We are twin. P&P => Travelling is our life.
ย้อนรอยชีวิตในอดีตที่ Beamish Museum

ย้อนรอยชีวิตในอดีตที่ Beamish Museum

Beamish เป็นชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย จริงๆแล้วเราก็ไม่ได้รู้จักเมืองต่างๆในอังกฤษรวมทั้งสหราชอาณาจักรมากมายนักเลย ถึงแม้ครั้งนี้ที่ไปเรียนต่อจะเป็นการไปครั้งที่ 2 แล้วก็ตาม แต่สำหรับชื่อนี้เราได้ยินครั้งแรกเพราะเป็นตัวเลือกของทริปช่วงเรียนภาษา รู้แต่ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์แบบกลางแจ้ง ดูน่าสนใจดี แต่พอลองหาเส้นทางแล้วพบว่ามันน่าจะไปเองได้ง่ายกว่าอีกตัวเลือก คือ Whitby ก็เลยไม่ได้เลือกไป ได้แต่แพลนไว้ว่าเดี๋ยวจะต้องไปให้ได้เลย แต่สุดท้ายกว่าจะได้ไปจริงๆก็กว่าปีให้หลังแล้ว

Beamish Museum - The living Museum of the north แค่ชื่อเราก็พอจะรู้ได้แล้วว่ามันคือพิพิธภัณฑ์ที่ยังมีชีวิตของดินแดนทางเหนือ หรือถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือ Beamish Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จำลองการใช้ชีวิตในอดีตของผู้คนทางตอนเหนือของอังกฤษ โดยเป็นการจัดแสดงที่เหมือนกับคนในยุคนั้นยังใช้ชีวิตอยู่จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ร้านค้า พาหนะ และผู้คนที่ยังดำเนินชีวิตอยู่ในสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้นั้นเอง โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 300 เอเคอร์ หรือเกือบๆ 760 ไร่ในเขตชนบทของเมืองเดอแรม 

ซึ่งการเดินทางจากนิวคาสเซิลก็ไม่ได้ยากจริงๆอย่างที่คิดไว้ คือไปขึ้นรถบัสที่สถานีใน Eldon Square โดยรถบัสสายที่ไปก็คือ สาย 28/28A ขึ้นสายนี้ได้ทั้งและกลับเลย ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีก็จะถึง และไม่ต้องกลัวหลงเลย เพราะป้ายรถเมล์จะอยู่หน้าอาคารที่จำหน่ายตัวและเป็นทางเข้าของพิพิธภัณฑ์เลย รวมทั้งตั๋วรถบัสยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนลดกับตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ได้อีกด้วย ก่อนจะเข้าไปเดินชมพิพิธภัณฑ์ก็อย่าลืมเช็คตารางรถบัสไปล่วงหน้าด้วยนะคะ เพื่อการประมาณเวลากลับ เก็บภาพด้านหน้ากันก่อน ในตัวอาคารนอกจากจะมีจุดจำหน่ายตั๋วแล้วยังมีร้านอาหารไว้ให้บริการ รวมทั้งมีที่นั่งพักด้านนอกด้วย



ราคาตั๋วค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ตามแสดงในรูป โดยจะเป็นตั๋วที่ใช้ได้เป็นเวลา 1 ปี แต่จะยกเว้นบางเทศกาลพิเศษที่จะมีตั๋วพิเศษที่ใช้เฉพาะงานนั้นก็จะใช้ตั๋วใบนี้ไม่ได้ เช่น งานคริสมาสต์ หรือ ฮัลโลวีน เป็นต้น



เมื่อเราซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้วก็จะได้รับแผนที่มาด้วย ซึ่งจะแสดงให้เห็นโซนต่างๆของพิพิธภัณฑ์มีชีวิตแห่งนี้ดังเช่นที่แสดงในรูป



ด้วยความที่มันกว้างมากจึงมีรถให้บริการโดยจะเป็นรถราง ซึ่งจะมีหลากหลายรูปแบบ โดยจำลองมาจากรถบัสและรถรางที่ให้บริการในเขตต่างๆและยุคต่างๆของภูมิภาคนี้ โดยจะมีคำอธิบายอยู่ในป้ายรถตามจุดต่างๆที่รถจะจอดรับผู้โดยสาร 



