Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2554
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
1 ตุลาคม 2554
 
All Blogs
 

โอวาทพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ระหว่างที่ท่านอาพาธ



โอวาทท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ระหว่างที่ท่านพระอาจารย์อาพาธ

:b41: :b42: :b42: :b41:

รูปภาพ

ถอดความมาจาก...
เสียงอ่านชีวประวัติพระครูสุทธิธรรมรังสี (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท)
http://www.fungdham.com/sound/popup-sou ... jie01.html


:b44: :b45: :b44:

ท่านพระอาจารย์มั่นป่วยเป็นไข้มาลาเรียในคราวนั้น
เราเป็นพระคิลานุปัฏฐากประจำ ท่านพระอาจารย์มั่นไม่ฉันข้าว ๓ วัน
หนานแดงจึงนิมนต์ท่านไปพักรักษาที่โรงพยาบาลแมคคอมิกส์
ในการป่วยครั้งนั้น หมอไม่รับรองในอาการของท่าน
หมอได้พูดกับ ท่านเจ้าคุณพระราชกวี
(ภายหลังดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ - พิมพ์)
ว่าการป่วยของพระอาจารย์มั่นครั้งนี้อาจจะไม่รอด

เมื่อท่านเจ้าคุณเข้ามาหา ท่านพระอาจารย์มั่นจึงถามว่า หมอว่าอย่างไร
ท่านเจ้าคุณกราบเรียนว่า การป่วยครั้งนี้ท่านอาจารย์จะไม่รอด อาการหนักมาก
ท่านพระอาจารย์มั่นจึงพูดขึ้นว่า การป่วยครั้งนี้ยังไงก็ยังไม่ตาย
โดยที่สุดแล้วท่านพระอาจาย์มั่นจึงใช้ธรรมโอสถรักษา

ท่านพระอาจารย์มั่นพูดว่า เราพยายามรักษาด้วยยามาก็นานแล้ว
จะพยายามรักษาด้วยยาธรรมดาต่อไปคงไร้ผล
เราควรลองระงับด้วยธรรมโอสถดูบ้าง ถ้าไม่หายก็ให้มันตาย

ครูบาอาจารย์ท่านจึงเจริญกายคตาสติกรรมฐาน เป็นอนุโลมและปฏิโลม
เพ่งแผดเผาภายในอยู่เพื่อเป็นวิหารธรรมทั้งกลางวันกลางคืน
ไม่นานอาพาธก็สงบ จึงปรากฏบาทคาถาขึ้นว่า ฌายี ตปติ อาทิจโจ
พิจารณาได้ความว่า ฌานแผดเผาเหมือนดวงอาทิตย์ฉะนั้น


ในที่สุดอาการของท่านจึงทุเลาลง
ระหว่างนั้นเป็นสงครามอินโดจีน มีการพรางไฟไปทั่วทั้งจังหวัด
ในระหว่างที่พระอาจารย์มั่นออกจากโรงพยาบาลไปพักที่ป่าเปอะ
เราได้แยกเดินทางกลับไปยังวัดร้างป่าแดง บ้านแม่กลอย
เพื่อกราบเรียนอาการอาพาธของพระอาจารย์มั่น
ให้ พระอาจารย์พรหม ทราบ
ในสมัยนั้นท่านพระอาจารย์พรหมเป็นหัวหน้าสำนักแม่กลอย
ในตอนกลางคืน พระอาจารย์พรหมจึงประชุมพระเณร
ถามในท่ามกลางสงฆ์ว่า
ท่านรูปใดจะอาสาไปปฏิบัติท่านพระอาจารย์มั่น

เราจึงยกมือขึ้นว่า กระผมจะเป็นผู้อาสาปฏิบัติครูอาจารย์
และได้ชักชวนครูบาทองปาน ผู้เป็นสหธรรมิก

เราทั้งสองจึงได้เดินเข้ามาที่เชียงใหม่ เข้าไปพักที่วัดเจดีย์หลวง
หนานแดงกับหนานพรมเอารถมารับให้ไปพักที่ป่าเปอะ
เพื่อไปปฏิบัติพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระอาจารย์มั่นพักฟื้นอยู่

เมื่อมาพักได้สัปดาห์กว่าๆ
โยมเขียวซึ่งเป็นอุปัฏฐากเก่าแก่ของพระอาจารย์มั่น
เอาปัจจัยมาถวาย ๑ บาท
พอตกกลางคืนเราก็เข้าไปถวายการรับใช้ท่าน
เข้าไปกำปลายเท้า กราบเรียนถวายท่านว่า
“ขอโอกาสครูบาอาจารย์...จะสมควรหรือไม่
ถ้าพรุ่งนี้จะนำปัจจัยที่โยมเขียวถวายมา ๑ บาท
ไปแลกเปลี่ยนเป็นนม ให้ครูบาอาจารย์ฉันตอนเช้าจะได้มีกำลัง
แล้วแต่ครูบาอาจารย์จะพิจารณา” กราบเรียนแล้วก็นั่งฟังอยู่

ในสมัยนั้นมีแต่นมข้นหวานตรามะลิ ราคากระป๋องละ ๕ สตางค์เท่านั้น
ท่านนิ่งไม่ตอบว่ากระไร ท่านคงพิจารณาไม่ว่าการใดก็ตาม
ก็ต้องประกอบไปด้วยธรรมเท่านั้น
ท่านไม่เห็นแก่ปากแก่ท้องยิ่งไปกว่าธรรม
เรื่องเล็กน้อยไปถึงเรื่องใหญ่ต้องประกอบไปด้วยธรรมเท่านั้น


