๓๐. ปวารณา (จบบริบูรณ์)

เพื่อให้สอดรับกับชื่อตอน
ขออาราธนาคำสอนของหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
มาลงส่งท้ายนะคะ ^___^

"ถ้าใครทำอะไร หากว่ามันผิดพลาดไปอย่างนี้นะ
บังเอิญไปกระทบกระทั่งผู้อื่นเข้าก็ขอโทษกัน
นั่น มันต้องเป็นอย่างนั้น

อันผู้ปฏิบัติธรรมนี้นะ ผู้หวังความบริสุทธิ์แก่ตัวเอง
ก็ให้ปฏิบัติต่อกันอย่างนั้น ตนผิดพลาดไปแล้ว
ก็ยังถือว่าตนไม่ผิด ไม่ยอมขอโทษผู้อื่น
ไอ้อย่างนี้นะ กิเลสมันไม่แห้งเลยนะ

ดังนั้นก็ขอให้พากันปฏิบัติ
อย่าไปปกปิดความผิดความพลาดไว้
เปิดออกให้มันหมด แล้วมันก็แล้วไป
มันก็ไม่ขังอยู่ในจิตใจ เป็นอย่างนั้น
มันไม่เสียหน้าเสียตาอะไรหรอก
ขอโทษขอโพยกันนี่นะ ไม่เสียอะไร
มีแต่ทางดี มีแต่ทางให้กรรมเวรมันหมดไป."
(via @dlitemag)

คำว่าปวารณา ก็จะคล้ายๆอย่างนี้ค่ะ
คือการบอกกล่าวกันไว้ ว่ามีอะไรกระทบกระเทือน
หรือขุ่นข้องหมองใจ ก็ขอให้บอกต่อกัน
จะได้ขออภัยกัน อโหสิ และให้อภัยกันไป

คนเขียนเอง ก็ขอปวารณากับคนอ่านไว้เช่นกันนะคะ ^^

อ่านคำพระแล้วมาอ่านนิยายตอนจบกันต่อค่ะ :)


อรุณรุ่ง ณ วิหารบุพพาราม นครสาวัตถี

ด้วยว่าพระธิดาองค์น้อยเสด็จมาถวายทานที่มหาวิหารอยู่เนืองนิตย์ ครานี้จึงเป็นที่ผิดสังเกตว่าทรงเสด็จมาพร้อมกับชายหนุ่มรูปงามพร้อมบริวาร ที่นำภัตตาหารมาร่วมถวายแด่พระภิกษุ ผู้คนในวิหารที่กำลังสนทนาว่าด้วยเรื่องขบวนของพระอาคันตุกะผู้ผ่านมา ก็พากันเงียบเสียง อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลายต่างพากันตื่นตะลึงในพระสิริโฉมและความสง่างามของเจ้าหญิงและเจ้าชายเสียทั้งสิ้น

จันทราวตีถามหาพระสหายก่อนเป็นอันดับแรก ภาวิณีและศรีรามคอยท่าอยู่แล้วที่มหาวิหารด้านใน ทันทีที่ภาวิณีจะถวายบังคมจันทราวตีก็ร้องห้าม

“ไม่ต้องแล้ว พอกันที พิธีการทั้งหลาย”
“หมายความว่ากระไรเพคะ”
“ก็ต่อแต่นี้ ฉันไม่ใช่พระธิดา ที่เธอต้องคอยระมัดระวังเวลาจะพูดจะจาด้วยแล้วอย่างไรล่ะ”
“ยังไม่เข้าใจอยู่ดี หรือนี่คืออุบายใหม่ของพระธิดาเพคะ”

“ไม่ใช่อุบายใดๆทั้งสิ้น ฉันได้กลายเป็นสามัญชนอย่างแท้จริงแล้วละ ภาวิณี จากการยินยอมพร้อมใจเข้ารับการสมรสกับชายผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่สละราชบัลลังก์มาหมาดๆ”