รถที่ให้บริการมีทั้งวนไปทางขวาและวนไปทางซ้าย เราเลือกไปทางโซนซ้ายก่อน ก็คือ Pockerley Waggonway เป็นโซนที่แสดงถึงยุคสมัยที่เริ่มต้นการใช้รถไฟ เป็นการใช้รถจักรไอน้ำมาช่วยในการลากพาหนะ และจำลองการขนส่งถ่านหินที่นำมาใช้ด้วย โดยจะมีอู่ซึ่งเก็บตัวรถจักร และมีช่างที่ทำงานอยู่ภายใน ส่วนด้านหน้าก็มีกองถ่านหิน และมีรางที่เชื่อมต่อไปยังส่วนอื่นๆของเมือง เวลาเราเดินเข้าไปทำให้รู้สึกเหมือนเข้าไปรบกวนเวลาการทำงานของช่างที่ดูวุ่นวายกับหัวจักรอยู่เลย แอบเดินตัวลีบไปนิดนึง อาคารที่จำลองเป็นอู่ก็ให้ความรู้สึกของอู่จริงๆ แบบมีเละๆคราบน้ำมัน กลิ่นก็ใช่มากๆ



เราเดินโซนนี้อยู่ไม่นานเพราะมีอะไรให้ดูไม่มาก ก็ออกมาเพื่อไปต่อ พื้นที่โดยรอบที่ไม่ได้เป็นโซนของอาคารก่อสร้างก็เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า และมีรั้วที่กั้นบริเวณทางเดินเอาไว้อย่างดี ทางเดินก็ถูกทำไว้อย่างเรียบร้อย ในส่วนนี้ คือ Georgian Landscape



วันที่ไปที่นี่นั้นอากาศดีมากๆ ฟ้าใสตัดกับพื้นทุ่งสีเขียวดูสดใสมาก เดินตัดผ่านทุ่งหญ้าไปถึงโซนถัดไป โซนนี้จะมีลักษณะเป็นบ้านที่พักอาศัยของชาวจอร์เจียนในพื้นที่แทบชนบท นั้นคือ โซน Pockerley Old Hall ซึ่งโซนนี้จะอยู่บนเนินเขา มองลงไปเห็นท้องทุ่งด้านล่าง

เราเดินผ่านเข้าไปยังคอกม้าที่มีคุณป้ากำลังหวีขนหางของม้าอยู่ โดยคอกม้านี่แบ่งออกไปช่องๆสำหรับม้าแต่ละตัว รวมทั้งมีอานม้า อุปกรณ์ทำความสะอาด และเกวียนลักษณะต่างๆจัดเก็บไว้เป็นอย่างดี พร้อมนำมาใช้งานได้ เราก็เดินดูคุณป้าทำงานของแกไป โดนในคอกก็มีม้าอยู่หลายตัว



หลังจากนั้นเราก็เดินกันเข้าไปในบ้าน ด้านล่างของบ้านจะเป็นห้องครัว มีข้าวของและเครื่องใช้ในครัวสำหรับประกอบอาหารอยู่พร้อมสรรพ รวมทั้งเนื้อสัตว์ที่แขวนห้อยไว้กับเพดาน แม้จะเป็นของจำลอง ก็ยังแอบตกใจเล็กๆที่เห็นไก่ห้อมลงมา แต่ภายในค่อนข้างมืดมาก แบบจำลองชีวิตในอดีตจริงๆ คืออาศัยแสงสว่างจากภายใน แต่ด้วยรอบด้านมีต้นไม่เยอะมากๆ ทำให้แสงสว่างภายในบ้านค่อนข้างน้อย ด้วยตอนแรกที่เข้าไปในห้องรับแขกหน้าบ้านเต็มไปด้วยเด็กน้อย ซึ่งน่าจะเป็นนักเรียนประถมต้นๆ กำลังทำกิจกรรมกับคุณลงเจ้าของบ้านอยู่ คนเลยแน่นบ้านมาก (เราเข้ามาจากหลังบ้าน เพิ่งรู้ตอนเดินเข้าไปแล้วนั้นแหละ ตอนเดินขึ้นไปตามทางก็งงๆว่าทำไมไม่มีคนเลย) กิจกรรมที่คุณลุงสอนเด็กๆทำคือการทำขนมปังในยุคนั้น ทำให้บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยกลิ่นควัน เราเลยเดินขึ้นไปดูด้านบนของบ้าน โดยทุกๆส่วนจะเหมือนกับว่ามีคนใช้มันอยู่เป็นประจำ และได้เห็นเครื่องใช้ที่เป็นของเก่าๆ อย่างเช่นโต๊ะรีดผ้าในรูป



