Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2554
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
3 พฤษภาคม 2554
 
All Blogs
 
องค์ที่๔(๑): สติ

องค์ที่๔: สติ
     ก่อนหน้านี้หนึ่งชั่วโมงครึ่ง ณ ชานชาลาที่10 ภายในสถานีรถไฟ “ชุมทางหาดใหญ่”บรรยากาศยามเช้ายังสับสนวุ่นวายเหมือนเช่นทุกวัน เสียงนกกระจิบส่งสำเนียงประชันกับเสียงผู้คนจำนวนหลายร้อยชีวิตที่ชานชาลา พ่อค้าแม่ค้าประจำสถานียืนคอยการมาถึงของขบวนรถไฟอย่างใจจดใจจ่อปะปนอยู่กับผู้โดยสารที่เดินขวักไขว่ไปมา รถไฟสายกรุงเทพฯ-สุไหงโกลก ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 37 ตามกำหนดการในตารางเดินรถสายใต้มันสมควรจะจอดเทียบอยู่ในชานชาลาที่ 10 ของชุมทางหาดใหญ่ตั้งแต่ 20 นาทีก่อนหน้านี้แต่จนแล้วจนรอดมันก็ยังไม่มาเสียทีถึงกระนั้นก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใช้บริการคนใดแสดงท่าทางกระวนกระวายใจให้เห็นนอกไปจากชาวต่างประเทศสวมชุดสูทสองคน พวกเขาออกอาการกระสับกระส่ายจนคนที่อยู่ใกล้ๆยังรู้สึกแปลกใจเหมือนว่าพวกเขากำลังรอใครซักคนที่กำลังมาถึงพร้อมกับขบวนรถไฟคันดังกล่าว หนึ่งในนั้นยกนาฬิกาข้อมือดิจิตอลสีดำขึ้นดูเวลาและชะเง้อมองไปยังรางรถไฟเป็นระยะทั้งคู่ท่าทางหัวเสียและสนทนากันเองไปมาด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันอยู่ตลอดเวลา
     “แมค ทำไมรถไฟยังมาไม่ถึงอีกว่ะ”
     คนพูดมีผมสีทองผิวสีขาวช่วงขายาวเก้งก้างตัดผมสั้นเกรียนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาอีกครั้งด้วยความร้อนใจ เขาเพ่งมองไปยังรางรถไฟสุดสายตาก่อนที่จะหันกลับมาถามเพื่อนด้วยความหงุดหงิด
     “นายดูตารางเวลาผิดหรือเปล่า”
     เพื่อนของเขาซึ่งมีรูปร่างสันทัดกว่ากันนิดหน่อยแต่มีผิวสีดำเป็นมันเงาราวกับยางรถยนต์คลี่แผ่นพับตารางเวลาเดินรถออกมาตรวจเช็คเวลาเพียงชั่วอึดใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาพร้อมกับชี้นิ้วไปยังหมายกำหนดการของขบวนรถด่วนพิเศษที่ 37 ให้เพื่อนของเขาดูบ้าง
     “เจมส์นายไม่เชื่อก็ดูเอาเองสิ”
     “หรือว่าจะมีอุบัติเหตุระหว่างทาง”
     แมคแบะมือทั้งสองข้างออกพร้อมกับเหลือกตาขึ้นด้านบนในขณะที่เจมส์ส่ายหน้าและเดินกลับไปกลับมาอีกครั้งแสดงออกถึงความวิตกกังวลที่มีอยู่ในใจอย่างล้นเหลือ เจ้าหน้าที่ผมทองพยายามมองหานาฬิกาเรือนใหญ่ซึ่งแขวนติดอยู่บนเพดานเพื่อเทียบดูเวลากับเรือนที่ข้อมือของตนพลางถอนหายใจระบายความอึดอัดต่อการมาถึงล่าช้าเกินกว่ากำหนดของขบวนรถไฟอย่างรู้ชะตากรรม
     “ฉันไม่อยากคิดถึงหน้าของผู้กองเลยยิ่งเป็นคนเกลียดเรื่องทำนองนี้อยู่ด้วย”
     เจ้าหน้าที่แมคแบะปากทำหน้าย่นเพราะเข้าใจในสิ่งที่เพื่อนบ่น เขาเองก็ไม่ต่างกันนักเมื่อต้องนึกถึงสีหน้าของผู้กองเซอบีรุสหัวหน้าทีมของพวกตน การเพิกเฉยต่อขอบเขตของเวลาเช่นนี้เคยทำให้เขาทั้งคู่เผชิญกับมหันตโทษมาแล้วด้วยน้ำมือของบุคคลผู้นี้ ผู้กอง “เมอร์ด๊อก แบร็ควิงส์” ภาพครูฝึกจอมเฮี้ยบจริงจังทุกรายละเอียดและเถรตรงต่อเวลายังกับนาฬิกาปลุกยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของแมคมาตั้งแต่เขาจบมาจากโรงเรียนนายร้อยนานนับสิบปี
     “แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งผู้กองเซอบีรุสคงกำลังหัวเสียอยู่บนรถไฟแหงๆ”
     เจ้าหน้าที่พิเศษจากหน่วยซีไอเอ(CIA)ผิวสีหมึกจินตนาการถึงใบหน้าที่บูดเบี้ยวด้วยอารมณ์โกรธของหัวหน้าครูฝึกกลายสภาพจากหน้าคนไปเป็นใบหน้าของสุนัขจิ้งจอกสามหัวตัวสีดำใหญ่ยักษ์กำลังแสยะเขี้ยวขู่คำรามใส่เขาด้วยความฉุนเฉียวและคิดในใจว่า“ชั่งน่ากลัวสมกับที่ได้รับสมญานามว่าเซอบีรุส (หมาสามหัวผู้เผ้าประตูนรก) จริงๆ”
     เสียงสัญญาณจากลำโพงขยายเสียงของสถานีช่วยดึงความสนใจของเจ้าหน้าที่ทั้งสองให้หันไปฟังพร้อมกัน
