Group Blog
 
 
กันยายน 2556
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
14 กันยายน 2556
 
All Blogs
 
Ultimate Journey with "Mekong Cruises" - Episode II : Sabaidee "Luang Prabang"



ติดตามอัพเดทเรื่องราวต่างๆ ที่ : http://www.facebook.com/oatenroute



พอดีกับ “ศุกร์ที่ 13” วันดีได้โพสตอนสองเลยนะครับ
ความเดิมจากตอนที่แล้วผมได้รางวัลจาก “KTC Real Team” ครั้งที่ 28
ซึ่งเป็นทริปล่องเรือตามลำน้ำโขงผจญภัยในลาว
โดยครั้งนี้ยาวนานถึง 7 คืน 8 วัน จนต้องแบ่งย่อยเป็นสามตอน
ที่ผ่านมาผมได้ล่องเรือสำราญตามลำน้ำโขงตอนบนชมวิถีชีวิตชาวบ้าน
ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่างช้าๆ ผ่อนคลายจังหวะชีวิต

Episode I : Slow Life in “Northern Laos
http://pantip.com/topic/30927670

ถ้ามีเวลาลองแวะไปสัมผัสชีวิตเนิบๆ กันตามลิงค์ข้างบนเลยนะครับ
แล้ววันนี้ก็มาถึงตอนที่ผมใฝ่ฝันมานาน
นั่นก็คือ การไปเยือน “หลวงพระบาง” สถานที่ปลายทางในฝันของผมมานานแล้ว
เนื่องจากเป็น “วันสุขแห่งชาติ” บ่ายแล้วได้เวลามาอู้ไม่ทำงานกันล่ะ
แล้วมาตามอนันดาไป “สะบายดี หลวงพระบาง” ดีกว่าครับ



ปลายทางจากตอนที่แล้ว
เรือได้พาพวกเราสิ้นสุดการเดินทางล่องน้ำโขงตอนเหนือ
โดยมาจบที่บริเวณท่าเรือหน้า “วัดเชียงทอง”
เดี๋ยววันรุ่งขึ้นผมสัญญาว่าจะพากลับมาแน่นอน
ตอนนี้มัวยุ่งกับรถโรงแรมมารับพวกเราสู่ที่พักอันแสนสบายในค่ำคืนนี้
นั่นคือ “Luang Say Residence” -- http://www.luangsayresidence.com
ซึ่งเป็นสปอนเซอร์หลักในการเดินทางอันน่าตื่นเต้นของผม
ว่าไปแล้วก็เจ้าของเดียวกับเรือที่ผมล่องแม่น้ำโขงตลอดทริปนั่นเอง



โรงแรมนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมอยากเข้าร่วมโครงการนี้ครับ
นั่นก็เพราะเป็นโรงแรมในเครือ “Small Luxury Hotel (SLH)” -- http://www.slh.com
ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมหรูขนาดเล็กๆ ที่ผมชอบพัก
ในเมืองไทยก็มีอยู่หลายแห่งแต่ยังตามเก็บไม่หมดนะครับ
และยิ่งครั้งนี้ปลายทางอยู่ที่นอกประเทศอย่างนี้จึงอยากมาลองสัมผัสเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเป็นการมาเยือนลาวที่แหวกแนวจากแบกเป้ที่เคยฝันไว้ก่อนหน้า



โรงแรมนี้จะเป็นห้องสวีททั้งหมด 24 ห้อง
โดยห้องของผมเป็นห้องเริ่มต้น “Pioneer Suite”
และที่เหลืออีกสี่ห้องเป็น “Explorateur Suite” มีขนาดใหญ่กว่า
ซึ่งจะเพิ่มอ่างอาบน้ำเข้ามาให้ด้วยครับ
แต่ลำพังห้องที่ผมพักนี่ก็หรูเพียงพอแล้ว
แบบว่าถึงห้องนี่แทบไม่อยากออกไปไหนอีกเลยเพราะสบายเกิน



ห้องน้ำนี่ปลื้มมากทีเดียวครับ
กว้างขวางและก็สวยถูกใจผมจริงๆ
อ่างล้างหน้าก็ไม่ต้องแย่งกันใช้
อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน



โรงแรมนี้เปิดมาได้ประมาณสองปีล่ะครับ
สภาพใหม่มากและดูดีเหมือนพึ่งเปิด
เป็นหนึ่งในโรงแรมห้าดาวระดับแนวหน้าของหลวงพระบาง



