บริหาร การจัดการ การตลาด พัฒนาตนเอง พัฒนาความคิด กลยุทธ์ ธรรมะ จักรราศี ฯลฯ
จัดตั้งธุรกิจ ปรับปรุงกิจการ | ไขความลับสมองเงินล้าน | การเขียนแผนธุรกิจ | บริหารคน บริหารงาน | พัฒนาความคิด
พระไตรปิฎกฉบับหลวง | แด่องค์กรที่แสนรัก | สุขใจกับเด็กสมาธิสั้น
Group Blog
 
<<
เมษายน 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
21 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
กลัวตาย หรือ ไม่อยากตาย...

กลัวตาย หรือ ไม่อยากตาย...


โดย วิบูลย์ จุง : Wiboon Joong (wbj)




คนเรานั้น เกิดมาก็ต้องตายทุกคน ถ้าเราไม่อยากที่จะตาย ก็ต้องไม่อยากที่จะเกิดก่อน แต่ในเมื่อเราเกิดมาแล้ว ก็ต้องยอมรับความเป็นไปตามธรรมชาติอันดับสุดท้ายของชีวิตเรา และ ต้องเตรียมความพร้อมของเราก่อนที่จะตายไป ถ้าเรามีความพร้อมที่จะตายแล้ว เราก็จะไม่ต้องกลัวความตายอีกต่อไป...

ชีวิตของคนเรานั้น เกิดมาเป็นเด็กไม่รู้เรื่องอะไร จำความไม่ได้ เพราะโดนมารทำให้เราเกิดความหลง ทำให้เราไม่รู้ ไม่รู้แม้นว่าตัวเราเองนั้นเคยเกิดมาแล้วกี่ครั้ง การเกิดเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าเคยตายมาแล้วกี่ครั้ง และความตายนั้นมีลักษณะอย่างไร เมื่อไม่รู้หรือจำประสบการณ์เหล่านั้นไม่ได้ ก็เลยต้องกลัวตายเป็นธรรมดา นี่คืออวิชาที่มารสร้างให้เกิดขึ้นกับทุกคนในโลก ซึ่งถ้ามารไม่ได้ทำให้วิชานี้เกิดขึ้น พวกเราคงไปถึงฝั่งพระนิพพานได้เร็วกว่านี้เป็นแน่


ศึกชิงภพ


ในสภาวะความเป็นจริง คนเรานั้นคุ้นเคยกับการตายเป็นอย่างดี ถ้าท่านได้ศึกษาทางด้านอภิธรรมมา จะพบว่า ดวงจิตที่ทำหน้าที่การตาย คือดวงจิตดวงเดียวกับดวงจิตที่ทำหน้าที่นอนหลับ การผ่านช่วงการตายนั้นจึงเหมือนกับเรานอนหลับนั่นเอง แต่ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนการตายนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นศึกชิงภพที่เป็นการพิสูจน์ว่า เราจะได้ไปภพใดใน 31 ภูมิ ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ พรหม ไปเกิดเป็นมนุษย์ สัตว์บก สัตว์น้ำ หรือ แม้นแต่การไปยังอบายภูมิ เป็นเปรต เป็นอสูรกาย หรือ แม้นกระทั่งตกนรกภูมิ ช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งเรียกว่า ศึกชิงภพ นี้จึงมีความสำคัญสำหรับเราอย่างมาก จึงควรศึกษาให้เข้าใจถึงสภาวะนี้ ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งคร่าวๆจะแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะคือ

1. ผู้ตายในขณะจิต ที่เป็นกุศล จะรู้สึกดังกับว่าผ่านความมืดไปสู่ความสว่าง จะว่างจากความกระวนกระวาย หากเห็นแต่สิ่งซึ่งสบายตาสบายใจ มีหลายกรณีเลยทีเดียว ที่เมื่อผู้ป่วยหนักใกล้จะถึงเวลาตาย มักพูดถึงความสะดวกสบายต่าง ๆ เป็นอย่างมาก แม้รคาพยาธิจะเบียดเบียนก็ตามที