     “ขณะนี้ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 37 กรุงเทพฯ-สุไหงโกลก กำลังจะเข้าเทียบในชานชาลาที่ 10 ขอความกรุณาจากท่านผู้โดยสารโปรดออกห่างจากเส้นขอบของชานชาลาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ”
     “นั่งไง มาโน้นแล้ว แมคตู้โดยสารของผู้กองอยู่ทางหัวรถ เรารีบไปรอกันเถอะ”
     เจ้าหน้าที่ทั้งสองเดินอย่างรีบเร่งจากประตูทางเข้าผ่านอุโมงค์รอดใต้ชานชาลาตรงไปยังปลายสุดที่หัวรถจักรกำลังแล่นเข้ามาเทียบกับเส้นขอบของชานชาลาที่สิบ เสียงห้ามล้อรถไฟดังแสบแก้วหูอึดใจต่อมาเมื่อตัวรถหยุดสนิทจึงปรากฏภาพของผู้โดยสารที่แย่งกันลงจากโบกี้ต่างๆของรถไฟอย่างอลหม่าน เสียงผู้ใช้บริการประสมกับเสียงของนักธุรกิจริมทางรถไฟตะเบ็งแข่งกันเซ็งแซ่แปรสภาพชุมทางหาดใหญ่ให้กลายเป็นตลาดสดไปในพริบตา
     เมื่อเจ้าหน้าที่ซีไอเอทั้งสองเดินมาจนถึงท้ายโบกี้ที่สองนับจากหัวรถจักรชายฉกรรจ์วัยสี่สิบปลายๆผู้หนึ่งก็ก้าวลงมาจากรถไฟเป็นคนสุดท้ายและหยุดยืนคอยคนทั้งคู่อยู่กับที่ เจ้าหน้าที่แมคและเจมส์ผวาเข้าไปหาเขาด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับไก่ต้มโดยที่สายตาพวกเขามองจับไปที่ผู้กองเซอมีรุสเป็นตาเดียว หัวหน้าครูฝึกที่พวกเขารู้จักบัดนี้ปรากฏร่องรอยความเสื่อมของสังขารตามกาลเวลาผิดไปจากความทรงจำเล็กน้อยผมสีน้ำตาลเข้มตัดรองทรงสูงซึ้งเคยเห็นจนเจนตาถูกแซมด้วยผมหงอกขาวประปราย ผิวสีทองแดงก็กร้านแดดมากยิ่งขึ้นไปกว่าเก่าอย่างเห็นได้ชัด ยังคงมีแต่ใบหน้าที่หล่อเหลาไม่แพ้พระเอกหนังฮอลลีวู๊ดเท่านั้นที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงแต่ปรากฏริ้วรอยแห่งวัยชราขึ้นมาทักทายบ้างเล็กน้อยจมูกโด่งเป็นสันและดวงตาสีดำเข้มภายใต้ขนคิ้วดกหนายังคงบ่งบอกถึงความเข้มแข็งจริงจังของเขา
     ทั้งสองคนรู้ดีว่าอารมณ์ของหัวหน้าทีมกำลังเดือดปุดๆเพราะสังเกตเห็นริมฝีปากขบเม้มที่ซ่อนอารมณ์ฉุนเฉียวเปลี่ยนมาเป็นฉีกยิ้มทักทายพวกเขา รูปร่างสูงแต่ไม่ใหญ่ของผู้กองเซอบีรุส ซ่อนมัดกล้ามอันแข็งแกร่งไว้ภายใต้ชุดสูทอย่างดีสีกรมท่า กระเป๋าหนังเจมส์บอนใบย่อมๆถูกส่งให้เจ้าหน้าที่แมคด้วยอาการสงบท่าทีแต่ประโยคที่เอ่ยทักลูกทีมทั้งสองคนกับกลายเป็นคำถามที่แฝงด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็งไหม้ไฟ
     “ว่าไงใครเป็นคนจัดการเดินทางมาที่นี่ด้วยรถไฟให้...” ผู้กองเซอบีรุสจ้องเขม็งไปที่ลูกทีมก่อนจะสบถออกมาเบา ๆ เพียงให้ได้ยินกันแค่สามคนว่า“...ให้ตายเถอะจีซัสมันแย่จริงๆวะ”
     “ขอโทษครับผม”
     เจมส์ยืดอกยันตัวตรงตบเท้าเงยหน้าที่ก้มอยู่ขึ้นมาสบตาเพื่อตอบรับแต่ไม่ได้แสดงออกด้วยท่าทางอย่างอื่นเนื่องจากการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้เป็นความลับสุดยอดของซีไอเอและรัฐบาลกลาง พวกเขาจึงไม่ต้องการให้ข่าวแพร่งพรายออกไปเพราะว่าแม้แต่คนในสังกัดก็ไม่สามารถเชื่อใจใครได้ หน้าที่เดิมของผู้กองเซบีรุสคือครูฝึกของหน่วยเดลต้าฟอร์ซที่ซีไอเอขอความร่วมมือจากกองทัพบกสหรัฐฯต้นสังกัดเพื่อยืมตัวมาทำภารกิจพิเศษเนื่องจากเขามีประสบการณ์ในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำอย่างโชกโชนและที่สำคัญเขาเคยได้รับเหรียญกล้าหาญจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเข้ามาทำงานในสมรภูมิแห่งนี้ด้วย เหตุผลทั้งหมดจึงเป็นเหมือนโฟกัสที่ทำให้คณะกรรมการเลือกเขาด้วยเสียงเอกฉันท์ให้มาเป็นหัวหน้าทีมเฉพาะกิจ
     “ท่านสุภาพบุรุษนำผมไปที่รถได้แล้ว”
     ผู้กองจากหน่วยรบพิเศษเอ่ยคำเตือนลูกทีมด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายอารมณ์ลงแล้ว เจมส์เดินนำทุกคนออกทางประตูด้านข้างของสถานีเพื่อตรงไปขึ้นรถเก๋งซีดานสีบรอนด์ทองยี่ห้อฟอร์ดที่จอดรอท่าอยู่ก่อนแล้ว นาฬิกาดิจิตอลที่คลอนโซลหน้าระบุเวลา 8.40 น. ผู้กองเซอบีรุสชำเลืองมองด้วยหางตาที่เข้มขึงก่อนที่จะถามลูกทีมทั้งสองด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า
