Group Blog
ธันวาคม 2555

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
[Book Review] Struck By Lightning by Chris Colfer

ชื่อเรื่อง: Struck BY Lightning: The Carson Phillips Journal

ผู้แต่ง: Chris Colfer

สำนักพิมพ์: Little, Brown  and Company

จำนวนหน้า: 258

ประเภทหนังสือ: Teens, Young Adult, Coming of Age

เรื่องย่อ

คาร์สัน ฟิลลิปส์ เป็นนักเรียนม. ปลายของโรงเรียน Clover High โรงเรียนมัธยมประจำเมืองเล็กๆที่ชื่อว่า Clover ที่เรียกได้ว่า บ้านนอกสุดๆ ของรัฐคาลิฟอร์เนีย สถานะที่โรงเรียนของคาร์สันเรียกได้ว่า อยู่ลำดับชั้นต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารของประชากรนักเรียนที่นั่น แถมยังไม่มีใครชอบและอยากเป็นเพื่อนกับเขาเลยด้วยซ้ำ แม้แต่พ่อแม่ที่หย่ากันแล้ว ก็ไม่มีใครจะนึกถึงเขา ดังนั้น สิ่งที่คาร์สันเฝ้าใฝ่ฝันก็คือ เขาจะต้องหาทางให้ตัวเองเรียนจบ แล้วไปเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ เพื่อจะ ได้หลุดพ้นไปจากเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีใครเห็นค่าของเขาแห่งนี้ให้ได้ ทางออกที่เขาวางแฝนไว้ก็คือ เขาจะต้องได้เข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย Northwestern ที่ ชิคาโก รัฐอิลินอยส์ ซึ่งเขาเชื่อว่า การเรียนจบจากที่นี่  จะเป็นใบเบิกทางไปสู่ชีวิตในฝันของเขาอีกที นั่นคือ การได้เป็นผู้สื่อข่าวอิสระให้กับบรรดาสื่อยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย เช่น นิวยอร์คไทม์ ชิคาโก ทริบูน อะไรพวกนั้น


บอกตามตรงว่า จขบ. ซื้อหนังสือเล่มนี้ เพราะตามอ่านกันมาจากผลงานก่อนหน้าของ Chris Colfer  คือเรื่อง The Land of Stories: the wishing spell ซึ่งอยู่ในหมวดนิยายเด็ก แต่คราวนี้ Struck by Lightning  หรือที่ต่อไปนี้จะเรียกย่อๆว่า SBL เป็นหนังสือที่อยู่ในหมวดวัยรุ่น หรือประเภท Coming of Age อะไรแบบนั้น  ซึ่งจริงๆแล้ว เป็นนิยายที่ดัดแปลงมาจากบทภาพยนตร์ จากหนังชื่อเดียวกันที่ Colfer ทั้งแสดงและเขียนบทเอง

เมื่อดูจากเรื่องย่อแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็ฟังดูเหมือนนิยายวัยรุ่น เด็กม.ปลายดาษดื่นทั่วไป ตั้งแต่วิธีการเล่าเรื่อง เป็นการเขียนจากมุมมองของคาร์สันผ่านบันทึกประจำวันของเขา  มุขก็คงเป็นแนวแบบตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กที่ไม่ได้อยู่กลุ่มป้อบ แล้วก็ต้องเอาตัวรอดให้ผ่านพ้นชีวิตม.ปลายไปให้ได้ ท่ามกลางสังคมในโรงเรียนที่ออกจะโหดร้าย เด็กขี้แพ้ หรือหมาหัวเน่า ก็มักจะโดน กลุ่มป้อปของโรงเรียนข่ม ใครด้อยกว่าก็ต้องโดนรังแกเรื่อยไป ขณะเดียวกัน ที่บ้านก็ยังต้องเจอปัญหาพ่อแม่หย่าร้างอะไรแบบนั้นด้วย  และโครงเรื่องแบบนี้ ผู้เขียนก็มักจะคาดหวังให้คนอ่านเฝ้าติดตามว่า แล้วตอนจบ ตัวเอกจะสมหวังหรือไม่ จะได้ทำตามความฝันหรือไม่

