Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2554
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
13 พฤษภาคม 2554
 
All Blogs
 
องค์ที่๕(๑) : ตัวแทน

องค์ที่๕ : ตัวแทน
ผู้คนพลุกพล่านอยู่ในพื้นที่ของศูนย์อาหารภายในโรงพยาบาลจัสมินฯ(สาขาหาดใหญ่) ราวกับศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เสียงหัวเราะต่อกระซิกดังมาจากโต๊ะอาหารตัวสุดท้ายติดริมกระจกหน้าต่าง หมอคมสัน พยาบาลมล แบงก์และมะลิกำลังนั่งคุยกันไปพลางรับประทานอาหารกลางวันไปพลาง ในบรรดาคนทั้งหมดที่นั่งรวมกันอยู่ที่นี่หมอคมสันเป็นคนเดียวที่ดูจะมีความสุขที่สุดเพราะอิ่มอกอิ่มใจเมื่อได้เจอกับนางในฝันของตนอีกครั้ง ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลาทำให้พยาบาลสาวทั้งสองเห็นเป็นเรื่องสนุกเมื่อได้หยอกเย้าหมอหนุ่ม
“พี่หมอค่ะวันนี้ไม่สบายหรือเปล่าหน้าดูแดงอย่างไรพิกล” แบงก์ถามหมอคมสันพร้อมกลับหันไปหัวเราะคิกคักกับมล
“เออ....เปล่าครับในนี้มันร้อนนะ”
“แบงก์เธออย่าไปแซวพี่หมอเขาสิหน้าแดงใหญ่แล้วเห็นไหม” มลช่วยเพื่อนแซวด้วยความสนุกสนานจนมะลิอดรนทนไม่ได้ยื่นมือออกมาตบแขนเพื่อนทั้งสองเบาๆ เป็นเชิงปราม
“พวกเธอสองคนแกล้งพี่หมอเขาทำไม เซี้ยวใหญ่แล้ว”
“มะลิเสร็จธุระแล้วหรือครับจะกลับกรุงเทพฯเลยหรือเปล่า” หมอหนุ่มถามด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้ช่วงเวลาแห่งความสุขซึ่งมีเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ผ่านเลยไปอย่างรวดเร็ว
“ยังหรอกค่ะพี่หมอ คุณพ่อบอกให้มะลิพักผ่อนซัก 4-5วันยังไม่ต้องรีบกลับก็ได้”
“ดีเลยงั้นเดี๋ยวเรากับแบงก์จะลาพักร้อนบ้าง ไปเที่ยวด้วยกันนะมะลิ”
“จ๊ะ กะว่าจะชวนอยู่พอดี”
“มะลิทำอย่างไรเรื่องอาจารย์หมอครับ”
มะลิทำสีหน้าสลดลงทันทีที่ได้ยินชื่อดร.ทอมสัน
“คุณลุงเซ็นหนังสือบริจาคร่างกายไว้ให้กับทางโรงพยาบาลค่ะ มะลิแค่มาเซ็นชื่ออนุญาตให้ทำตามกระบวบการในหนังสือสัญญาเท่านั้น เสร็จธุระที่นี่แล้วว่าจะกลับที่พักอยู่เหมือนกัน...” หมอคมสันมองมะลิที่มีสีหน้าเศร้าหมองเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจขณะที่ฟังมะลิพูด “...พอดีคุณพ่อโทรมาบอกว่าขออนุญาตท่าน ผอ.ให้แล้ว มะลิลาพักได้ 5 วัน เลยกะจะอยู่เที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศซักหน่อย”
“เอาอย่างนี้ไหม เราสามคนไปเที่ยวเกาะสมุยกัน เดี๋ยวแบงก์เป็นไกด์ให้เอง”
“เอาเชียวหาเรื่องกลับบ้านขึ้นมาเชียวนะจ๊ะแม่ชะนีเกาะสมุย” พยาบาลมลงัดเอาสมญานามสมัยเรียนพยาบาลออกมาแซวเพื่อนแล้วหัวเราะคิก
“ว้าย…มลนี่ยังไม่ลืมอีกหรือจ๊ะแม่มลหน้าม้า” แบงก์งัดเอาชื่อเล่นของเพื่อนขึ้นมาบ้างและหันไปหัวเราะคิกกับมะลิที่อมยิ้มด้วยความขบขันดูผ่อนคลายอารมณ์เศร้าลงไปบ้างแล้ว
“ให้พี่หมอไปด้วยคนนะครับสาวๆ เบื่อที่จะเป็นทาสของที่นี่เต็มแก่แล้วใช้งานหนักทุกวันเลย” หมอหนุ่มได้ทีรีบพูดด้วยความกลัวจะเสียโอกาส
“ไม่ได้” พยาบาลทั้งสองประสานเสียงตอบพร้อมๆกัน แบงก์ยังสำทับมาอีกว่า “สาวโสดเขาจะไปเที่ยวกัน พี่หมอไปด้วยก็หมดสนุกกันพอดีสิ”
หมอหนุ่มเบนสายตาไปจ้องมะลิเป็นเชิงขอคำชี้ขาดพร้อมกับอ้อนว่า
“มะลิให้พี่ไปด้วยนะ เดี๋ยวพี่ขับรถให้เอง เอารถพี่ไปจะได้ไม่ต้องนั่งรถทัวร์ให้เหนื่อยไง”
“อืมจริงด้วย ใส่เรือเฟอร์รี่ข้ามไปเกาะก็ได้ไม่ต้องไปเช่ารถให้เสียตัง” เจ้าถิ่นแบงก์เปลี่ยนใจกะทันหันเนื่องจากมีนิสัยเค็มนิดๆติดปลายนวมอยู่ก่อนแล้ว
“ได้ค่ะดีเหมือนกันไม่ได้รวมกลุ่มกันครบแบบนี้มาตั้งแต่เรียนจบแล้ว เที่ยวฟื้นความหลังกันบ้างก็สนุกดี”
“คืนนี้มะลิไปนอนที่บ้านเรานะจะได้ไม่ต้องไปเช่าโรงแรมนอน”
“ไม่รบกวนละจ๊ะ มะลิจองห้องที่โรงแรมดีเจไว้แล้วขอบใจนะ”
โรงแรมที่มะลิพูดถึงหมอหนุ่มก็รู้จักดีจึงวางแผนในใจทันทีว่าเย็นนี้จะตามไปรับมะลิออกมาทานข้าวด้วยกันแต่คงหนีสองสาวจอมเซี้ยวนี้ไม่พ้นจึงเอ่ยปากชวนไว้ล่วงหน้าก่อนเลย
“เย็นนี้พี่หมอจะพาสองสาวนี่ไปรับมะลิมาทานข้าวด้วยกันที่ตลาดสันติสุขดีไหมครับ”
“ตกลงค่ะ” สามสาวประสานเสียงเป็นเสียงเดียวกันอย่างอารมณ์ดีจนโต๊ะข้างๆหันมามอง
