Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
14 ตุลาคม 2554
 
All Blogs
 
องค์ที่ ๑๖ : ข่มใจ

องค์ที่ ๑๖ : ข่มใจ
     แสงจันทร์ทอประกายสีเงินยวงลงมากระทบพื้นในสวนหย่อมยามค่ำของคืนวันเดียวกัน บรรยากาศสงบเย็นแฝงไว้ด้วยความเปลี่ยวเหงาจนน่าใจหาย สายลมยามดึกที่เย็นฉ่ำอาจจะคลายความร้อนกายให้กลับคนได้มากมายแต่กลับไม่สามารถปัดเป่าความร้อนใจของจอร์จออกไปได้เลย เขากำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์ที่ก่อตัวเป็นกองฟ่อนอยู่ข้างในอกเพียงลำพัง เหมือนเวลาในโลกมันคืบคลานผ่านไปช้าๆนับตั้งแต่วินาทีที่ประตูลิฟต์ของโรงพยาบาลจัสมินฯปิดตัวลง เขาจอมจมอยู่ในห้วงแห่งความคิดคำนึงและเฝ้าโทษตัวเองว่าความประมาทของตนเป็นสาเหตุทำให้เกิดเรื่องราวที่เลวร้าย วันเวลาเพียงไม่นานนับตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาได้สบตากับมะลิเขาพึ่งจะรู้ตัวว่าตนรักเธอมากมายแค่ไหน ความรักที่ก่อตัวขึ้นมาราวกับไม่มีต้นสายปลายเหตุไม่มีคำอธิบายและไม่จำเป็นต้องมีใครเป็นผู้ลิขิตแต่ที่แน่แน่เขารักเธอแล้วจริงๆ รักอย่างหมดหัวใจ ความรู้สึกนี้กำลังยืนยันตนเองด้วยความทุกข์ที่ถาโถมเข้ามากรีดหัวใจของจอร์จให้เจ็บจี๊ดอยู่ตลอดเวลา
     จอร์จอารมณ์พลุ่งพล่านเดินกระสับกระส่ายกลับไปกลับมาไม่ยอมหยุดอยู่ในอาณาเขตส่วนหย่อมของโรงพยาบาลที่หมอพิเภกพักรักษาตัวอยู่ หลังจากที่เขาย้อนกลับมาตั้งหลักพร้อมกับทีมของผู้กองเซอบีรุส ชายหนุ่มก็ขอปลีกตัวออกมาสงบสติอารมณ์ตนเองที่นี่โดยปล่อยให้ผู้กองขึ้นไปเล่าเรื่องสมุดบันทึกเล่มนั้นให้หมอพิเภกฟัง
     เสียงฝีเท้าที่เดินใกล้เข้ามาจนเกือบประชิดตัวของจอร์จไม่สามารถแทรกแซงความคิดคำนึงซ้ำซากของเขาเข้าไปกระทบโสตประสาทได้เลย จวบจนฝ่ามือที่นุ่มนวลยื่นมาสัมผัสถูกแผงไหล่กำยำเพื่อเรียกสติเขาจึงรู้ว่ามีคนมายืนอยู่ข้างหลังของเขา นักศึกษาสาวหม่อน คุณหมอพิเภก และสมาชิกในทีมของผู้กองเซอบีรุส ทุกคนขณะนี้ยืนมองมายังเขาเป็นตาเดียว หม่อนไม่เคยเห็นอากัปกริยาที่ร้อนรนของพี่จอร์จอย่างนี้มาก่อน เธอตระหนักรู้ได้ทันทีว่าพี่มะลิมีอิทธิพลต่อจิตใจของชายหนุ่มมากมายขนาดไหนจึงรู้สึกสงสารคนทั้งคู่มากจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำปลอบโยน
     “พี่จอร์จสงบใจไว้ก่อนเถอะค่ะ หม่อนเชื่อว่าพี่มะลิยังปลอดภัยอยู่ เมื่อครู่คุณเมอร์ด็อกถามคุณลุงดูแล้วว่าขั้นตอนเตรียมงานเพื่อทำการทดลองต้องใช้เวลานานขนาดไหนและคุณลุงก็ออกปากยืนยันมาแล้วว่าต้องใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามวันในการเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย เรายังมีเวลาเหลือพอที่จะไปช่วยเธอนะคะ”
     จอร์จได้ยินสิ่งที่หม่อนพูดเต็มสองหูรู้สึกเหมือนหัวใจคลายตัวจากอาการบีบรัดอย่างฉับพลัน ละล่ำละลักถามกลับไปทันทีพร้อมกับจ้องหน้าเธอสลับกับหมอพิเภก
