเป็นอะไร เดี๋ยวแน่นหน้าอก เดี๋ยวใจสั่น”

เจิ้งตันฟังแล้วแย้มยิ้ม กลอกตาคู่งามก่อนเอียงหน้าถามเสี่ยวม่วย

“ใจสั่นเพราะเห็นหน้าบุรุษผู้หนึ่ง ชะรอย เจ้าจะตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบเสียละมัง ไซซีเอ๋ย”

ไซซีสั่นศีรษะ รีบปฏิเสธ

“เปล่าเลย ข้าแค่กำลังครุ่นคิดถึงอาการแน่นหน้าอก”

“ไม่ใช่ครุ่นคิดว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใครกันหรอกหรือ ไซซี ไม่ต้องกลัวนะ เจ้าบอกข้าได้ ข้าไม่นำไปบอกใครหรอก”

“ผิดแล้ว พี่เจิ้งตัน ข้าเพียงแต่...”

“ไม่ ๆ เจ้าอย่าปฏิเสธเลย ข้าจะได้ช่วยเจ้าสืบไง ว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใครกัน ไม่แน่นะ เค้าก็อาจจะชอบพอเจ้าอยู่เหมือนกัน เจ้าบอกข้ามาสิ ว่าใช่คนในหมู่บ้านเหมาเจียปู้หรือเปล่า”

เจิ้งตันแสดงความใจกว้าง แต่แท้จริงนางมีเจตนาแอบแฝง หากท้ายที่สุดไซซีตกอยู่ในครอบครองของชายสักคนหนึ่ง ผู้คนก็จะเลิกหมายปองไซซีผู้มีเจ้าของ ส่วนนางก็จะกลายเป็นหญิงงามเพียงนางเดียวที่ชายในหมู่บ้านทั้งหลายเฝ้าฝันใฝ่

“ข้าคิดว่าไม่ใช่”
ขณะเจิ้งตันลอบคิดไปไกล ไซซีตอบด้วยคำที่ทำลายจินตนาการเสียพังสิ้น

“ไม่ใช่อะไร”
เจิ้งตันซักต่อด้วยน้ำเสียงฮึดฮัด

“เขาแต่งกายคล้ายบัณฑิต สวมเสื้อคลุมสีดำ ไม่ไว้หนวดเครา รูปร่างสูงโปร่ง ท่วงทีเยือกเย็นและสง่างาม ดูไปก็มีลักษณะคล้ายงั่วกงที่ข้าพบริมลำธารเมื่อวันก่อน พักนี้ชอบมีคนแปลกหน้าผ่านไปมาบริเวณเขาจู้หลอกับแม่น้ำฉางเจียงบ่อย ๆ พี่เจิ้งตันพอรู้ไหม ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น”

“กำลังจะเกิดอะไรขึ้นหรือ”

“หรือว่า จะเป็นอย่างที่งั่วกงคนนั้นพูด สงคราม พี่รู้จักคำว่าสงครามไหม”

“นั่นไง ถูกเจ้าพาเปลี่ยนเรื่องจนได้ สงครามอะไร ข้าไม่รู้จัก”

ระหว่างสนทนาโต้ตอบกัน เด็กรับใช้ของผู้ดูแลหมู่บ้านก็เดินตีกระบอกไม้ไผ่ผ่านมาตามทาง

“ท่านเหวินจ่งกับท่านฟ่านหลีจะแวะพักที่บ้านตระกูลหม่า พ่อบ้านหม่าให้ออกมาป่าวประกาศว่า บ้านใครมีอาหารการกินดี ๆ ให้นำไปต้อนรับท่านเหวินจ่งกับฟ่านหลีเย็นนี้ด้วย”

“เดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่มน้อย เจ้าพูดถึงใครนะ”

เจิ้งตันคว้าตัวเด็กรับใช้มาไต่ถามแต่โดยไว

“ข้าพูดถึงท่านเหวินจ่งกับท่านฟ่านหลี ที่พากันเดินทางมาจากแคว้นฉู่ เพื่อจะมาช่วยงานต้าอ๋องของเรายังไงล่ะพี่สาว”
เด็กรับใช้ทำตาแป๋ว ๆ ตอบเจื้อยแจ้วอย่างรู้งาน

“เหวินจ่งกับฟ่านหลี หน้าตาเป็นอย่างไรกันล่ะนี่”
เจิ้งตันงงงันบ้าง

“ท่านผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสอง มาด้วยเรือแจวใช่หรือไม่”
ไซซีเป็นฝ่ายเปิดประเด็นคำถามใหม่

“ใช่แล้วขอรับ”

“เช่นนั้น...”