“งั้นพี่หมอไปก่อนนะจะรีบกลับไปเคลียร์งานที่ค้างอยู่ ไว้เย็นนี้ค่อยเจอกัน” หมอคมสันลุกขึ้นจากโต๊ะเดินอมยิ้มหน้าละเลือนออกไปจากศูนย์อาหารปล่อยให้แก๊งสาวโสดอยู่ด้วยกันตามลำพัง เมื่อเห็นว่าพี่หมอของมะลิเดินจากไปแล้ว เพื่อนสาวทั้งสองจึงกล้าเอ่ยถามความนัยกับเธอว่า
“มะลิเธอไม่ให้โอกาสพี่หมอเขาบ้างหรือจ๊ะ น่าสงสารออก” มลเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่เปื้อนยิ้ม
“ใช่ น่าสงสารจนน้องมลอยากจะช่วยปลอบใจให้เลยนะ”
“เอาอีกละ ตอนเช้าก็ทีหนึ่งแล้ว แบงก์นี่ยังไงก็ไม่รู้ชังน้ำหน้านักเชียว”
มลหันไปทำตาเขียวใส่เพื่อนก่อนจะสะบัดหน้าทำท่าเง้างอน
“เอาน่า อย่าพึ่งตีกัน บอกมะลิมาตรงๆสิมล เธอไม่คืบหน้าเรื่องพี่หมอเลยหรือจ๊ะ”
“จะคืบหน้าได้ยังไง พี่หมอซื่อจนบื้อเลยนะมะลิ แบงก์ช่วยบอกเป็นนัยๆหลายครั้งแล้วแต่เขาฝังใจอยู่กับเธอมากนะ”
“ชั่งเถอะมะลิ เราไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรมากมายอยู่กับแบงก์อย่างนี้ก็มีความสุขดีจ๊ะ”
นางฟ้าของพี่หมอเอื้อมมือที่ขาวเนียนมากำมือของเพื่อนสาวเอาไว้และพูดว่า
“เราอยากให้ทุกคนมีความสุข มะลิเชื่อว่าพี่หมอจะมีความสุขถ้าเขาเลือกมลนะ...” มะลิยิ้มให้มลอย่างจริงใจบีบมือมลเบาๆแล้วพูดต่อ “...มะลิไม่เหมาะกับพี่หมอหรอก ถ้าให้เป็นน้องสาวก็พอได้”
“มะลิเธอยังเชื่อเรื่องคู่แท้ที่ดร.ดร.ไบรอัน.แอล.ไวส์พูดถึงอยู่อีกหรือ หนังสือชื่อว่าอะไรน้าลืมไปแล้ว”
“ชื่อหนังสือ“เราจะข้ามเวลามาพบกัน”จ๊ะแบงก์ เราก็เชื่อเหมือนกัน”
“มะลิค่อนข้างเชื่อนะว่าน่าจะมีอยู่จริงแต่ก็ยังไม่เจอคนที่ใช่ซักทีเหมือนกัน” อยู่ๆ ความคิดของมะลิก็กระหวัดกลับไปคิดถึงใบหน้าของคนไข้ชายที่เจอกันตรงบริเวณประตูทางเข้าเมื่อเช้านี้ เธอสลัดความคิดชั่วแวบนั้นออกไปจากสมองอย่างรวดเร็วพร้อมกับถามตัวเองในใจว่า “เอ…ทำไมต้องคิดถึงผู้ชายคนนั้นด้วยนะไม่เคยรู้จักกันซะหน่อยแค่คุ้นหน้าเท่านั้นเอง”
“ดร.ไบรอัน.พูดว่ายังไงนะมล อะไรน้า...ดวงจิตของทั้งสอง…” แบงก์เอานิ้วม้วนผมตัวเองเพราะนึกไม่ออกและพยายามใช้ความคิดอยู่อย่างตั้งใจ
“...จงอย่ากังวลกลัดกลุ้มเรื่องจะได้พบคู่แท้หรือไม่เลย การได้พบกันเป็นเรื่องของชะตาลิขิต พวกเขาจะต้องมา หลังจากพบกันแล้ว จิตใจอิสระของคู่รักจะเดินเรื่องจากนี้ไปเอง...+”
“จ๊ะแม่หนอนหนังสือจำแม่นจริงๆไปเถอะมะลิ เราขึ้นไปเก็บของกันก่อน ปล่อยให้มลนั่งฝันหวานอยู่ที่นี่คนเดียวแล้วกันทนฟังไม่ได้แล้วกลัวความรักจะทำให้อกหัก ”
แบงก์จูงมือมะลิเดินออกไปจากศูนย์อาหารโดยมีมลตามมาติดๆ สามสาวพูดจาหยอกล้อกันไปด้วยตลอดทางจนถึงลิฟต์กลางตึก สองสาวตามมะลิเข้าไปช่วยพยุงร่างของหญิงชราคนหนึ่งที่กำลังเดินงกๆเงิ่นๆขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบน เพื่อนพยาบาลทั้งสองหวนกลับไปคิดถึงสมญานามที่เพื่อนพยาบาลด้วยกันยกให้แก่มะลิเมื่อครั้งกระโน้นแล้วคิดในใจเหมือนกันว่า “สมแล้วที่ได้รับฉายาว่า นางสีดากลับชาติมาเกิด งามทั้งกาย วาจา ใจ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจริงๆ”






“รอด้วยพี่ชายรอแกละด้วย”
คนขับรถกระบะสองแถวแตะเบรกดังเอี๊ยดจนเสียงแหลมแสบแก้วหูก่อนจะบังคับรถให้จอดเทียบข้างทางห่างจากซุ้มประตูหน้าวัดมุจลินท์ไปหลายเมตร เจ้าแกละผู้มีนิสัยราวกับลิงป่าวิ่งปะเลงๆนำจอร์จไปขึ้นรถทันที เมื่อสิบห้านาทีก่อนหน้านี้เด็กน้อยเสร็จจาการเตรียมที่พักให้เขาแล้วก็เข้าห้องน้ำอาบน้ำอย่างรวดเร็วจนชายหนุ่มคิดว่าเจ้าตัวเล็กวิ่งผ่านน้ำแทนการอาบเพื่อชำระล้างร่างกาย เมื่อแต่งตัวกันเสร็จจึงพากันเดินมาขึ้นรถที่หน้าวัดโดยที่จอร์จถูกทโมนน้อยฉุดกระชากลากถูมาตลอดทางด้วยความรีบร้อน เพียงแค่เห็นไฟท้ายรถกระบะสองแถวแค่วูบเดียวเจ้าแกละก็ตะโกนเรียกเสียงดังราวกับตลาดแตก
รถสองแถววิ่งจากหน้าวัดตุยง(มุจลินท์แปลว่าต้นจิกในภาษามาลายูเรียกว่าตุยง) ไปตามถนนทางเข้าเมืองผ่านโรงแรมสปอร์ตคลับมาสู่ทางแยกป้อมตำรวจและเลี้ยงซ้ายตัดเข้าวงเวียนหอนาฬิกาประจำจังหวัดปัตตานี ไม่นานเจ้าทโมนป่าก็กดกริ่งสัญญาณเตือนให้รถจอดยังป้ายตรงกันข้ามกับ ร.ร.เทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตปัตตานี เจ้าแกละควักเงินในย่ามออกมาจ่ายค่ารถก่อนจะเดินนำชายหนุ่มไปรอต่อรถยังอีกด้านของวงเวียนหอนาฬิกา