     “กำหนดการของเรามีอย่างไรบ้าง”
     เจ้าหน้าที่เจมส์หันหน้ากลับมาตอบคำด้วยสีหน้าหวาด ๆ
     “กำหนดการเดิมเราจะรับผู้กองขึ้นรถเวลา8.00น.ออกเดินทางจากที่นี่ไปถึงโรงพยาบาลจัสมินฯเวลา 8.30 น.และ...”เจ้าหน้าที่หนุ่มหยุดพูดใช้หลังมือปาดเหงื่อที่หน้าผากเม็ดเป้งออกแล้วพูดต่อ “...รับตัวเป้าหมายจาก ร.พ. เวลา 9.00 น. พาไปขึ้นเครื่องบินเช่าที่เตรียมไว้ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทันทีครับผม”
     ผู้กองเซบีรุสขมวดคิ้วเข้าหากันจนหน้าตึงจ้องหน้าลูกทีมของเขาอยู่ครู่หนึ่งเป็นเชิงตำหนิและคิดใคร่ครวญอยู่อีกอึดใจเดียวก่อนที่จะออกคำสั่งว่า
     “แมคไปที่ ร.พ. จัสมินฯให้ทันภายใน 20 นาที เราได้เวลาทำงานกันแล้ว ออกรถได้”
     ผู้กองเมอร์ด๊อกออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดจนลูกทีมเผลอขานรับออกมาพร้อมกัน
     “ครับผม”
     รถเก๋งฟอร์ดโฟกัสแล่นออกจากที่จอดรถของสถานีรถไฟบ่ายหัวตรงดิ่งไปยังสี่แยกคอหงส์และเลี้ยวขวาที่แยกได้ทันก่อนที่ไฟจราจรจะเป็นสีแดง รถแล่นด้วยความเร็วเต็มกำลังไปตามถนนที่ตัดออกสู่ชานเมืองหาดใหญ่เพื่อมุ่งตรงไปยัง ร.พ.จัสมินฯ ภายในรถระหว่างทางที่ไปไม่มีเสียงสนทนาผลุดออกมาจากปากของทุกคนเลยทำให้บรรยากาศภายในเขม็งเกร็งเหมือนถูกกดทับด้วยมวลอากาศที่เข้มข้นอยู่ตลอดเวลา จวบจนรถคันนั้นเลี้ยวเข้าประตูรั้วทางเข้าด้านหน้าของ ร.พ.จัสมินฯโดยแล่นสวนทางกับรถกระบะสีดำที่ติดสติกเกอร์ด้านข้างรถเขียนว่า “วัดมุจลินทราปีวิหาร จ.ปัตตานี” รถเก๋งคันงามวิ่งไต่เนินขึ้นไปจอดเทียบอยู่ยังหน้าตึกตรงประตูกระจกบานใหญ่อย่างรวดเร็ว
     ผู้กองเซอบีรุสก้าวลงจากรถด้วยอาการกระฉับกระเฉงมือถือกระเป๋าหนังเจมส์บอนด์เดินนำเจ้าหน้าที่เจมส์เข้าไปยังห้องโถงกลาง เขาตรงดิ่งไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ด้วยความรวดเร็ววางกระเป๋าหนังลงบนนั้นและเปิดมันขึ้นมาหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาถือไว้ในมือ ก่อนจะสบตากับเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ที่รอทักทายเขาอยู่ก่อนแล้ว
     “เฮลโล...เอ็กคิวส์มีพลีส”
พนักงานสาวสวยพนมมือขึ้นไหว้และกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพหวานหยด
     “สวัสดีครับ ผมเป็นเจ้าหน้าที่จากประเทศสหรัฐอเมริกาจะมาติดต่อขอรับตัวคนไข้ที่ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกเมื่อ 2 วันก่อนครับ”
     ผู้กองเซอบีรุสพูดด้วยภาษาไทยชัดเจนและยื่นเอกสารฉบับนั้นให้กับพนักงานสาวแล้วพูดต่อ
     “นี่ครับ หนังสือแจ้งความจำนงจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย”
     สำเนียงภาษาไทยที่ชัดถ้วยชัดคำทำให้ประชาสัมพันธ์สาวอดที่จะแปลกใจและชื่นชมในใจไม่ได้ว่า “พูดชัดกว่าคนไทยบางคนเสียอีก” เธอส่งยิ้มกลับมาให้ผู้กองเซอบีรุสเพื่อแก้เก้อและตอบคำ “เชิญนั่งรอที่เก้าอี้ซักครู่ค่ะ จะรีบดำเนินการให้เดี๋ยวนี้”
     หญิงสาวผายมือไปยังชุดรับแขกที่ตั้งอยู่ด้านหน้าโต๊ะประชาสัมพันธ์พร้อมกับรับเอกสารมาจากผู้กองเซอบีรุสด้วยกิริยาที่นุ่มนวล เธอหันกลับไปยกหูโทรศัพท์ภายในขึ้นมากดหมายเลขต่อตรงไปยังห้องของท่านผู้อำนวยการ สนทนากันเพียงครู่เดียวจึงวางสายและเดินออกมาจากหลังโต๊ะตรงไปยังบุคคลทั้งสอง
     “ท่านผู้อำนวยการเรียนเชิญพวกคุณขึ้นไปที่ห้องทำงานค่ะ กรุณาตามดิฉันมาทางนี้”
     ผู้กองเซอบีรุสซ่อนความประหลาดใจไว้ใต้ใบหน้าเข้มขึงของเขาแต่ยังคงลุกขึ้นเดินตามเจ้าหล่อนไปยังลิฟต์กลางตึกอย่างว่าง่ายโดยมีเจ้าหน้าที่เจมส์เดินตามไปติดๆ ลิฟต์นำพวกเขาขึ้นไปหยุดอยู่ที่ชั้น3หน้าแผนกธุรการ พนักงานสาวจึงเดินนำคนทั้งสองผ่านประตูทางเข้าห้องธุรการไปหยุดอยู่ที่ประตูไม้สักสุดทางเดินเธอเปิดประตูและผายมือเป็นสัญญาณเชื้อเชิญแขกให้เข้าไปในห้องอย่างสุภาพ ทันทีที่บุคคลทั้งสองก้าวเท้าเข้าไปก็พบว่า ท่าน ผอ.ลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อรอสัมผัสมือทักทายอยู่ก่อนแล้ว