เมื่อเริ่มอ่าน จขบ. เลยทำใจไว้ก่อนเลยว่า คงจะได้เจอมุขสไตล์ หนังสือแนว Coming of Age ของจูดี้ บลูม อย่างพวก It’s not the end of the world หรือ Tiger eyes แล้วก็ Are You There God? It's Me, Margaret.  อะไรแบบนั้น แต่เอาเหอะ จขบ. ก็โตมากับการอ่านหนังสือของจูดี้ บลูม เหมือนกัน การได้อ่านอะไรแบบนั้นอีก จะเป็นไรไป

เมื่ออ่านจบก็พบว่า เรื่องนี้ก็ทำตามแนวสูตรสำเร็จพวกนั้นนั่นแหละ เพียงแต่มีข้อแตกต่างตรงที่คาร์สันฉีกแนวตัวเอกทั้งหลาย เพราะคาร์สันเป็นเด็กร้ายกาจมาก พูดง่ายๆ เลยว่า เด็กอย่างค์สันนี่แหละ มักจะถูกเอามาเขียนให้เป็นตัวร้ายที่ชอบแกล้งตัวเอกมากกว่า แถมคนเขียน ก็ยังซื่อตรงต่อการวางคาแรคเตอร์ของคาร์สันมาก คือไม่ใช่ว่า ทำเป็นร้าย แต่มีอะไรดีๆซ่อนอยู่ อะไรแบบนั้น คือคาร์สันไม่น่ารักขนาดที่ว่า เพื่อนและครูในโรงเรียน ยังเกลียดขี้หน้าคาร์สันกันแทบจะทุกคน รวมทั้งคนอ่านอย่างเราที่ อ่านๆไป เรายังต้องมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะเอาใจช่วยมันดีไหมนี่ อ่านๆไป ก็รู้สึกได้ว่าคาร์สันมีแต่ความโกรธอยู่เต็มไปหมด โกรธคนรอบตัวมั่ง โกรธตัวเองมั่ง เรียกได้ว่า โกรธไปทุกสิ่งทุกอย่าง จนแอบด่ามันในใจว่า บางทีที่เรื่องมันออกมาเป็นอย่างนี้ ก็เพราะตัวแกน่ะแหละ

แต่ถึงอย่างนั้น  หนังสือเล่มนี้ก็ทำให้เราวางไม่ลง และลุ้นว่า ตอนจบของเรื่องจะเป็นยังไง แถมระหว่างทาง ก็ยังต้องทั้งเสียน้ำตามั่งเพราะความซึ้งกับบางมุมของเรื่อง บางทีก็หัวเราะมั่งไปกับคาร์สันด้วย เพราะนอกจากมันจะเป็นเด็กร้ายกาจแล้ว มันยังเป็นเด็กที่ฮามาก คือคาร์สันมันก็ไม่ตั้งใจจะให้คนที่มาอ่านบันทึกประจำวันของมันได้ฮาหรอกนะ แต่เป็นเพราะผู้เขียนที่ใส่อารมณ์ขันลงไปในมุมมองของคาร์สัน มีทั้งแบบจิกกัด และออกแนวประชดประชันแบบซื่อๆ นี่แหละ มันเลยฮา และถึงตอนจบ เราอาจจะไม่ได้ลงเอยด้วยการหลงรักคาร์สันเหมือนนิยายวัยรุ่นที่เคยอ่าน ทั้งยังอ่านไปด่าไป แต่ก็ลงเอยด้วยการเอาใจช่วยให้มันได้สมหวังไปแล้ว

แล้วคาร์สันมันนิสัยเลวร้ายยังไง

เนื้อเรื่องต่อไปนี้ อาจเป็นสปอยเลอร์หน่อยๆ ใครไม่อยากอ่านก็ข้ามไปเลย

เรื่องของเรื่องก็คือ เพราะความที่มันเกลียดชังเมืองที่ตัวเองอยู่ อยากไปให้พ้นๆ และพยายามจะเข้ามหาลัยให้ได้นี่แหละ มันเลยยอมทำทุกอย่าง โดยไม่สนใจว่า จะเป็นวิธีการแบบไหน  และเมื่อพบว่าการที่เขาอยู่ชมรมนักเขียน และ เป็นบก. ของหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน ไม่เพียงพอเสียแล้ว มหาวิทยาลัยจะพิจารณาใบสมัครของเขาก็ต่อเมื่อ เขาส่งผลงานการเขียนเช่น นวนิยาย หนังสือรวมบทกวี หรือวารสารด้านวรรณกรรมที่เขาทำหน้าที่บรรณาธิการอะไรพวกนั้น จึงให้เขาส่งของพวกนี้แนบไปกับใบสมัครใหม่ด้วย ซึ่งเส้นตาย ก็เหลือไม่กี่อาทิตย์เอง