     “จริง...จริงหรือครับ เรายังไปช่วยมะลิทันใช่ไหมครับ”
     หมอพิเภกพยักหน้ายืนยันมาอีกครั้งจนเขารู้สึกเบาใจ
     “พ่อจอร์จใจเย็นๆก่อน ลุงว่าเรามาช่วยกันคิดวิธีไปช่วยหนูมะลิกันดีกว่าเดือดเป็นไฟไปรังแต่จะทำให้จนปัญญาคิด หลวงพ่อรุ่งสอนไว้ว่าอย่างไรจำได้ไหม”
     จอร์จถอนหายใจออกเป็นสายยาวเพื่อปลดปล่อยอารมณ์คุกรุ่นรู้สึกดีขึ้นเมื่อคิดถึงหลวงพ่อรุ่งจึงเอ่ยทวนคำสอนของท่านให้ทุกคนฟัง
     “การจะแก้ปัญหาหรือดับทุกข์ทั้งมวลต้องดับกองไฟที่ใจก่อนให้จิตสงบเย็นจนเกิดสมาธิปัญญาจึงจะเกิด ขอบคุณคุณลุงหมอมากครับที่ช่วยเรียกสติของผมให้กลับคืนมา”
     ถึงจะพูดกับคุณลุงหมอแบบนั้นแต่ก็ไม่วายหันไปซักผู้กองเซอบีรุสต่อ
     “คุณเมอร์ด็อกจะทำยังไงต่อไปดีครับ พวกเราไปช่วยมะลิเดี่ยวนี้เลยได้ไหม คุณรู้จักที่ตั้งฐานทัพลับของพวกมันแล้วนี่ครับ”
     “รู้นะรู้อยู่ครับ แต่ถ้าบุกเข้าไปทื่อๆ เกรงว่าจะไปเป็นเป้าให้พวกมันซ้อมมือเล่นเหมือนพวกลูกน้องเก่าของผมเปล่าๆ”
     “ทำไมเป็นอย่างนั้นละครับคุณเมอร์ด็อกพูดเหมือนกับว่าคุณเคยบุกเข้าไปที่นั่นมาก่อนแล้ว”
     หมอพิเภกถามเพราะไม่ได้ร่วมรับรู้ถึงเรื่องราวเช่นที่จอร์จเคยได้ฟังมาจากเจ้าหน้าที่แมค ผู้กองเซอบีรุสแอบถอนหายใจก่อนจะเอ่ยปากเล่าความจริงด้วยสีหน้าเจืออารมณ์ขมขื่น
     “ผมเคยคุมกำลังทหารหมวดหนึ่งเข้าไปโจมตีหมู่บ้านที่ว่านั้นมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อประมาณสิบห้าปีก่อน เส้นทางที่ไปในตอนนั้นวิบากมากต้องรอนแรมไปตามป่าละเมาะที่ดิบทึบมันเป็นหมู่บ้านเล็กๆแวดล้อมด้วยต้นไม้และลึกลับราวกับหมู่บ้านตกสำรวจ ที่นั้นมีประชากรไม่ถึงสามสิบหลังคาเรือนปลูกบ้านอยู่ติดๆกัน ในตอนเช้าที่พวกผมเดินทางเข้าไปถึงผมไม่อยากเชื่อเลยว่าที่นั่นเป็นรังลับของกลุ่มอิทธิพลเครือข่ายค้าอาวุธสงครามรายใหญ่ที่สุดของโลกเพราะมันไม่ต่างอะไรกับหมู่บ้านชาวป่าชาวเขาทั่วไปเลย พวกผมจึงบุกเข้าไปในหมู่บ้านอย่างชะล่าใจเกณฑ์ชาวบ้านทุกคนมารวมกลุ่มกันที่ลานหน้าบ้านของผู้ใหญ่บ้าน เชื่อไหมครับว่าไม่มีคนต่างชาติหรือคนที่น่าจะเป็นลูกสมุนของแก็งแบล็คจัสมินปะปนอยู่ด้วยเลย แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านเองก็เป็นแค่อดีตทหารเวียดกงแก่ๆเท่านั้น ความผิดปรกติเกิดขึ้นมาได้ด้วยการข่าวที่ผิดพลาดอย่างแน่นอน ณ. เวลานั้นผมสาบานได้ว่าผมคิดเช่นนั้นจริงๆ... แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นโดยที่ผมไม่ระแคะระคายเลย ลูกน้องของผมที่ส่งเข้าไปตรวจค้นตามบ้านทุกหลังค่อยๆหายเงียบไปทีละคนสองคน เหลือลูกน้องที่อยู่กับผมเพียงแค่ไม่กี่คนตรงลานดินหน้าหมู่บ้าน จู่ๆกองกำลังติดอาวุธคอมมันโดลึกลับก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันราวกับว่าพวกมันโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินได้อย่างน่าอัศจรรย์ พวกมันเข้ามาควบคุมสถานการณ์และล้อมพวกผมเอาไว้ได้โดยที่ผมยังไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ขณะที่ผมกำลังตกตะลึงต่อเหตุการณ์ที่พลิกความคาดหมายหัวหน้าหมู่บ้านคนที่ผมจับตัวมาได้ก็ตรงเข้าเล่นงานผมทันที จังหวะที่เราปะทะกันติดพันอยู่นั้นก็เป็นเวลาเดียวกับที่ลูกน้องของผมตายไปทีละคนๆจนหมด ผมแพ้ให้กับมันและถูกจับเป็นตัวประกันซึ่งผู้ใหญ่บ้านคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นมันคือเจ้าจีซัสที่ปลอมตัวมารอเล่นงานพวกผมอยู่ก่อนแล้วครับ”
     ทุกคนตกตะลึงในเหตุการณ์ที่ผู้กองเซอบีรุสเล่าให้ฟังโดยไม่เว้นแม้แต่กระทั้งลูกทีมทั้งสองคนเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องจริงจากปากของหัวหน้าทีมผู้เก่งฉกาจ ผู้กองเซอบีรุสบอกเล่าเรื่องราวจบก็นิ่งงันไป
     “หมู่บ้านที่ผู้กองคุมคนเข้าไปปฏิบัติการชื่อว่าอะไรและอยู่ที่ไหนครับ”
     “หมู่บ้านเล็กๆไม่มีชื่อตั้งอยู่ชานเมืองของ อ.ลองถั่น จ.เบียนหว่า ในประเทศเวียดนาม”
     “คุณเมอร์ด็อกถูกพวกมันจับตัวไปแล้วรอดมาได้อย่างไรคะ”หม่อนถามบ้างด้วยความสงสัย
     “ตอนแรกเจ้าจีซัสเจรจาขอแลกตัวผมกับลูกสมุนของมันที่แทรกซึมเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ ซี.ไอ.เอ แต่รัฐบาลผมไม่เล่นด้วยคงกะจะทิ้งผมอยู่แล้วในตอนแรกโชคช่วยที่มีคนในคณะรัฐบาลบางคนอยากใช้ผมเป็นนกต่อเพื่อจัดฉากล่อพวกมันออกมาให้จับเพิ่มจึงยอมให้มีการแลกตัวประกันลับๆ ขณะที่ส่งมอบคนทั้งสองฝ่ายพวกมันรู้แผนการในวินาทีสุดท้ายกำลังจะยิงผมทิ้งบังเอิญเชือกที่รัดข้อมือผมไม่แน่นพอทำให้ผมสามารถช่วยตัวเองได้ จึงหลบคมกระสุนที่พวกมันยิงใส่ข้างหลังได้โดยการเอาร่างของเจ้าซีไอเอคนนั้นมารับเคราะห์แทน ส่วนพวกมันก็ถูกจับตายจนเกือบหมดมีหนีรอดไปได้แค่คนเดียวคือเจ้าหัวหน้าหน่วยอัศวินจิ้งจอกคนนั้นแต่พวกนี้ก็เป็นแค่สมุนชั้นปลายแถวเท่านั้นจึงไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย”
     “คุณเมอร์ด็อกเคยถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ในฐานทัพลับของพวกมัน แสดงว่าคุณต้องรู้จักทางเข้าและที่ตั้งของฐานลับพวกมันซิครับ”จอร์จซักเขาอีกด้วยสีหน้าจริงจัง
     ผู้กองแห่งหน่วยกรีน เบ เล่ส์ ส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะตอบคำด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว
     “ไม่รู้อะไรเลยครับ ตอนที่ผมแพ้ให้กับเจ้าจีซัสมันตีผมจนสลบและพาเข้าไปยัดไว้ในคุกมืดของฐานทัพของพวกมัน ผมต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในนั้นเป็นแรมเดือนและไม่เคยมองเห็นอะไรเลยนอกจากกำแพงสี่ด้านที่มืดสนิทตลอดเวลา ถ้าผมรู้จักทางเข้าผมคงพาหน่วยของผมบุกไปทำลายรังของเจ้าจีซัสนานแล้ว ไม่ต้องรอให้คุณฟื้นความทรงจำและบอกสถานที่ตั้งให้ผมหรอกครับ”