     “สวัสดีครับ ผมผู้อำนวยการของที่นี่ เชิญนั่งตามสบายครับ”
     นอกจากท่านผู้อำนวยการที่ยืนอยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ผู้กองเซอบีรุสยังสังเกตเห็นหมอหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านคนหนึ่งยืนอยู่ด้านข้างเขาด้วย
“สวัสดีครับ ท่านผู้อำนวยการ ผมเจ้าหน้าที่ เมอร์ด๊อก แบร็ควิงส์ จากสถานทูตสหรัฐนี่เจมส์ แอสเตอร์เพื่อนร่วมงานของผม ผมมารับผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกเมื่อ2วันก่อนนี่ครับหนังสือขอความร่วมมือจากทางสถานกงสุล”
     ผู้กองเซอบีรุสจับอาการอึกอักผิดสังเกตของท่านผู้อำนวยการได้ทันทีที่เขาเอ่ยถึงเรื่องผู้รอดชีวิตจากเครื่องบินตก
     “อ่า… ใช่แล้ว ผมลืมแนะนำหมอคมสันให้พวกคุณรู้จัก เขามีเรื่องจะแจ้งให้พวกคุณทราบ”
     ผู้อำนวยการผายมือไปทางหมอหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงานจากสายตาของผู้กองเซอบีรุสที่กวาดไปสบตากับหมอหนุ่มทำให้เขาสังเกตเห็นแววตาตกประหม่าที่แฝงไว้ด้วยความกังวลใจราวกับเด็กที่ทำความผิดและกำลังถูกผู้ใหญ่สอบสวนได้ทันที หมอคมสันพูดกับผู้กองเซอบีรุสด้วยน้ำเสียงประหม่าว่า
     “สวัสดีครับ เออ… คือว่าคนไข้ของเราหายตัวไปจากห้องพักเมื่อซักครู่นี้เอง เรากำลังให้นางพยาบาลกับพนักงานรักษาความปลอดภัยออกตามหาตัวเขาอยู่ครับ” หมอหนุ่มใช้สันมือปาดเหงื่อเม็ดใหญ่ออกจากหางคิ้วแล้วพูดต่อ “คาดว่าจะเจอตัวเขาในไม่ช้านี้”
     คำพูดที่ได้ยินจากปากหมอสะท้อนก้องกลับไปกลับมาอยู่ในโสตประสาทของผู้กองเซอบีรุสเพียงครู่เดียว อารมณ์โกรธที่ถูกเก็บกดมาตั้งแต่เมื่อเช้าจึงปะทุขึ้นมาดังภูเขาไฟที่ระเบิดพ่นลาวาออกมาอย่างรุนแรงสีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนจากสีน้ำตาลอมแดงเป็นแดงกล่ำด้วยอำนาจโทสะ เขาผลุดลุกขึ้นยืนจ้องตาเขม็งกลับไปที่หมอหนุ่มอย่างไม่เป็นมิตรและเอ่ยคำที่สุภาพแต่แฝงไว้ด้วยอารมณ์เดือดดาลยิ่งกว่าเมื่อเช้าว่า
     “คุณหมายความว่าอย่างไร เขาหายไปไหน”
     ผู้กองเห็นหมอหนุ่มหลบตาจึงหันกลับไปตำหนิผู้อำนวยการแทน
     “พวกคุณทำงานกันยังไง แล้วใครจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ตอบผมหน่อยสิ”
     ท่านผู้อำนวยการเอามือปาดเหงื่อเม็ดเป้งออกบ้างและพยายามหลบตาพร้อมกับกล่าวคำเสียงอ่อยๆ
     “ทางเราต้องขอโทษคุณด้วยผมกำลังให้คนตามหาตัวเขาอยู่ เชื่อว่าเขาคงยังไม่ได้ออกไปจากร.พ.ครับเพราะผมสอบถามไปที่แผนก ร.ป.ภ.ตรงประตูหน้าแล้วไม่มีใครเห็นเขาเดินออกไปทางนั้นเลย”
     “ทำไมพวกคุณไม่ให้พยาบาลเฝ้าเขาไว้”ผู้กองเซอมีรุสพูดพร้อมกับเดินเข้าไปหาท่าน ผอ.ด้วยอารมณ์เกรี้ยวโกรธใช้สองมือตบโต๊ะทำงานดังตึงพร้อมกับจ้องหน้าชายร่างท้วมตรงหน้าราวกับต้องการจะกินเลือดกินเนื้อ
     “ผมเห็นว่ามันคงไม่จำเป็นเพราะอาการของเขาไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรและนอนหลับอยู่ตลอดเวลาครับ” หมอคมสันพูดแก้ต่างให้ท่าน ผอ.อย่างระมัดระวังแต่นั้นย่อมส่งผลให้เขาตกที่นั่งลำบากแทนท่าน ผอ.เพราะผู้กองจากหน่วยรบพิเศษหันกลับมาเล่นงานเขาทันทีด้วยวาจาที่แสดงอารมณ์เผ็ดร้อนยิ่งกว่า
     “คุณบอกว่าเขานอนหลับอยู่ตลอดเวลา แล้วเขาจะหายตัวไปได้อย่างไรอธิบายมาสิ”
     “เออ… ผมไม่ทราบ...” หมอคมสันรู้สึกเหมือนมีก้อนน้ำแข็งก้อนใหญ่ติดอยู่ที่ลำคอ เขาเค้นเสียงพูดต่อด้วยความยากลำบากออกไปว่า“...ตอนเช้าที่ผมขึ้นไปตรวจอาการเขาตามปรกติ เขายังหลับสนิทอยู่เลยครับ”
     เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันช่วยชีวิตหมอหนุ่มไว้ได้ทันท่วงทีเพราะผู้กองเซบีรุสที่กำลังจะตรงเข้าไปเล่นงานเขาหยุดเท้าลงโดยปริยาย ทุกคนในห้องจึงจำต้องหยุดการสนทนาและหันกลับไปมองที่ประตูเป็นตาเดียว นางพยาบาลมลและแบงก์เดินนำหน้าหญิงสาวผมยาวถักเปียเดียวไว้ข้างหลังเข้ามาในห้อง ความสวยของเจ้าหล่อนทำให้เจ้าหน้าที่เจมส์อดที่จะมองตามด้วยความสนใจไม่ได้แต่แล้วเมื่อเขาจำเธอได้ก็ถึงกับแสดงอาการสะดุ้งเล็กน้อยโดยไม่ได้ตั้งใจ หมอหนุ่มที่กำลังรู้สึกราวกับว่าตนยืนอยู่ที่ริมปากปล่องภูเขาไฟในวินาทีก่อนหน้านี้เหมือนถูกนางฟ้าจากสรวงสวรรค์บินลงมาฉุดเขาให้พ้นจากความตายได้ทันท่วงที และนางฟ้าองค์นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นเธอคือนางในฝันของเขานั้นเอง ความลิงโลดใจทำให้หมอหนุ่มลืมปัญหาที่ยืนอยู่ตรงหน้าส่งยิ้มให้มะลิอย่างลืมตัว เมื่อสาวๆเดินเข้ามายืนอยู่ด้านข้างหมอคมสันเพื่อรายงานผลผู้กองเซอบีรุสจึงเบนสายตาไปจ้องอยู่ที่พวกเธอแทน
     “ท่านผู้อำนวยการคะ เราหาเขาไม่เจอค่ะ” แบงก์รายงานท่าน ผอ.ด้วยสีหน้าตึงเครียด
     “พวกคุณหาดูทั่วแล้วหรือยัง”
     “พวกเราหาทุกทีแล้วค่ะ ไม่มีใครเห็นเขาเลย” มลรายงานเสริมด้วยสีหน้าที่ย่ำแย่ไม่ต่างจากเพื่อนเช่นกันความคิดแวบแรกของหมอหนุ่มคาดว่านางพยาบาลสาวทั้งสองต้องตกเป็นเหยื่ออันโอชะให้เจ้าหน้าที่พิเศษตรงหน้าขยี้ด้วยวาจาดุเดือดเพื่อระบายอารมณ์โกรธเป็นแน่แต่ผิดคาดผู้กองเซบีรุสกลับเปลี่ยนท่าทีเป็นนิ่งเฉยไม่เหลือเค้าเดิม เขากล่าวเรียบๆด้วยน้ำเสียงที่ลดดีกรีความรุนแรงลงแล้วกับท่าน ผอ.จนทำให้ทั้งสองคนแปลกใจ
     “คุณแจ้งความกับทางตำรวจหรือยังครับ”
     “ยังเลยครับ”
     ท่านผอ. ตอบคำด้วยท่าทางพิศวงเมื่อเห็นเหตุการณ์คลี่คลายไปทางที่ดีขึ้นอย่างสุดที่จะเข้าใจ
     “ดีแล้วพวกคุณไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ผมจะให้ทางสถานทูตประสานงานกับตำรวจเอง” ผู้กองเซอบีรุสส่งมือให้ท่าน ผอ.จับก่อนที่จะกล่าวคำ
     “ขอบคุณครับที่ให้ความร่วมมือ ผมหมดหน้าที่ที่นี่แล้ว ขอตัวกลับก่อนครับ”
     ผู้กองเซอบีรุสผละจากท่าน ผอ.ร่างท้วมที่มีสีหน้างงเป็นไก่ตาแตกเดินกลับไปหยิบกระเป๋าหนังเจมส์บอนด์ของตนพร้อมกับส่งสายตาไปที่เจ้าหน้าที่เจมส์เพื่อแสดงความประสงค์ที่จะไปจากห้องนี้อย่างปัจจุบันทันด่วนแต่เจมส์ที่ยังตกอยู่ในอาการเคลิ้มจ้องมองด้านข้างของมะลิอย่างไม่วางตา ผู้กองเซอบีรุสจำต้องสะกิดเขาด้วยสันกระเป๋าหนังเพื่อเรียกสติและหันกลับไปกล่าวคำอำลาตามมารยาทกับทุกคน เขาออกเดินนำหน้าลูกทีมตรงไปที่ประตูทันที ในขณะที่เดินผ่านสามสาวหางตาของผู้กองเซอบีรุสลอบชำเลืองมองไปที่ใบหน้าของมะลิเพียงวูบเดียวโดยไม่มีใครทันสังเกตก่อนจะจ้ำอ้าวออกจากห้องไปด้วยอาการรีบเร่งปล่อยให้ทุกคนที่อยู่ในห้องฉงนกับท่าทีที่เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือของเขา
     เมื่อเจ้าหน้าที่แมคนำรถไปจอดยังลานจอดรถข้างตึกเรียบร้อยแล้วเขาจึงเข้ามานั่งรอเพื่อนร่วมงานอยู่ที่ชุดรับแขกหน้าโต๊ะประชาสัมพันธ์ เมื่อเห็นเจมส์และผู้กองเซอบีรุสก้าวออกมาจากลิฟต์โดยที่ปราศจากเตียงคนไข้หรือใครเดินตามมาด้วยจึงเกิดความสงสัย เขารีบลุกขึ้นเดินเข้าไปสมทบกับเพื่อนร่วมงานขณะที่กำลังจะเอ่ยถามก็ถูกห้ามโดยการยกมือขึ้นโบกโดยหัวหน้าทีมเสียก่อน เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนจึงเดินกลับไปขึ้นรถโดยไม่มีใครพูดอะไรกันกันเลยจนกระทั่งทั้งหมดเข้ามานั่งอยู่ภายในรถส่วนตัวแล้วผู้กองเซอบีรุสจึงออกคำสั่งว่า
     “แมคพาพวกเรากลับเข้าไปในตัวเมืองหาดใหญ่ก่อน”