แต่ด้วยเวลาที่เหลือจำกัด คาร์สันจึงคิดจะทำวารสารด้านวรรณกรรมแทน แต่ในเมื่อ แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ที่เขาทำยังไม่มีใครคิดจะอ่าน  เพราะเด็กโรงเรียนนี้ ไม่ชอบอ่านหนังสือ รวมทั้งไม่ชอบขี้หน้าเขาด้วย เขาจะไปหาคนมาส่งบทความหรือนิยาย เรื่องสั้น มาเพื่อให้เขาได้รวบรวมทำเป็นวารสารได้ยังไง แต่แล้ว เขาก็คิดออกวิธีหนึ่ง นั่นคือ การแบล็คเมล์บรรดาคนที่ป้อปปูล่าร์ที่สุดในโรงเรียน เพื่อมาส่งผลงานให้เขา ซึ่งเขามองว่า นอกจากจะได้คนดังมาเป็นนักเขียนแล้ว ยังน่าจะให้เด็กๆในโรงเรียนมาสนใจวารสารของเขาด้วย ปฎิบัติการ CloverGate อันเป็นชื่อที่ลอกเลียนมาจากคดีดังการเมืองในประวัติศาสตร์ คือ คดี Watergate จึงได้เริ่มขึ้น ....

คาร์สันพบว่า ไม่ว่าคุณจะสวย รวย เพียบพร้อมแค่ไหน ทุกคนก็มีความลับที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้กันทั้งนั้น คาร์สันจึงเริ่มเสาะหาและตามเก็บความลับของคนดังทั้งหลายของโรงเรียน ตั้งแต่ หัวหน้าเชียร์ลีดเดอร์ กลุ่มสภานักเรียน หนุ่มนักกีฬาคนดัง โดยมีผู้ช่วยเหลือจากสมาชิกที่มีอยู่คนเดียวของชมรมนักเขียน (นอกเหนือจากเขาที่เป็นประธานชมรม)


คาร์สันพบกว่า การจะได้ความลับมา ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เพราะถ้าคุณไม่อยากให้ใครรู้ความลับ ก็ต้องไม่กระทำก็แค่นั้น ส่วนการเอาความลับไปข่มขู่ อาจจะยากขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินกำลัง เพียงแต่ต้องอาศัยความกล้า และหน้าด้านอย่างถึงที่สุด ชนิดที่ว่า ต่อให้ถูกมองด้วยสายตาเกลียดชัง ดูหมิ่นเหยียดหยามทั้งหลายยังไง ก็ไม่หวั่นไหวให้ได้เท่านั้นเอง


หากมีใครไปถามว่า แล้วคาร์สันทนไหวเหรอ แล้วมันคุ้มไหม เรารู้ได้จากที่คาร์สันเขียนในบันทึกว่า เขาคิดว่ามันคุ้ม อีกอย่างเขาก็ไม่มีอะไรต้องเสียอยู่แล้ว คนพวกนั้น ก็ไม่ใช่เพื่อนของเขาสักคน แล้วคนที่บ้านเขาก็ไม่มีใครจะมาตัดสินเขาด้วย พ่อก็กำลังจะแต่งงานใหม่ แม่ก็เอาแต่จ่อมอยู่กับหน้าจอทีวี ปล่อยตัวเป็นยายเพิ้ง ไม่ยอมออกจากบ้านไปไหน นับจากหย่ากับพ่อ และไม่คิดจะถามไถ่อะไรจากเขาอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ คาร์สันอาจจะมีคุณยายที่คอยสนใจเรื่องของคาร์สันบ้าง คุณยายเท่านั้นที่รู้ว่า คาร์สันอยากเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็ก และรออ่านหนังสือที่คาร์สันเขียนอยู่ แต่ตอนนี้ คุณยายเป็นอัลไซเมอร์ และอยู่ที่บ้านพักคนชรา ถึงคาร์สันจะไปเยี่ยมคุณยายทุกวัน คุณยายก็ไม่เคยจำเขาได้ เอาแต่ถามว่า เห็นหลายชายฉันไหม หลายชายฉันเขาเคยเป็นเด็กน่ารักสดใสร่าเริง แต่เขาไม่มาเยี่ยมฉันนานแล้ว ฉันเป็นห่วงเขา  เรื่องระหว่างคาร์สันกับคุณยาย ดูเหมือนจะเป็นประเด็นเดียวเท่านั้น ที่ทำให้เราได้เห็นด้านที่อ่อนไหวของคาร์สันบ้าง