แสงแดดยามบ่ายแรงจนจอร์จคิดว่าเลือดในตัวเขากำลังเดือดระอุ เหงื่อเม็ดเล็กๆเกาะพราวไปทั่วใบหน้าและแผ่นหลัง เสื้อสีขาวเปียกชุ่มโชก เสียงเครื่องยนต์จากรถสองแถวขนาดเล็กได้ยินมาจากถนนอีกด้านของวงเวียน เจ้าแกละโบกมือเป็นสัญญาณเรียกให้รถเข้ามาจอดรับและชะโงกหน้าเข้าไปบอกจุดหมายปลายทางแก่คนขับ
“พี่ไปวงเวียนหน้ามหาวิทยาลัย”
เมื่อพูดจบจึงหันกลับมาดันหลังชายหนุ่มให้ขึ้นไปนั่งบนรถก่อนที่ตนจะตามเข้าไป จอร์จจำต้องขดตัวก้มหัวลงมาเพราะศีรษะเกิบจะไปกระแทกกับเพดานรถที่เตี้ยเกินเนื่องจากการต่อรถกระบะไดฮัทสุคันเล็กให้กลายเป็นรถรับส่งผู้โดยสาร ชายหนุ่มเอ่ยถามเจ้าแกละว่า
“แกละเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่ารถ”
ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าเกรงใจที่ฟ้องออกมาทางน้ำเสียงอย่างเด่นชัด
“ไม่เป็นไรพี่จอร์จ เงินแกละเอง เล่นโขนให้อาจารย์ได้ค่าขนมมาบ้างเหมือนกัน”
“แกละเล่นโขนมานานแล้วหรือ”
เจ้าทโมนแกละนิ่งนึกคำนวณดูก่อนจะตอบ
“ปีกว่าแล้วหัดมาตั้งแต่อายุยังไม่เต็ม8ขวบเลย”
“โขนเป็นไงสนุกไหม”
จอร์จถามด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นอีกนิดเพราะต้องแข่งกับเสียงเครื่องยนต์รถที่กำลังเร่งความเร็ว
“อยากรู้เดี๋ยวจะขออาจารย์สอนให้พี่ด้วยดีไหม ท่านชอบฝึกคนให้เป็นกันเยอะๆอาจารย์บอกว่าจะได้มีคนสืบทอดศิลปะประจำชาติไว้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ผมว่าฝึกโขนนี่ก็สนุกดีนะได้ตีลังกาได้กระโดดโลดเต้นและที่สำคัญช่วยเพิ่มความคล่องตัวเวลาฝึกมวยไทยด้วย แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมหาคนสมัครใจมาหัดไม่ค่อยจะได้เลยพวกพี่ๆนักศึกษาก็เหมือนกันชอบฝึกเต้นประกอบเพลงสมัยใหม่เรียกใครมาฝึกโขนหาตัวยากยังกลับหาทองเลยนะ อ.สัญชัยเคยบ่นให้ฟังบ่อยๆว่าสมัยนี้เขาชอบเต้นเป็นหนอนโดนขี้เถ้ามากกว่าฝึกรำ ผมยังเห็นด้วยเลยว่ามันไม่เห็นจะสวยมีศิลปะตรงไหน”
“ฮ่าๆๆๆๆ... พี่ก็เห็นเราก็ดูเพลงในโทรทัศน์เหมือนกันไม่ใช่หรือ เราชอบโขนมากละสิรู้ด้วยว่าอันไหนมีศิลปะอันไหนไม่มี”
“ไอ้ดูก็ดูอยู่เหมือนกันแต่ไม่ได้ชอบไปเสียทั้งหมดหรอก ตอนอาบน้ำเสร็จแกละเห็นพี่นั่งดูมิวสิควีดีโออยู่ที่ศาลากับลุงเกิดไม่ใช่หรือเดี๋ยวลองไปดูเทียบเอาเองก็แล้วกัน”
“พี่ดูได้นิดหน่อยลุงเกิดแกเปลี่ยนช่องไปดูคนต่อยกันเสียก่อน”
“ขานั้นเขาเป็นครูมวยเก่าชอบดูมวยไทยทางโทรทัศน์อย่างกับอะไรดีดูไปก็พากย์ท่ามวยไปด้วยทุกที สงสัยที่วันนี้ไม่ยอมมาคงอยากดูมวยตู้นัดพิเศษอยู่ที่วัดแน่ๆ มิน่าละโบ้ยมาให้พี่จอร์จซะเฉยเลย ผมละเบื่อแกจริงๆ”
“เห็นรักกันดีออกเบื่ออะไรลุงเขาล่ะ”
“ลุงเกิดแกชอบเคี่ยวเข็ญให้ผมฝึกมวยไทยต้องซ้อมทุกเย็นเลยนะ เหนื่อยๆกลับจากซ้อมโขนก็ยังต้องไปซ้อมกับแก่ต่อ เดี่ยวพี่จอร์จคอยดูตอนเย็นละกัน”
ขณะนั้นรถแล่นผ่านทางเข้าสถานีวิทยุกระจายเสียงของทางมหาวิทยาลัยไปอย่างรวดเร็ว ไม่กี่อึดใจต่อมาก็ถึงวงเวียนแห่งหนึ่งเจ้าทโมนแกละจึงเอื้อมมือไปกดกริ่งสัญญาณที่ติดอยู่บนเพดานรถและหันมาบอกว่า
“ถึงแล้วพี่จอร์จนี่แหละมหาวิทยาลัยรูสะมิแล(แปลว่าสนเก้าต้น)แห่งปัตตานี”
เมื่อรถโดยสารคันเล็กจอดเทียบเข้าข้างทางหน้าร้านขายโรตี จอร์จจึงลงจากรถเจ้าทโมนแกละจ่ายเงินค่าโดยสารแทนให้เขาอีกครั้ง กลิ่นหอมจากน้ำมันเนยลอยมากระทบจมูกคนทั้งสองจนต้องหันกลับไปมองและได้ยินเสียงท้องร้องประสานกันจนเจ้าทโมนป่าอมยิ้ม เด็กชายแกละเดินนำจอร์จเข้าไปหาเจ้าของร้านที่กำลังง่วนอยู่ที่หน้ากระทะทอดโรตีกับภรรยา
“ลุงบังวันนี้เอาสองอันนะ”
เจ้าทโมนป่าหยิบห่อโรตีข้างกระทะมาเผื่อชายหนุ่มและล้วงเงินจากในย่ามจ่ายค่าโรตี
“เอานี่มะแถมให้อีกอันหนึ่งรับไปสิ”
หญิงชราผู้เป็นภรรยาของเจ้าของร้านพูดพร้อมกับยื่นโรตีอีกอันให้ เด็กน้อยพนมมือขึ้นไหว้ขอบคุณก่อนที่จะรับมันมา ภรรยาเจ้าของร้านมองเห็นจอร์จที่เป็นชายหนุ่มแปลกหน้าจึงเอ่ยถามเจ้าทโมนน้อยด้วยความสงสัย
“แกละมากับใครนะนี่พี่ชายหรือ”
“ครับมะพี่ชายของผมเองมาจากหาดใหญ่เลยพามาเที่ยว”
เจ้าแกละพูดพร้อมกับส่งห่อโรตีไปให้จอร์จอันหนึ่ง ชายหนุ่มมองเจ้าทโมนน้อยแกะกระดาษห่อโรตีเพียงครึ่งอันแล้วจึงทำตาม เขาเดินไปพลางกินไปพลางตามน้องชายที่พึ่งเกิดสู่ประตูทางเข้าของมหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองนายที่ยืนประจำอยู่ข้างป้อมยามกลางถนนทางเข้ามองสำรวจชายหนุ่มอย่างไม่วางตาเพราะไม่คุ้นหน้าจนเจ้าแกละต้องร้องบอก