“ไม่ผิดคนแล้วล่ะ”

เจิ้งตันพยักหน้า ส่งยิ้มให้ไซซีตาเป็นประกาย เด็กสาวได้แต่ก้มหน้างุด จะยิ้ม ปั้นปึ่ง หรือเขินอาย ก็มิรู้จะทำประการใดได้ถูก

“มัวช้าอยู่ไย รีบเอาผ้าไปตากแล้วกลับบ้านไปเตรียมอาหารสิ”

เจ่เจ้ชี้นำแข็งขัน ไซซีไม่อาจตอบรับหรือปฏิเสธ ได้แต่สะบัดผ้าขึ้นตากก่อนจะรีบรุดกลับบ้านในทันใด

* •..,..,..• * * •..,..,..• * * •..,..,..• * * •..,..,..• *

เย็นวันหนึ่ง 

เมฆลอยต่ำ ดวงอาทิตย์สาดแสงไม่ร้อนแรงเท่ายามบ่าย แต่สายลมกรีดกรายหวีดหวิว บนนภาปรากฏนกนางแอ่นฝูงหนึ่งบินกรูกลับรัง เสียงสะบัดปีกถลาลมของสกุณาทำลายความเงียบงันลงเพียงชั่วคราว จากนั้นบรรยากาศเคร่งขรึมซึมเซาก็กลับมาปกคลุมหอวูซูใหม่อีกครั้งหนึ่ง

อู๋อ๋องเหอหลีประทับอยู่บนหอคอยแห่งชัยชนะ มองไปเบื้องล่างเห็นประตูพิชิตฉู่อยู่ไม่ไกล ประตูบานนั้นเสมือนประตูเปิดสู่ความทรงจำเมื่อครั้งที่ซุนวูนำทัพไปยังแคว้นฉู่และกำชัยมาให้ อู๋อ๋องเหอหลีพอพระทัยจนเปลี่ยนชื่อประตูเมืองด้านนั้นให้กลายเป็นประตูพิชิตฉู่ มาบัดนี้คล้ายดั่งประตูร้างเมื่อปราศจากขุนพลคู่ใจ เจ้าแห่งแคว้นอู๋ผู้เกรียงไกรทอดสายตาจับจ้องประตูบานใหญ่คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างแต่ไม่อาจเอ่ยปาก 

นับแต่ซุนวูขอถอนตัวจากไป อู๋อ๋องก็มายืนตรงจุดนี้ทุกเย็นย่ำ เบื้องลึกคาดหวังว่าจะเห็นซุนวูสำนึกผิดและเดินท่อม ๆ กลับมา แล้วพระองค์ก็จะทำเกี่ยงงอนเล็กน้อย ก่อนจะมีบัญชาให้ซุนวูเร่งยกทัพไปกำจัดศัตรูให้เป็นการไถ่โทษ

หากแต่แม้เงาของซุนวูก็ไม่เคยปรากฏขึ้นมาอีก

“ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว ต้าอ๋องรีบเสด็จกลับวังเถิดพ่ะย่ะค่ะ โปรดถนอมพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

อู๋จื่อซีเข้ามากราบทูลเบาๆ อู๋อ๋องเหอหลีแทบลืมไปแล้วว่ามีเสนาบดีผู้นี้มายืนอยู่ด้วย เมื่อตระหนักแล้วค่อยยืดกายตรง แสร้งทำเป็นฮึกเหิม หันมาตรัสด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า

“ข้ายังแข็งแรงดี เจ้าห่วงอะไร อู๋จื่อซีเอ๋ย เจ้ากำหนดวันกรีฑาทัพไปบดขยี้แคว้นเยว่ได้หรือยัง”

“เอ่อ ยังเลยพ่ะย่ะค่ะ ข้าพระองค์มิบังอาจ เห็นพระทัยฝ่าบาทยังคงรอคอยซุนวูอยู่ จึงยังมิกล้า...”