ในที่สุด เมื่อเกือบจะหมดเวลาเส้นตาย คาร์สันก็ได้งานเขียนจากทุกคนที่เขาไปข่มขูมารวบรวมใส่ลงในวารสารของเขาจนได้ รวมทั้งผลงานเขียนที่เป็นบทบรรณาธิการของเขาเองด้วย ที่ทุกคนส่งมา มีทั้งเรื่องสั้น บทความ บทกวี งานเขียนเชิงเสียดสี และบทวิจารณ์สังคม

แน่นอนว่า คาร์สันก็ไม่ได้คาดหวังว่า งานเขียนเหล่านี้มันจะออกมายอดเยี่ยมอยู่แล้ว และคาร์สันก็พบว่า นักเขียนของเขาไม่ได้ทำอะไรที่เกินคาดหวังเลย มีแต่อะไรที่มันขาดๆเกินๆ ทั้งนั้น ขอยกตัวอย่าง ที่จขบ. อ่านแล้วขำก๊าก คือ เด็กผู้หญิงคนนึงที่เอางานมาส่งโดยยืนยันว่า งานของเธอเป็นบทความวิจารณ์สังคม แต่เนื้อหากลับว่าด้วยความในใจของแฟนเกิร์ล ที่มุ่งมั่นไปเฝ้าที่หน้าประตูบ้านของจัสติน บีเบอร์โดยไม่ย่อท้อในทุกเสาร์อาทิตย์ จนกลายเป็นการรวมกลุ่มทางสังคมย่อยๆ (ยิ่งถ้าใครเป็นแฟนละคร Glee อ่านบทนี้ คุณจะยิ่งขำก๊ากเลยทีเดียว แบบว่า Colfer เขียนแนวจิกกัดเสียดสีบรรดาแฟนเกิร์ลได้ฮามากอ่ะ) แล้วก็ยังมี บทกลอนเกี่ยวกับเพื่อน ที่คาร์สันอ่านแล้ว ไม่รู้จะหยิบยาแก้ปวดหัวมากินดี หรือร้องไห้ดี แต่คนอ่านอย่างเราน่ะ หัวเราะงอหายไปเลย

แต่เอาเหอะสุดท้าย เขาก็เอางานของทุกคนมาทำเป็นวารสารได้สำเร็จและส่งมันไปให้มหาวิทยาลัยได้สำเร็จ คราวนี้ก็เหลือแค่รอมหาลัยตอบกลับมาเท่านั้น


จขบ. จะไม่เล่าว่า ผลจะออกมาเป็นยังไง คาร์สันจะได้เข้ามหาลัยรึเปล่า  คือถ้าคนขี้เกียจอ่านหนังสือ ก็รอดูหนังเอาก็ได้ เพราะสำหรับจขบ. แล้ว คำตอบมันยังไม่สำคัญเท่าสิ่งที่คาร์สันค้นพบจากการทำวารสาร ที่เรากำลังจะเขียนต่อไปนี้ และเป็นสิ่งที่เป็นหัวใจของหนังสือเรื่องนี้ด้วยเช่นกันนั่นก็คือ ระหว่างที่รอให้เพื่อนๆส่งงานเขียน และรอผลตอบกลับของมหาลัย มีเรื่องนั้นเรื่องนี้เกิดขึ้นมากมาย และเมื่อคาร์สันมาอ่านงานเขียนของเพื่อนๆดีๆ ก็พบว่าจริงๆแล้ว ไม่ใช่แต่คาร์สันเท่านั้น ที่มีความฝัน แต่เด็กอื่นๆ ที่เขาเคยนึกดูถูก  ว่าเป็นพวกที่ไร้วิสัยทัศน์  อยู่โดยไม่มีความฝัน เรียนจบแล้ว อย่างเก่งก็ใหญ่ก็เป็นใหญ่เป็นโตได้แค่เมืองนี้ แต่ที่จริงเด็กพวกนี้ ก็มีความฝันกันของตัวเองกันทุกคน  เพียงแต่ใครจะมีความุ่งมั่นแรงกล้า หรือกล้าหาญพอที่จะลุกขึ้นไปทำความฝันให้เป็นจริงหรือไม่ หรือต่อให้ไม่ได้มีความฝันอันยิ่งใหญ่เหมือนเขา แต่อย่างน้อย ที่ทุกคนมีเหมือนกันก็คือ ทุกคนมีความคิดอยู่ในหัวใจกันทั้งนั้นว่า อยากให้คนอื่นมีความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองอย่างไร และแต่ละคนก็อยากมีความทรงจำของช่วงเวลาที่อยู่ม.ปลายนี้อย่างไร และลึกๆแล้ว ทุกคนก็แคร์ความคิดจากคนรอบข้างทั้งนั้น


