Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2554
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
3 พฤษภาคม 2554
 
All Blogs
 
องค์ที่๔(๒): สติ

     ในท้ายรถกระบะสีดำที่วิ่งอยู่บนถนนสายเพชรเกษมมุ่งหน้าสู่จังหวัดปัตตานีจอร์จถลกผ้ายางสีดำที่ตนใช้คลุมร่างออกเพื่อสูดอากาศหายใจ ชายหนุ่มนอนหงายอยู่ข้างโรงศพสีขาวลายเทพพนมโดยที่หันศีรษะไปทางคนขับรถ ความอับอากาศจากสภาพกึ่งปิดตายของท้ายรถกระบะทำให้กลิ่นของน้ำยาอาบศพฉุนตลบอบอวลอยู่ข้างในนี้ เขารู้สึกมึนศีรษะเกือบจะหมดสติอยู่รอมร่อ จอร์จใช้มือซ้ายเลื่อนเปิดบานกระจกหน้าต่างข้างรถออกอย่างระมัดระวังเพราะเขาต้องการอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกมาไล่กลิ่นต่างๆให้ออกไป ฉับพลันเสียงเจื้อยแจ้วมาจากที่นั่งตอนหน้าก็ดังขึ้นมาจนชายหนุ่มตกใจหดมือกลับทั้งๆที่ยังเปิดคาไว้ได้แค่ครึ่งบาน เสียงเด็กผู้ชายคุยจ้อเล็ดลอดเข้าสู่โสตประสาทของจอร์จพอจับใจความได้
     “ลุงเกิดตอนที่ขับผ่านตรงนี้ทำไมไม่ปลุกฉันขึ้นมาดูบ้าง”
     เด็กน้อยตัดพ้อลุงแท้ๆของตนด้วยน้ำเสียงแสดงความตื่นเต้นเมื่อเห็นซากเครื่องบินที่ตกอยู่ไกลตาออกไปในทะเล
     “อ้าว...ก็เอ็งหลับอยู่นี่ ข้าไม่อยากปลุกเด็กกำลังกินกำลังนอน”
     “แต่เด็กก็กำลังอยากรู้อยากเห็นเหมือนกันนะลุง เราจอดรถลงไปดูใกล้ๆกันเถอะ”
     มรรคทายกเกิดสายศีรษะแต่ผ่อนคันเร่งลดความเร็วรถลงนิดหน่อยเพราะเห็นหลานชายชะเง้อมองด้วยความสนใจก่อนจะเปรยขึ้นว่า
     “ยังไงข้าก็จอดไม่ได้ไม่อยากโดยหลวงพ่อเอ็ดเอา ท่านกำชับไว้ว่าห้ามแวะจอดที่ไหนทั้งนั้นรับศพเสร็จแล้วให้รีบตรงดิ่งกลับวัดทันทีเองก็รู้”
     “โธ่...หลวงลุงนี่ทั้งปีเลยอย่างกับรู้ว่าจะแวะดูเครื่องบินงั้นแหล่ะ”
     “เอ๊ะ ไอ้ทโมนนี่ลามปามพระสงฆ์องค์เจ้าใหญ่แล้วเดี๋ยวเถอะนรกจะกินกบาลไม่รู้ตัว”
     “ว้า...เลยแล้ว งี้ก็ไม่ได้ดูต่อสิ วัยรุ่นเซ็ง” เด็กน้อยบ่นอุบด้วยน้ำเสียงงอนตุบป่อง
     “เอ็งต้องรีบกลับไปซ้อมโขนกะอาจารย์สัญชัยด้วยมิใช่หรือ ยังคิดจะโอ้เอ้อยู่นั่นแหล่ะ”
     เด็กชายแกละออกอาการลิงใช้มือเกาคางและข้างลำตัว พลางร้องบทพากย์โขนอย่างคล่องแคล่ว
     “บัดนั้นคำแหงหนุมานชาญสมร…”
     มรรคทายกเกิดละมือจากเกียร์ขึ้นมาปิดปากหลานชายด้วยความรำคาญ
     “เออ ข้ารู้แล้วว่าเอ็งเก่ง พอเลยร้องในรถอย่านี้มันหนวกหู ข้าไม่เอากับเองด้วยหรอก”
     “ลุงเกิดนี่อีกคนโน่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่ได้ สมกับเป็นศิษย์โปรดก้นกุฏิของหลวงลุงจริงๆ”
     “เอาอีกแล้วเอ็งนี่ไม่ยอมจำเลยนะ คอยดูข้าจะกลับไปฟ้องหลวงพ่อให้เอาไม้มะขามนวดเอ็งเสียให้เข็ด”
     เจ้าหนุมานแกละห่อไหล่ยกมือขึ้นไหว้ปลกๆด้วยความเสียวก้น
     “ลุงเกิดฉันขอโทษอย่าฟ้องหลวงลุงเลยนะ เมื่อเช้าตื่นสายโดนไปทีแล้วยังเข็ดก้นไม่หายเลย”
     จอร์จเผลอตัวฟังเสียงสนทนาของลุงหลานคู่นี้จนเพลินรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาบ้างเพราะกระแสลมทะเลที่พัดเข้ามาช่วยขับไล่มวลอากาศที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเนื้อเน่ากับน้ำยาฟอร์มาลินออกไปได้มาก ความรู้สึกอ่อนเพลียเหมือนร่างกายยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ทำให้สติชายหนุ่มเริ่มเลือนรางและม่อยหลับไปโดยไม่ทันได้เปิดกระจกอีกครึ่งบานออกตามที่ตั้งใจจอร์จหลับสนิทและเข้าสู่ภวังค์แห่งความฝันในห้วงนิทรารมณ์อีกครั้งหนึ่ง
