Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
28 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
องค์ที่ ๑๐(๑) : สวนโมกข์

องค์ที่ ๑๐ : สวนโมกข์
สถานีตำรวจประจำเกาะสมุย หลังจากที่หมอคมสันแก้ไขจนมะลิฟื้นคืนสติแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงซักถามถึงสาเหตุที่เธอตกเป็นเป้าหมายของแก๊งอาชญากรจีน แต่มะลิก็ไม่สามารถอธิบายอะไรได้เธอทำแค่เพียงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงให้กับทางตำรวจลงบันทึกประจำวันเอาไว้เท่านั้น เมื่อการให้ข้อมูลของมะลิจบลงเธอจึงได้รับอนุญาตให้กลับที่พักก็ล่วงเลยเวลาไปจนถึงหนึ่งนาฬิกาของวันใหม่ มะลิเดินลงจากโรงพักและตรงเข้าไปหากลุ่มของผู้กองเซอบีรุสที่นั่งคอยเจ้าหน้าที่เจมส์ซึ่งกำลังถูกสอบปากคำเป็นคนสุดท้าย เธอพนมมือไหว้ก่อนจะพูดว่า
“ขอบคุณค่ะที่พวกคุณเข้ามาช่วยฉันไว้ พวกคุณเป็นเจ้าหน้าที่ของทางสถานทูตสหรัฐใช่ไหมคะ ฉันจำได้”
“ใช่ครับ เราเคยเจอกันที่ห้องท่านผู้อำนวยการแล้ว คุณผู้หญิงเจ็บตรงไหมบ้างไหมครับ”ผู้กองเซอบีรุสเอ่ยตอบด้วยสีหน้านิ่งเฉยเก็บอาการแต่สังเกตุท่าทีของคนถามไปด้วยตลอดเวลา
มะลิคิดถึงเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านพ้นไปทำให้เธอหน้าซีดลงทันทีและไม่ยอมตอบคำ
“พวกผมพักที่โรงแรมเดียวกับพวกคุณจะรังเกียจไหมถ้าจะชวนพวกคุณกลับที่พักด้วยกัน”
“ดีเลยครับ ผมกำลังกลุ้มใจอยู่พอดีไม่รู้ว่าจะกลับกันยังไง”
หมอหนุ่มพูดขึ้นบ้างด้วยความรู้สึกโล่งอก
“พวกคุณจะพักอยู่ที่โรงแรมนั้นอีกหลายวันไหมครับ ผมเกรงว่ามันจะไม่ค่อยปลอดภัยสำหรับคุณผู้หญิง เพราะผมเห็นคนพวกนั้นแอบตามพวกคุณมาตั้งแต่ที่โรงแรมแล้วเกรงว่ามันจะย้อนกลับมาหาอีก”
มะลิได้ยินสิ่งที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนอย่างกะทันหัน สีหน้าซีดลงยิ่งกว่าเก่าตอบคำกลับไปด้วยเสียงสั่นๆ “เป็นความจริงหรือคะ ฉันไม่ได้สังเกตเลย ฉันพักที่นั้นคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายพรุ่งนี้ก็จะกลับบ้านแล้ว”
“งั้นก็แล้วไป ขอเสียมารยาทถามหน่อยเถอะครับ คุณต้องเดินทางคนเดียวหรือเปล่า”
“เธอกลับคนเดียวครับ พวกผมจะแยกทางกันพรุ่งนี้นี่ก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าจะปลอดภัยไหม”หมอคมสันตอบแทนมะลิด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“คือ…ผมเกรงว่าพวกมันคงจะไม่ลามือง่ายๆ เพราะพวกนี้เป็นคนของแก๊งอาชญากรจากประเทศจีนชื่อแก๊งมังกรเขียว ถ้าพวกคุณยังอยู่ที่นี่มันอาจจะลงมือกับพวกคุณอีก”
สีหน้าของมะลิบ่งบอกชัดว่าเธอรู้สึกกังวลมากเมื่อคิดไปถึงการเดินทางในวันพรุ่งนี้ เธอเกิดความกลัวขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วนจึงหันไปพูดกับหมอคมสันด้วยความตื่นตระหนก