“พี่ชายผมเองครับ มาเป็นเพื่อนผมซ้อมโขนไม่มีอะไรหรอกพี่”
“อืมตามสบายไอ้หนู”
ชายหนุ่มแปลกใจในพฤติกรรมของยามจึงอดถามแกละไม่ได้ว่า
“แกละทำไมที่นี่เขาเข้มงวดกันจังมีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่าหรอกพี่ เขาระวังพวกผู้ก่อการร้ายนะสถานที่ราชการก็งี้แหล่ะ”
ชายหนุ่มสะดุ้งด้วยความตกใจฉุกคิดขึ้นมาได้จึงเดินกินโรตีไปเงียบๆไม่กล้าถามอะไรแกละอีก เขาทำทีเป็นมองโน้นทีนี่ทีเหมือนกับต้องการชื่นชมความงามของธรรมชาติภายในรั้วมหาวิทยาลัย
ปุยเมฆสีขาวหลายหลากก้อนลอยเอื่อยๆผ่านหน้าเขาไปทางซ้ายมือลมอุ่นโชยกลิ่นหอมของยอดหญ้ามาเข้าจมูกสองฟากของถนนที่ผ่ากลางมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยต้นสนที่ปลูกเรียงรายเป็นเส้นขนานจนสุดถนนยันประตูอีกด้านลำต้นของมันสูงจรดตึก5ชั้น มีระยับแดดส่องลอดแนวสนลงมาตัดกับพื้นถนนสีดำเป็นดวงๆมันส่องประกายระยิบระยับจนจอร์จรู้สึกว่าตนราวกับกำลังเดินอยู่บนภาพจำลองของสะพานดาวบนกาแล็คซี่ทางช้างเผือก นักศึกษาชายหญิงกลุ่มหนึ่งเดินตัดสนามหญ้ามาจากหอประชุมทางด้านขวามือและมาหยุดยืนอยู่หน้ารูปปั้นคนสีดำที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนฐานศิลาเหนือศีรษะของจอร์จ พวกเขาต่างพนมมือขึ้นไหว้เคารพด้วยอาการนอบน้อมก่อนที่จะเดินผละไป ชายหนุ่มเห็นเจ้าทโมนน้อยสำรวมกิริยาพนมมือขึ้นไหว้บ้างจึงทำตามเจ้าตัวดีหันมาบอกเขาด้วยใบหน้ายิ้มระรื่นว่า
“พระราชบิดากรมหลวงสงขลานครินทร์ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
เจ้าทโมนน้อยพาพี่ชายกำมะลอของตนเดินตัดถนนข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามทางซ้ายมือและเรียบริมฟุตบาทขึ้นไปตามทาง ถัดจากทิวสนเป็นพื้นหญ้าสีเขียวสดขั้นระหว่างขอบถนนกับลำคลองสายหนึ่งซึ้งทอดตัวยาวขนานไปจนสุดประตูด้านหลัง ต้นศรีตรังปลูกเป็นแนวขนานริมลำคลองตั้งแต่ต้นจนสุดปลายของสายน้ำ ทุกต้นแข่งกันออกดอกเป็นกรวยเล็กๆสีม่วงประดับอยู่เต็มกิ่งและหล่นล่วงอยู่กลาดเกลื่อนทั่วพื้นหญ้าระรานตาไปหมดราวกับพื้นที่บริเวณนี้ถูกปูทับด้วยผ้าแพรสีม่วงใสเป็นหย่อมๆ เสียงสายน้ำไหลแว่วมากระทบโสตประสาทของสองพี่น้องเมื่อเดินใกล้เข้าไป พวกเขาเดินชมธรรมชาติรอบตัวมาจนถึงสะพานไม้ข้ามคลอง มันถูกทาด้วยสีฟ้าอ่อนและมีป้ายชื่อปักอยู่ด้วยว่า “สะพานข้ามคลองสองปี”
จอร์จสาวเท้าก้าวตามเจ้าแกละข้ามสะพานไปยังฝั่งตรงข้าม ผ่านทางเดินที่ตรงไปยังใต้อาคารเรียนหลังใหญ่ แฉลบออกทางด้านขวามุ่งหน้าสู่อาคารสีขาวหม่นๆ เจ้าทโมนแกละอธิบายให้จอร์จฟังว่าปีกซ้ายของตัวอาคารคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์หลังนี้เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่ซึ้งเคยใช้เป็นสถานที่จัดแสดงมหรสพเก่าแต่ ณ ปัจจุบันนี้มันกลายเป็นที่ซ้อมการแสดงของชมรมนาฏศิลป์ไปแล้ว วานรน้อยนำชายหนุ่มเดินขึ้นบันไดไปยังลานหินขัดซึ่งเชื่อมระหว่างตัวตึกกับห้องประชุม ทันใดนั้นเสียงคนโต้เถียงกันก็ดังขึ้นมาต้อนรับสองพี่น้องจนทั้งคู่หันหน้ามาสบตากันและรีบเดินเข้าไปดูด้วยความสนใจ
“ผมไม่เข้าใจคุณเลยจริง ๆ แค่การแสดงไร้สาระ ทำไมต้องจริงจังกับมันด้วย” เสียงตวาดของนักศึกษาหนุ่มดังจนแกละได้ยินชัด
“หนุ่มคุณกลับไปเถอะค่ะ ฉันได้เวลาซ้อมแล้ว”
นักศึกษาสาวร่างบอบบางผิวขาวราวไข่ปลอกที่ตกเป็นคู่กรณีทำเอาเจ้าทโมนป่าถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้างคิดอยู่ในใจว่า “เป็นไปได้ไงพี่หม่อนเถียงพี่หนุ่มเป็นด้วยหรือ”
เจ้าแกละพยายามแทรกตัวเองเข้าไปยืนเป็นกองหนุนให้กับหญิงสาวอยู่ข้างๆโดยที่ลืมไปเลยว่าวันนี้ตนมาพร้อมกับใคร จอร์จไม่อาจตามเข้าไปไม่ได้เพราะถูกนักศึกษามุงบังไว้เสียจนมิดแต่ความสูงของเขาก็เพียงพอที่จะทำให้สามารถมองเห็นคู่กรณีที่ยืนอยู่ท่ามกลางไทยมุ่งได้ไม่ยาก นักศึกษาสาวหน้าตาสวยใสคนหนึ่งกำลังปั้นหน้างอใส่เพื่อนชายตรงหน้าของเธอ ผมดำสลวยถูกผูกเป็นพวงอยู่ข้างแก้มที่ขาวเนียนเปล่งปลั่ง คิ้วสีดำเข้มโค้งได้ส่วนกำลังขมวดมุ่นเข้าหากันรับกับวงหน้ารูปไข่ได้เป็นอย่างดี ส่วนฝ่ายชายผมหยิกฟูฟ่องรูปร่างหน้าตาราวกับเจ้าเงาะป่าที่กำลังยืนสนทนาอยู่กับนางรจนาเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงที่ตึงขึ้นอีกนิดว่า