ท่านบอกว่า เราเป็นสมณะมาประพฤติธรรม
ทุกกิริยาอาการเยื้องย่างบางอย่าง โลกไม่นิยมชมชื่น
แต่ถ้าประมวลลงแล้วว่าเป็นธรรม เราก็ต้องดำเนินตามนั้น
ธรรมแท้ไม่ได้เอามติที่ประชุมเห็นชอบ แต่เอาใจที่บริสุทธิ์เห็นธรรม
คนหมู่มากถ้ากิเลสหนาปัญญาหยาบมีมากเท่าใด
ก็จะออกกฎอันเป็นไปเพื่อกิเลสพวกพ้องตน
ฉะนั้น เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรมต้องเอาธรรมเป็นใหญ่
ปลอดภัยกว่าการเอาตนเป็นใหญ่
ปลอดภัยกว่าการเอาคนหมู่มากเป็นใหญ่
ฯลฯ

อยู่ปฏิบัติท่านด้วยความเคารพเลื่อมใส แม้ในขณะที่ท่านอาพาธอยู่นั้น
สิ่งที่ท่านแสดงออกมีแต่ธรรมะล้วนๆ อันเป็นเครื่องสอนเราผู้ไม่ป่วย
ประหนึ่งจะเป็นเครื่องเตือนเราอยู่เสมอว่า

โรค ได้แก่ สิ่งที่เสียดแทงความผาสุข
แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ โรคทางกายและโรคทางใจ


สัตว์ทั้งหลายที่ยืนยันว่าตัวเองมีสุขภาพดี ไม่ป่วยไข้
ไม่มีโรคทางกายตลอด ๑ ปี ๒ ปี ถึง ๑๐๐ ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น
ความปลอดภัยจากโรคทางกายนี้พอที่อาจจะมีได้บ้าง
แต่สัตว์และมนุษย์ทั้งหลายที่จะยืนยันว่าไม่มีโรคทางใจ
ไม่มีกิเลสแม้สักระยะครู่หนึ่งนิดเดียว
จะไม่สามารถหาได้และมีได้ในโลกนี้
เว้นแต่เพียงพระพุทธเจ้า พระขีณาสพ พระอรหันต์เท่านั้น
จึงจะเว้นโทษ คือ โรคทางใจได้


ยิ่งพวกเราเป็นบรรพชิตด้วยแล้ว มีโรคอยู่ ๔ อย่าง
แทรกซ้อนชอนไชเข้าไปสู่หัวใจพระเณรโดยไม่รู้ตัว


(๑) โรคมักมาก
เป็นพระมักมากมูมมาม อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความเดือดร้อน
กระวนกระวายใจ ไม่รู้จักพอด้วยผ้านุ่งผ้าห่ม
อาหารการกิน ที่อยู่ที่อาศัย และยารักษาโรค
เที่ยวแสวงหาแต่สิ่งเหล่านี้ ไม่รู้จักลดละปล่อยวาง
ไปที่ไหนก็แบกหามสิ่งเหล่านี้ไปด้วย
ไม่เป็นสมณะที่เบาสบาย เบากายเบาจิต

(๒) เมื่อเกิดโรคมักมากแล้ว โรคลามกจกเปรตก็ตามๆ กันมา
เหมือนนัดกันไว้ที่ความเลวทราม ต่ำช้า
ทำได้ทุกอย่างเพื่อที่จะให้คนมานับถือ
เพื่อจะได้ลาภสักการะ มาปรนเปรอความหิวโหยของใจที่ไร้ศีลธรรม

(๓) เมื่อจิตใจมันสกปรกลามกเข้าเต็มเปาแล้ว
ย่อมพยายามวิ่งเต้นขวนขวายเพื่อได้มาซึ่ง
ความนับถือ ลาภสักการะ และการสรรเสริญ

อย่างไร้ยางอาย หน้าด้านต่อศีลต่อธรรม

(๔) พระที่เป็นอย่างนี้มักเข้าไปสู่สกุลที่ร่ำรวย
ทำทุกอย่าง ทุกวิถีทางเพื่อให้เขามานับถือ
มักจะกล่าวธรรมะปลอมๆ อันไพเราะเพราะพริ้งเป็นฉากหน้า
ซ่อนเร้นความละโมบโลภมากไว้ในเบื้องหลัง
แสดงตนเป็นประดุจไม่มีความโลภ ทั้งๆ ที่มีความโลภจัด
มีขันติ อดทนอดกลั้น เพื่อให้เขามานับถือ


โรคทั้ง ๔ อย่างที่ผมกล่าวมานี้แหล่ะ ให้พวกท่านระวัง
มันร้ายกว่าโรคที่ผมป่วยอยู่เสียอีก
ขอให้พวกท่านจงนำไปพิจารณา
อย่าป่วยอย่าไข้เฉยๆ โดยไม่เห็นคุณเห็นโทษ
ไม่งั้นจะแก้ไม่ได้ ใช้งานไม่ทัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน


:b46: :b46: :b46:

รูปภาพ
พระครูสุทธิธรรมรังสี (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท)




ดูกระทู้ที่ธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=38185
Free TextEditor




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2554
1 comments
Last Update : 1 ตุลาคม 2554 13:03:46 น.
Counter : 1007 Pageviews.

 

อนุโมทนาในธรรมทานครับ

 

โดย: ใบไม้เบาหวิว 17 พฤศจิกายน 2554 21:40:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


คุณหนูขาวมณี
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add คุณหนูขาวมณี's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.