“พี่หมอคะพรุ่งนี้มะลิจะกลับเที่ยวบินแรกเลยละกัน พี่หมอไปส่งมะลิที่สนามบินสุราษฎร์ธานีหน่อยนะคะ”
“ได้ครับ เดี๋ยวพี่จะไปอยู่เป็นเพื่อนที่สนามบินด้วยละกัน”
ผู้กองเซอบีรุสจับความรู้สึกกลัวในน้ำเสียงของมะลิได้จึงแกล้งเอ่ยถามขึ้นว่า
“บ้านคุณผู้หญิงอยู่ที่ไหนหรือครับ”
“ฉันอยู่ที่กรุงเทพฯค่ะ”
“พอดีเลยพวกผมกำลังจะเดินทางกลับไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สถานกงสุลที่กรุงเทพฯ เราไปด้วยกันไหมครับ พวกผมมีรถยนต์ส่วนตัวมาด้วย”
มะลิชั่งใจอยู่นานการเดินทางไปท่ามกลางเจ้าหน้าที่ชายทั้งสามคนดูจะไม่เหมาะสมนักเพราะตนเป็นผู้หญิงเพียงลำพังคนเดียว แต่จากการยื่นมือเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นทำให้เธอเอนเอียงไปทางมั่นใจว่าบุคคลกลุ่มนี้เป็นคนดี ผนวกกับความกลัวที่อาจจะต้องเผชิญหน้ากับแก๊งอาชญากรโดยลำพังอีกครั้งทำให้เธอได้แต่ยืนลังเลใจอยู่โดยไม่เอ่ยคำใดออกมา
“ก็ดีนะมะลิ คุณติดรถของพวกเขากลับกรุงเทพฯเถอะ ผมว่ามันน่าจะปลอดภัยกว่าเดินทางคนเดียว พวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ของทางสถานทูตคงไม่ทำอันตรายอะไรคุณแน่ๆ” หมอหนุ่มให้การสนับสนุนมาด้วยอีกคนเพราะเชื่อสนิทใจว่าพวกของผู้กองเซอบีรุสต้องดูแลมะลิให้กลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากตนหมดเวลาลาพักแล้วถึงแม้ว่าใจจริงจะอยากไปส่งเธอด้วยตนเองมากแค่ไหน พรุ่งนี้เย็นเขาก็จำเป็นต้องกลับไปเข้าเวรให้ทันตามกำหนดเวลา
“คุณผู้หญิงไม่ต้องกลัวพวกผมหรอกครับ ทางตำรวจมีชื่อและตำแหน่งหน้าที่ของผมบันทึกไว้ที่แฟ้มประวัติที่นี่หมดแล้ว ถ้าเกรงว่าพวกผมไม่น่าไว้ใจก็ไม่เป็นไรครับ ผมแค่ลองชวนดูเฉยๆ เพราะเห็นว่าอาจจะต้องเจอเหตุการณ์ที่น่ากลัวอย่างเมื่อหัวค่ำอีกครั้งระหว่างเดินทางกลับบ้านคนเดียว”
มะลิถูกกระตุ้นความกลัวจนเอ่ยคำออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
“ตกลงค่ะ ขอฉันอาศัยรถของพวกคุณกลับกรุงเทพฯด้วยคนนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ”
มะลิพนมมือขึ้นไหว้ขอบคุณผู้กองเซอบีรุสที่สูงวัยกว่าอย่างนอบน้อมเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าหน้าที่เจมส์เดินออกมาจากห้องสืบสวน เมื่อทุกคนหมดความจำเป็นที่จะอยู่ที่นี่แล้วจึงพร้อมใจกันกลับที่พักด้วยความอ่อนเพลียโดยอาศัยรถมาด้วยกัน เมื่อถึงโรงแรมที่พักเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึง 2.00 นาฬิกาแล้ว มะลิแยกกับหมอหนุ่มที่หน้าห้องพักของเขาและผลุบหายเข้าห้องของตนไปเพื่อพักผ่อนโดยไม่ได้ปลุกเพื่อนสาวทั้งสองคนขึ้นมาเลย เธอกะจะเก็บแรงเอาไว้สำหรับการออกเดินทางตอน 6 นาฬิกาตามที่ได้นัดแนะไว้กับพวกของผู้กองเซอบีรุสจึงรีบเข้านอนทันที เมื่อทีมของผู้กองเซอบีรุสกลับเข้าห้องพักของตน เจ้าหน้าที่เจมส์ผู้ไม่ได้อยู่รวมในบทสนทนาที่โรงพักจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า