“หนังใกล้จะฉายแล้วหม่อนไปดูหนังกับผมเถอะนะวันนี้ไม่ต้องซ้อมหรอก” ชายหนุ่มปล่อยชายเสื้อนักศึกษาออกมาจากกางเกงยีนและเดินเข้าหาหญิงสาวพร้อมกับเอื้อมมือหมายจะคว้าแขนเธอเอาไว้แต่ยังไม่ทันที่จะจับได้มั่นก็ถูกสลัดเสียก่อน
“ฉันไม่ไปบอกแล้วไงว่าจะซ้อมรำนพรัตน์ คุณจะไปก็ไปคนเดียวสิ”
“ทำไมถึงดื้ออย่างนี้นะ กะอีแค่รำบ้าๆบอๆไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย”
นักศึกษาสาวโกรธจนหน้าเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวปนชมพูเป็นสีแดงด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน
“คุณถือดีอย่างไรมาว่าฉัน คุณไม่คิดจะซ้อมบทโขนของคุณมั่งหรือไง”
“เมื่อวานผมก็ซ้อมให้แล้วนี่แค่ยกฉัตรเต้นไปเต้นมาก็แค่นั้นง่ายจะตายไปและผมก็ไม่เห็นว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากมันด้วยสู้เอาเวลาไปอ่านตำราบริหารหรือการเมืองการปกครองก็ไม่ได้”
นักศึกษาสาวท่าทางเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนจ้องเขม็งไปยังเพื่อนชายและแค่นเสียงพูดออกมาว่า
“ใช่สิ คุณมันนักปกครอง รู้วิธีหาผลประโยชน์ให้พวกพ้องของคุณและก็หาประโยชน์ให้ตัวเองด้วย...” หญิงสาวกำหมัดแน่นและพูดต่อ “...คุณไม่เคยเข้าใจจิตวิญญาณของชาติไม่เคยเข้าใจประชาชนฉันขอถามหน่อยว่าแล้วคุณจะไปมีปัญญาปกครองเขาให้มีความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร”
“ไม่เห็นจำเป็นต้องเข้าใจ เศรษฐกิจดี มีเงินใช้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทำไมคนจนๆอย่างที่เขาเรียกกันว่าพวกรากหญ้าจะไม่มีความสุข”
“ชิ...พ่อผู้นำ พวกคุณกำลังเข้าใจความหมายของความสุขที่แท้จริงผิดซะแล้ว แค่ความสุขทางกายบำรุงบำเรอด้วยวัตถุเพื่อสนองความอยากส่วนตัวมันไม่เคยทำให้คุณหรือใครสุขใจได้อย่างแท้จริงหรอกเพราะพวกคุณมันไม่รู้จักอิ่มเหมือนกับที่เมื่อวานคุณเอาเงินไปซื้อบริการผู้หญิงขายตัวนั่นแหล่ะได้แต่บำบัดความใคร่ไปชั่วครั้งชั่วคราวแต่ไม่เคยมีเจ้าหล่อนคนไหนรักคุณอย่างแท้จริงหรอกจริงไหม”
ชายหนุ่มสะดุ้งราวกับถูกพูดจี้ใจดำและโกรธจนหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ
“งั้นผมขอถามคุณหน่อย รากหญ้าจะได้ประโยชน์อะไรจากการรักษาของโบร่ำโบราณอย่างโขนหรือระบำรำฟ้อนพวกนี้”
“ได้สิ ได้มากเสียด้วยพ่อนักปกครอง เรื่องรามายณะนี่เป็นแม่แบบผู้ให้กำเนิดปรัชญาทางความเชื่อและอารยธรรมของคนเกือบครึ่งโลก ความจริงที่ถูกบอกเล่าผ่านเรื่องราวเหนือจริงเหล่านี้ทรงอิทธิพลต่อความคิดและความรู้สึกของคนทุกยุคทุกสมัยเพราะการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่วนั้นมีอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่โลกมีสัตว์ที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์เกิดขึ้นมาแล้ว และเรื่องนี้ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยด้วย...”
ชายหนุ่มเกาหัวแกลก ๆ ถามแทรกขึ้นด้วยอารมณ์โกรธจนเสียงแข็งว่า
“คุณไม่ต้องมาบรรยายต้นกำเนิดวัฒนธรรมไทยให้ผมฟังหรอก ผมรู้ดี คุณยังไม่ได้อธิบายเลยว่ามันมีประโยชน์อย่างไรกับคนในสังคมปัจจุบันนี้บ้างหรือว่ามันไม่มีตอบมาสิแม่นักปราชญ์”
“เอาอย่างนี้ฉันขอถามคุณข้อหนึ่งก่อนแล้วกัน ประเทศชาติที่มีความเป็นเอกภาพของคนในสังคมกับประเทศที่ไม่มี….ใครมีความทุกข์ เกิดความแตกแยก และสูญเสียเอกราชได้ง่ายกว่ากัน”
“แน่นอน ย่อมต้องเป็นประเทศที่ขาดความสามัคคีอยู่แล้ว ใครๆก็รู้”
“แล้วเอกภาพของคนในสังคมเกิดจากอะไร”
“เกิดจากความคิดความเชื่อที่เป็นไปในทางเดียวกัน” ชายหนุ่มตอบพร้อมกับทำหน้างงๆ
“งั้นฉันขอถามอีกข้อขณะที่คนในสังคมพวกหนึ่งเชื่อว่า การทำความดีทำให้มีความสุข ในขณะที่อีกพวกหนึ่งคิดว่า ความสุขเกิดขึ้นมาได้โดยไม่จำเป็นต้องทำดี สังคมที่ว่านี้จะมีเอกภาพไหม”
“ย่อมไม่มีเป็นธรรมดาแต่มันไปเกี่ยวกับการรักษาวัฒนธรรมตรงไหน”
“เกี่ยวสิเพราะมันสัมพันธ์กันตั้งแต่ต้นแล้ว...”