     เจ้าหน้าที่แมคผู้มีความชำนาญเรื่องเครื่องยนต์กลไกต่างๆรวมถึงการขับรถทุกชนิดบังคับรถแล่นออกจากประตูโรงพยาบาลบายหัวกลับเข้าไปในตัวเมืองหาดใหญ่อย่างรวดเร็ว ภายในรถอบอวลไปด้วยกระแสความคิดและความสงสัยของเจ้าหน้าที่ทั้งสองที่สบตากันด้วยสีหน้าฉงนอยู่ตลอดเวลา พวกเขาเกี่ยงกันด้วยสายตาให้อีกฝ่ายเป็นคนเปิดฉากถามผู้กองเซอบีรุสเพื่อไขข้อข้องใจในที่สุดเจ้าหน้าที่เจมส์ก็อดรนทนไม่ได้ถามหัวหน้าทีมด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า
     “เออ… ผู้กองเราจะทำยังไงต่อไปดีครับ”
     ผู้กองเซอบีรุสตกอยู่ในอาการครุ่นคิดอย่างหนักจนคิ้วขมวดตีสีหน้าเข้มขึงน่ากลัวมาตั้งแต่ก้าวขึ้นรถ เขานั่งนิ่งใคร่ครวญเหตุการณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะออกคำสั่ง
     “หาที่พักในหาดใหญ่ซะ เดี๋ยวฉันจะติดต่อกลับไปที่ บิ๊กบอส(หัวหน้าใหญ่) แล้วเราจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป”
     เมื่อกล่าวจบเขาจึงชี้นิ้วไปที่กระเป๋าสีดำซึ่งทำจากวัสดุกันแรงกระแทกชนิดพิเศษที่วางอยู่บนคอนโซลหน้า
     “เจมส์ส่งโทรศัพท์มาให้ทีสิ”
     เจมส์หยิบกระเป๋าใส่อุปกรณ์โทรศัพท์ผ่านดาวเทียมรุ่นใหม่ยื่นกลับไปให้ผู้กองเซอบีรุส เขารับมันมาวางไว้บนตัก เปิดออกและหยิบโทรศัพท์เครื่องสีดำเป็นมันเงาออกมาจากช่องเก็บ กดหมายเลขโทรศัพท์ข้ามทวีปไปยังเบอร์ของต้นสังกัดอย่างคล่องแคล่ว ขณะที่รอสายตอบรับเขาก็ออกคำสั่งให้แมคนำรถจอดเทียบเข้าข้างทางและนิ่งฟังเสียงคู่สนทนาที่ถูกส่งผ่านระบบส่งสัญญาณดาวเทียมกลับมาอย่างตั้งใจ มันเป็นเสียงที่ฟังดูแปล่งๆแปลกหูอันเนื่องมาจากการพูดผ่านเครื่องดัดแปลงเสียงตามที่ตกลงกันไว้แต่ผู้กองเซอบีรุสดูจะชินกับมันเป็นอย่างดีเป็นธรรมดาของภารกิจที่ถูกปกปิดเป็นความลับระดับสุดยอดที่ผู้รับผิดชอบสูงสุดหรือหัวหน้าใหญ่จำต้องถูกปิดเป็นความลับด้วยเช่นกัน
     “สวัสดีท่านสุภาพบุรุษ การปฏิบัติงานเรียบร้อยดีไหม”
     “สวัสดีครับบิ๊กบอส เรามีปัญหาเกิดขึ้นนิดหน่อย…”
     ผู้กองเซอบีรุสรายงานสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดให้คู่สนทนาฟังด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่เยือกเย็นดุจก้อนน้ำแข็งจบการรายงานและนิ่งฟังคำสั่งอยู่เงียบๆ เขารับคำสั่งใหม่ที่ถ่ายทอดมาตามสัญญาณและจบบทสนทนาด้วยประโยคสุดท้ายว่า “ครับผม” ทำให้บทสนทนาที่พึ่งจบไปสร้างความกระหายใคร่รู้ระลอกใหม่ให้กับเจ้าหน้าที่แมคและเจมส์ จังหวะนั้นแมคจึงทำหน้าที่ถามแทนเพื่อนของเขาว่า
     “ผู้กองครับบิ๊กบอสสั่งให้ทำอย่างไรต่อไปครับ”
     ผู้กองแห่งหน่วยเฉพาะกิจหยิบบุหรี่จากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาจุดสูบและส่งสัญญาณมือให้แมคออกเดินทางต่อ เขาเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงที่ดูผ่อนคลายลงแล้วว่า
     “ยังไม่มีคำสั่งใหม่ หัวหน้าใหญ่ให้เราหาที่พักและรอการติดต่อกลับมาอีกที”
     “ผู้กองครับผมสงสัยจริงๆว่าเป้าหมายในครั้งนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับ “เจ้าจีซัส” ครับ”
     เจ้าหน้าที่แมคที่กำลังขับรถเพลินๆอยู่สะดุ้งตกใจลืมตัวหันขวับกลับมามองหน้าเพื่อนร่วมงานเพียงวูบเดียวหลังจากได้ยินชื่อจีซัสในสมองของแมคหวนกลับไปคิดถึงตัวตนของพ่อค้าอาวุธสงครามรายใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นมาทันที ปีศาจในนามพระเจ้าผู้นี้เคยประทับความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตให้กับเขามาแล้ว มันนี่แหล่ะที่ตำรวจ ทหาร และประชาชนเกินครึ่งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริการู้จักกันดีในนาม “มิสเตอร์เจ.เค. คิลเลอร์” ผู้มีหน้าฉากเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับท๊อปเทนของโลกและเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่มากมายหลายชนิดเช่นบ่อนคาสิโนบริษัทอสังหาริมทรัพย์และโรงพยาบาลเอกชนในเครือจัสมินฯทั้งหมด แต่ความจริงหลังฉากคือ “จีซัสแห่งโลกอาชญากรรม” มันคือเจ้าพ่อของเจ้าพ่อผู้ทำธุรกิจค้าความตายขายอาวุธสงครามทุกชนิดตั้งแต่ปืนสั้นยันแร่ยูเรเนียม (ใช้ผลิตหัวรบนิวเคลียร์) อาการหวาดวิตกที่จีซัสเคยหยิบยื่นให้กับแมคกำลังจะหวนกลับมาเล่นงานสติสัมปชัญญะของเขาอีกครั้งหนึ่งแต่ผู้กองเซอบีรุสเห็นเข้าเสียก่อนจึงตะหวาดเตือนไปว่า