“ผู้กองครับทำไมกลายเป็นเดินทางร่วมกันกับเป้าหมายไปซะล่ะครับ”
“ไม่กลัวเป้าหมายจะสงสัยว่าเราตามดูเธออยู่หรือครับ” แมคถามขึ้นบ้างเพราะยังแปลกใจไม่หายเช่นกัน
“เป้าหมายไม่มีอารมณ์มาสงสัยพวกเราหรอกเพราะกำลังตื่นกลัว ฉันคิดว่าเราต้องเปลี่ยนแผนเสียแล้วเพราะขืนปล่อยให้เธอเดินทางคนเดียวคงกลายเป็นปล่อยเหยื่อเข้าปากเจ้าพวกนั้นอีกแน่ ฉันเดาว่าพวกมันคงคิดที่จะกักตัวเธอไว้เองเพื่อแซงหน้าแก๊งอื่นๆที่รู้เรื่องนี้ด้วยกระมัง เลยเปิดศึกแย่งนางกันเสียดื้อๆอย่างนี้”
“นั่นซิผมว่ามันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆแล้วนะครับผู้กอง เรียกตัวทีมสนับสนุนมาช่วยเถอะ” แมคแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างคนที่ไม่ประมาท
“อืม…อาจจะถึงเวลาแล้วจริงๆ ฉันคิดว่าจะโทรไปรายงานหัวหน้าใหญ่อยู่พอดี จริงสิพวกนายรู้จักเจ้าคนที่ทุ่มหัวหน้าทีมของแก๊งอาชญากรจีนนั้นไหม ฉันรู้สึกคุ้นหน้าเขาอยู่นะเหมือนเคยเห็นที่ไหนซักแห่งแต่จำไม่ได้”
“ไม่รู้จักครับผู้กองถึงรู้จักก็คงจำไม่ได้หรอกเล่นเขียนหน้าเขียนตาซะขนาดนั้น”เจมส์พูดพร้อมกับส่ายหัว
“หน้าก็คุ้นอยู่แต่สงสัยวิชาที่มันใช้ในการต่อสู้มากกว่าครับ”
“ทำไมหรือแมค” เจมส์ถามเพื่อนในขณะที่ตนเริ่มใช้ผ้าขนหนูผลัดเครื่องแต่งตัวออกเพื่อเตรียมเข้าห้องอาบน้ำเป็นคนแรก
“เป็นวิชาการต่อสู้ที่หน่วย “สแปคสแน้ซ” ของรัสเซียเก่าใช้กันใช่ไหมแมค นายเคยเห็นมันมาก่อนหรือ”
“ครับผู้กอง ผมเคยเห็นจากเทปของกองทัพเมื่อครั้งที่ฝึกอยู่ที่หน่วย มันเป็นการประสมกันระหว่างศิลปะการป้องกันตัวแบบมวยปล้ำกับการสังหารคู่ต่อสู้ใช่ไหมครับ”
“ถูกต้อง ชายคนนั้นต้องเคยผ่านหลักสูตรของหน่วยทหารพิเศษในสหภาพโซเวียตมาแล้ว ในสมัยที่ชั้นไปทำงานอยู่ในเวียดนามเคยเจอกับสายลับของพวกเวียดกงใช้ท่าคล้ายๆอย่างนี้และเคยปะทะกับพวกมันคนหนึ่งมาแล้วด้วย”
“ผู้กองชนะหรือแพ้ครับ” แมคและเจมส์ถามขึ้นมาเกือบจะพร้อมกัน
“ไม่แพ้ไม่ชนะเพราะคุยกันรู้เรื่อง”
เสียงถอนหายใจเพราะผิดหวังดังออกมาจากเจ้าหน้าที่ทั้งสอง เจมส์คิดว่าผู้กองเซอบีรุสแกล้งปัดไม่ยอมบอกผลที่แท้จริงของการต่อสู้ครั้งนั้นออกมามากกว่า วีรกรรมของผู้กองเซอบีรุสในสมัยหนุ่มมีมากมายที่ถูกเล่าขานกันในหน่วยกรีนเบเร่ต์ หัวหน้าครูฝึกสอนศิลปะการต่อสู้แบบประชิดตัวผู้นี้เหมือนจิ้งจอกเฒ่าที่แสนเจ้าเล่ห์ ลึกลับ แต่เก่งฉกาจชนิดหาตัวจับยาก เคยปฏิบัติงานลับๆอยู่ในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำนี้มาอย่างโชกโชน