หญิงสาวก้าวท้าวเดินเข้าหานักศึกษาชายหนึ่งก้าวและพูดต่อ
“เมื่อความเชื่อที่คนในสังคมยอมรับเหมือนๆกันว่าทำแล้วเกิดความสุขกลายเป็นอุดมคติร่วมกันของคนในสังคมได้พัฒนาต่อยอดขึ้นมาเป็นรูปแบบของการดำเนินชีวิตมันจะกลายมาเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมเฉพาะของแต่ละสังคมถูกไหม”
“ถูกต้อง แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า การรักษาวัฒนธรรมไทยให้ประโยชน์อย่างไรกับชนชั้นรากหญ้า”
“ให้สิค่ะและให้ประโยชน์แก่ทุกคนในสังคมด้วย เมื่อพวกเขารู้คุณค่าของวัฒนธรรมที่ถูกสืบทอดต่อจากรุ่นสู่รุ่นโดยผ่านทางขนบธรรมเนียม ประเพณี และงานศิลปะแขนงต่าง ๆ เขาจะตระหนักได้ว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นย่อมเกิดมาจากการทำความดีและทำเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม เพราะความเชื่อที่ว่านี้เป็นจิตวิญญาณดั้งเดิมของสังคมไทยมาตั้งแต่บรรพกาลแล้ว สังคมที่ทุกคนเชื่อเหมือนๆกันว่าทำดีและได้ดีมีความสุข ย่อมเป็นสังคมที่สงบสุข เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน เข้มแข็งมีเอกภาพ ย่อมเป็นสังคมที่ทุกคนสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างปรกติสุขยังไงละค่ะ...”
เสียงของนักศึกษาสาวอ่อนลงแล้วแต่ยังคงรักษาระยะห่างของทั้งสองคนเอาไว้และพูดต่อ
“...วัฒนธรรมที่คุณไม่เคยเห็นคุณค่าเพราะมันตีเป็นราคาค่างวดอะไรไม่ได้นี่แหละค่ะคือห่วงที่จะร้อยรวมรากหญ้าหรือรากแขนงที่อ่อนแอให้กลับมาเป็นรากแก้วอันแข็งแกร่งค้ำยันสังคมไทยให้อยู่รอดร่วมกันได้อย่างมั่นคง คุณไม่เคยสังเกตหรือค่ะว่าหลังจากสยามเราต้องสูญเสียเอกราชไปทั้งสองครั้งและกู้ความเป็นไทกลับคืนมาได้สิ่งแรกที่พระมหากษัตริย์ของเราทุกพระองค์ทำคือฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีและทำนุบำรุงพุทธศาสนาเพื่อทำให้ประเทศชาติให้กลับมาเป็นปึกแผ่นเข้มแข็ง ความสุขที่แท้จริงของคนในสังคมที่พวกนักการเมืองหัวนอกและนักวิชาการหัวตะวันตกอย่างพวกคุณไม่เคยทำสำเร็จก็จะกลับมาสู่ประเทศของเราอีกครั้งยังไงละค่ะ”
นักศึกษาหนุ่มอึ้งไปส่ายหน้าแต่ไม่ยอมจนแต้มถามโพล่งออกมาอีกว่า
“อย่างนี้คุณก็หมายความว่า การพัฒนาบ้านเมืองในทางวัตถุและการใช้เครื่องไม้เครื่องมืออำนวยความสะดวก ที่เขาคิดขึ้นมาก็ไม่ดีล่ะสิ”
“เปล่าเลยค่ะหนุ่มฉันไม่ได้ปฏิเสธว่ามันไม่ดี ถ้ามันถูกใช้เพื่อดำรงไว้ซึ่งความดี ตัวเทคโนโลยีนั้นมันไม่ได้มีความผิดอะไรแต่พ่อค้าที่หวังแต่เพียงผลกำไรต่างหากละค่ะที่ผิด เพราะทุกวันนี้พวกเรากำลังถูกพวกเขายัดเยียดความเชื่อผิดๆผ่านมาทางสื่อโฆษณาต่างๆว่า ความสุขนั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับการทำความดีแต่มันเกี่ยวกับการได้มาซึ่งวัตถุสิ่งของเพื่อตอบสนองความปรารถนาส่วนตนเท่านั้น”
นักศึกษาสาวถอนใจอีกครั้งละพูดต่อ
“สังคมที่ขาดซึ่งคนดีที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและมีแต่คนเห็นแก่ตัวอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองจะมีความสุขจริงๆไปได้อย่างไรละค่ะ คุณก็เห็นอยู่แล้วนิค่ะว่าสังคมในทุกวันนี้มันแย่ลงมากแค่ไหนจริยธรรมเสื่อมทรามถึงขีดสุดจนคนไทยจะไม่มีความเป็นไทยและใกล้จะหมดความเป็นเมืองพุทธกันอยู่แล้ว”
นักศึกษาหนุ่มสงบท่าทีแข็งกร้าวลงเหมือนว่าจำนนต่อเหตุผลที่แฟนสาวกล่าวอ้าง เพื่อนๆนักศึกษาที่ยืนมุงดูการโต้เถียงกันอย่างถึงพริกถึงขิงโดยรอบพากันพยักหน้าเห็นด้วยและตบมือให้ด้วยความประทับใจ เจ้าทโมนป่าทั้งๆที่ฟังยังไม่ค่อยเข้าใจก็พลอยตบมือไปกับเขาด้วยจนเสียงของนักศึกษาชายคนนั้นพูดแทรกเสียงตบมือของทุกคนขึ้นมาว่า
“ผมขอโทษนะหม่อนแต่ผมยังไม่เชื่อว่าวัฒนธรรมจะช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งหมดเพราะอะไรๆมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ผม...ฝากบอกอาจารย์ด้วยว่า ผมขอถอนตัวจากการไปแสดงโขนที่สมุย ผมไปละ”
นักศึกษาชายรีบผลุนผลันจากไปอย่างร้อนรนในขณะที่หญิงสาวเดินเอามือปาดน้ำตาแหวกเพื่อนหายไปทางห้องประชุมเพียงลำพัง บรรดานักศึกษามุงที่จะพัฒนาตัวเองไปเป็นไทยมุงในอนาคตต่างแตกกระจายกันไปคนละทิศละทางราวกับผึ้งแตกรัง จอร์จจึงได้โอกาสเดินเข้ามายืนข้างเจ้าทโมนแกละและก้มลงถามว่า