มาสำรวจส่วนอื่นของโรงแรมกันบ้างครับ
เริ่มจาก “1861 Bar” ซึ่งเป็นที่นั่งดื่มครับ
รวมไปถึง Afternoon Tea ก็มีให้บริการเช่นกัน
บรรยากาศจะออกแนวฝรั่งเศสย้อนยุค
หน้าหนาวก็จะมีการจุดไฟเตาผิงให้กับแขกที่มานั่ง



ถัดมาก็เป็นห้องอาหาร “La Belle Epouqe” สุดหรูครับ
ชอบเพดานห้องตกแต่งสวยดีพร้อมความจุ 50 ห้อง
สามารถเลือกทานนอกหรือในห้องก็ได้
โดยมื้อค่ำนี้ผมก็ได้รับอาหารชุดดินเนอร์ฟรี
รสชาติอร่อยเหมือนกินอาหารไทยบ้านเราเลย
ดังนั้นมานี่ไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้องครับ



สระว่ายน้ำด้านนอก
แอบเสียดายไม่ได้เตรียมชุดมาด้วย



ทางขึ้นด้านข้างตึกกลางนะครับ
ทุกอย่างทั้งอาหารและเครื่องดื่มเชิญตรงนี้เลย



พื้นที่สวนภายในบริเวณโรงแรม
แต่ละตึกจะมีห้องสวีทอยู่ 4 ห้องทั้งหมด
โดยจะเป็น “Colonial Suites” รวมห้าหลังครับ



หลังนี้ผมอยู่ห้องล่างด้านซ้ายครับ
จากอาคารหลักก็เดินตรงมานิดเดียวเท่านั้น
สถาปัตยกรรมออกแนว “Colonial”



ทานข้าวเสร็จทันรถ (Shuttle) ฟรีของโรงแรมเที่ยวสุดท้าย
จึงตัดสินใจลุยไปเดินตลาดมืดหรือถนนคนเดินอันเลื่องชื่อครับ
ทั้งนี้เกรงว่าพรุ่งนี้อาจเจอฝนแล้วก็จะไม่ได้เดิน
คืนนี้ยอมเหนื่อยหน่อยไปดูบรรยากาศกันสักเล็กน้อย



ของต่างๆ ที่ขายตามถนนคนเดินครับ
อันนี้เป็นตุ๊กตา “ปู่เยอ-ย่าเยอ” ในตำนานเรื่องเล่าของหลวงพระบาง



บรรยากาศโดยทั่วไปของถนนคนเดินครับ
มีร่มตลอดทางเดินพอหลบฝนได้
แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าฝนตกหนักๆ จะเอาอยู่ไหม
ข้าวของคล้ายกับถนนคนเดินที่เชียงใหม่
ไม่ว่าของกินหรือสินค้าต่างๆ
จนไม่รู้ว่าใครทำหรือคิดก่อนกันแน่เหมือนกัน
สรุปงานนี้ไม่ได้แอ้มผมแล้วล่ะครับ



สุดถนนคนเดินผมก็หลงมาร้านนี้ครับ
เป็นเชนเดียวกับร้านอาหารฝรั่งเศษ “Le Elephant” ที่หรูสุดในเมือง
อันนี้ก็เป็นแบบรองลงมาสักเล็กน้อย



เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
หลังจากเดินมาไกลและมองตู้ขนมแล้วดูน่าทาน
ว่าแล้วจึงสั่ง “พายมะนาว” มาลองหม่ำเล่น
อร่อยจนฝากท้องได้เลยครับ
เป็นร้านที่คนแน่นอยู่ตลอดเวลา
เวลาสั่งอาหารก็สื่อสารด้วยภาษาไทยได้เลย
เงินกีบผมไม่มีก็จัดไปเงินไทยล้วนๆ



ต้องเดินย้อนกลับมาที่เดิมเพื่อขึ้นรถเที่ยวสุดท้าย
ระหว่างทางก็ลองแวะตามซอกซอย
จะเจออาหารให้ทานซึ่งมีหน้าตาเหมือนบ้านเรา