และเคยพลาดแค่ครั้งเดียวนับตั้งแต่เริ่มเข้าประจำการณ์แต่ก็รอดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ เขาคิดว่าซักวันจะต้องขอให้ผู้กองเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งที่ปฏิบัติการณ์พลาดครั้งนั้นให้ฟัง เจ้าหน้าที่ทั้งสามต่างแยกย้ายกันไปทำกิจวัตรของตนก่อนเข้านอนเพราะไม่จำเป็นต้องเฝ้าเป้าหมายอย่างเช่นทุกคืนเนื่องจากได้นัดแนะว่าจะร่วมเดินทางไปด้วยกันอยู่แล้วในวันพรุ่งนี้จึงแยกย้ายกันพักผ่อนเก็บแรงไว้ทำงานต่ออย่างสบายอารมณ์



เวลา 6.00 น. หน้าลานวัดที่เคยมีคณะโขนมาเปิดการแสดงเมื่อคืนนี้ มะลิยืนมองเวทีที่ว่างเปล่าเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว เธอแจ้งกับทีมของผู้กองเซอบีรุสว่าจะขอแวะมาขอบคุณชายหนุ่มที่ช่วยเธอไว้ในเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ อันที่จริงส่วนลึกในจิตใจของมะลิมันเรียกร้องให้เธอมาหาเขาตั้งแต่ได้สติเมื่อคืนนี้แล้วด้วยซ้ำเพราะความรู้สึกที่เธอสัมผัสได้ยามเมื่อตกอยู่ในอ้อมกอดของเขามันคุกรุ่นขึ้นมาทันทีที่เธอลืมตาตื่นจากการหลับใหล เธอจึงอยากรู้ว่าเขาใช่คนเดียวกันกับคนไข้ที่เธอบังเอิญได้พบหน้ากันครั้งแรกที่โรงพยาบาลจัสมินฯสาขาหาดใหญ่หรือไม่ เพราะเค้าหน้าและแววตาคู่นั้นมันส่งผ่านความรู้สึกที่แสนคุ้นเคยจนน่าแปลกใจ เมื่อทราบจากเด็กวัดว่าคณะโขนออกเดินทางไปจากวัดแล้วตั้งแต่สิบห้านาทีที่แล้วเธอจึงทำได้แต่เพียงมายืนมองเวทีอยู่เงียบๆเพื่อสงบจิตใจของตน ครู่หนึ่งจึงเดินมาขึ้นรถของเจ้าหน้าที่จากประเทศสหรัฐอเมริกา
ในรถบัสสีเทาคันใหญ่ที่ไร้เครื่องปรับอากาศกระแสลมเย็นฉ่ำที่พัดเข้ามาในตัวรถสร้างความรู้สึกสุขกายสบายตัวให้คณะโขนของอาจารย์สัญชัยทุกคนจนเผลอหลับไปทันทีที่รถแล่นออกจากท่าเรือเฟอร์รี่ รถบ่ายหัวไปตามถนนที่วิ่งไปบรรจบกับถนนเพชรเกษมเพื่อเดินทางกลับมหาวิทยาลัย ถ้าไม่นับพนักงานขับรถและผู้ช่วยมีเพียงชายหนุ่มคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงตื่นอยู่ จอร์จนั่งปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปตามกระแสลมยามเช้าที่กระทบผิวสัมผัสบนใบหน้า ในห้วงแห่งความคิดคำนึงของชายหนุ่ม เขากำลังหวนกลับไปทบทวนถึงความฝันที่แสนประหลาดที่เกิดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อคืนนี้อย่างเลื่อนลอย
เขาฝันว่าตนกลายเป็นชายชราคนเดิมที่ถือล็อกเก็ตห้อยคอรูปหัวใจอันหนึ่งอยู่ในมือ ในนั้นมีรูปของสาวงามที่มีใบหน้าพิมพ์เดียวกับผู้หญิงคนที่เขาช่วยเอาไว้เมื่อคืนติดตรึงอยู่ด้วย ด้านซ้ายของฝาปิดแทนที่จะมีรูปภาพของเขาแต่กลับมีเส้นผมสีดำที่ถักประสานกันผนึกไว้ในกรอบกระจกที่มีไว้ใส่รูปภาพอย่างแน่นหนา แม้มันจะเป็นแค่ความฝันแต่ภาพนั้นกลับชัดเจนในความรู้สึกของเขาอย่างน่าประหลาด น้ำตาของเขาเอ่อล้นลงมาอาบสองแก้มจนเปียกชุ่ม จอร์จเห็นตนเองที่มีอายุสูงวัยกว่าความเป็นจริงจับเครื่องบินจากคฤหาสน์หลังใหญ่เดินทางมาเมืองไทยอย่างเร่งด่วน เขาใช้อิทธิพลและกำลังเงินออกตามหาสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งมีอาชีพเป็นหมอและพยาบาลอย่างสุดความสามารถ