เดินลงมาก็พบว่าเดินลงมาเด็กน้อยก็ไปกันหมดแล้วเหลือคุณลุงกำลังเก็บข้าวของอยู่ เราเลยเดินออกไปทางหน้าบ้าน ซึ่งมีแปลงดินที่ยกไว้สำหรับปลูกผัก และสวนขนาดย่อมๆ 



หลังจากออกจากบ้านคุณลุงในโซน Pockerley Old Hall ก็มารอรถรางเพื่อไปยังโซนต่อไปของพิพิธภัณฑ์นั้นคือ The Town จะเป็นศูนย์กลางของเมืองที่มีทั้งร้านหมอฟัน, อู่ซ่อมรถ, ธนาคาร, ร้านขายขนมลูกอมสำหรับเด็กๆ, ร้านขายขนมปังที่พร้อมเสิร์ฟขนมปังหอมกรุ่น และร้านขายสินค้านานาชนิด นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารที่สามารถไปใช้บริการได้ แต่คนค่อนข้างเยอะ เนื่องจากแทบจะเป็นร้านอาหารแห่งเดียวในบริเวณนี้ลย รวมทั้งมีพื้นที่ในสวนให้ไปนั่งเล่นนั่งกินอีกด้วย แต่เดินเข้าไปวนเวียนดูแล้วไม่มีอาหารที่เราสนใจก็เลยเลือกไปต่อ แล้วไปหาของเล็กๆน้อยๆกินข้างหน้าแล้วกัน














จากศูนย์กลางเมืองของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เราก็เลือกเดินผ่านสถานีรถไฟ แวะซื้อไอศกรีมมารองท้องและคลายร้อนสักหน่อย 



ผ่านสวนที่สดชื่นแจ่มใสและสิ่งปลูกสร้างที่โชว์ไว้อีกหลากหลาย ก่อนจะไปถึง Home Farm บอกได้เลยว่าระยะทางก็ทำเอาเหงื่อซึมๆได้เหมือนกัน แต่ก็มีร่มไม้ให้หลบแดดและที่นั่งพักให้อยู่บ้าง

โซน Home Farm ก็จะเป็นอีกลักษณะของชีวิตความเป็นอยู่ในอดีต คือ บ้านในฟาร์ม ซึ่งจะมีทั้งแปลงปลูกผัก บ่อน้ำไว้เลี้ยงเป็ด คอกหมู และไม้ผลต่างๆ นอกจากนี้ยังมีโณงเก็บเครื่องมือที่ใช้ในการทำฟาร์มอีกด้วย 





เดินดูทั้งสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ในฟาร์มกันจนพอใจก็ไปต่อยัง Pit Village ซึ่งเป็นเหมือนศูนย์กลางหมู่บ้าน คือมีโบสถ์ มีโรงเรียน และก็เป็นอีกหนึ่งโซนที่มีขายอาหาร และถือเป็นร้านเด่นของที่นี่อีกด้วย คือ Fish and Chips แต่ก็เช่นเดิมคนเยอะมาก เยอะกว่าโซนในเมืองเสียอีก และไม่มีที่นั่งในร้านด้วย ซื้อเสร็จต้องเดินออกไปหาที่นั่งที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดเป็นที่นั่งพักผ่อนไว้ให้ ถ้าจำไม่ผิดแถวนี้ยังมีร้านขายพวก snacks อีกด้วย

และอีกสถานที่ที่อยู่ในโซนนี้คือ เหมืองหิน ที่ได้แต่มองเข้าไปข้างในเพราะดูฝุ่นเยอะ และหมดแรงเดินแล้วจริง






หลังจากนั่งพักจนพอมีแรง ก็พยายามจะหารถกลับไปที่ทางออกก็ไม่เห็นมีมาสักคัน เลยต้องเดินกันต่อออกไปด้านหน้า ก่อนจะจับรถบัสกลับมายังนิวคาสเซิล

ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจในการมาใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษมาก ทำให้เรารู้ได้ว่ากการเรียนรู้เรื่องราวในอดีตที่ไม่ได้ผ่านตัวหนังสือ แต่เป็นจากการสัมผัสด้วยตัวเองมันสนุกสนานและเป็นที่จดจำได้อย่างดี 






Create Date : 07 ตุลาคม 2557
Last Update : 26 กรกฎาคม 2558 21:38:12 น. 0 comments
Counter : 671 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

PaB_KaP
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2557
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
7 ตุลาคม 2557
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add PaB_KaP's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.