“อย่าพูดถึงซุนวู! คนผู้นั้นป่านนี้คงหลบอยู่ในป่า รอดูข้าทำศึกเสียก่อน ค่อยอ้อนวอนข้าเพื่อกลับมาสวามิภักดิ์ก็ยังไม่สาย”

“พ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้น ข้าพระองค์ขอกราบทูลข่าวคราวของเมืองเยว่”

“ว่ามา”

“อันที่จริง เยว่อ๋องหยุ่นฉางโรคเก่ากำเริบ เฝ้าปิดบังอำพรางไม่ให้แคว้นต่าง ๆ รับรู้มาเป็นเวลานาน บัดนี้ได้สวรรคตไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ทางที่ดีเรารอให้ชาวเมืองเยว่ได้จัดพิธีไว้อาลัยให้ครบร้อยวันเสียก่อน จึงค่อยส่งสาส์นท้ารบไป ดีไหมพ่ะย่ะค่ะ”

“ฮ่า ๆ ๆ อู๋จื่อซีเอ๋ย ยังต้องส่งสาส์นท้ารบอะไร วันที่ข้าอยู่แคว้นฉู่แล้วแล้วเยว่อ๋องมาล้อมเมืองเราเอาไว้ ก็หาได้มีการแจ้งเตือนอันใดไม่ อย่าปฏิเสธเลยว่าเจ้าก็คิดแค้นพวกมันไม่น้อยไปกว่าข้า หากไม่พะวงเรื่องข้าทะเลาะกับซุนวู เจ้าคงพากองทัพไปบดขยี้แคว้นเยว่ตั้งแต่สองปีก่อน ทีนี้ยังจะมีข้อแก้ต่างอะไรอีก”

“มิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นลองวางกลยุทธ์ดู ถัดจากหยุ่นฉาง ใครขึ้นครองบัลลังก์เยว่อ๋อง”

“เป็นโกวเจี้ยนพ่ะย่ะค่ะ”

“โกวเจี้ยนรึ หึ มันอายุได้สักเท่าใดแล้ว”

“24 ปี พ่ะย่ะค่ะ”

“ฮ่า ๆ ๆ เช่นนั้นก็พอๆ กับฟูชาลูกข้า เจ้าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเอ๋ย อย่าหาว่าบิดารังแกเจ้า”

“ต้าอ๋อง ข้าพระองค์ขอบังอาจกราบทูลว่าอย่าได้ประมาทไปพ่ะย่ะค่ะ โกวเจี้ยนแม้อายุเยาว์แต่ก็เร่งหาที่ปรึกษา บัดนี้ได้ข่าวว่าฟ่านหลีก็กำลังไปสวามิภักดิ์เป็นเสนาบดีให้แคว้นเยว่ คนผู้นี้เมื่อครั้งอยู่แคว้นฉู่คล้ายพยัคฆ์กบดานอยู่ในถ้ำ ที่จริงมีฝีมือลึกล้ำ ไม่อาจเอ่ยได้ว่าแคว้นเยว่อับจนเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นก็อย่าให้มันได้ตั้งตัว อู๋จื่อซี เจ้ารีบจัดขบวนทัพ ฝึกซ้อมทหารตั้งแต่วันนี้ ในวันลี่ชิว(เริ่มฤดูใบไม้ร่วง) เราจะเริ่มเดินทัพ บุกแคว้นเยว่!”

“รับคำบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!” 

...
...
...

* •..,..,..• * * •..,..,..• * * •..,..,..• * * •..,..,..• *


ม้าเร็ววิ่งทะยานเข้าไปยังเขตพระราชฐานชั้นใน เมื่อบุรุษบนหลังม้าชูป้ายอาญาสิทธิ์ ประตูชั้นในสุดก็เปิดอ้า โกวเจี้ยนในชุดไว้ทุกข์ปราศจากท่าทีเศร้าโศกคร่ำครวญ แต่นั่งตัวตรงอยู่กลางโต๊ะกลม รายล้อมด้วยโฉวูสี หลิงกูฝู และซีอั้น ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเยว่ ทั้งสี่เมื่อได้ยินเสียงควบม้ารุดมาต่างพากันหยุดยั้งเรื่องที่ปรึกษาหารือกันอยู่ เมื่อนายกองผู้ควบม้าปราดเข้ามาถวายความเคารพ จึงได้เห็นเยว่อ๋องโกวเจี้ยนและแม่ทัพทั้งสามยืนคอยท่าอยู่ก่อนแล้ว

“ทูลต้าอ๋อง”

“อย่ามากคำ มีอะไรก็ว่ามา”

“บัดนี้อู๋อ๋องเหอหลีมีบัญชา ให้อู๋จื่อซีฝึกซ้อมทหาร เพื่อเตรียมมารุกรานแคว้นเยว่ กำหนดการคือลี่ชิวนี้พ่ะย่ะค่ะ”

ซีอั้นยกมือขึ้นแตะนับนิ้วขณะพึมพำ

“วันนี้เพิ่งลี่ชุน(เริ่มฤดูใบไม้ผลิ) พืชผลเพิ่งเริ่มสุกงอม อาจต้องรีบเก็บมาเป็นเสบียงเสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