ครึ่งปีแรกที่คว้าน้ำเหลวเกือบทำให้เขาสิ้นหวังแต่เขาก็ยังไม่ละความพยายาม เขาเปลี่ยนวิธีการใหม่ด้วยการเอาเงินทุนเข้ามาก่อสร้างโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ขึ้นมาโดยให้ชื่อมันว่า ร.พ.จัสมินฯ สาขากรุงเทพฯ เขาเปิดรับสมัครหมอและพยาบาลจากทั่วประเทศโดยเช็คประวัติทุกคนด้วยตนเองและไปร่วมงานสัมมนาวิชาการของนายแพทย์ทุกคนและทุกงานที่ทราบข่าว เพียงเพื่อสืบหาร่องรอยของสามีภรรยาคู่นั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่หลังจากการสัมมนาวิชาการของจิตแพทย์คนหนึ่งทำให้เขาพบกับความหวังใหม่ในชีวิต เขาคาดหวังและชื่นชมทฤษฎีที่จิตแพทย์ผู้นั้นเผยแพร่ออกมามากราวกับว่ามันจะเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง และมันยังเพิ่มพลังใจให้เขามุมานะตามหาสามีภรรยาคู่นั้นมากยิ่งขึ้นไปกว่าเก่าด้วย
จวบจนครบขวบปีเขาจึงได้พบกับชายแก่และหญิงชราคู่หนึ่งซึ่งมีเค้าหน้าเหมือนกับผู้หญิงในล็อกเก็ต จอร์จเห็นตัวของเขาเองเทียวไปเทียวมาหาคนทั้งสองเพื่อตกลงอะไรบางด้วยเป็นแรมเดือน ทั้งๆที่ถูกปฏิเสธทุกครั้งแต่เขาก็ไม่เคยท้อใจ อดทนตามตื๊อจนทั้งคู่ใจอ่อนยอมให้ในสิ่งที่เขาต้องการและทุกรอบเดือนจะเห็นตัวของเขามารับคนทั้งคู่ไปส่งยังห้องแล็บของ ร.พ.จัสมินฯสาขากรุงเทพฯอย่างสม่ำเสมอ
หนึ่งปีต่อมาสามีภรรยาคู่นั้นได้ตายจากเขาไปอย่างกะทันหันแต่ก็ไม่ทำให้เขาเลิกคิดไล่ตามความหวังสุดท้ายจนกระทั่งเขาพบหนทางสู่ความสมหวังอีกครั้งจากการหยิบยื่นให้ของสามีภรรยาอีกคู่หนึ่ง ผลจากการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอของแม่บุญธรรมปรากฏว่าเข้ากันได้ดีกับเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตใหม่ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้น หลังจากนั้นอีก 9 เดือนทารกหญิงคนหนึ่งก็ลืมตาขึ้นมาดูโลกโดยอยู่ในความดูแลเอาใจใส่จากคณะแพทย์แห่งโรงพยาบาลจัสมินฯราวกับไข่ในหิน
ทารกหญิงคนนั้นมีเค้าโครงรูปหน้าที่จอร์จแสนจะคุ้นตา สัมผัสในความฝันที่ได้โอบอุ้มร่างน้อยเอาไว้มันก่อตัวเป็นอารมณ์แห่งความถวิลหาที่ลึกลับจนเขาแปลกใจ ความสุขจากการว่ายวนอยู่ในกระแสธารแห่งความหวังมันล่องลอยราวกับได้เสวยทิพย์อยู่ในวิมานบนฟากฟ้าก็ไม่ปานและยังผลให้สติของเขาในความฝันพร่าเลือนและจางหายไปด้วยในที่สุด เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองนอนอยู่ในศาลาการเปรียญของวัดในเกาะสมุย...