“ตายจริง ข้าพระองค์เพิ่งทราบ”
“ดีแล้ว ตกข่าวเสียบ้าง ก่อนหน้านี้เธอรู้อะไรก่อนฉันไปหมด แล้วก็เลิกแทนตัวเองว่าข้าพระองค์เสียที”
“ก็ได้จ้ะ วตี...”
ภาวิณีพูดพลางยิ้มพลาง สองดรุณีสนทนากันอยู่ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นมุมของสองสหายหนุ่ม

“เรานึกไว้ไม่มีผิดว่าต้องมาพบเจ้าที่นี่ ศรีราม”
เทวินทร์วรมันต์ชิงทักสหายก่อน
“แต่ข้าพระองค์ไม่รู้สึกว่าตนมีคนเป็นห่วงหรือถูกตามหาเลยพ่ะย่ะค่ะ เมื่อคืนก็เกือบหาที่หลับที่นอนมิได้”
“หากแค้นเคืองนักก็ลงไม้ลงมือบ้างซิ เราไม่ใช่เจ้าชายที่เจ้าจะต้องเกรงกลัวอีกต่อไป แล้วก็เลิกแทนตัวเองว่าข้าพระองค์เสียที”
“ขอรับ...”
ศรีรามรับคำอย่างกระดากปาก แต่แล้วก็แกล้งยั่ว

“ให้ลงไม้ลงมือได้จริงหรือขอรับ”
ว่าพลางหักนิ้วเล่น

“จริงสิ เราจะได้ทบทวนวิชาคาลารีปายัต เสียบ้าง ไม่ได้ซ้อมมือมานาน”
เทวินทร์สะบัดข้อมือเล่นบ้าง เตรียมตั้งท่า ศรีรามรีบยกแขนขึ้นตั้งฉากเป็นปางห้ามญาติ

“ช้าก่อนสหาย เราเป็นชาวพุทธด้วยกัน ย่อมระงับเวรด้วยการไม่จองเวร เราเพียงแกล้งถามเล่นๆเท่านั้น ท่านอย่าได้คิดจริงจัง”

“สองสหายทำอะไรกันอยู่หรือเจ้าคะ”
จันทราวตีกับภาวิณีจูงมือกันเข้ามาทัก สองสหายรีบเอื้อมแขนไปกอดไหล่กันและกัน
“ก็ทักทายประสาชายหนุ่มขอรับ องค์...เอ้อ น้องหญิง”

“ดีจริง พี่ศรีรามก็ทราบเรื่องแล้ว ต่อแต่นี้ขอให้นับถือว่าพวกเราเป็นสหายกัน กรรมอันใดที่น่าติเตียนขอให้สหายทุกท่านช่วยสอนสั่ง และคอยแนะนำแนวทางการปฏิบัติภาวนาให้แก่ฉันด้วย”
“เช่นกันเจ้าค่ะ”
ภาวิณีรับคำ
“เช่นกันขอรับ”
“เช่นกันนะ น้องหญิง”

เทวินทร์รับคำเป็นคนสุดท้าย ความรู้สึกผูกพันเมื่อได้ปวารณาตนนั้นข้ามพ้นความรักใคร่แบบชู้สาว ก่อตัวเป็นความเมตตาที่เป็นรักเหนือกว่ารัก

“ไปกราบพระเถระกันก่อนเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวท่านก็จะเดินทางต่อแล้ว”

ภาวิณีชักชวน ทั้งสี่เข้าไปกราบไหว้และถวายภัตตาหารแก่พระเถระ เมื่อกลับออกมาจากมหาวิหาร ยังได้ยืนส่งคณะสงฆ์ที่ยังคงมุ่งหน้าไปยังปาฏลีบุตรเพื่อการชำระพระธรรมวินัยในแบบของกลุ่มตน

“เธอพอจะบอกฉันได้ไหม ว่าพระพุทธศาสนาในกาลข้างหน้าจะดำเนินไปเช่นไร ภาวิณี“

การเห็นขบวนพระภิกษุสงฆ์ยาตราผ่านไปเพื่อทำกิจอันมิใช่วิปัสสนาธุระ พลอยให้ใจหาย จันทราวตีเอ่ยถามสหายอย่างเป็นกังวล
ภาวิณยืนนิ่ง หลับตาแล้วกำหนดสมาธิหยั่งลึกเข้าไปในฌาน ชั่วครู่หนึ่ง จึงลืมตาตอบ