2. หลายคนเจ้บป่วยเพียงเล็กน้อย แต่ตอนใกล้ตายกลับ ตกอกตกใจมาก แม้การหายใจก็ดูเผชิญอุปสรรคเสียเหลือเกิน ทั้งนี้เพราะคนพวกนี้กำลังตกสู่ใต้ห้วงแห่งอกุศลวิตก เขารู้สึกดังประหนึ่งว่ากำลังถูกพรากจากแสงสว่างไปสู่ที่มืด และ แลเห็นรูปภาพต่าง ๆ ที่หลอกหลอนเขาอยู่ หรือไปเกิดในทันที บางคน ตอนใกล้ตาย ไออุ่นลดน้อยถอยลงไปเพราะโรคภัยไข้เจ็บ แต่เจ้าตัวต้องการความร้อนยิ่ง ๆ ขึ้น ทั้งนี้เพราะอุปาทานนำเขาให้ไปเกิดใหม่ในนรกนั่นเอง ณ ที่นั้นความร้อนอย่างรุนแรงจะสุมใหม้สัตว์อยู่ตลอดเวลา ส่วนผู้ที่ยึดติดในความเย็น เช่นต้องด่มน้ำเย็นมาก ๆ เวลาไกล้ตาย แสดงว่าอกุศลกรรมจะนำให้เขาไปเกิดในนรกที่หนาวเย็นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว พึงเลี่ยงความคิดที่ติดยึดประเภทนี้เสีย โดยเฉพาะตอนใกล้ตาย ควรมุ่งจิตใจไปในทางที่สูงส่งดีงาม

3. บางคนไม่ได้เห็นภาพที่ดี หรือ ไม่ได้เห็นภาพที่น่ากลัว แต่กลับเห็นภาพคนหนุ่มสาว ภาพน้ำ ภาพสัตว์ จะตกสู่ห้วงอุเบกขา ซึ่งถิ่นที่เห็นจะกลายเป็น ถิ่นทีจะไปเกิด ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ หรือเป็นสัตว์ ก็ซึ่งขึ้นอยู่กับภาพที่เห็น

เวลาไกล้ตาย ถ้าเราคุ้นเคยกับทัศนคติหรือเจตนาอย่างใดตัวเจตนาเจ้าเรือนนั้นแลจะเป็นใหญ่ และนำเราไปเกิดใหม่ตามครรลองแห่งกุศลหรืออกุศลก็สุดแท้ และที่ไปเกิดใหม่กันนั้นก็เพราะยึดมั่นในตัวตน กลัวกันว่าตัวตนจะสูญไป ความยึดติดอันนี้เองที่เป็นตัวสันตติ ต่อเนื่องระหว่างชีวิต แห่งชาตินี้และชาติหน้า เพราะยึดติดในร่าง จึงเกิดร่างขึ้นใหม่ แม้ในระหว่างที่ยังไม่ไปเกิดใหม่ด้วยซ้ำ เตรียมตัวตายอย่างมีสติ

เมื่อเรารู้ว่า จิตและภวังค์ในการนอนหลับ กับ การตายนั้น เป็นจิตดวงเดียวกัน ดังนั้น เราสามารถฝึกการตายได้ทุกวันเช่นกัน โดยการฝึกจิตใจทุกๆวันก่อนนอน ให้มีการระลึกถึงบุญที่ทำในแต่ละวันก่อนนอน จะเป็นการฝึกให้เราได้ทำใจที่เป็นบุญกุศลก่อนที่จะตาย เพื่อที่จะไปยังที่สว่าง ไม่ไปอบาย


กลัวตายหรือไม่อยากตาย


แต่เนื่องจากคนส่วนใหญ่ก็ยังกลัวความตายอยู่ดี ซึ่งในสภาพความเป็นจริง ความกลัวนี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่อยากตาย ดังนั้น จึงขอแสดงให้เห็นถึงสาเหตุของความกลัวตาย หรือ ไม่อยากตาย ไว้ดังนี้คือ
  1. . ไม่อยากตายเพราะคิดว่าการตายต้องเจ็บปวดทรมานอย่างมาก

