วันที่พบว่าเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จากผู้หญิงที่รักสวยรักงาม...กลายเป็นโรคอ้วน
เคยมั้ยคะ? ท้อจนไม่อยากจะลืมตาขึ้นมารับรู้อะไร
ปีนี้คือปีของเราจริงๆหรอ มีเรื่องไม่ดีตั้งแต่ต้นปี เข้าเดือนที่ 2 ก็เจอข่าวร้าย
บอกเลิกกับแฟน และโดนแฟนกลับมาบอกเลิก แต่ยังไม่จบ! คุยไปคุยมาก็ไม่เลิกกัน
แค่นี้ก็เสียใจ เจ็บจะตายอยู่แล้ว....ยังมีแจ็คพอตตามมาติดๆๆ

       วันนี้แม่พาไปตรวจร่างกาย เพราะน้ำหนักขึ้นเยอะผิดปกติ ขึ้นที 12 กิโล ทานข้าวปกติ ใช้พลังงานปกติ แต่น้ำหนักขึ้น หัวใจเต้นผิดจังหวะบ่อยๆ ยื้อกันอยู่นานกว่าจะยอมไป...บอกแล้วว่ารอให้เรียนจบก่อนค่อยไปตรวจ ผลที่ออกมาคือ "ไฮโปไทรอยด์" แต่ยังไม่ชัวร์ ต้องไปตรวจแบบละเอียดกับแพทย์เฉพาะทาง แต่ที่ชัวร์คือ "โรคอ้วนระยะที่ 3" จากผู้หญิงที่รักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว ไม่ใช่ว่าผอมแต่ก็ไม่ได้อ้วนฉุขนาดนี้ ตอนนี้เป็นผู้ป่วยเต็มตัวแล้วค่ะ ต้องพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี

        โอเค! พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา ระหว่างทางที่นั่งอยู่บนรถ อยากจะร้องไห้ แต่ร้องไม่ได้เพราะพ่อกับแม่ก็อยู่ด้วย เครียด นิ่ง เฉย ไม่อยากคุยกับใคร  มีคำถามมากมายเกิดขึ้นมาในหัวจนแทบระเบิดแล้วเราจะอ้วนไปกว่านี้มั้ย? แล้วเราต้องทำยังไง? โรคนี้มันรักษาได้รึเปล่า? แล้วใครจะพาไปรพ. คุณหมอที่ตรวจให้วันนี้แนะนำให้ไปคลีนิกพิเศษของรพ.รามา จุฬา หรือศิริราช ซึ่ง!! ต้องไปคนเดียว และแน่นอนมันนอยด์มากค่ะ จากผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเอง กลายเป็นผู้หญิงที่เสียเซ้ลไปในพริบตา แล้วคนที่เรารักจะรับเราได้มั้ย คนรอบข้างจะตอกย้ำยังไง

         ไหนจะเรื่องเรียนป.ตรีให้จบ (เก็บซัมเมอร์ 2 วิชา) ไหนจะหาที่เรียนป.โท ซึ่งต้องใช้ความอดทนอย่างมากในการอ่านหนังสือและเรียนภาษา ไลน์ไปบอกแฟนว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา เค้าโอเคมั้ยกับสิ่งที่เราเป็น เค้าจะเข้าใจมั้ยกับอารมณ์ที่ไม่ปกติของเรา และที่สำคัญรับได้มั้ยที่มีแฟนอ้วนมาก คำตอบที่ได้คือ รับได้สิ รักษาก็หาย ตอนนี้ใจชื้นขึ้นนิดหน่อย (แต่อีกใจก็คิดว่าเราควรจะให้เค้าไปเจอคนที่โอเคกว่าเรามั้ย?)

           เมื่อตั้งสติได้...กลับมาถึงหอ ก็หาข้อมูลเพื่อที่จะไปพบแพทย์ค่ะ แต่....คลินิกพิเศษ ก็ต้องไปตอนเย็น...โอเค...ก็ดีกว่าไปในเวลาราชการแล้วเจอคนป่วยเยอะแยะมากมายจะยิ่งทำให้เราเฟลเข้าไปอีก ลองไลน์ไปหาแฟนให้ไปเป็นเพื่อน....คำตอบแรกที่ได้คือ...."เค้าทำงาน" น้ำตาแทบไหล.... คนที่เราคิดว่าจะพึ่งพิงได้ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ยามที่เราท้อแท้สิ้นหวัง ยามที่เราหมดกำลังใจ....แต่เค้าไม่มาอยู่ข้างๆเราเลย ตอนนี้ในใจมันสับสน ไม่รู้จะเริ่มจากอะไร จะไปทางไหน  แค่เวลา 17.00-20.00 น. เวลาเพียง 3 ชั่วโมงที่ให้มานั่งข้างๆ เค้าก็ทำไม่ได้ แค่เดือนละครั้ง หรือ 2 ครั้งแรกให้เราชินกับสถานที่ ชินกับสภาพแวดล้อม เค้ากลับบอกให้เรานัดหมอมาก่อนแล้วบอกเค้าอีกที

           พรุ่งนี้เราต้องไปทำโปรเจคแต่เช้า และรีบไปรพ.เพื่อทำบัตรผู้ป่วย และจองคิวเพื่อที่จะพบแพทย์ ถ้าโชคดีก็ได้พบเลย ณ วันที่ walk in เข้าไปโดยที่ไม่ได้นัด....แต่จะโชคดีขนาดนั้นเลยหรอ? ระหว่างทางก็ต้องผ่านกลุ่มผู้ชุมนุม แล้วกว่าจะตรวจเสร็จก็ดึก เมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่กลัวอะไรเลย

แต่ตอนนี้มันกลัวไปหมด หมดความมั่นใจในตัวเอง เราจะเริ่มจากตรงไหนดี?



Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2557 19:27:36 น.
Counter : 849 Pageviews.

1 comments
  
อยากจะแนะนำว่า โรคต่างๆกำลังใจเป็นเรื่องสำคัญนะ และกำลังใจเนี่ยมันต้องเริ่มสร้างจากตัวเราเองครับ

คิดบวกไว้ก่อนครับ มองในแง่ดีคือ เราพบว่ามีปัญหา ก็แก้ปัญหาไป ดีกว่า ปล่อยให้เลยเถิดไปไกลถึงตอนนั้นมันก็แก้ไขยากแล้วครับ

ถ้าเสียกำลังใจ เสียแรงใจที่จะสู้ร่างกายมันรับรู้นะ มันจะยิ่งรักษายากครับ

อุปสรรคมีไว้ให้ฝ่าฟันครับ สู้ๆ
โดย: i am.. IP: 202.91.23.3 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:12:16:24 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Escherichia coli
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



กุมภาพันธ์ 2557

 
 
 
 
 
 
3
18
27
28
 
 
All Blog