     ณ ตอนนี้เขาเหมือนกับฟองอากาศที่ลอยคว้างอยู่กลางบรรยากาศสีเทาทึบทึมมีกลุ่มควันจางๆ ลอยจากเบื้องล่างขึ้นมากระทบตัวและหลุดเลยผ่านขึ้นไปสู่เบื้องบนตลอดเวลา ฆานประสาทของชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นของควันไฟและกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพที่ปะปนมาในสายหมอก ร่างที่ลอยคว้างอยู่ในตอนแรกเริ่มจมดิ่งลงไปในกระแสหมอกที่หนาขึ้นเรื่อยๆเป็นลำดับสู่ต้นตอของกลิ่นและควันเหล่านั้นจวบจนสติของเขาเหมือนถูกดูดให้ไหลวูบตกลงไปข้างล่างอย่างฉับพลัน
     เมื่อสติของจอร์จกลับคืนมาอีกครั้งเขาพบว่าตนเองกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นดินและกำลังสูดกลิ่นควันไฟไปด้วยพร้อมๆกัน เมื่อเขามองสำรวจสภาพรอบตัวจึงรู้ว่าตนกำลังนอนอยู่ในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งที่มีกองไฟจากการไหม้ซากกระต๊อบไม้ไผ่อยู่เป็นจุดๆ บ้านทุกหลังในหมู่บ้านถูกเผาทำลายจนหมดสภาพ ร่างของผู้คนที่นอนจมกองเลือดมีกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นดินแถบทุกตารางนิ้วและเริ่มส่งกลิ่นเหม็นโชยมาตามสายลมที่พัดเข้ามาหาตัวของเขา จอร์จพยายามพยุงร่างตนเองขึ้นนั่งแต่พบว่ามีอะไรบางอย่างหนักๆกดทับเอาไว้ เขาหมุนตัวหงายหน้าขึ้นมาและผลักร่างที่เยียบเย็นนั้นออกไปด้วยกำลังที่มีเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ร่างนั้นหงายหลังพ้นจากตัวเขาไปได้ก็นอนเคียงอยู่ด้านข้างส่งกลิ่งคาวเลือดที่เจือด้วยกลิ่นซากศพปะทะเข้าจมูกอย่างรุนแรง ความรู้สึกเจ็บแปลบที่สีข้างทำให้เขาต้องเอามือซ้ายกุมปากแผลที่มีเลือดแห้งกลังเอาไว้ สติของจอร์จกระตุ้นเตือนให้ตัวเองลุกขึ้นนั่งจึงได้เห็นภาพของหมู่บ้านที่พังพินาศย่อยยับปรากฏอยู่เต็มสองตา
     เขาประคองตัวขึ้นยืนอย่างยากลำบากและมองไปยังซากศพที่นอนจมกองเลือดทีละร่างเพื่อสำรวจดูซิว่ามีใครบ้างไหมที่รอดตายเช่นเดียวกันกับเขาแต่ก็ปราศจากคนที่ขยับเขยื้อนเนื้อตัวให้เห็นเลยจนสายตาเหลียวกลับมาหยุดอยู่บนร่างไร้วิญญาณที่นอนอยู่ข้างตัว ทันทีที่เขาเห็นใบหน้าของหญิงสาวผู้นี้จอร์จก็จำแม่ของตัวเองได้ในวินาทีนั้นและจำได้แล้วว่าทำไมเธอถึงมีสภาพเช่นนี้
     เหตุการณ์ในวันนั้นหวนคืนกลับมาในความทรงจำของเขาราวกับภาพยนตร์ที่ถูกฉายซ้ำอย่างรวดเร็ว เขาจำได้แล้วว่าเห็นแม่ของตนที่กระโดดลงมาจากรถบรรทุกเป็นคนแรกวิ่งเข้ามาสวมกอดเขาเอาไว้ได้ก่อนที่คมกระสุนจะวิ่งเข้ามาปลิดชีวิตของเธอ กระสุนนัดนั้นยังทะลุผ่านร่างของแม่ออกมาแฉลบถูกสีข้างของเขาด้วย เขาเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมแม่จึงวิ่งเข้ามาหาเขาในตอนนั้นเพราะเธอตั้งใจจะเอาตัวเองเข้ามาบังกระสุนสังหารนั้นนั่นเอง จอร์จคุกเข่าลงร่ำไห้ข้างศพของแม่ราวกับเด็กตัวเล็กๆก็ไม่ปาน เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้จวบจนกระทั้งมีมือที่หนาและหยาบกระด้างมาแตะที่หัวไหล่
     “ไอ้หนูเป็นอย่างไรบ้าง”
     จอร์จเงยหน้าขึ้นมองร่างของทหารสวมงอบผู้นั้นด้วยดวงตาที่แดงก่ำและร้อนผ่าว เาพยายามข่มน้ำตาให้หยุดไหลจนเหลือแค่เพียงเสียงสะอึกสะอื้นอย่างกับลูกนกตัวเล็กๆ
     “นี่แม่ของเอ็งหรือ”
     ทหารเวียดกงอีกคนเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จอร์จพยักหน้าที่เปื้อนเปรอะไปด้วยคราบน้ำตาแทนคำตอบและก้มหน้าลงล่ำไห้ต่อด้วยความหมดอาลัยตายอยาก สองมือที่หยาบกร้านได้ช้อนร่างของจอร์จให้ลุกขึ้นยืนอย่างง่ายดายเพราะตัวของเขาเล็กเท่าครึ่งเดียวของทหารคนนี้เท่านั้น จอร์จเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขาแทนคำถาม
     “ไปกับข้าเถอะ แม่เอ็งตายไปแล้ว ขืนเอ็งยังอยู่ที่นี่มีหวังอดตายหรือไม่ก็เป็นบาดทะยักตาย”
     ทหารช่างคนนั้นชี้มือไปที่บาดแผลตรงบริเวณสีข้างของจอร์จและพูดต่อ
     “ไม่ต้องห่วงแม่เอ็ง เดี๋ยวพวกข้าจะช่วยฝังให้เอง”
     จอร์จถูกอุ้มไปนั่งยังก้อนหินก้อนใหญ่ที่ไม่ห่างจากจุดนั้นมากนัก เขากินข้าวห่อใบตองที่ถูกส่งมาให้อย่างหิวโหยและจ้องมองพวกทหารชั่งช่วยกันขุดหลุมขนาดใหญ่เพื่อขนศพคนในหมู่บ้านร่างแล้วร่างเล่ามาโยนลงไปรวมกัน จอร์จได้รับรู้ถึงสาเหตุการฆ่าล้างหมู่บ้านจากบทสนทนาของทหารสองคนนั้นที่ขุดหลุมศพอยู่ใกล้ๆในขณะที่เขากินอาหารอยู่
     “ไอ้ชาติชั่วพวกนี้หาความสุขกับพวกหล่อนไม่พอยังจะมาฆ่าล้างหมู่บ้านอีก”
     “ จุ๊ๆ… เอ็งอย่างเอ็ดไป เดี๋ยวเด็กมันได้ยิน” ทหารคนที่ช่วยเขาปรามเพื่อนก่อนจะพูดต่อ
     “พวกหล่อนเป็นสายข่าวให้กองทัพของพวกเรา ขายทั้งตัวขายทั้งข่าวได้เงินสองทาง”
     “อ้าวมิน่าล่ะ แล้วไอ้พวกนั้นมันรู้ได้ยังไงว่าพวกหล่อนเป็นคนให้ข่าวพวกเรา”
     “มันคงเกิดระแวงขึ้นมาก็อยู่ๆค่ายทหารที่อยู่ห่างออกไปอีกหมู่บ้านหนึ่งโดนกองทัพของพวกเราตีแตกได้อย่างง่ายดายเลยมาปิดปากทิ้งเสียทั้งหมู่บ้านให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป”
     “แล้วไอ้หนูนี่ละเอ็งจะทำยังไงกับมันที่บ้านเอ็งมีลูกมีเมียอยู่แล้วนะ”
     เพื่อนทหารถามชายผู้มีพระคุณของจอร์จด้วยความสงสัย ในขณะที่ช่วยกันขนร่างของคนในหมู่บ้านไปโยนลงหลุมอย่างต่อเนื่อง
     “ก็ไม่เห็นเป็นไร ข้าจะเอามันกลับบ้านไปด้วยไอ้เหงี่ยนลูกข้าจะได้มีเพื่อนเล่น”
     “เอ็งแน่ใจนะ ท่าทางมันจะเป็นลูกครึ่งเสียด้วย ดูตามันสิสีขาวอย่างกับน้ำข้าวสุกเลย”
     “เออน่าไม่เป็นไรหรอก เด็กมันยังเล็กอยู่ไม่รู้เรื่องหรอก”
     เขาพูดพร้อมกับใช้จอบที่เตรียมมาโกยดินกลบปากหลุมไปด้วยในเวลาเดียวกัน เมื่อเสร็จงานทั้งหมดแล้วจึงเดินเข้ามาหาจอร์จด้วยสีหน้ายิ้มละไมแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นและพูดด้วยเสียงอ่อนโยนว่า
     “ไอ้หนูเอ็งกลับบ้านไปกับข้า ไปอยู่ด้วยกันกับลูกข้า ลูกข้าชื่อ “เหงี่ยน วัน กว็อก”
     พ่อของวันกว็อกจูงมือของจอร์จให้เดินตามพวกทหารไป เขาหันหลังกลับไปมองหลุมฝังศพรวมของคนทั้งหมู่บ้านตาละห้อย การตายของแม่เป็นความเจ็บปวดที่เด็กตัวเล็กๆอย่างเขาสุดที่จะทนทานได้มันคงจะเป็นความเศร้าที่จะตราตรึงอยู่ในจิตวิญญาณของเขาไปตลอดชั่วชีวิต หัวใจน้อยๆดวงนี้กลัดหนองจนรู้สึกปวดร้าวไปหมดทั้งดวง จอร์จถูกอุ้มขึ้นไปนั่งบนเกวียนเดินทางร่วมกับทหารเวียดกงซึ่งกำลังพาขบวนบ่ายหัวมุ่งกลับค่ายทหารที่อยู่ไกลออกไปยังหุบเขาข้างหน้า
     ในห้วงแห่งความคิดที่ลึกล้ำของจอร์จชื่อของเด็กชาย “เหงี่ยน วัน กว็อก” เป็นชื่อที่เขารู้สึกคุ้นเคยแต่ในความคุ้นชินนั้นมันแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเกลียดชังอย่างน่าประหลาด แปลกตรงที่มันค่อยๆทวีเป็นอารมณ์โกรธแค้นพยาบาทขึ้นในจิตใจของเขาอย่างต่อเนื่องดั่งความร้อนรุ่มของกองไฟที่แผดเผาหัวใจให้มอดไหม้และรามไปกัดกินจิตวิญญาณทั้งหมดของเขาตั้งแต่เมื่อได้ยินชื่อนั้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ความรู้สึกในห้วงลึกที่สุดของจิตใจเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าบางอย่างขึ้นมาอย่างสุดที่จะระงับเขาสั่งตัวเองกลับไปกลับมาเหมือนกำลังถ่องอาขยานซ้ำๆว่า
     “ไอ้วัน กว็อก แกต้องตายด้วยมือของข้าคอยดูๆๆ.....”