โกวเจี้ยนผงกศีรษะรับอย่างเงียบงัน เป็นดังคำของบิดาทำนายไว้ แม้เตรียมใจไว้ครึ่งหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้นจริงกลับอดประหวั่นพรั่นพรึงมิได้

“นี่ใจคอจะไม่ให้พวกเราเตรียมเสบียง อีกทั้งไว้ทุกข์เยว่อ๋องหยุ่นฉางกันให้เรียบร้อยก่อนเลยหรือ”

หลิงกูฝูเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน โกวเจี้ยนพลันทอดถอนใจก่อนไต่ถาม

“แล้วฟ่านหลีกับเหวินจ่ง...”

“ท่านฟ่านหลีกับท่านเหวินจ่ง ได้เดินทางมาถึงหุบเขาจู้หลอ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ข้าพระองค์รีบรุดมาพอดี จึงได้แจ้งข่าวให้ทราบแล้ว ทั้งสองจึงเปลี่ยนแผนการเดินทางเป็นรถม้า รีบรุดตามมาอย่างไม่หยุดพักแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”

“ดี! รีบมา! โฉวูสี ประกาศเกณฑ์ทหาร หลิงกูฝู เจ้าไปสั่งการ เบิกอาวุธจากคลังหลวง ให้ทหารจับอาวุธ เตรียมรับศึกตั้งแต่บัดนี้ ซีอั้น เมื่อฟ่านหลีและเหวินจ่งมาถึง เจ้านำพวกเขามาพบข้าเพื่อหารือโดยด่วน”

“พ่ะย่ะค่ะ”

...
...
...

จนกว่าจะลี่ชิวจะมาถึง สายลมแห่งชุนเทียนผันแปรอีกหลายต่อหลายครั้ง ไซซีถือถาดอาหารไปยืนรอที่ท่าน้ำ นางยืนรออยู่นานจนมวยผมเปียกชื้นด้วยเหมยน้ำค้าง กระทั่งเด็กรับใช้เดินมาส่งข่าวอีกคราวหนึ่งว่าฟ่านหลีได้รีบรุดเดินทางต่อไปแล้วโดยมิได้หยุดพัก ไซซีรู้สึกหัวใจวาบหวิวอ่อนแรงอย่างแปลกประหลาด ได้แต่กุมหน้าอกไว้แล้วเดินกลับบ้านไป

“พี่ไซซีนี่ สวยวันสวยคืนจริง ๆ ขนาดหน้านิ่วคิ้วขมวด เหมือนไม่สบาย ก็ยังสวยงามมาก ๆ อยู่เลย”

เสิ่นเปาเด็กรับใช้ได้แต่พูดกับตัวเอง ขณะไซซีเดินหายลับไปทางเชิงเขาจู้หลอ

...
...
...

(โปรดติดตามตอนต่อไป) 

* •..,..,..• * * •..,..,..• * * •..,..,..• * * •..,..,..• *

หนทางแสนยาก
ลาจากมิอาจเผย
ชุนชิวล่วงเลย
หมอกเหมยกระซิบแว่ว....จงเฝ้ารอ






Create Date : 09 มิถุนายน 2556
Last Update : 1 กรกฎาคม 2556 7:27:02 น. 3 comments
Counter : 734 Pageviews.

 
ขอบคุณมากๆค่ะ พี่รุริกะ ^^
มีชาร์ตตัวละครแล้ว
อ่านง่ายเลยค่ะ
เดี๋ยวนุ่นไปเมนท์ที่กระทู้นะคะ



โดย: lovereason วันที่: 10 มิถุนายน 2556 เวลา:0:40:08 น.  

 
ตามมาอ่านไซซีด้วยคน โห...อ้อเจ๋งอ่ะ มี chart ให้ด้วย ดีจัง จะได้ไม่งง อ่านได้ง่ายขึ้นเยอะ
ชักอยากให้มีใครมาซื้อบทไปทำหนังจังเลย อิอิ


โดย: hi hacky วันที่: 11 มิถุนายน 2556 เวลา:20:56:35 น.  

 
ขอบคุณมากจ้า อ่านเพลินเลย ^-^


โดย: พี่สาว IP: 115.67.166.216 วันที่: 12 มิถุนายน 2556 เวลา:8:57:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

รุริกะ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




users online
pageviews
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2556
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
9 มิถุนายน 2556
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add รุริกะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.