  2. นี่เป็นสาเหตุใหญ่ที่คนเราไม่อยากตาย เพราะ เมื่อเกิดเป็นคน ความเจ็บป่วย ความเจ็บกาย ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ต้องการ แต่ก็ต้องพบเจอตามหลักสัจะธรรมในโลก แต่ความเป็นจริง คนที่กำลังจะตาย มี 2 ลักษณะใหญ่ๆคือ

    1. ตายเพราะหมดบุญ การตายลักษณะนี้ จะแบ่งเป็น 2 ประการคือ การตายโดยไม่มีกรรมเก่ามาผูกเวร ซึ่งจะตายจากอย่างสงบ อาจจะหลับและตายไปในที่สุด กับ การตายเพราะเวรกรรมมาส่งผลพอดีกับการหมดบุญ ซึ่งอาจจะมีกรรมในปัจจุบันและกรรมในอดีต มาส่งผลทำให้เกิดความเจ็บป่วย หรือบางคนก็กรรมฆ่าสัตว์ใหญ่มาส่งผลทำให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ เป็นต้น

    2. ตายเพราะเหตุ การตายลักษณะนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของเจ้ากรรมนายเวร พูดง่ายๆก็เป็นคนที่เราเคยไปฆ่าเขาในอดีตมาจองเวร

    ดังนั้น การเตรียมตัวตายจึงเป็นสิ่งสำคัญ คนที่ไม่อยากที่จะต้องเจ็บป่วย หรือ ทนทุกข์ทรมาน ก่อนตาย ก็ควรจะที่จะสั่งสมบุญไว้ให้มากๆ ทั้ง ทาน ศีล ภาวนา งดเว้นบาปกรรม หรือ การเอารัดเอาเปรียบคนอื่น หรือ สัตว์อื่นๆ ควรมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้มาก หรือ กล่าวง่ายๆคือ งดเว้นการสร้างกรรมใหม่ และ ขออโหสิกรรมเก่า ซึ่งจะอธิบายในรายละเอียดต่อไป

  3. . ไม่อยากตายเพราะชีวิตปัจจุบันมีความสุขแล้ว

  4. บางคนไม่อยากที่จะตาย เพราะคิดว่า ชีวิตในปัจจุบันนี้ มีความสุขดีอยู่แล้ว จึงไม่อยากที่จะสูญเสียความสุขที่ได้รับไป ซึ่งความสุขที่ได้รับในปัจจุบันนี้ ก็จะมีทั้งสุข และ ทุกข์ แต่เนื่องจากตนเองพบแต่สิ่งที่เป็นสุขเสียส่วนใหญ่ เช่น มีบ้านหลังงาม มีคนใช้ มีการงานที่ดี มีข้าวของเครื่องใช้ราคาแพง มีรถขับ และ คิดว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ตนเองมีความสุขในชีวิต จึงไม่อยากที่จะตายจากไป

  5. . ไม่อยากตายเพราะเป็นห่วงสมบัติที่สะสมมา

  6. บางคนก็หวงทรัพย์สมบัติที่สร้างมาหรือหามา กลัวว่า ทรัพย์สมบัติจะถูกคนอื่นเอาไปใช้ ลูกหลานจะรักษาทรัพย์สมบัติของตนเองไว้ไม่ได้ หรือ ไม่มีคนสืบทอดสมบัติ ซึ่งหากช่วงละโลกนี้ไปยังคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้อยู่ก็จะส่งผลให้อยู่เฝ้าสมบัติต่อ ไม่ได้ไปเกิดในที่ดีๆ ซึ่งสิ่งนี้น่าเป็นห่วงสำหรับคนกลุ่มนี้อย่างมาก

  7. . ไม่อยากตายเพราะเป็นห่วงคนข้างหลัง

  8. บางคนก็ห่วงลูก ห่วงหลาน ห่วงภรรยา-สามี ห่วงพ่อ-แม่ หรือ ห่วงคนที่เราดูแลอยู่ ว่าถ้าจากไปแล้ว พวกเขาจะอยู่อย่างไร ซึ่งคนที่จะรู้สึกเช่นนี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่ดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากมีความห่วงอยู่จึงไม่อยากที่จะจากไป