คาร์สันเองก็ค้นพบเกี่ยวกับตัวเองเช่นกันด้วย ถึงคาร์สันจะบอกตัวเองอยู่เสมอว่า ไม่เคยแคร์คนพวกนี้ แต่ที่จริงเขาเองก็แคร์ และอยากสร้างความทรงจำดีๆ ของชีวิตม.ปลาย ของตัวเองเหมือนกัน  รวมทั้งมีโอกาสที่ได้ย้อนคิดว่า การกระทำของตัวเองทั้งหมดที่ผ่านมานั้น มันถูกต้องหรือไม่


เมื่ออ่านจบ หากถามว่า หนังสือเล่มนี้ มีคุณค่าอะไรสำหรับเรา คงตอบได้ว่า หากเรายังอยู่ในวัยเดียวกับคาร์สัน หนังสือเล่มนี้ก็คงจะให้แรงบันดาลใจ กระตุ้นให้เราไล่ตามความฝันตัวเอง โดยไม่ย่อท้อเหมือนคาร์สัน ยึดมั่นกับความเป็นตัวของตัวเอง โดยไม่หวั่นไหวไปกับสังคมอันฉาบฉวย และอคติที่เกิดจากความเพิกเฉย แต่เราก็คงต้องแอบหวังว่า เด็กๆคงจะไม่ทำตามอย่างคาร์สันไปซะหมดทุกเรื่อง และได้เรียนรู้ความผิดถูกจากผลการกระทำของคาร์สันไปด้วย


ขณะเดียวกัน ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า หากสมัยเรียน เรามีนักเรียนอย่างคาร์สัน อยู่ในโรงเรียนเรา หรือห้องเรียนเรา เราจะมองเพื่อนคนนี้อย่างไร เราจะชอบหรือเกลียดเขาไหม หรือเราจะเป็นเพื่อนกับคนอย่างนี้ไหม  ซึ่งคำตอบก็คือไม่รู้ เพราะไม่เคยเจอใครที่เป็นแบบนั้น เพื่อนๆของเราก็ไม่มีใครเลวร้ายกันสักคน


คาร์สันจึงทำให้เราหวนนึกถึงช่วงสมัยม. ปลายอีกครั้งว่า แล้วเราผ่านม. ปลายมาอย่างไร เรามีความทรงจำที่ดีไหม เป็นความทรงจำที่เราพอใจกับมันไหม คนอย่างเราที่เป็นนักเรียนประเภทปานกลาง ไม่ได้เรียนเก่งเลอเลิศ แต่ก็ไม่ได้สอบตกซ้ำชั้น ไม่ได้ป้อปปูล่าร์เป็นขวัญใจเพื่อนๆทั้งห้อง แต่พอเราเอาชีวิตเราไปเทียบกับคาร์สันแล้ว เราก็พบว่า เรามีความทรงจำที่ดีมาก หากไม่นับช่วงที่ต้องทรมานกับวิชาเลขที่ซ่อมแล้วซ่อมอีก และวิชาพละที่ร่อแร่มันทุกภาคการศึกษา เนื่องจากทักษะด้านกีฬาที่ไม่เอาไหนสุดๆของเราแล้ว เราก็ผ่านม.ปลายมาได้อย่างสนุกมาก ถึงจะไม่เคยทำกิจกรรมอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ถึงจะไม่เคยได้รางวัลอะไรสักชิ้นมาประดับบ้าน แต่อย่างน้อย เราก็มีช่วงเวลาที่ดีกับเพื่อนๆในห้องมาก ไม่เคยรู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่า ห่วงโซ่อาหารอย่างที่คาร์สันต้องเจอ ไม่เคยต้องรู้สึกว่าไม่มีเพื่อนอะไรแบบนั้น แถมช่วงเวลาที่แสนลำบากอย่างชั่วโมงพละ หรือการสอบเลข ก็ได้อาศัยเพื่อนพวกนี้ ช่วยฉุด ช่วยติว (รวมทั้งช่วยเปิดโอกาสให้ชำเลืองคำตอบ) จนผ่านพ้นทุกอย่างมาได้ พอนึกแบบนี้แล้ว ก็อดขอบคุณเพื่อนๆไม่ได้ และคิดว่า ตัวเองเป็นคนโชคดีมากๆ