     “แมคนายขับรถให้ดีๆหน่อยฉันยังไม่อยากตาย”
     เสียงของผู้กองเซอบีรุสช่วยเรียกสติลูกทีมไว้ได้ทันแต่ผู้กองเซอบีรุสก็อดที่จะสบถในใจคนเดียวไม่ได้ว่า “ท่าทางแมคจะยังไม่หายสนิทซะทีเดียว”
     “ผู้กองยังไม่ได้ตอบผมเลยครับว่าผู้ชายคนที่พวกเราต้องมารับตัวเขาวันนี้ เกี่ยวข้องอย่างไรกับองค์กรของเจ้าจีซัสกันแน่”
     ผู้กองเซอบีรุสเลื่อนกระจกรถลงครึ่งหนึ่งเพื่อนำอากาศบริสุทธิ์เข้ามาไล่ควันบุหรี่ของตน เขาถอนหายใจและตอบคำ “ตกลง ฉันจะอธิบายให้นายสองคนฟังก็ได้ เพราะอย่างไรเสียรายละเอียดพวกนี้พวกนายสองคนต้องได้รู้อยู่วันยังค่ำ ผู้ชายคนที่ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกเป็นเป้าหมายที่สายข่าวของเราแจ้งไปยังหน่วยเหนือว่าเขาเป็นคนคนเดียวที่น่าจะรู้จักสถานที่ที่เจ้าจีซัสไปกบดานอยู่ตอนนี้เพราะเขาร่วมเดินทางไปกับ ด.ร.ทอมสันผู้ที่เป็นเป้าหมายในการติดตามของพวกนายเมื่อสองอาทิตย์ก่อน และอย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าเบื้องบนเชื่อว่าพวกเขาสามคนต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นอน บังเอิญเครื่องบินที่เกิดอุบัติเหตุกำลังจะบินเข้าประเทศเรา บิ๊กบอสเลยอาศัยเส้นสายในสถานทูตอ้างความร่วมมือเกี่ยวกับการระวังป้องกันภัยจากผู้ก่อการร้ายส่งหนังสือขอตัวมายังรัฐบาลไทยซึ่งทางนี้ก็รีบกุลีกุจอให้ความร่วมมือจัดการเรื่องให้เราทันที ทีมของเราจึงต้องมารับตัวเขากลับไปสอบสวนยังไงล่ะ”
     “เป็นไปได้ไหมครับที่เขาเกี่ยวข้องกับเจ้าซาตานนั้นในแง่ที่เป็นสินค้าชิ้นหนึ่งของมันเท่านั้น” แมคถามทั้งที่มือไม้ยังสั่นนิด ๆ
     “เรื่องนี้ยังไม่มีใครรู้รายละเอียดที่แน่นอนแต่เราเชื่อว่าชายคนนี้จะต้องมีเบาะแสให้เราตามลอยเจ้าจีซัสได้ไม่มากก็น้อย”
     “ถ้าครั้งนี้เรารู้แน่ว่ามันกบดานอยู่ที่ไหนบิ๊กบอสจะให้หน่วยของเราเข้าไปลากคอมันมาขึ้นศาลเลยหรือเปล่าครับ” เจมส์ถามด้วยน้ำเสียงแสดงอารมณ์ขึงขังอย่างเต็มที่
     “แน่นอนหมายศาลออกมาแล้วสำนวนบวกกับหลักฐานใหม่ที่อัยการได้มาน่าเชื่อถือมากและเรายังมีพยานบุคคลที่ยอมเผยความลับเรื่องธุรกิจค้าอวัยวะมนุษย์ของมันด้วย”
     ผู้กองเซอบีรุสขยี้ก้นบุหรี่กับที่เขี่ยภายในรถแล้วปิดกระจกลงมาตามเดิมซึ่งขณะนั้นรถกำลังวิ่งขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟหลังจากเลี้ยวขวาตรงแยกถนนสายเพชรเกษมแมคจึงนำรถแล่นตรงไปยังสี่แยกคอหงส์
     “แต่เบาะแสที่เหลือเพียงอย่างเดียวหายไปแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อไปดีครับผู้กอง”
     เจ้าหน้าที่ผิวหมึกถามขึ้นก่อนบ้างด้วยน้ำเสียงที่เป็นปรกติ
     “ไม่ต้องทำอะไรรอคำสั่งจากบิ๊กบอสเท่านั้นเดี๋ยวคงโทรเข้ามาหาพวกเราเอง”
     ผู้กองเซอบีรุสตบที่กระเป๋าโทรศัพท์เบาๆก็เป็นเวลาเดียวกับที่รถแล่นเข้ามาถึงเขตตัวเมืองหาดใหญ่ การจราจรเริ่มหนาแน่น
     “นายสองคน สรุปผลเรื่องงานในส่วนของพวกนายให้ฟังหน่อยสิ”
     “ครับผม” ทั้งสองขานรับเป็นเสียงเดียวกันโดยเจมส์เริ่มรายงานให้ผู้กองเซอบีรุสฟังว่า
     “หลังจากดร.ทอมสันกลับมาจากประเทศเวียดนามเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เขายังคงไปทำงานที่โรงพยาบาลจัสมินฯสาขากรุงเทพฯตามปรกติ ไม่ได้มีเหตุการณ์หรือติดต่อกับใครเป็นกรณีพิเศษครับ ผมกับแมคแอบติด“สไปเดอร์ อาย(เครือข่ายกล้องวงจรปิดไร้สายขนาดเล็กกว่ากระดุมเสื้อ)ไว้ทั่วบ้านและดักฟังสายโทรศัพท์ทุกครั้งที่เขาใช้ก็แล้วไม่พบพิรุธอะไรเลย พวกเราขับรถตามดูพฤติกรรมของเขาทุกฝีก้าวแต่ก็ไม่มีอะไรผิดสังเกต หลังจากที่ ด.ร.เดินทางไปขึ้นเครื่องบินลำที่ตกพวกผมกะว่าเราคงหมดหน้าที่แล้ว กำลังเก็บข้าวของเตรียมจะกลับบ้านพอดีเบื้องบนออกคำสั่งให้มาคอยประสานงานกับผู้กองที่นี่ครับ”