     “อย่างนี้เราจะไปช่วยพี่มะลิได้ยังไงละคะ”
     ทุกคนจมอยู่ในห้วงแห่งความคิดคำนึงของตนนิ่งเงียบไปอีกอึดใจใหญ่ๆต่างช่วยกันใคร่ครวญหาทางแก้ไขสถานการณ์อย่างสงบ เจ้าหน้าที่แมครู้สึกสะดุดใจตั้งแต่ได้ฟังรายละเอียดวันที่ผู้กองเซอบีรุสถูกคอมมันโดลึกลับโจมตีอย่างกะทันหันเพราะคิดว่ามันต้องมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างที่พวกมันปิดบังเอาไว้แน่ เขาจึงใช้สองมือกอดอกสลับกับการเอานิ้วชี้มือขวาเคาะที่ขมับตนตามอุปนิสัยเฉพาะตัวเมื่อตกอยู่ในห้วงแห่งการคิดวิเคราะห์
     หมอพิเภกที่อยู่ในชุดคนไข้ลากขาที่กะเผลกไปหาม้านั่งหินอ่อนตัวที่อยู่ใกล้ๆเนื่องจากรู้สึกตึงที่บาดแผลเพราะรีบเดินลงมาอย่างร้อนใจ ขณะที่หม่อนมาช่วยพยุงเขาให้นั่งลงพลันสายตาของหมอพิเภกก็เหลือบไปเห็นชุดที่ตนสวมอยู่เกิดความคิดบางอย่างแวบขึ้นมาในหัวสมองจึงเงยหน้าเอ่ยถามผู้กองเซอบีรุสว่า
     “คุณเมอร์ด็อกเคยเข้าไปตรวจดูในโรงพยาบาลจัสมินฯของประเทศเวียดนามบ้างไหมครับ”
     “ไม่เคยครับ ด๊อกเตอร์สงสัยอะไรหรือครับ”
     “การทดลองที่คุณพ่อผมคิดขึ้นมามันต้องใช้ความก้าวหน้าทางเครื่องมือวิทยาศาสตร์หลากหลายชิ้นประกอบกัน ผมคิดว่าเครื่องมือที่ทันสมัยแบบนั้นคงไม่สามารถปกปิดร่องลอยด้วยการแอบซุกซ่อนมันไว้ในหมู่บ้านเล็กๆอย่างที่อ้างได้หรอกครับ เพราะหน่วยที่คุณเคยคุมเข้าไปตรวจค้นในหมู่บ้านนั้นไม่พบอาคารขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์ล้ำยุคเลยมิใช่หรือ เป็นไปได้ไหมครับที่พวกมันกะจะหลอกให้พวกคุณหลงกลนำกำลังเข้าไปติดกับดักเหมือนเมื่อครั้งก่อน ผมคิดว่าการจะทำการทดลองนั้นจำเป็นต้องทำในห้องทดลองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องไม้เครื่องมือพรักพร้อมมากที่สุด และสถานที่ตั้งนั้นก็ต้องมีขนาดใหญ่มากๆพอกับแลปขนาดยักษ์ทีเดียว มันคงไม่น่าจะอยู่ในสถานที่ไกลความเจริญอย่างนั้นได้...หรือที่จริง อาจจะอยู่ในสาขาใดสาขาหนึ่งของโรงพยาบาลในเครือจัสมินฯของประเทศเวียดนามจึงจะเป็นไปได้มากกว่า”
     ผู้กองเซอบีรุสผงกศีรษะคล้อยตามความคิดของหมอพิเภกทุกประการ เขาหันหน้าไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่แมคครู่หนึ่งและหันกลับมาบอกกับทุกคนว่า
     “ผมจะให้แมคหาข้อมูลเกี่ยวกับ ร.พ.ของเครือจัสมินฯที่ตั้งอยู่ในประเทศเวียดนามทั้งหมดจากหน่วยข่าวกรองแต่ตอนนี้เครื่องของแมคอยู่ที่รถตู้ พวกผมขอกลับลงไปข้างล่างก่อน ถ้าได้ความว่ายังไงแล้วจะตามขึ้นไปหาด๊อกเตอร์ที่ห้องดีไหมครับ”
     หมอพิเภกพยักหน้ารับคำเพราะตนเองก็ต้องการขึ้นไปพักผ่อนเช่นกัน
     “อีกสองชั่วโมงถ้าพวกผมยังไม่ขึ้นไปหาแสดงว่าอาจจะยังไม่ได้ข้อมูลที่น่าพอใจ ด๊อกเตอร์พักผ่อนได้เลยนะครับ ไว้พรุ่งนี้เราค่อยมาว่ากันต่อ”