เมื่อจอร์จทบทวนมาจนถึงตรงนี้ก็เป็นเวลาเดียวกับที่รถมาหยุดพักทานอาหารเช้ากันที่หน้าทางเข้าสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานีพอดี
เมื่อคณะโขนทุกคนรับประทานอาหารเช้าร่วมกันจนเสร็จ อาจารย์สัญชัยจึงเรียกคนขับรถและประธานชมรมนาฏศิลป์ให้เข้ามาสั่งความก่อนที่จะแยกทางกันไป อาจารย์โขน จอร์จ เจ้าทโมนแกละและนักศึกษาหม่อนยืนส่งรถบัสของทางมหาวิทยาลัยฯอยู่ที่ริมฟุตบาทจนมันแล่นหายไปจากสายตา หลังจากนั้นอาจารย์โขนจึงนำคณะออกเดินไปตามทางเพื่อไปยังจุดนัดหมายซึ่งตนได้นัดแนะไว้กับหลวงพ่อรุ่งและหมอพิเภก เมื่อทั้งคณะเดินมาถึงลานม้าหินหน้ากุฏิของท่านพุทธทาสจึงพบว่าหลวงพ่อรุ่งกับหมอพิเภกมานั่งคอยพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว อารามดีใจทำให้เจ้าทโมนแกละกับพลยักษ์จอร์จวิ่งแข่งกันเข้าไปคุกเข่าก้มลงกราบหลวงพ่อรุ่งอย่างเบิกบานใจ เสียงเอ่ยทักทายของอาจารย์สัญชัยดังขึ้นทันทีที่เดินมาถึงตัวท่าน
“กราบนมัสการครับหลวงพ่อ สวัสดีครับคุณหมอมารอพวกผมนานแล้วหรือยัง”
นักศึกษาสาวพนมมือไหว้ทักทายบุคคลทั้งสองตามอาจารย์สัญชัยและผละไปนั่งฟังการสนทนาอยู่ข้างเจ้าทโมนน้อย เจ้าแกละอดทนรออยู่ไม่ไหวขยับปากจะพูดแทรกขึ้นมาตามนิสัยลิงแต่เห็นสายตาของหลวงพ่อรุ่งที่ชำเลืองมองมาทางตนจึงไม่กล้าขยับปาก ได้แต่นั่งฟังหลวงพ่อรุ่งตอบอาจารย์สัญชัยด้วยน้ำเสียงเนิบๆแต่ให้ความรู้สึกสงบเย็นว่า
“อาตมาลงมาจากกุฏิเห็นคุณหมอนั่งคอยอยู่ก่อนแล้วคุยกันได้ซักพักพวกโยมก็มานี่แหล่ะ”
“หลวงพ่อครับ ผมมีเรื่องจะรบกวนหลวงพ่อเพิ่มด้วยครับ คือว่านักศึกษาคนนี้เขาต้องการฝึกสมาธิกับพวกผมด้วย จะเป็นการรบกวนหลวงพ่อมากเกินไปหรือเปล่าครับ”
อาจารย์โขนเอ่ยถามขึ้นทั้งที่แน่ใจว่าท่านคงไม่ว่ากระไร
“ดีสิมีคนฝึกกันมากๆอาตมาไม่ถือว่าเป็นการรบกวนหรอก เดี๋ยวจะไปบอกเจ้าหน้าที่ให้นะ”
หลวงพ่อรุ่งหันไปยิ้มให้นักศึกษาหม่อนพร้อมกับถามขึ้นว่า
“สีกาคิดยังไงล่ะถึงได้มาฝึกสมาธิกับพวกอาจารย์เขาด้วย พวกนี้เขาต่างมีเหตุผลจำเป็นส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น หรือว่าโยมมีความสนใจอยู่ก่อนแล้ว”
“หนูมีความสนใจอยู่ก่อนแล้วค่ะและอยากจะตามมาถามคำถามบางอย่างด้วย”
“อ๊ะสีกาก็มีคำถามกับเขาด้วยหรือ ไหนลองพูดให้ฟังหน่อยสิว่าอยากจะถามอะไรอาตมา”
“หนูอยากจะเรียนถามว่า ทำไมแนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับการให้ความสำคัญกับหัวใจซึ่งเป็นหลักการของทางพุทธศาสนาจึงไปปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเรื่องรามายะณะได้คะ และมันเกี่ยวกับเรื่องทางจิตวิญญาณด้วยหรือเปล่า”