     ผู้กองฟังรายงานจากลูกทีมด้วยความสนใจ ตัวเขาเองนี่แหละที่เป็นคนผลักดันให้เบื้องบนมอบภารกิจครั้งนี้ให้กับทั้ง 2 คน การติดตามด.ร.ทอมสัน (ศัลยแพทย์มือหนึ่งแห่ง ร.พ. จัสมินฯ) เกิดขึ้นมาหลังจากต้นสังกัดได้ข่าวการร่วมเดินทางไปเวียดนามกับจีซัสและกลับออกมาแค่คนเดียวโดยที่เบาะแสของเจ้าจีซัสสูญหายไปนับตั้งแต่วันนั้น
     ในห้วงแห่งความคิดคำนึงของแมคขณะที่ฟังเพื่อนรายงานสรุปให้ผู้กองเซอบีรุสฟัง เขาหวนกับไปคิดถึงซาตานตนนั้นที่ประทับอาการวิตกจริตให้กับเขาอีกครั้ง เจ้าจีซัสเป็นชื่อที่ทุกคนในโลกอาชญากรรมรู้จักมันดี หัวหน้าของแก๊งอาชญากรในโลกมืดและผู้นำประเทศที่กระหายสงครามทั่วโลกต่างตระหนักรู้เหมือนๆกันว่า นอกเหนือจากเงินทุนซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญอันดับหนึ่งของการทำงานแล้วอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและมีคุณภาพก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะมันย่อมนำชัยชนะมาให้ฝ่ายของตนได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นมนตร์วิเศษของเทพเจ้าเลยทีเดียว และผู้ที่จะสามารถประทานพรจัดหาอาวุธดีดีให้กับพวกเขาได้นั้นมีเพียงมันผู้เดียวเท่านั้น และคนใจบาปเช่นมันยินยอมที่จะขายอาวุธทุกอย่างให้กับใครก็ได้ที่บรรณาการมันด้วยเงินก้อนโตๆ ในสายตาของคนแห่งโลกอาชญากรรมเจ้าจีซัสจึงเป็นดั่งเทพเจ้าที่สามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับสงครามหลากหลายสมรภูมิได้ทีเดียว อาชญากรทุกคนจึงมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในการเอ่ยนามมันว่า “จีซัส” การหายสาบสูญไปของมันจึงเป็นเหตุให้รัฐบาลสหรัฐและอาชญากรทั่วโลกต้องตามหากันให้ควัก ณ เวลานี้ซีไอเอต้องการจับกุมตัวมันเพื่อพากลับไปรับโทษทัณฑ์ ส่วนพวกอาชญากรและจอมเผด็จการทั่วโลกต่างต้องการพบตัวเขาเพื่อขอซื้ออาวุธสงครามที่ทันสมัย
     ผู้กองแห่งหน่วยพิเศษนั่งใคร่ครวญอยู่เงียบๆเพียงคนเดียวโดยปล่อยให้แมคขับรถพาทุกคนไปยังโรแรมที่พัก เมื่อรถเลี้ยงซ้ายที่สี่แยกคอหงส์ผ่านตลาดสันติสุขไปไม่นานก็ถึงยังโรงแรมเลเจ้นซึ่งเป็นที่พักของเขาและเจมส์เมื่อคืนนี้ การเดินทางโดยรถไฟของผู้กองเซอบีรุสถึงแม้ว่าไม่ลำบากอะไรมากมายนักเพราะเขามาด้วยตู้นอนพิเศษปรับอากาศวีไอพี(VIP)แต่เขาก็ยังไม่ได้อาบน้ำชำระล้างร่างกายเลยตั้งแต่เช้า ในตอนนี้ผู้กองเซอบีรุสจึงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าน้ำเย็นๆจากฝักบัวและเบียร์เป็นวุ้นซักกระป๋องเพราะอากาศที่นี่ร้อนจนทำให้เขารู้สึกเหนียวตัว ขณะนั้นนาฬิกาที่คอนโซลหน้ารถระบุเวลา 11.00 น. ผู้กองเซอบีรุสสบถในใจคนเดียวว่า “ใกล้เที่ยงแล้วนี่ มิน่าเราถึงหิวขนาดนี้ อาบน้ำเสร็จต้องหา“ไก่กอแระ”กินแกล้มเบียร์ซักหน่อยแล้ว”








Create Date : 03 พฤษภาคม 2554
Last Update : 14 กันยายน 2554 11:30:27 น. 3 comments
Counter : 384 Pageviews.

 
เรื่องใหม่ต้องการสายลับเป็นครูสาวๆมั๊ย


โดย: bank IP: 49.228.7.202 วันที่: 30 กรกฎาคม 2554 เวลา:23:27:33 น.  

 
อืม...น่าสนใจ เอาประเภทสวย เริ่ด เชิด แต่ไม่หยิ่ง เอาฉากล่อแหลมด้วยไหม อิอิ


โดย: wayoodeb วันที่: 2 สิงหาคม 2554 เวลา:12:34:11 น.  

 
ฉากแบบนั้นมันต้องมีบ้าง เพราะผู้อ่านเค้าก็ติดตามนะ พอกระชุมกระชวยหัวใจ


โดย: bank IP: 110.49.227.95 วันที่: 6 สิงหาคม 2554 เวลา:10:49:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wayoodeb
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




 
      
Friends' blogs
[Add wayoodeb's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.