     กล่าวจบเจ้าหน้าที่ทั้งสามจึงเดินผละไปที่ประตูทางออกจากสวนหย่อน ขณะที่แมคเดินผ่านหมอพิเภกเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้จึงก้มลงกระซิบความข้างหูของเขาพียงไม่กี่ประโยคและเดินตามเพื่อนร่วมทีมของตนไปทันทีที่พูดจบ นักศึกษาสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆคนทั้งคู่รู้สึกแปลกใจจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
     “คุณแมคกระซิบอะไรกับคุณลุงหรือคะ”
     หมอพิเภกมีสีหน้ากังวลเล็กน้อยหวนกลับไปคิดถึงเรื่องที่จอร์จเคยเล่าเกี่ยวกับอาการผิดปรากติเมื่อครั้งเดินละเมอออกจากวัดมุจลินท์ฯให้ฟัง เขาจ้องมองชายหนุ่มที่กำลังมีอาการกระสับกระส่ายเดินกลับไปกลับมาอยู่ตรงหน้าก่อนจะหันมาตอบว่า
     “คุณแมคบอกกับลุงว่าพี่จอร์จของหม่อนเกิดอาการแปลกๆในตอนที่หนูมะลิถูกจับตัวไป เหมือนคนขาดสติผลุนผลันจะเข้าไปเล่นงานเจ้าหัวหน้าของพวกคนร้ายโดยที่ไม่รู้สึกตัว เจ้าหน้าที่แมคเลยอยากให้ลุงตรวจดูอาการให้พ่อจอร์จเขาหน่อย”
     “จริงหรือคะคุณลุงหรือว่าอาการบุคลิกซ้อนกำเริบขึ้นมาอีกคะ”
     หมอพิเภกชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเรียกจอร์จให้มานั่งพักยังเก้าอี้หินอ่อนตัวที่ติดกัน เมื่อชายหนุ่มนั่งลงแล้ว เขาจึงถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเป็นห่วงใย
     “พ่อจอร์จลุงขอถามอะไรหน่อยนะ คุณแมคบอกกับลุงว่าตอนที่หนูมะลิถูกจับเราผลีผลามจะเข้าไปช่วยเธอโดยที่เดินเข้าหาตัวหัวหน้าของพวกมันเหมือนคนไร้สติจริงหรือเปล่า”
     จอร์จที่กำลังคิดวนเวียนอยู่ในเรื่องของมะลิฟังคำถามจบรู้สึกอึ้งไปนาน เขาพยายามคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นและพบว่าตนเป็นเช่นที่ว่าจริงๆจึงได้แต่พยักหน้ารับโดยดี สีหน้าตึงเข้มยิ่งขึ้นไปอีกทำให้คิ้วขมวดมุนจนน่ากลัว จอร์จรู้สึกโกรธตัวเองมากที่อาการผิดปรกติก็ดันมากำเริบเอาในเวลาสำคัญ เขาใคร่ครวญดูแล้วรู้ว่าถ้าตนขาดสามัญสำนึกในสภาวะคับขันอย่างที่แล้วมาอีกครั้งอาจจะทำให้เกิดโศกนาฏกรรมที่ตนไม่อยากให้เกิดก็ได้ คุณลุงหมอรู้สึกสงสารชายหนุ่มมากใช้ฝ่ามือสัมผัสเขาเบาๆมี่หัวไหล่พร้อมกับพูดขึ้นว่า
     “พ่อจอร์จ ก่อนที่จะคิดไปช่วยหนูมะลิลุงว่าเราต้องจัดการเรื่องอาการที่เกิดขึ้นนี่เสียก่อนดีไหมไม่เช่นนั้นพ่อจอร์จอาจจะทำในสิ่งที่ตนต้องเสียใจไปชั่วชีวิต”
     “ครับคุณลุงหมอ ผมก็คิดอยู่เหมือนกันแต่ไม่รู้จะแก้ยังไงให้หายขาด”
     “พ่อจอร์จต้องรู้สาเหตุของอาการก่อนว่ามันเกิดขึ้นมาจากอะไร”
     “หลวงพ่อรุ่งเคยพิจารณาหาสาเหตุของอาการที่ว่ามาแล้วครับ ท่านลงความเห็นว่าเกิดจากอารมณ์พยาบาทที่สืบเนื่องมาจากความฝันของผม”
     “ความฝันที่พี่จอร์จเห็นตัวเองเป็นมิสเตอร์เจไปฆ่าคนตายมานะหรือคะ”
     “ใช่ครับน้องหม่อน”
     “แล้วหลวงพ่อให้เราแก้อาการที่ว่านั้นยังไงถึงหายมาจนทุกวันนี้”