  9. . ไม่อยากตายเพราะไม่รู้ว่าชีวิตโลกหน้าจะเป็นอย่างไร

  10. ความไม่รู้ว่า ในโลกหน้ามีจริงหรือไม่ และไม่รู้ว่าตนทำกรรมใดไว้ ก็จะกลัวว่า ชีวิตโลกหน้าไม่รู้เป็นเช่นใด จะเหมือนกับโลกปัจจุบันหรือไม่ จะไม่รู้จักใครเลย เป็นต้น ก็เหมือนกับคนที่ต้องจากไปถิ่นที่ไม่มีคนรู้จัก ไม่รู้ว่าเขาจะดำเนินชีวิตกันอย่างไร กินอะไร จะกินได้ไม๊ ไม่รู้ว่าจะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อที่จะใช้ชีวิตในโลกหน้า เป็นต้น

  11. . ไม่อยากตายเพราะกลัวไปที่ไม่ดี เพราะทำกรรมไว้มาก

  12. บางคนก็ทำกรรมชั่วไว้มาก เลยกลัวที่จะตายเพราะรู้ว่าตัวเองต้องไปยังอบาย บางคนก็เร่งสร้างบุญกุศลก่อนตาย แต่บางคนก็ยังหลงระเริงคิดว่าชีวิตนี้ยังมีเวลาอีกยาวนาน เลยไม่ได้สั่งสมบุญไว้ มัวแต่สั่งสมกรรมเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกัน จึงไม่อยากที่จะตายจากไปตอนที่รู้ว่าตนเองจะได้รับผลกรรมเหล่านั้น...


ทั้งนี้ การเตรียมตัวตาย จึงเป็นเรืองสำคัญ ที่คนที่กลัวตาย ควรจะเตรียมพร้อมในช่วงเวลาที่มีลมหายใจ หรือ ตั้งแต่บัดนี้ เดี๋ยวนี้ กันเลยทีเดียว


การเตรียมพร้อมก่อนตาย


การเตรียมพร้อมตนเองเพื่อที่จะละโลกนี้ไปแล้ว ทำให้ไปสู่ในที่ๆดีที่สุดสำหรับตนเอง ไม่ตกในอบาย หรือ ไม่ตกนรกนั้น มี 2 ช่วงเวลาที่จะต้องทำคือ
  1. . ช่วงเวลาปกติ

  2. ในช่วงเวลาปกติ คนเราจะไม่นึกถึงความตายกันสักเท่าไหร่ เพราะคิดว่า มันเป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นว่า ความตายนั้นไม่ได้เลือกวัย ไม่ได้เลือกเวลา คนเราสามารถตายได้ในทุกขณะ ในอดีตสมัยผมยังเป็นเด็กก็มีคำพังเพยให้ฟังและทำให้ผมจดจำได้จนถึงปัจจุบันนี้ คำๆนั้นคือ "ถ้าถึงที่ตายไม้จิ้มฟันแทงเหงือกยังเสือกตาย" ซึ่งดูๆไปชีวิตของคนเรานั้น ช่างบอบบางเสียจริง คนจำนวนมากต้องตายจากไปเพราะอุบัติเหตุ ตายเพราะเป็นโรค นอนหลับแล้วตายไปก็มี ซึ่งต่างคนก็ต่างมีเหตุให้ตายได้อย่างง่ายดาย

    ในเมื่อความตายนั้นมันช่างง่ายถึงขนาดนี้ ดังนั้น การฝึกคิดถึงเรื่องตาย จึงเป็นสิ่งที่เราควรจะฝึกไว้ให้เกิดความเคยชิน พระพุทธองค์ มีวิธีการคิดก่อนตายเป็นการเจริญสมาธิ วิปัสสนาอย่างหนึ่งที่เรียกว่า "เจริญมรณานุสติ" ซึ่งเป็นวิธีการฝึกฝนตนเองที่ดี ทำให้ละความเป็นตัวตนของตนเองได้อย่างมาก