“กาลข้างหน้า พระพุทธศาสนาจะไปเจริญทางทิศตะวันออกนอกเขตชมพูทวีปเจ้าค่ะ พระสัทธรรมจะยังดำรงอยู่อีกนับพันปีแม้จะมีการแตกแยกเป็นนิกายต่างๆ แต่ทุกนิกายยังคงน้อมนำคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคมาปฏิบัติ จึงสมดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าตราบใดที่พระภิกษุทั้งหลายยังปฏิบัติชอบ โลกนี้ย่อมไม่ว่างจากพระอรหันต์“

“เช่นนั้น หากต้องไปเกิดใหม่ในอีกนับพันปี ฉันก็อยากเกิดมาพบกับพระพุทธศาสนาอีก แต่ก็คงต้องไปเกิดที่อื่นที่ไม่ใช่ในชมพูทวีปสินะ ฉันจะไปเกิดที่ไหนดีล่ะ”
จันทราวตีซักต่อ

“ไม่ยากหรอกขอรับ เวลาตั้งจิตอธิษฐาน ก็เพียงอธิษฐานว่าให้ได้เกิดในแผ่นดินที่เจริญด้วยพระพุทธศาสนาและมีพุทธบริษัทที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ”
ศรีรามช่วยเสริมให้

“แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเราจะได้เกิดมาเกื้อกูลกันเช่นนี้ทุกชาติ”
เทวินทร์วรมันต์ยังกังขา

“ก็สามารถอธิษฐานได้ด้วยผลบุญบารมีที่ได้กระทำมาเจ้าค่ะ ส่วนจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ก็สุดแท้แต่กรรมและวิบากจะส่งผลในแต่ละภพชาติ”
“เช่นนั้น พวกเรามาอธิษฐานร่วมกันเถิด…
ขอให้เราได้เกิดใต้ร่มเงาของพุทธศาสนา มีความศรัทธาและเกื้อกูลกันปฏิบัติภาวนา จนกว่าจะถึงพระนิพพานด้วยกันทุกคน”

หมดขบวนพระเถระ เบื้องหน้าคือพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระผู้มีพระภาค เทวินทร์ วตี ภาวิณี และศรีรามเพียงทรุดตัวลงพนมมือ ก็สามารถอธิษฐานในเขตแดนที่พระรัตนตรัยยังตั้งมั่น

เบื้องบนขึ้นไปนั้น ดวงจันทราหลบเร้น แต่สุริยันยังฉายแสงทอประกาย คล้ายจะเป็นประจักษ์พยานยืนยันในคำมั่น ให้สัจจะวาจานั้นเที่ยงตรงเหมือนทางเดินของพระอาทิตย์.

(จบบริบูรณ์)




 

Create Date : 03 มิถุนายน 2554
2 comments
Last Update : 3 มิถุนายน 2554 22:44:50 น.
Counter : 751 Pageviews.

 

ธรรมสวัสดีครับ นักเขียน
เพิ่งลองจิ้มบล๊อคแล้วมาเจออ่านรวดเดียวจบเลยครับ
เขียนได้หน้าอ่านและชวนให้ผมคิดบวกขึ้นเยอะเลยครับ
อย่างนี้ต้องไปหาเป็นหนังสือไว้ให้คนใกล้ตัวอ่านบ้างแล้วแหละ เป็นกำลังใจนะครับนักเขียนได้มีแรงสร้างผลงานดีๆมาให้ติดตามกัน
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดขอกล่าวว่า ธรรมรักษา นะครับ

 

โดย: น้ำพรมหนำ IP: 118.173.30.129 6 กรกฎาคม 2555 4:50:17 น.  

 

^/\\^ ขอบพระคุณคุณน้ำพรมหนำมากค่ะ

 

โดย: รุริกะ 8 กรกฎาคม 2555 21:49:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


รุริกะ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




users online
pageviews
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
3 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add รุริกะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.