     รถกระบะตอนเดียวสีดำเป็นเงาแล่นมาจนกระทั่งถึงทางสามแพร่งบนถนนเพชรเกษมสายหาดใหญ่-ปัตตานี ตรงกลางแยกติดตั้งป้ายจราจรสีเขียวเขียนตัวหนังสือสีขาวบ่งบอกถึงจุดหมายปลายทางที่ต่างกันระบุไว้ด้วยว่าทางหนึ่งเลี้ยวขวาไปยังตัวจังหวัดยะลาส่วนอีกทางเลี้ยวซ้ายไปสู่ อ.หนองจิก จังหวัดปัตตานี รถแล่นชิดขอบทางด้านซ้ายและหักเลี้ยวเพื่อตรงไปสู่จุดหมายปลายทางอีกอึดใจต่อมาก็วิ่งผ่านสนามบินของกองทัพอากาศไปจนถึงซุ้มประตูทางเข้าวัดมุจลินทวาปีวิหาร มรรคทายกเกิดแตะเบรกชะลอความเร็วของรถลงเพื่อเลี้ยวลอดใต้ซุ้มประตูที่มีสัญลักษณ์ธรรมจักรเข้าไปในอาณาเขตวัด เขาตั้งใจขับช้าๆโดยนำรถแล่นไปจอดเทียบที่ด้านข้างศาลาธรรมสังเวชที่1ให้ชิดริมกำแพงมากที่สุดเพื่อที่จะขนถ่ายของลงได้อย่างสะดวก
     บรรยากาศภายในวัดมุจลินฯร่มเย็นสมกับที่เป็นพุทธสถานอันสงบมีต้นไม้นานาพันธุ์ลำต้นสูงเช่นต้นโพธิ์และต้นจิกปลูกอยู่เรียงรายเว้นระยะห่างจากกันพอประมาณอยู่ทั่วไป พระเมรุมาศที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานวัดงามวิจิตรยอดแหลมสีทองอร่ามตาราวกับยอดของปราสาทสวรรค์ในจินตนาการของจิตรกร การก่อสร้างพระเมรุของวัดระดับอารามหลวงชั้นตรีย่อมต้องประณีตและสวยงามมากเป็นธรรมดาเพราะมันเคยใช้เป็นที่พระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ดำ นันทิโย (พระราชพุทธิรังสี) และ หลวงปู่สุข สุมัคโล (พระสิทธิญาณมุนี) พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งเมืองปัตตานี สำหรับคนในพื้นที่ย่อมให้ความสำคัญรองลงมาจากหลวงปู่ทวดวัดช้างไห้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ความร่มรื่นจากเงาไม้ที่แผ่ปลกคลุมอยู่ทั่วบริเวณให้บรรยากาศความสงัดเงียบและแฝงด้วยความรู้สึกสงบเย็นจนน่าประทับใจ รถขนศพมาถึงวัดเลยเวลาที่หลวงลุงของเจ้าแกละกำหนดไว้แค่เพียง 5 นาทีแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้มรรคทายกเกิดรู้สึกหนาวๆร้อนๆจนออกอาการที่สีหน้าให้หลานชายตัวดีจับสังเกตได้
     “เฮอเห็นไหมละไอ้แกละสายไปห้านาทีจนได้”
     “ดีนะที่ลุงไม่จอดรถให้ฉันลงไปดูซากเครื่องบินไม่งั้นก้นฉันเดือดร้อนไปด้วยแน่”
     เด็กชายแกละกุลีกุจอเตรียมตัวลงจากรถไปเปิดท้ายกระบะบังเอิญเหลือบไปเห็นหลวงลุงถือขันน้ำนั่งคอยอยู่ใต้ต้นจิกก็ไม่วายจะออกอาการทะลึ่งหันกลับไปแซวลุงของตนอีกคำรบว่า
     “หลวงลุงเดินมาโน้นแล้ว ลุงเกิดเสร็จแน่”
     “ไปเอ็งรีบลงไปเปิดท้ายเลย เดี๋ยวข้าจะเดินไปตามคนมาช่วยยกโรงศพเข้าศาลา”
     กล่าวจบมรรคทายกเกิดก็จ้ำอ้าวไปตามคนที่ด้านหลังของศาลาการเปรียญโดยเร็วไม่ยอมสนใจกับหลวงลุงของเจ้าแกละที่กำลังเดินถือขันน้ำตรงเข้ามาที่รถ เจ้าตัวดีรีบลงจากรถเดินไปหยุดอยู่ที่ประตูท้ายเปิดมันขึ้นและหงายบานพับกระบะลงด้วยท่าทางทะมัดทะแมงขณะที่มันเอื้อมมือไปกระตุกผ้ายางคลุมโรงศพที่กองอยู่บนพื้นออกทันใดนั้นมือที่ใหญ่และหยาบหนาก็พุ่งเข้ามาบีบลำคอของแกละเอาไว้ เจ้าตัวน้อยรู้สึกตกใจและเจ็บจึงพยายามร้องขอความช่วยเหลือแต่ก็ปราศจากเสียงแม้เพียงน้อยนิดหลุดลอดออกมาจากปากที่อ้าค้างอยู่เลย สติของเจ้าแกละเริ่มเลือนราง ฉับพลันเจ้าทโมนน้อยก็ได้ยินเสียงของหลวงลุงพูดขึ้นว่า
     “เอ้า ตั้งสติหน่อยประสก”