ตระกูลหมี่ผัดใส่ถาดแบบนี้
เห็นแล้วนึกถึงถนนคนเดินเชียงใหม่ทันใด



อีกเมนูที่อยากคว้ามาลองทานมาก
แต่ช่วงนี้กำลังคุมน้ำหนักก็เลยกลั้นใจเดินข้ามไป



กลับถึงโรงแรมก็เก็บบรรยากาศโถง Lobby เสียก่อน
ถัดไปตรงประตูก็เป็นห้องอาหารค่ำที่ทานมื้อเย็นที่ผ่านมา



เดินขึ้นบันไดไปชั้นสองจะเป็นห้องพัก “Explorateur Suite” สุดหรูครับ
อันนี้จะสบายไม่ต้องเดินไกลไปตึกอื่นเหมือนของผม



ตัดภาพมาเช้าวันรุ่งขึ้นเลยนะครับ
แม้ว่าจะเป็นช่วงเข้าพรรษาแต่ภารกิจตักบาตรยามเช้ายังมีอยู่
ผมต้องฝืนตื่นแต่ตีห้าเพื่อมารอขึ้นรถให้ทันครับ
แบบว่าเหนื่อยทีเดียวยังไม่ทันพักเต็มอิ่มจากเมื่อวานนี้



เช้ามืดโรงแรมก็จะมีรถไปส่งในเมืองครับ
ผมก็เน้นไปถ่ายรูปอย่างเดียวเลย
แต่ก็ไม่ค่อยได้รูปที่ถูกใจกลับมาเท่าไหร่
บอกตามตรงว่ารอบนี้ฝีมือตกไปเยอะ



สำหรับตักบาตรหลวงพระบางนี่ขอเป็นข้าวเหนียวหมดนะครับ
คนต่างถิ่นโดยเฉพาะพี่ไทยนี่บางทีมีกับหรือขนมติดไปด้วย
บางคราได้ยินว่าใส่กระทั่งเงินซึ่งไปถูกประเพณีเขาสักเท่าไหร่
จนต้องหลังต้องมีการรณรงค์ให้หนักขึั้น (เห็นป้ายเขาเขียนไว้เลย)
ทั้งนี้ส่วนนึงก็คงมีแม่ค้าต่างถิ่นมาขายของตักบาตรด้วย
จึงมีเสริมติดปลายนวมด้วยขนมและกับข้าวเพื่อให้ขายได้เงินมากขึ้น



พระบิณฑบาตรยามเช้าเยอะมากครับ
แต่ไปวันเดียวจับจุดไม่ค่อยได้
เสียดายถ้ามีเวลาเช้าอีกวันไปแก้มือคงดี
แต่เหนื่อยมากคงตื่นเช้าอีกไม่ไหว
พรุ่งนี้ต้องบินลงใต้ไปอีกปลายทางด้วยครับ



บางทีผมก็อยากใช้เลนส์ที่กว้างขึ้นถ่ายภาพตักบาตร
แต่ใจนึงก็เกรงไม่อยากถ่ายใกล้จนเกินไปครับ
รอบหน้าว่าจะลองเปลี่ยนเลนส์แล้วหาฉากหลังสวยๆ



ของผมนี่ไปแถวๆ “วัดแสนสุขาราม” (ชื่ออ่านแบบไทยได้เลย)
คนไทยเรียกกันง่ายๆ ว่า “วัดแสน” นี่ล่ะครับ



ผมก็ปิดท้ายตักบาตรแต่เพียงเท่านี้
รอบนี้ไม่ได้ทำการบ้านหาข้อมูลอะไรไปเลยแม้แต่น้อย
เห็นว่าไปกับทัวร์และก็ภารกิจค่อนข้างรัดตัวมาก
ช่วงนั้นก็มีอะไรวุ่นๆ ให้คิดอยู่หลายเรื่อง
กลับมานี่แอบเสียดายอยู่หลายอย่าง
รับรองว่ามีโอกาสกลับไปแก้มือแน่นอนที่หลวงพระบางครับ



ภาพน่ารักที่เห็นได้ตลอดในเมืองหลวงพระบาง
เณรน้อยข้ามถนนและมีน้องหมานอนเล่นไม่ต้องกลัวรถชน
บรรยากาศนี่อารมณ์เชียงใหม่สมัยหลายสิบปีก่อนเลย



และแล้วผมก็เดินมาถึง “วัดเชียงทอง”
คนลาวก็เรียกว่า “วัดเซียงทอง (Wat Xieng Thong)” น่ะครับ
ของเขานี่ “ช.ช้าง” จะเป็น “ซ.โซ่” ไปหมด
และที่นี่มี “หอพระพุทธไสยาสน์” สีชมพูอันโด่งดัง
ผมไม่พลาดที่จะมาเก็บภาพแน่นอนครับ