     “หลวงพ่อให้ผมทำสมาธิเจริญสติปัฎฐานสี่ครับ”
     “อืม ลุงว่าพ่อจอร์จคงต้องใช้วิธีเดิมไปก่อนเพราะลุงยังช่วยอะไรเราไม่ได้มากในตอนนี้ เอาไว้ให้เรื่องของหนูมะลิเรียบร้อยและลุงหายเป็นปรกติก่อนลุงจะช่วยรักษาเราให้หายขาด”
     “ขอบคุณคุณลุงหมอมากครับ ผมกำลังคิดว่าคืนนี้จะเข้าสมาธิอยู่เหมือนกันเพราะรู้สึกจิตใจมันร้อนรุ่มไม่เป็นตัวของตัวเองยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก”
     “หม่อนว่าเพราะพวกเรายุ่งจนลืมเจริญสมาธิให้สม่ำเสมอตามที่หลวงพ่อสั่งไว้แน่เลยค่ะพี่จอร์จถึงมีอาการกำเริบขึ้นมาอีก”
     “อาจจะเป็นอย่างที่หนูหม่อนพูดก็ได้ อย่างนั้นเราสามคนกลับขึ้นไปบนห้องของลุงทำในสิ่งที่ทุกคนควรจะทำกันเถอะ”
     นักศึกษาสาวและชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเห็นพ้องต้องกันและช่วยกันพยุงร่างของหมอพิเภกเดินออกจากสวนหย่อนตรงไปขึ้นลิฟต์กลับห้องพัก เมื่อทั้งสามคนถึงห้องของหมอพิเภกจึงนัดแนะกันว่าจะเข้าสมาธิไปเรื่อยๆจนกว่าทีมของผู้กองเซอบีรุสจะกลับขึ้นมาเคาะประตู ค่อยถอนออกจากสมาธิพร้อมกัน เมื่อทุกคนเตรียมตัวเองจนพร้อมต่างแยกกันไปนั่งยังมุมที่ตนเองหมายตาเอาไว้ หมอพิเภกนั่งอยู่บนเตียงคนไข้ ส่วนคนทั้งคู่นั่งกันคนละมุมห้อง ทั้งสามคนสวดมนต์ในใจไปพร้อมๆกันอย่างเงียบๆแล้วจึงนั่งขัดสมาธิท่ามกลางความมืดรอบตัว
     เวลาล่วงเลยไปจนครบสองชั่วโมงตามที่ทีมของผู้กองเซอบีรุสนัดแนะเอาไว้แต่ปราศจากสรรพสำเนียงใดๆที่ดังมาจากทางประตูห้องบ่งบอกว่าการสืบค้นข้อมูลยังไม่แล้วเสร็จ หลังจากเวลาผ่านไปอีกไม่นานนักศึกษาสาวจึงถอนออกมาจากสมาธิก่อนเป็นคนแรก เมื่อเห็นว่าเลยเวลาที่นัดไว้เกือบชั่วโมงแล้วจึงปลีกตัวไปนอนยังเตียงสำหรับผู้เฝ้าไข้อันเป็นที่นอนประจำของตนเพราะรู้สึกตัวว่าง่วงมาก หม่อนไม่ต้องการรบกวนบุคคลทั้งสองจึงพยายามเคลื่อนไหวตัวให้เบาและเงียบที่สุดเพราะรู้ดีว่าเป็นปรกติเสมออยู่แล้วที่หม่อนจะพบตนเองเป็นคนถอนสมาธิออกมาก่อนคนทั้งคู่ เธอหวนกลับไปคิดถึงช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่สวนโมกข์เมื่อครั้งเจริญสมาธิพร้อมๆกัน และตนมักจะเป็นคนแรกเสมอที่ถอนสมาธิก่อนใครเพื่อนถ้าไม่นับเจ้าทโมนแกละ รองลงมาเป็นอาจารย์สัญชัย หมอพิเภก และพี่จอร์จเป็นลำดับ เธอยังแปลกใจอยู่จนทุกวันนี้ว่าทำไมชายหนุ่มจึงก้าวหน้าได้รวดเร็วและปฏิบัติได้เข้มแข็งกว่าทุกคน ในภวังค์แห่งความคิดสุดท้ายก่อนที่เธอจะผ่อยหลับ หม่อนสรุปกับตนเองในใจว่าน่าจะเป็นเพราะพี่จอร์จความจำเสื่อมจิตจึงเป็นดั่งผ้าสีที่ถูกซักฟอกจนขาวสะอาดทำให้มีคุณสมบัติพิเศษที่เอื้อต่อการละวางเรื่องกังวลใจและสลัดอารมณ์ต่างๆทิ้งได้โดยง่ายจึงทำให้เขาเข้าสู่ภวังค์สมาธิได้ลึกกว่าคนอื่น