“แกละรู้จักผู้หญิงคนนั้นด้วยหรือเห็นทิ้งพี่ไปยืนช่วยเขาเฉยเลย”
“รู้จักสิครับ พี่เขาชื่อ “ชไมมาน สัตตบงกซ” ผมเรียกเธอว่าพี่หม่อน เรียนเอกภาษาและวรรณคดีไทยเป็นประธานชมรมวรรณศิลป์ อาจารย์สัญชัยชวนเธอมาช่วยงานนะพี่ ที่จริงพวกพี่ปีสามอย่างนี้ไม่ค่อยว่างกันนักหรอกแต่คนของเราไม่พอจริงๆอีกสองวันจะไปแสดงแล้วด้วย ผลมวยคู่เอกออกมาเป็นอย่างนี้อาจารย์ต้องปวดสมองแย่เลย เฮ้อ...โขนขาดคนอีกจนได้ ปัดโธ่”
“อ้าวผู้ชายคนนั้นเล่นโขนด้วยหรือ”
“เล่นสิพี่แต่ไม่ใช่ตัวสำคัญอะไรเป็นพลยักษ์ถือร่มเดินตามอาจารย์เท่านั้น จริงสิลืมบอกไปอาจารย์สัญชัยเล่นเป็นพญายักษ์ทศกัณฐ์”
เจ้าแกละเดินนำชายหนุ่มตรงไปยังลานหินขัดหน้าประตูเข้าห้องประชุม
“เดี๋ยวเราเข้าไปดูอาจารย์ด้วยกันนะผมชักเป็นห่วงเสียแล้ว วันนี้ต้องซ้อมโขนทรงเครื่องเสียด้วยขาดพี่หนุ่มไปอย่างนี้คงกลุ้มใจมากน่าดู เฮ้อ...ถ้าหลวงลุงรู้เข้าจะพลอยไม่สบายใจไปด้วยแน่ๆ”
“เอ๊ะเกี่ยวอะไรกับหลวงพ่อด้วยละ”
จอร์จถามพร้อมกับเดินตามทโมนน้อยตรงไปที่ประตู
“หลวงพ่อเป็นที่ปรึกษาคณะโขนของอาจารย์สัญชัย ท่านสนับสนุนด้านความคิดและติดต่อสถานที่ที่จะไปแสดงให้ด้วยครับเพราะที่โน้นเป็นก็วัดเหมือนกัน”
กล่าวจบเจ้าทโมนน้อยจึงเปิดประตูกระจกนำจอร์จเข้าไปข้างในห้องประชุมลมเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศปะทะเข้ากับผิวสัมผัสทั้งสองคนจนต้องสยิวกาย เจ้าแกละพาเขาไปนั่งยังเก้าอี้บุนวมตัวริมสุดด้านซ้ายมือนับจากหน้าเวทีขึ้นมาเป็นแถวเกือบสุดท้ายก่อนจะแยกไปหาอาจารย์สัญชัยเพียงลำพัง
จากสายตาที่จอร์จมองสำรวจไปทั่วห้องประชุม เขาเห็นเวทีไม้ที่ถูกขัดน้ำยาจนขึ้นเงาถูกยกพื้นสูงจนเทียมอกอยู่ข้างล่างสุดที่ปลายห้องประชุม มีม่านสีน้ำเงินและม่วงขนาดใหญ่ยักษ์อย่างละผืนถูกรูดเปิดออกจากกันจนชิดมุมทั้งสองด้าน เผยให้เห็นพื้นว่างบนเวทีได้อย่างถนัดตา บนพื้นไม้ขัดมันมีชุดโขนถูกจัดแยกเป็นชุดๆวางเรียงรายอยู่เต็มพื้นเวที อาจารย์“สัญชัย ไอศวรรย์”กำลังยืนกำกับนักศึกษาชายคนหนึ่งตรวจนับจำนวนชุดโขนเพื่อเตรียมแจกจ่ายให้ผู้แสดงสวมใส่ในการซ้อมท่าทางทะมัดทะแมงเกินวัยขับบุคลิกที่สง่าผ่าเผยให้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนคนแก่โดยทั่วไป เจ้าทโมนน้อยพนมมือไหว้อาจารย์โขนที่มีสีหน้ากังวลฉายชัดอยู่บนโครงหน้าหล่อเหลาคิ้วเข้มหนาขมวดมุ่นเข้าหากันจนหน้าตึง ดูรู้ทันทีว่าหัวเสียกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่น้อย ท่านคุยจุกจิกกับเจ้าแกละอยู่เพียงลำพังแค่สองคนจากท่าทางที่แสดงออกดูทั้งคู่จะสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ
แสงระยิบระยับจากประกายเพชรที่ประดับอยู่ตามตัวชุดพญายักษ์สะท้อนแสงมาเข้าตาจอร์จจนเขาต้องเหลือบไปดูอีกครั้งด้วยความสะดุดใจและเผลอคิดไปว่า ‘ชุดพวกนี้ก็สวยดีนะได้สวมดูสักครั้งคงไม่เลว’ ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเพลินกับความคิดของตนอยู่นั้นจู่ๆเจ้าทโมนแกละก็ชี้ไม้ชี้มือขึ้นมาที่เขาและหันกลับไปคุยกับอาจารย์สัญชัยอีกพักใหญ่ๆ ไม่นานเจ้าตัวดีก็เดินกลับขึ้นมาหาเขาด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัยและเอ่ยออกมาทันทีเมื่อถึงตัวว่า
“พี่จอร์จอยากลองเล่นโขนดูมั่งไหมอาจารย์กำลังขาดคนพี่ช่วยแสดงแทนหน่อยนะ”
จอร์จสะดุ้งตกใจจนเจ้าแกละหัวเราะคิกชายหนุ่มอ้ำอึ้งตอบกลับไปว่า
“พี่แสดงไม่เป็นจะช่วยได้อย่างไรละ”
“ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวอาจารย์สอนให้บทไม่ยากหรอกแค่ถือร่มเดินตามหลังทศกัณฐ์เท่านั้น”
“เออ…พี่ไม่รู้จะเล่นได้หรือเปล่าต้องไปแสดงให้คนอื่นดูด้วยไม่ใช่หรือ เดี๋ยวพี่ไปทำเสียหน้าผู้ชมเขาจะเรียกเงินคืนเสียเปล่าๆนะ”
“พี่ไม่ต้องกลัว คราวนี้เราเปิดให้ชมฟรีตลอดรายการ อาจารย์บอกว่าเพื่อจรรโลงศิลปวัฒนธรรมไทยให้ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวได้ดูเป็นขวัญตา”
ชายหนุ่มจนปัญญาที่จะหาเหตุผลมาปฏิเสธใจจริงถึงจะต้องการตามใจเจ้าน้องชายกำมะลอแต่ก็ยังกลัวๆกล้าเพราะความไม่เคย เขารู้สึกอึดอัดจึงนิ่งไม่ตอบคำใดอยู่พักหนึ่งจนเหลือบไปเห็นนักศึกษาสาวคนที่เป็นคู่โต้คารมเมื่อซักครู่นี้นั่งหน้าเศร้าอยู่กับเพื่อนที่เก้าอี้ติดหน้าเวที เขาเกิดความสงสารและปรารถนาที่จะช่วยเธอให้คลายความไม่สบายใจลงบ้างจึงเอ่ยเป็นเชิงถามเจ้าทโมนน้องชาย