จะมีอาคารสีชมพูอยู่สองหลังครับ
อีกหลังเป็น “หอพระม่าน” ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน



“สิม (Sim)” หรืออุโบสถของวัดเชียงทอง
ถือเป็นสุดยอดของหลวงพระบางที่ต้องมาแวะครับ
นี่เป็นส่วนนึงที่ทำให้สัมผัสได้ถึงความเป็นมรดกโลกของหลวงพระบาง
ช่วงที่ไปฟ้าเน่ามากและมีฝนปรอยๆ
เดี๋ยวกะว่าช่วงบ่ายจะกลับมาเก็บอีกรอบนึง



จากด้านหลังวัดผมก็โบกรถ (คล้ายตุ๊กตุ๊กบ้านเรา)
เพื่อไปร้านกาแฟ “ประชานิยม” เจ้าดังของเมืองนี้นะครับ
เหมือนบ้านเขานอกจากใช้ “ซ.โซ่” แล้วยังไม่ออกเสียง“ร.เรือ” อีกด้วย
โดนฟันหัวแบะตามธรรมเนียมเนื่องจากไปวันแรกยังกะราคาไม่ถูก
เราก็ถือว่าช่วยส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวกันไป



จัดไปกาแฟหนึ่งกับไข่ลวกครับ (โด๊ปกันแต่เช้าเลย)
ปาท่องโก๋เขาจะวางไว้และก็คิดเงินตามที่เรากิน



ร้านติดกันก็จะมีขายอาหารด้วย
และขนมปังแท่งยาวๆ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอาหารหลักชาวลาว



หมูปิ้งจากเตาใหม่ๆ หอมยั่วยวนมาก
จะทานต่อก็เกรงจะไม่ไหวเพราะต้องกลับไปหม่ำข้าวเช้าโรงแรมอีก
แปะไว้ว่าจะหากินอีกทีรอบบ่ายแต่ก็พลาดไปจนกลับเมืองไทย
รอบหน้าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะกลับไปลอง
ทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ นี่คงอร่อยไปเลยครับ



เวลายังมีเหลือก็ลุยตลาดเช้ากันต่อเลยครับ
จากร้านกาแฟยอดนิยมก็เดินย้อนถนนไป (ซอยข้างไปรษณีย์)
ด้านหน้าก็จะแออัดและคับคั่ง
รถนี่ล่ะครับที่ฟันค่าบริการผมจนหัวแบะตั้งแต่วันแรกเลย
ก็เหมือนบ้านเราล่ะที่ชอบเรียกนักท่องเที่ยวแพงๆ
บางทีผมคนท้องถิ่นเกิดอยากขึ้นยังโดนเหมือนกันครับ
ดังนั้นก่อนไปต้องทำการบ้านตรงนี้ไปดีๆ ด้วย



ก๋วยเตี๋ยวหน้าตลาดครับ
ลองอ่านดูคงพอเดาออกว่าเป็นอะไรบ้าง
ร้านนี้มีภาษาอังกฤษกำกับด้วย



“7-Eleven” แบบนี้ที่ผมต้องการครับ
ชอบและแอบคิดถึงบรรยากาศสมัยเด็กๆ
เวลาเดินเข้าร้านโชว์ห่วยแล้วมีทุกอย่างที่อยากได้
ว่าแล้วก็ถ่ายรูปกลับมาให้หายคิดถึง



เป้าหมายมีไว้พุ่งชนครับ
ไม่มีนัยนะอะไรนอกจากเก็บป้ายทะเบียนมาดูเล่น



บรรยากาศตลาดยามเช้าที่คึกคักเป็นอย่างมาก
มีโอกาสก็ลองมาเดินเล่นกันนะครับ



มีอะไรน่าสนใจมากมายครับ
ไม่ว่าขนมชั้นหรือขนมครกที่เหมือนบ้านเรา
และก็ “ตือคาโค” ของโปรดทอดใหม่ๆ
ของผมเยอะเลยไม่ได้ลองอะไรมากครับ
อันนี้แอบแปลกใจที่หลายคนไม่รู้จักขนมนี้
ที่เชียงใหม่นี่ถือเป็นของอร่อยเลย (อาหารการกินคงคล้ายกัน)
เป็นแป้งทอดใส่เผือกทานกับน้ำจิ้มครับ
น่าจะแปลว่า “ขนมขาหมู (ตือคาโค)”
ซึ่งดูแล้วก็คล้ายขาหมูมาซอยเป็นแว่นๆ