     เมื่อหม่อนผ่อยหลับไปหนึ่งชั่วโมงพอดี ในห้วงแห่งสมาธิของจอร์จที่ลึกจนสุดหยั่ง เขาพยายามประคองสติให้รับรู้ถึงลมหายใจเข้าออกที่ละเอียดได้อย่างมั่นคง ความรู้สึกทั้งสุขและทุกข์ปราศจากอิทธิพลต่อสติของเขาจนเกิดสภาวะจิตดิ่งในอารมณ์เดียว พลันสติของจอร์จก็ประจักต่อการเกิดของนิมิตขึ้นมาเองช้าๆ เขาเห็นร่างกายของตนเองที่กำลังนั่งขัดสมาธิลอยคว้างอยู่กลางเวิ้งอากาศสีเทาค่อยๆสว่างเรืองรองขึ้นมาในมโนนึก แสงประภัสสรจากร่างกายที่สว่างโชติช่วงแผ่รัศมีมาจากจุดกึ่งกลางลำตัวตรงบริเวณไขกระดูกสันหลังแนวเดียวกับสะดือ มันเปล่งประกายจนร่างนั้นใสราวกับเป็นแก้วผลึกอยู่กึ่งอึดใจ
     ขณะที่ร่างนั้นส่องแสงโชติการอยู่นั้นพลันก็ทำให้เกิดเงาดำมืด ณ ใต้ร่างกายของตนจากเงารูปทรงวงรีค่อยๆยืดยาวและทอดตัวออกไปช้าๆเคลื่อนที่ไปยังฝั่งตรงกันข้ามกับร่างของเขา มันก่อตัวจนกลายเป็นรูปร่างเดียวกันกับต้นกำเนิดคือรูปทรงของคนนั่งขัดสมาธิซึ่งมีความแตกต่างกันเพียงอย่างเดียวคือร่างของมันดำทะมึนราวกับห้วงอวกาศที่ไร้ขอบเขตสิ้นสุดที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในกรอบโครงร่างมนุษย์ จวบจนทั้งสองร่างขาดออกจากกันอย่างเด็ดขาดและทรงสภาพไว้ชั่วอึดใจปานประหนึ่งฝาแฝดที่นั่งประชันหน้ากัน แม้ทั้งสองร่างจะอยู่ในอาการสงบไร้สรรพสำเนียงโต้ตอบ แต่แล้วสติของจอร์จก็เหมือนได้ยินเสียงพูดที่ดังแว่วลอยมาจากเวิ้งอากาศที่ห่างไกล มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับอากัปกิริยาของร่างเงาที่ค่อยๆลืมตาที่แดงก่ำขึ้นมาเพ่งมองมายังร่างต้นกำเนิด
     “นายมานั่งสมาธิอยู่อย่างนี้จะได้ประโยชน์อะไร ปานนี้มะลิคงไปถึงฐานทัพลับของพวกมันแล้ว เลิกทำในสิ่งที่ไร้ค่านี่เสียที ไปช่วยเธอเดียวนี้เถอะ”
     ร่างต้นแสงค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆด้วยอาการสงบสำรวม เพ็งพินิจดูร่างเงาแห่งตนเองด้วยความสนเท่ห์ ชายหนุ่มคิดว่าตนกำลังฝัน แต่เปล่าเลยเขาตระหนักรู้ถึงลมหายใจที่ละเอียดอ่อนเป็นสายยาวและลึกสุดหยั่งอันเป็นคุณสมบัติของผู้เข้าสมาธิได้จากปลายจมูก
     “ใช่สิเรากำลังเจริญสติปัฎฐานสี่อยู่นี่”
     เขาพูดกับตนเองอีกครั้งพร้อมกับพยายามรวบรวมสติให้แน่วแน่หลับตาลงเพราะคิดว่าอุปาทานที่ก่อตัวขึ้นมาจะมลายหายไปได้เอง
     “นายไม่ห่วงความปลอดภัยของมะลิแล้วใช่ไหม นายรักเธอจริงหรือเปล่า”
     กังวานเสียงที่ดังแว่วมาอีกครั้งเริ่มชัดเจนขึ้นมาเล็กน้อย มันสร้างความรู้สึกไม่สบายใจเสี้ยวหนึ่งขึ้นเกาะเกี่ยวอารมณ์ของเขาเหมือนดั่งจุดไฟจากไม้ขีดขึ้นมาลนดอกบัวสดที่ฉ่ำน้ำ จอร์จพยายามไตร่ตรองดูจึงรำลึกได้ถึงคำที่หลวงพ่อรุ่งเคยสอนไว้ล่วงหน้าว่า “...