    แต่เนื่องจากการเจิรญมรณานุสตินั้น ค่อนข้างทำยาก เราจึงนิยมที่จะสร้างบุญ สร้างกุศล ด้วยการ ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ปล่อยสัตว์ ไม่เบียดเบียนทั้งตนเอง และ ผู้อื่น ซึ่งสามารถทำได้โดยการทำ "บุญกริยาวัตถุ 10" อย่างเป็นประจำทุกวัน รวมทั้งนึกถึงบุญที่ทำบ่อยครั้ง ซึ่งในทางอภิธรรม การนึกถึงบุญที่ทำบ่อยๆ จะทำให้ใจของเราอยู่ในบุญที่ทำ อีกทั้ง เมื่อใกล้จะละโลกไป เราก็จะสามารถนึกถึงบุญเหล่านี้ได้โดยง่ายด้วย ทำให้ใจใสก่อนจะละโลกไป

    แต่การเตรียมตัวตายที่ผมกล่าวนี้ จะไม่มีผลเลยหากคุณใช้ในการ เตรียมตัวเพื่อฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อยากให้ทำมากที่สุด เพราะ การฆ่าตัวตายจะเป็นกรรมหนักที่จะส่งผล และสร้างเชื้อของการฆ่าตัวตายไว้กับตนเอง ทำให้ต้องฆ่าตัวตายหลายชาติ ตกนรกไปก็ต้องไปฆ่าตัวตายในนรกอีกหลายร้อย หลายพันครั้ง เป็นบาปกับตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเตรียมตัวอย่างดีเพียงใดก็ไม่มีผล ดังนั้น อย่าแม้นแต่จะคิดในการฆ่าตัวตาย มันเป็นบาปกรรมหนัก ขนาดฆ่าสัตว์อื่นยังเป็นบาปกรรมติดตัวแต่นี่ฆ่าคน ฆ่าตนเอง จะยิ่งมีบาปติดตัวหนักมากกว่าเดิมหลายเท่านัก...

  3. . ช่วงเวลาที่รู้ว่าตนเองจะต้องตาย เช่น กำลังป่วย

  4. เมื่อรู้ตัวว่าป่วย หรือ จะต้องตายแน่นอน ก็ต้องยิ่งปฎิบัติตน และ ให้คนรอบข้างช่วยเหลือเพื่อให้เราไปพร้อมที่จะตายอย่างมีสติ ซึ่งต้องมีการปฏิบัติตนดังนี้
    1. . การฝึกให้คลายอารมณ์ ให้ปล่อยความรู้สึกเจ็บป่วย โดยการสร้างสมาธิให้เกิด

    2. วิธีการนี้ เป็นการทำการข่มความรู้สึกเจ็บปวด สร้างสมาธิจากความเจ็บปวดนั้น ซึ่ง มีบทความเกี่ยวกับทางนี้โดยเฉพาะ กรุณาหาอ่านได้จาก "มรณานุสสติ” สมาธิการเตรียมตัวตายก่อนตาย ... พระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ ซึ่งโดยสรุปคือ การรวบรวมจิตใจ ให้มีจิตมุ่งไปสู่ความเจ็บปวด และ ภาวนาถึงความตาย เพื่อให้ใจสงบและไม่กลัวในสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพราะเมื่อจิตสงบก็ย่อมเป็นทางนำมาแห่งหนทางที่ดีเมื่อละโลกไปในขณะจิตนั้นๆ

    3. . ให้ผู้ป่วยเจริญสมาธิภาวนา รักษาศีล และ ทำทาน

    4. ถ้าผู้ป่วยไม่มาก หรือ ไม่ออกอาการ การแนะนำให้เขาเจิรญสมาธิภาวนาในช่วงบั้นปลายของชีวิต การให้เขาเข้าวัดฟังธรรม จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา เพื่อให้เขามีเจตคติที่ดี มีความคิดที่ดี มีจิตใจที่ดี และ มีจิตใจที่แน่วแน่ไปทางบุญกุศล ซึ่งจะทำให้เขามีสุขติเป็นที่ไป ประกอบกับการสร้างบุญกุศล อาจจะช่วยยืดชีวิตของเขาให้ยืนยาวขึ้นได้อีกสักระยะ ซึ่งต้องทำให้มากกว่า ในช่วงเวลาปกติ ทำบุญทุกบุญ ยิ่งเป็นคนที่ไม่เคยทำบุญมาเป็นประจำแล้ว ยิ่งต้องทำบุญให้มากขึ้น แล้วอธิษฐานจิตให้มากขึ้น เพื่อให้บุญนั้นส่งผลในช่วงชิงภพ และ ในภพหน้า