     หลวงลุงของเจ้าแกละพูดพร้อมกับสาดน้ำในขันใส่หน้าของชายหนุ่ม สายน้ำที่ฉ่ำเย็นกระทบกับผิวสัมผัสทั่วใบหน้าของจอร์จจนทำให้เขาได้สติกลับคืนมา ชายหนุ่มปล่อยมือที่บีบอยู่รอบลำคอของเด็กน้อยออกทันทีที่เขารู้สึกตัวเมื่อประสาทสัมผัสทั่วร่างตื่นเต็มที่เขาจึงใช้ฝ่ามือลูบใบหน้าเพื่อขับไล่หยดน้ำออกไปจากดวงตา สายตาที่แจ่มชัดรับภาพของเด็กชายแกละซึ่งกำลังทรุดตัวลงไปนั่งสำลักเอาอากาศเข้าปอดและใช้สองมือโอบรอบคอ เขาหันกลับมามองตามเสียงที่ให้สติตนด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
     “เป็นอย่างไรบ้างละประสก ได้สติกลับคืนมาแล้วหรือยัง”
     จอร์จจ้องมองต้นเสียงนิ่งเหมือนคนที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อใคร่ครวญหาอะไรบางอย่างในภวังค์แห่งความคิดของเขาภาพเหตุการณ์ตั้งแต่ที่ตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนของโรงพยาบาลจัสมิน ฯ เหมือนหนังที่ไหลย้อนกลับมาบอกเขาให้รู้ว่าตนมาอยู่ ณ ที่ตรงนี้ได้อย่างไรโดยใช้เวลาคิดเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของวินาทีเท่านั้น
     เขาถัดตัวเองลงมาจากรถและนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆเด็กชายแกละซึ่งตอนนี้ค่อยยังชั่วขึ้นมากแล้ว จอร์จพิจารณาชายชราผู้มีสมณเพศเป็นบรรพชิตอย่างถี่ถ้วน อายุท่านคงอยู่ในราว 50กว่าๆ สวมจีวรสีเหลืองเก่าคร่ำคร่าแต่สะอาดสะอ้านมีวงหน้าที่อิ่มเอิบยิ้มละไมอยู่ตลอดเวลาจนคนมองรู้สึกผ่อนคลาย ผิวสีทองแดงแต่ไม่ดำคล้ำดูเปล่งปลั่งบอกความสมบูรณ์ของสุขภาพกายที่ดีเยี่ยม เหมือนว่าชายหนุ่มจะตาฝาดไปชั่วเสี้ยวหนึ่งของการกะพริบตา เขาเห็นรังสีรอบตัวของหลวงพ่อรุ่งเป็นสีทองราวกับแสงของดวงจันทร์วันเพ็ญที่สงบเย็น หลวงพ่อรุ่ง(อังสุวัฒโต)มองตอบชายหนุ่มด้วยดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาปราณีแต่สว่างสุกใสราวกับมีดาวประกายพรึกสถิตอยู่ข้างใน ท่านจ้องเขาสลับกับการเฝ้าดูอาการของเด็กน้อยอย่างสงบสำรวมน้ำเสียงที่ไถ่ถามที่มาของชายหนุ่มนุ่มนวลชัดเจนและแฝงไว้ด้วยความมั่นคงน่าฟัง
     “ว่าไงพ่อหนุ่ม เป็นใครมาจากไหนเข้ามาอยู่ท้ายรถกระบะนี่ได้อย่างไรกัน”
     หลวงพ่อรุ่งวางขันเงินลงบนกระบะหลังและสบตากับชายหนุ่มนิ่งอยู่อย่างนั้น เด็กชายแกละที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เอามือลูบลำคอไปมาถามแทรกขึ้นมาด้วยอารมณ์ฉิวว่า
     “พี่มาบีบคอผมทำไม เกือบตายแล้วรู้ไหม ดีนะที่หลวงลุงช่วยไว้ได้ทันไม่งั้นคงแย่แน่ๆ”
     หลวงลุงหันขวับกลับมาจ้องหน้าเด็กชายแกละที่ไม่มีผมแกละทันทีและบ่นด้วยน้ำเสียงเอ็ดว่า
     “เอาอีกแล้วไอ้นี่ เอ็งนี่ไม่มีมารยาทอย่างกับลิงป่าเลยนะ ที่ข้าสอนเอ็งไม่รู้จักจำบ้างเลยหรือไงเจ้าแกละ ผู้ใหญ่เขากำลังคุยกันเอ็งถามสอดขึ้นมาได้อย่างไรฮือ สงสัยต้องเด็ดกิ่งมะขามมากำราบลิงกันมั่งแล้ว”
     เจ้าแกละสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินหลวงลุงพูดถึงกิ่งมะขาม ตั้งแต่เล็กจนโตอยู่กับหลวงลุงมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยเจ้าแกละโดนกิ่งมะขามอยู่เป็นประจำจนขยาดเสียทุกครั้งที่ท่านเอ่ยถึง หน้าสลดพนมมือไหว้หลวงลุงปลกปลกพร้อมกับพูดเสียงเบาๆว่า
     “ขอโทษครับหลวงลุง ผมผิดไปแล้ว….”