เราต้องรู้จักพิจารณาให้เห็นถึงจิตในกาย สรีระภายนอกเป็นเพียงสังขารพร้อมผุพังไปตามกาลเวลา ในกายเนื้อยังมีจิตที่เป็นดังร่างซ้อนทับอยู่อีกชั้นหนึ่ง...” ชายหนุ่มพยายามพูดสอนตัวเองว่า “เพราะฉะนั้นร่างของเราที่เป็นรูปทรงสว่างใสคงเป็นดังนามจิตดั่งที่หลวงพ่อรุ่งว่ากระมัง แต่ร่างเงาที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรานี่ละมันเป็นอะไร หรือว่ามันคือจิตในจิตเพราะถ้าเราคือจิตที่ประกอบด้วยสติตัวรู้นั้นก็น่าจะเป็นตัวแทนของจิตที่ประกอบขึ้นด้วยอุปาทานซึ่งเต็มเปรี่ยมด้วยความทะยานอยาก มีความปรารถนาในความสุขเป็นเชื้อไฟเพราะอย่างนี้นี่เองมันจึงสามารถหยิบยกเอาความห่วงใยในตัวของมะลิมาใช้สร้างความไม่สบายใจและทุกข์ใจให้กับเราได้ แต่เอาเถอะสิ่งนั้นเป็นเพียงแค่อุปาทานเราคิดเองสร้างมันขึ้นมาเอง เมื่อรู้แล้ว่ามันคืออะไรก็ต้องละวางมันเสียด้วยตนเองจึงจะถูกต้อง”
     “นายรักตัวเองมากกว่าเธอล่ะสิ หรือว่าที่จริงแล้วนายกำลังกลัวจึงปล่อยให้เธอตายไปเสียเลยจะได้หมดกังวล ถ้าเป็นอย่างนั้นนายหลบไปเราจะออกไปช่วยมะลิเอง”
     ชายหนุ่มรู้สึกตะลึงงันไปกับคำพูดสุดท้ายของร่างเงา เจ้านี้ต้องเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเกิดอาการบุคลิกซ้อนในขณะที่เขาโมโหจนขาดสติแน่นอน จอร์จรู้สึกเหมือนราวกับว่าตนเป็นคนที่คลำทางอยู่ในถ้ำมืดและบังเอิญได้พบกับจุดแสงสว่างที่สะท้อนมาจากปากทางออกได้ในชั่วขณะ เขารู้แล้วว่าทำไมตนจึงทำพฤติกรรมบางอย่างไปได้โดยปราศจากสติไตร่ตรองเพราะจิตที่แนบสนิทอยู่ในสัญชาติญาณดิบของมนุษย์นี่เองที่เป็นผู้บงการ จอร์จพูดสอนตัวเองอีกครั้งว่า “ต่อไปนี้เราจะต้องรู้จักระงับอารมณ์ตนเอง ไม่ให้มันเป็นเหตุให้เราทำอะไรออกไปโดยขาดสามัญสำนึกเช่นที่แล้วมาอีก” ดังคำสอนของหลวงพ่อรุ่งที่กล่าวไว้ว่า “...ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว กรรมดีหรือชั่วเราสามารถเลือกทำได้ถ้าเท่าทันตัวกิเลสที่หลอกล่อ...”
     เมื่อชายหนุ่มสามารถรักษาสภาวะจิตของตนไว้ได้อย่างมั่นคงยังผลให้อารมณ์ที่เคยคุกรุ่นราวกับมีกระแสลาวาไหลเวียนอยู่ในทรวงอกสงบเย็นลงช้าๆแล้วร่างเงาที่ปรากฏอยู่ข้างหน้าเขาก็อันตรธานหายไปด้วยเช่นกัน จอร์จกำลังเกิดอารมณ์อีกอย่างหนึ่งขึ้นมาแทนที่คือความปิติอิ่มใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกว่ามีความสุขจากสิ่งใดในโลกนี้มาเสมอเหมือน เขาอยู่ในห้วงแห่งสมาธิจวบจนแสงอาทิตย์แห่งยามรุ่งอรุณสาดส่องทะลุผ้าม่านเข้ามากระทบเปลือกตาจากทางประตูระเบียงห้อง



Create Date : 14 ตุลาคม 2554
Last Update : 14 ตุลาคม 2554 11:08:53 น. 2 comments
Counter : 280 Pageviews.

 
แวะมาเยี่ยมชมครับ


โดย: BoonsermLover วันที่: 14 ตุลาคม 2554 เวลา:13:30:26 น.  

 
BoonsermLover ขอบคุณครับที่แวะมาทักทาย


โดย: วาโย (wayoodeb ) วันที่: 15 ตุลาคม 2554 เวลา:10:22:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wayoodeb
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 
      
Friends' blogs
[Add wayoodeb's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.