“หลวงพ่อจะไม่ว่าอะไรหรือถ้าพี่มากับแกละทุกวันพี่ก็ไม่ได้ช่วยงานที่วัดกันพอดีสิ ท่านจะหาว่าพี่นิ่งดูดายเอาแต่สบายถ่ายเดียวได้นะ”
“ไม่ว่าหรอกเชื่อสิหลวงลุงต้องสนับสนุนแน่นอนเพราะท่านไม่อยากให้งานนี้ล่ม”แวบหนึ่งจอร์จเหลือบไปเห็นอาจารย์สัญชัยที่กำลังเดินขึ้นมาหาพวกตนขณะที่ฟังเจ้าตัวดีพูด “เรื่องงานที่วัดพี่ไม่ต้องห่วง มีพวกเด็กวัดทำกันเป็นปรกติอยู่แล้วถึงพี่อยู่หรือไม่อยู่ เจ้าพวกนั้นมันก็ต้องทำอยู่วันยังค่ำ”
จอร์จใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า
“ถ้ากลับไปถามหลวงพ่อแล้วท่านไม่ว่าอะไรพี่ก็ตกลง”
อาจารย์สอนนาฏศิลป์ผู้มีท่าทางผึ่งผายอันได้ผลพลอยได้มาจากการฝึกสอนศิลปะการแสดงมาตลอดชั่วชีวิตเดินขึ้นมาได้ยินคำตอบของชายหนุ่มพอดีจึงพูดแทรกขึ้นว่า
“หลวงพ่อไม่ว่าหรอกพ่อหนุ่ม เดี๋ยวค่ำนี้อาจารย์จะพาเพื่อนที่เป็นหมอไปคุยกับท่าน คิดอยู่เหมือนกันว่าจะไปขออนุญาตท่านด้วยตนเอง”
“ไปกับหมอพิเภกหรือครับอาจารย์” เจ้าหนุมานศิษย์รักของอาจารย์โขนถามขึ้นมาด้วยสีหน้าระรื้น
“นั่นแหละเป็นเพื่อนเก่ากันตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯโน้น”
“เอ... อย่างนี้ก็เพื่อนเก่าหลวงพ่อด้วยสิครับ”
“เจ้านี่รู้ดีจังนะ พวกเราสามคนจบมาจากโรงเรียนเดียวกัน ห้องเดียวกัน แต่แยกย้ายกันไปเรียนต่อคนละที่ ตอนนั้นอาจารย์ไปเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ หมอพิเภกไปเรียนจิตแพทย์ที่มหาวิทยาลัยจุฬาฯ ส่วนหลวงลุงของเอ็งไปเรียนต่อที่มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย แต่พวกเราเป็นคนพื้นเพเดียวกันอยู่แถวๆนี้นี่แหล่ะ”
“มิน่าละถึงว่าทำไมสนิทกันนักเป็นเพื่อนซี้เก่ากันนั่นเองถึงได้ไปคุยกันบ่อย ๆ”
“ก็แน่ละสิก็อาจารย์ไม่รู้ทุกเรื่องนี่เลยต้องไปถามผู้รู้ หลวงลุงของแกละไม่ธรรมดานะรู้ไหมท่านพูดแต่ความจริงแน่ยิ่งกว่าแช่แป้งเสียอีก เอาละพ่อหนุ่มลงไปครอบครูและหัดท่ากันก่อนอย่างไรเสียอาจารย์ว่าได้แสดงอยู่แล้วเหลืออีกแค่ 2 วันจะได้ไม่เสียเวลาไปเปล่าๆ ส่วนเอ็งรีบลงไปให้พวกพี่ๆเขาทรงเครื่องซะจะได้ซ้อมกันเสียที”
เจ้าทโมนน้อยซึ่งจะได้ทรงเครื่องกลายร่างเป็นขุนกระบี่หนุมานฉีกยิ้มกว้างอย่างยียวนโบกมือให้จอร์จก่อนจะหันหลังวิ่งไปหากลุ่มนักศึกษาที่กำลังแต่งตัวให้เพื่อนคนหนึ่งอยู่อย่างรวดเร็ว อาจารย์สัญชัยจึงตะโกนไล่หลังไปว่า “เจ้าแกละเอ็งอย่าทำกล่องดวงใจของข้าพังอีกนะ ทะลึ่งเอาไปโยนเล่นถ้ามันเสียไปอีกอันข้าจะไปฟ้องหลวงพ่อให้นวดเอ็งด้วยไม้เรียว”
อาจารย์สัญชัยทักทายปราศรัยกับจอร์จพอหอมปากหอมคอก่อนจะนำเขาลงไปสอนท่าโขนกันที่บนเวทีการแสดงสลับกับการซ้อมรำของชุดการแสดงต่างๆไปด้วยไม่ต่ำกว่า5ชุด ทุกชุดการแสดงทรงเครื่องจริงทั้งหมดอย่างตั้งใจ ขณะที่จอร์จนั่งพักอยู่นั้นเขารู้สึกราวกับว่าตนเองได้หลงเข้าไปอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่มีบรรดาเทวดาและนางฟ้าอยู่เต็มวิมานผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นมาฟ้อนรำให้ดูจนละลานตาและสุขใจปานเป็นดั่งองค์อัมรินทร์ที่ได้เสวยความสุขอันเป็นทิพย์อยู่บนสรวงสวรรค์ตระหนักถึงคำพูดของเจ้าทโมนไพรน้องชายได้ทันทีว่า ความงามจากสิ่งที่แฝงอยู่ในศิลปะการฟ้อนรำให้ความรู้สึกอ่อนหวาน นุ่มนวลชวนให้หลงใหล ลุ่มลึกและเพิ่มเสน่ห์ให้กับอิสตรีได้มากกว่าการเต้นตามจังหวะเพลงที่ร้อนแรงมากมายนัก


+ดร.ไบรอัน.แอล..ไวส์, เราจะข้ามเวลามาพบกัน, แปลโดย มณฑานี ตันติสุข, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, 2541),162


Create Date : 13 พฤษภาคม 2554
Last Update : 18 พฤษภาคม 2554 15:19:57 น. 2 comments
Counter : 263 Pageviews.

 
ตอนนี้ยังไม่ได้ใส่เชิงอรรถ ขอติดไว้ก่อนนะครับยังหาหนังสือไม่เจอ


โดย: วาโย (wayoodeb ) วันที่: 13 พฤษภาคม 2554 เวลา:11:55:28 น.  

 
ใส่เชิงอรรถเรียบร้อยแล้วครับ


โดย: วาโย (wayoodeb ) วันที่: 2 สิงหาคม 2554 เวลา:12:38:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wayoodeb
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 
      
Friends' blogs
[Add wayoodeb's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.