     “เออดี รู้จักผิดแล้วขอโทษ ครั้งนี้ข้ายกประโยชน์ให้จำเลย”
     หลวงพ่อรุ่งพูดพร้อมกับดุเจ้าทโมนป่าด้วยสายตาจนเจ้าตัวดีก้มหน้านิ่งไม่กล้าเอ่ยคำใดอีกท่านจึงหันกลับมาสนทนากับชายหนุ่มต่อ
     “พ่อหนุ่มยังไม่ได้ตอบอาตมาเลยว่าเป็นยังไงมายังไงจึงมาอยู่ในนี้”
     จอร์จอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดีจึงได้แต่สารภาพตามความจริงที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อยๆชวนให้เวทนา
     “ผมไม่ทราบว่าตัวเองเป็นใครครับหลวงพ่อ”
     “อ้าว อย่างนี้ก็ความจำเสื่อมนะสิเรา แล้วเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลจัสมินฯเขาใช่ไหม ใส่ชุดของเขาอยู่นิ”
     “ครับ ผมตื่นขึ้นมาที่ห้องพักในโรงพยาบาลจำอะไรไม่ได้เลย สมบัติติดตัวซักชิ้นก็ไม่มีครับ”
     “หนีเขามาหรือเปล่า ไม่มีเงินจ่ายเขาหรือยังไร”
     จอร์จอึกอักในลำคอไม่กล้าเผยความจริงว่าตนตกเป็นผู้ต้องสงสัยพัวพันกับการก่อการร้ายและเหตุการณ์เครื่องบินตกจนต้องหนีมาจึงได้แต่ก้มหน้านิ่งพูดอะไรไม่ออก หลวงลุงของเจ้าลิงป่าเห็นชายหนุ่มอึดอัดไม่กล้าตอบว่ากระไรจึงพูดตัดบท
     “เอาเถอะ ไม่เป็นไรพักอยู่ที่วัดนี่ไปก่อนก็ได้ คิดอะไรออกแล้วค่อยว่ากันใหม่ เอาแบบนี้ดีไหม”
     เมื่อชายหนุ่มได้ยินคำกล่าวของหลวงพ่อรุ่งเกิดความรู้สึกตื้นตันใจไม่รู้จะแสดงออกอย่างไรจึงเลียนท่าทางของเจ้าแกละยกมือขึ้นไหว้ปลกปลก ขณะนั้นมรรคทายกเกิดเดินมาจากศาลาการเปรียญพร้อมกับสัปเหร่อและลูกศิษย์วัดอีกหลายคน เมื่อมาถึงท้ายรถที่หลวงพ่อรุ่งยืนสนทนากับจอร์จและเจ้าแกละก็รู้สึกแปลกใจเนื่องจากไม่คุ้นหน้าชายหนุ่มที่อยู่ในชุดคนไข้และไม่รู้ด้วยว่าเขามาจากไหนจึงหยุดยืนนิ่งอยู่ข้างหน้าหลวงลุงของเจ้าแกละจนท่านหันมาสั่งความว่า
     “ตาเกิดประสกคนนี้จะมาอาศัยอยู่ที่วัดกับเราซักช่วงเวลาหนึ่งเป็นธุระให้อาตมาหน่อยนะ ช่วยหาเสื้อผ้าให้เขาเปลี่ยนที”
     “ครับหลวงพ่อแต่จะให้นอนที่ไหนครับ”
     “นอนกับเจ้าแกละที่ก้นกุฏิอาตมานั่นแหละ” หลวงลุงของเจ้าทโมนป่าแกล้งหันไปถามเจ้าของห้องเพื่อขอความเห็น“ว่าไง เจ้าแกละให้พี่เขานอนด้วยได้ไหม”
     “ไม่ได้ ถ้าไม่ขอโทษผมก่อน” เจ้าแกละสะบัดหน้าพูดทำเป็นเล่นตัวด้วยยังรู้สึกฉิวไม่หาย
     “พี่ขอโทษนะแกละ ให้พี่นอนด้วยคนเถอะนะ พี่ไม่มีที่ไปจริงๆ” จอร์จเอื้อมมือไปจับแขนเจ้าตัวดีขอโทษเจ้าแกละด้วยความรู้สึกสำนึกผิดอย่างจริงใจที่ตนทำรุนแรงกับเด็กด้วยความขาดสติ เขาเกิดความเอ็นดูเจ้าทโมนน้อยเหมือนน้องในไส้ขึ้นมาเสียเฉยๆ
     “เรียกลูกพี่แกละก่อนแล้วจะยกโทษให้” เจ้าแกละได้ทีขี่แพะไล่ได้ใจหน้าบานขึ้นมาทันทีจนหลวงลุงหมั่นไส้ ท่านทำทีเป็นสอดสายสายตามองหาต้นมะขามและเอ่ยปรามขึ้นว่า
     “ลูกพี่แกละรับไม้มะขามจากต้นซักเพรียะก่อนดีไหมจ๊ะจะได้เลิกวางอำนาจบาตรใหญ่”
     เจ้าทโมนป่าห่อไหล่ทำหน้ายู่พร้อมกับโบกมือทั้งสองข้างไปมาก่อนจะยกมือไหว้และพูดตัดบท “ไม่รับละครับหลวงลุง ผมไปเตรียมห้องให้พี่เขาก่อนละกัน ไปละครับหลวงลุง” เอ่ยคำจบก็ผุดลุกขึ้นยืนวิ่งอ้าวกลับไปที่กุฏิของหลวงพ่อรุ่งอย่างรวดเร็วราวกับลูกหมาโดนน้ำร้อนลวก
     จอร์จมองตามหลังเด็กชายแกละไปจนหายเข้ากุฏิสองชั้นที่อยู่ห่างไปประมาณ10เมตรซึ่งตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือของเมรุเผาศพ หลวงพ่อรุ่งหันกลับมาสั่งความกับตาเกิดต่ออีกว่า
     “ตาเกิดหาข้าวหาปลาให้เขากินด้วยนะดูท่าจะหิวมา อาตมาจะไปแจ้งให้ท่านเจ้าอาวาสทราบซักหน่อย”