    5. . กรณีที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว การให้ความช่วยเหลือจากหมู่ญาติ เป็นสิ่งสำคัญมาก

    6. เพื่อระลึกถึงบุญกุศลที่เคยสั่งสมมา และ การสร้างบุญใหม่ ต้องให้หมู่ญาติช่วยบอก ช่วยเล่าให้ผู้ป่วยฟัง หรือ ให้ผู้ป่วยทำสังฆทานโดยไปซื้อของมาให้ผู้ป่วยทำบุญ ถ้าสามารถทำได้ อาจจะเชิญพระมาที่โรงพยาบาลเพื่อรับสังฆทาน แต่ถ้าไม่สามารถก็นำเอาสังฆทานที่ให้ผู้ป่วยอธิษฐานหรือบอกให้อธิษฐานไว้แล้วไปให้พระที่วัดก็ได้


หวังว่า บทความนี้ จะทำให้คนปกติสามัญ หรือ คนใกล้ตาย หรือ คนที่มีคนข้างเคียงที่ใกล้ตาย สามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง และ สั่งสมบุญได้อย่างเต็มที่เต็มกำลังทุกคน เพื่อทำให้ทั้งชีวิตในชาตินี้ และ ชาติหน้ามีความสุขตลอดไปครับ...


Create Date : 21 เมษายน 2551
Last Update : 14 กันยายน 2551 15:14:47 น. 5 comments
Counter : 1010 Pageviews.

 
ขอบคุณนะคะ
ขอให้บุญกุศลนำพา


โดย: แม่เฮอร์เบิรก IP: 124.120.115.180 วันที่: 1 พฤษภาคม 2551 เวลา:2:44:07 น.  

 
ขอขอบคุณสำหรับบทความดีๆน่ะค่ะ คุณแม่นอนป่วยอยู่โรงพยาบาลมา 5เดือนแล้วค่ะสงสารท่านมาก ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ทรมานมากเวลาท่านปวด ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร ก็ทำอย่างที่ท่านบอก ซื้อสังฆทานให้ท่านอธิษฐานและเราเอาไปทำบุญให้ท่านที่วัด ขอขอบคุณค่ะ


โดย: yayaying IP: 58.8.27.125 วันที่: 30 พฤษภาคม 2551 เวลา:11:48:43 น.  

 


มีประโยชน์แก่ทุกคนจริงๆ ค่ะ


ขอบคุณมากๆค่ะ


โดย: ดลลี่ IP: 202.29.83.65 วันที่: 7 กันยายน 2551 เวลา:0:41:22 น.  

 
อ่านแล้วคิด


โดย: แฮมซาลามี่ วันที่: 28 กันยายน 2551 เวลา:0:49:28 น.  

 
ดีจัง


โดย: ตัวอ้วน IP: 202.28.123.253 วันที่: 23 กรกฎาคม 2552 เวลา:12:49:26 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wbj
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 192 คน [?]




ต้องการสอบถาม กรุณาติดต่อทางเมล์ที่ wbjoong@gmail.com หรือ 062 641 5992

วิทยากรเชิงกิจกรรม

วิทยากรกระบวนการ

ที่ปรึกษาธุรกิจ ด้านการบริหารจัดการ

การตลาดและการประชาสัมพันธ์

การบริหารทรัพยากรมนุษย์

และ

การวางแผนกลยุทธ์



ไม่ได้ ไม่มี ไม่ดี ไม่ได้...
ต้องได้ ต้องดี ต้องมี ต้องง่าย
และ ทำให้ดีกว่าดีที่สุด

Wiboon Sae Joong

Create Your Badge



<< Main Menu >>


<< บทความล่าสุด >>



ดวงถาวร


ดวงตามวันเกิด



ดวงตามปีเกิด






;b[^]pN 06' ไรินนื ่นนืเ "รินนื ๋นนืเ c:j06'




Friends' blogs
[Add wbj's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.