“อืม... โยมนี่สำคัญใช้ได้เลยนะ อยากรู้ในสิ่งที่วัยรุ่นในสมัยนี้เขาไม่สนใจกันแล้ว ดีมาก ความกระหายใคร่ศึกษาแบบนี้จะนำมาซึ่งความรู้และจะทำให้โยมพัฒนาตนเองยิ่งๆขึ้นไป อันที่จริงคำถามนี้ไม่จำเป็นต้องให้อาตมาตอบให้ฟังก็ยังได้ ในมหาวิทยาลัยที่โยมศึกษาอยู่มีปราชญ์หลายท่านที่สามารถตอบคำถามนี้ได้แต่เอาเถอะในเมื่อสนใจที่จะฝึกสมาธิอยู่เป็นทุนเดิมก็ฝึกเสียด้วยกันทั้งหมดนี่เลย เรื่องคำตอบของคำถามทั้งหมดไว้ผ่านการฝึกมาแล้ว อาตมาจะตอบให้ อันที่จริงมันเป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมดนั่นแหล่ะ”
คำพูดสุดท้ายของหลวงพ่อรุ่งทำให้อาจารย์สัญชัย หมอพิเภก และนักศึกษาหม่อน ฉงนใจจนคิ้วขมวด ออกอาการหูผึ่งฟังที่หลวงพ่อรุ่งพูดต่อไปว่า
“ตอนนี้ขอให้ทุกคนปล่อยวางสิ่งที่ค้างคาใจทั้งหลายลงเสียก่อน ตั้งใจให้แน่วแน่ ฝึกสมาธิให้ได้ ส่วนเรื่องอื่นเอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ขอให้ทุกคนได้ของดีคือ ศีล สมาธิและปัญญากลับไปด้วยทุกคน จะได้สมกับคำที่ว่า เกิดเป็นมนุษย์ พบพุทธศาสนา ได้ปัญญาติดตัว ย่อมไม่เสียชาติเกิด”
หลังจากที่จบการสนทนากันคร่าวๆ หลวงพ่อรุ่งก็พาคณะของอาจารย์สัญชัยกับคุณหมอพิเภกเข้าไปรายงานตัวยังฝ่ายอำนวยการ ผู้ชายทุกคนถูกจัดให้พักรวมกันที่ตึกพักชายส่วนนักศึกษาสาวถูกจัดให้พักที่ตึกพักหญิง ทั้งคณะต้องมารวมตัวกันก่อนทุกครั้งแล้วจึงจะแยกย้ายกันออกไปฝึกปฏิบัติยังสถานที่ๆตนเลือกตามร่มไม้สาขาทั่วบริเวณ
จากการสังเกตของจอร์จสวนโมกข์แตกต่างจากที่วัดมุจลินฯมากทีเดียว ที่นี่ให้ความรู้สึกสงบและสงัดใกล้ชิดกับธรรมชาติมากกว่าหลายเท่าตัว มีต้นไม้หลากหลายชนิดที่ให้ความร่มเย็นแก่ผู้มาศึกษา กระจายตัวกันอยู่เต็มบริเวณที่นี่คงจะพยายามคงความเป็นธรรมชาติไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาทราบแล้วว่าทำไมหลวงพ่อรุ่งถึงต้องนำพวกตนมาฝึกยังสถานที่แห่งนี้ สภาวะแวดล้อมที่แทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเช่นนี้เอื้อต่อการทำจิตใจให้สงบและเกิดสมาธิได้ไม่ยาก เขาหวังว่าในท้ายที่สุดเขาจะตระหนักได้ด้วยใจตนเองว่าความสุขจากความสงบนั้นเป็นเช่นไร



Create Date : 28 มิถุนายน 2554
Last Update : 28 มิถุนายน 2554 13:38:58 น. 0 comments
Counter : 251 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wayoodeb
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 
      
Friends' blogs
[Add wayoodeb's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.