     “ครับหลวงพ่อ”
     หลวงลุงของเจ้าแกละเดินถือขันเงินจากไปทางกุฏิของท่านเจ้าอาวาสโดยทิ้งให้ชายหนุ่มเป็นธุระของมรรคทายกเกิดแต่เพียงลำพัง ตาเกิดสั่งความเด็กวัดให้ช่วยกันขนโรงศพลงมาจากท้ายรถเพื่อนำไปวางไว้บนแท่นประกอบพิธีฌาปนกิจจอร์จกุลีกุจอตรงเข้าช่วยตาเกิดยกหีบศพลงจากรถเข้าไปวางในศาลาอีกแรงหนึ่ง มรรคทายกเกิดหลังจากคุมเด็กวัดกับจอร์จจัดการตั้งโรงศพและประดับประดาอุปกรณ์ประกอบพิธีสวดศพต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินนำทุกคนไปยังโรงครัวเพื่อกินอาหารเที่ยงร่วมกัน มรรคทายกเฒ่าพาจอร์จแยกไปนั่งทานข้าวเพียงลำพัง2คนที่โต๊ะตัวหนึ่งพอเจ้าทโมนแกละมาถึงก็คว้าจานสังกะสีกับช้อนแกงมาเป็นอาวุธคู่กายเดินไปตักข้าวใส่จนพูนจานและถือมันเข้ามานั่งตรงกันข้ามกับตาเกิดติดกับชายหนุ่มอย่างสบายใจ
     “ไอ้แกละ ตักข้าวมากอย่างนั้นกินหมดหรือ”
     “หมดสิลุง เด็กกำลังโต ลุงส่งจานไข่เจียวมาให้ฉันทีสิ”
     จอร์จยิ้มและเอื้อมไปหยิบจานไข่เจียวที่อยู่ด้านมรรคทายกเกิดให้เด็กน้อยด้วยความรู้สึกเอ็นดูเพราะหวังตีสนิทเพื่อนร่วมห้องนอนเอาไว้ก่อน“เอานี่ลูกพี่แกละผมหยิบให้เอง”
     “พ่อหนุ่มอย่าไปเออออห่อหมกกับมันเลย ไม่ต้องไปเอาใจมันนักหรอก เดี๋ยวลิงจะเหลิง”
     “ใช่พี่…ฉันล้อเล่นนะไม่ต้องเรียกลูกพี่แกละก็ได้ เรียกแกละเฉยๆก็พอ” แกละพูดไปตักข้าวใส่ปากเคี้ยวไปด้วยจนแก้มป่องเหมือนแกล้มลิงที่กำลังกินกล้วยดูน่าขบขัน
     “พ่อหนุ่ม เอ็งความจำเสื่อมจริงๆหรือ” ตาเกิดเคี้ยวข้าวหมดคำและเอ่ยถามขึ้นบ้างก่อนที่จะส่งข้าวคำต่อไปเข้าปาก
     “จริงครับลุง ผมจำได้แต่ชื่อของตัวเองแต่จำอย่างอื่นไม่ได้เลย” จอร์จทำเช่นเดียวกับตาเกิดคือเคี้ยวข้าวจนหมดคำและเอ่ยตอบ
     “เอาอังไอ่อู้อัก...ชื่อพี่เลย ผมชื่อ “กฤษฎา ปาลิไลยก์” พี่ล่ะชื่ออะไร”
     “พี่ชื่อจอร์จ จำได้แค่นี้นอกจากนั้นนึกอะไรไม่ออกจริงๆ”
     “พี่มาจากไหน” ลิงทโมนเคี้ยวข้าวไปพลางพูดไปพลางเสียงอู้อี้ฟังเกือบไม่รู้เรื่อง
     “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
     “เอ แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรต่อไปละพ่อหนุ่ม” ลุงเกิดตักน้ำแกงจืดตำลึงขึ้นซดขณะที่เอ่ยถาม จอร์จมีสีหน้าสลดลงทันทีวางมือที่กำลังจะตักแกงไก่เข้าปากแล้วตอบคำ
     “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันลุงรู้แค่ว่าทุกครั้งที่ผมนอนหลับผมจะต้องฝันถึงเรื่องในอดีต…”จอร์จหยุดถอนใจและเล่าต่อ “แต่ผมไม่รู้ว่าที่ฝันนั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่เรื่องในความฝัน ผมไม่ค่อยแน่ใจกับมันซักเท่าไหร่นัก”
     “ไม่เป็นไรพี่จอร์จ เดี๋ยวคืนนี้เราขึ้นไปถามหลวงลุงด้วยกัน หลวงลุงรู้ทุกอย่างแหล่ะแต่ไม่ค่อยยอมบอก”
     “เอ็งอย่าพาพี่เขาขึ้นไปกวนหลวงพ่อเวลาคุยกับแขกนะ หมอพิเภกกับอาจารย์สัญชัยเขานัดว่าจะมาหาหลวงพ่อคืนนี้ไม่ใช่หรือ”
     “เปล่ากวนซะหน่อย เมื่อกี้หลวงลุงสั่งมาเองว่าให้พาพี่เขาขึ้นไปรอหมอพิเภก”
     “เอ๊ะ ทำไมท่านสั่งอย่างนั้นละไอ้แกละ”
     “หลวงลุงบอกว่าหมอพิเภกเป็นอะไรน้า…” เด็กชายแกละเอานิ้วชี้เคาะขมับทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทำตาพองเมื่อคิดออก “อ๋อหมอพิเภกเป็นจิตแพทย์นะ หลวงลุงจะได้ขอให้เขาช่วยตรวจดูอาการของพี่จอร์จด้วย”
     “จริงหรือแกละ” จอร์จถามด้วยความตื่นเต้นยินดีเกิดความหวังในใจว่าหมอผู้เป็นแขกของหลวงพ่อรุ่งจะช่วยตนได้