หมายเหตุ


1.  คนที่พอรู้ประวัติของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้อยู่บ้าง อาจอดที่จะเอาหนังสือเล่มนี้ไปเปรียบเทียบกับชีวิตของผู้เขียนไม่ได้ เพราะ Colfer ที่ตอนนี้ อายุแค่ 22 เท่านั้น ก็เป็นเด็กที่มาจากเมืองเล็กๆ และเต็มไปด้วยความกระหายอยากที่จะหลุดพ้นจากเมืองนี้ไปสู่เมืองใหญ่เหมือนกับคาร์สันเช่นกัน แต่ที่แตกต่างกันก็คือ Colfer มาจากเมืองชื่อ Clovis และเป็นฝ่ายที่ถูกเด็กอื่นๆรังแกมาตลอด  และเมื่อ Colfer จบม. ปลาย ก็มีโอกาสได้มาแสดงละครเรื่อง Glee และยังประสบความสำเร็จทั้งอาชีพการแสดง และงานเขียนหนังสือ และการเขียนบทภาพยนตร์ด้วย 

Colfer ยืนยันว่า ถึงจะเขียนเรื่องของคาร์สันจากประสบการณ์ที่เจอมาในสมัยม. ปลาย แต่เรื่องของคาร์สัน ไม่ได้เป็นอัตชีวประวัติของเขาแต่อย่างใด  เพียงแต่คาร์สันคือคนที่เขาอยากให้ตัวเองเป็น ในแง่ความเป็นคนเข้มแข็ง และลุกขึ้นมาสู้เพื่อความฝันของตัวเอง อย่างไม่ยอมให้อะไรมาเป็นอุปสรรคเท่านั้น


2.   สำหรับคนที่ นึกสงสัยว่า แล้วชื่อเรื่อง Struck by Lightning หมายถึงอะไร ก็ต้องบอกว่า มีทั้งความหมายในเชิงอุปมาอุปไมย และความหมายตรงตามตัวอักษร ที่มาของความหมายเชิงอุปมาอุปไมย  ถึงจะไม่ใช่ความหมายที่เขียนได้อย่างลึกล้ำอะไรมากนัก และต้องขอบอกว่า ออกจะทื่อๆไปหน่อยด้วยซ้ำ แต่อ่านแล้วก็ทำเอาอึ้งเหมือนกัน
 




Create Date : 06 ธันวาคม 2555
Last Update : 6 ธันวาคม 2555 1:20:30 น.
Counter : 2891 Pageviews.

2 comments
  
กรี๊ด น้องคนนี้เริ่ดอ่ะ!! เก่งไปมั้ย

เราเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าที่แท้ที่แต๊กอ่าน land of stories เป็นเพราะคนเขียนคือนักแสดงจาก Glee นี่เอง (รู้ช้าไปหลายเดือนไปมั้ย?) :P
โดย: lulla IP: 171.99.169.10 วันที่: 6 ธันวาคม 2555 เวลา:21:58:51 น.
  
หนังสือเล่มนี้ที่เราสั่งมาแล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้ไปเอาเลย อยากอ่านมากกก ยิ่งมาอ่านรีวิวยิ่งอยากอ่าน เดี๋ยวต้องรีบไปเอาซะแล้วสิ
โดย: ifaan IP: 171.4.217.247 วันที่: 6 มกราคม 2556 เวลา:21:19:31 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tcKk
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



รัก Glee เลยชอบบ่น (ชนิดตัวเองด่าได้ แต่ไม่อยากฟังคนอื่นด่า Glee)
เป็น Klainer และรัก Chris Colfer อย่างลำเอียง

คำเตือน มาบล็อกนี้ ยังไงก็เจอสปอยเลอร์แน่ๆ