     “จริงสิ หลวงลุงบอกแกละอย่างนี้จริง ๆ”
     “พ่อหนุ่มไม่ต้องกังวลแล้วหลวงพ่อออกปากมาอย่างนี้สบายใจได้ ลองท่านลงมือช่วยเหลือใครลุงเห็นช่วยได้ทุกราย”
     มรรคนายกเกิดรวบช้อนส้อมของตนเมื่ออิ่มข้าวและยกแก้วน้ำขึ้นดื่มจนหมดก่อนที่จะเอ่ยคำกับหลานชายแท้ๆของตนว่า“เจ้าแกละอาจารย์สัญชัยนัดให้ไปซ้อมโขนไม่ใช่หรือ”
     ตาเกิดเตือนหลานชายด้วยเกรงว่าจะลืมนัดขณะเดียวกันนั้นก็หวนกลับไปคิดถึงอาจารย์สอนวิชานาฏศิลป์ประจำมหาวิทยาลัยประจำจังหวัดปัตตานี ท่านผู้นี้รู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับหลวงพ่อรุ่งและมักจะมาเยี่ยมเยียนสนทนาธรรมด้วยบ่อยๆจนเกิดถูกชะตากับเจ้าทโมนป่าหลานชายของตน อาจารย์โขนจึงขออนุญาตหลวงพ่อรุ่งเอาเจ้าแกละไปฝึกโขนโดยให้เล่นบทเด่นเป็นทหารเอกของพระรามซึ่งก็คือบทของหนุมาน ตาเกิดแน่ใจว่าเหตุผลที่ อ.สัญชัยเลือกบทนี้ให้เจ้าแกละต้องเป็นเพราะอุปนิสัยของหลานชายตัวดีที่ซุกซนยังกับลิงเป็นแน่ ตนเองก็เห็นดีเห็นงามด้วยเพราะคิดว่าหลานชายจะได้มีวิชาติดตัวไว้หากินยามเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
     “รู้แล้วน่าลุง อาจารย์สัญชัยนัดบ่ายโมงครึ่ง นั่งรถป๊อกป๊อก(รถสองแถวคันเล็ก)ไปแป๊บเดียว แค่นี้ทันถมเถไป”
     เจ้าทโมนน้อยรวบช้อนส้อมของตนมั่งเมื่อข้าวหมดจาน เอื้อมมือไปหยิบจานของลุงเกิดมาซ้อนบนจานของตนเพื่อที่จะเอาไปล้างให้เช่นทุกครั้ง จอร์จเองก็กินเสร็จพอดีหมายใจว่าจะไปช่วยเจ้าแกละล้างจานชามพวกนี้ด้วยแต่มรรคนายกเกิดชิงพูดขึ้นก่อนว่า
     “เจ้าแกละ เอ็งพาพี่จอร์จไปเป็นเพื่อนด้วยสิ อยู่วัดก็ไม่มีอะไรทำเดี๋ยวจะเบื่อซะเปล่า ๆ”
     “ฉันไม่เบื่อหรอกลุง ให้ฉันไปช่วยลุงทำงานดีกว่านะ ไม่อยากออกไปไหนเดี๋ยวหลงขึ้นมาจะแย่”
     “ข้าไม่มีงานอะไรแล้ว คืนนี้มีแค่งานเดียวที่ศาลา 1 นั่นแหละ กำลังคิดว่าจะไปนอนพักอยู่พอดี” มรรคทายกเกิดเอามือปิดปากหาวแล้วพูดต่อ “ความจริงข้าขี้เกียจไปส่งมัน เอ็งช่วยไปเป็นเพื่อนไอ้แกละมันหน่อยก็แล้วกันนะ ถือซะว่าข้าวานก็แล้วกัน”
     “ลุงเกิดคงเบื่อที่จะไปนั่งเฝ้าผมนะพี่จอร์จ เพราะผมซ้อนโขนนานตั้งสี่ชั่วโมง แกต้องไปนั่งหลับรอผมอยู่เป็นประจำแหล่ะ”
     ชายหนุ่มทำท่าใคร่ครวญอยู่ครู่เดียวก่อนจะพยักหน้ารับพร้อมกับพูดว่า
     “งั้นพี่ไปเป็นเพื่อนก็ได้แต่ต้องไปบอกหลวงพ่อก่อนนะและให้พี่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย”
     “ได้เลยพี่จอร์จดีเหมือนกันผมก็เบื่อที่จะไปกับลุงเกิดแล้วเหมือนกันจะกินขนมหรือแวะกินข้าวที่ตลาดในเมืองนิดหน่อยก็ไม่ยอม พี่ไปช่วยผมล้างจานก่อนแล้วเราค่อยไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน”
     เจ้าทโมนวัดเดินนำชายหนุ่มไปที่หลังโรงครัวและช่วยกันล้างถ้วยชามเพียงครู่เดียวก็แล้วเสร็จ จอร์จถือเสื้อยืดคอกลมกางเกงลายพรางและรองเท้าแตะที่ได้รับจากมรรคนายกเกิดเดินตามหลังเด็กชายแกละตรงไปยังใต้ถุนกุฏิ เขาหัวใจพองโตเมื่อคิดถึงความมีน้ำใจของผู้คนเหล่านี้ตระหนักรู้ได้ว่าตนมีที่พึ่งพิงทางกายแล้วถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาชั่วคราวก็ตาม



Create Date : 03 พฤษภาคม 2554
Last Update : 14 กันยายน 2554 11:41:35 น. 0 comments
Counter : 363 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wayoodeb
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 
      
Friends' blogs
[Add wayoodeb's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.