ผลไม้ก็มีเหมือนกับของบ้านเราครับ
สำหรับตลาดเช้าก็คือมาเดินชมบรรยากาศตลาดสด



เชื่อว่าหลายคนไม่ค่อยรู้จักว่าสิ่งนี้เป็นอะไร
ผมก็ไม่รู้ชื่อเรียกภาษาลาวนะครับ
แต่แถวเชียงใหม่เรียก “บะก๊องแกง” ซึ่งตอนนี้หาทานยากล่ะ
เผลอๆ เด็กรุ่นใหม่แถวนี้ทานไม่เป็นด้วยซ้ำครับ
พอแกะเปลือกข้างในจะเป็นสีน้ำตาล
ตอนแรกจะต้มเกลือก่อน (คาดว่าอันนี้ต้องไปทำเอง)
เอามาทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ สุดยอดมาก
รสชาติจะออกเค็มปนฝาดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ
ทุกวันนี้ผมก็พอหาทานได้นานๆ ทีครับ
ถ้ามาเชียงใหม่แล้วเดินกาดหลวงก็น่าจะพอเห็นอยู่บ้าง



ของสดก็มีทุกอย่างเลยครับ
ความจริงมีแบบเลือดซิบด้วยแต่ไม่ได้เอาลง



ป้ายทะเบียนรถสีน้ำเงินครับ
เดี๋ยวตอนหน้าผมจะมาเล่าให้ฟังว่าแต่ละสีต่างกันยังไง



สับปะรดนี่เหมือนเปิดท้ายขายของกันเลย
รสชาติหวานดีประมาณกับของเชียงรายบ้านเรา



เดินตลาดจนพอได้เหงื่อก็โทรเรียกรถมารับครับ
(พอดีผมซื้อซิมและพกมือถือถูกๆ ไปอีกเครื่องอย่างที่บอกตอนก่อน)
กลับมาได้เวลาข้าวเช้าพอดีเลย



ก็มีให้เลือกหลายอย่างครับ
แต่ผมขอเป็น “Egg Benedict” ซึ่งรสดีทีเดียว
เช้านี้คุ้นว่าฟาดไข่รวมไปสามหรือสี่ฟองนี่ล่ะครับ
ว่าแล้วก็นั่งกุมขมับว่าจะคุมน้ำหนักยังไงดี



เสร็จข้าวเช้าก็ไปนั่งพักเอาแรงและอาบน้ำที่ห้อง
พอได้เวลาใกล้เที่ยงก็ยืมรถจักรยานปั่นเข้าเมืองเอง
ไกลเอาเรื่องเหมือนกันนะครับเนี่ย
โดยเฉพาะไม่ได้ปั่นจักรยานมาเป็นสิบปี
ใช้เวลาปรับตัวสักแป๊บเหมือนกันกว่าจะไม่เซไปมา
ทานเฝอริมทางเสร็จก็ไปนั่งชิวเล็กน้อยที่ร้านกาแฟดังอีกแห่ง



ที่ร้าน “Joma” เป็นอีกแหล่งรวมของนักท่องเที่ยว
ไปช้าไม่มีที่นั่งแน่นอนครับ
ของผมโชคดีเจอที่ว่างก็นั่งยาวพอสมควร
มีเค้กน่าทานให้เลือกหลายอย่าง



จัดไปเครื่องดื่มเย็นๆ หนึ่งแก้ว
หวานได้ใจไปเลยครับ



สั่งมาทานกับ “Mocca Cake” อีกก้อน
อันนี้หวานเกินทนไปนิดหน่อยครับ
แต่โดยรวมถือว่าอร่อยใช้ได้
ปกติผมเป็นคนทานหวานยังแทบไม่ไหว
อันนี้กินสองคนน่าจะกำลังพอดีเพราะก้อนโตมาก



เป็นอีกร้านที่แนวและชิวของเมืองนี้
เหมาะสำหรับพักเหนื่อยจากการปั่นจักรยานมาแสนไกล
ไม่แปลกใจที่เป็นร้านแนะนำประจำเมือง

ป.ล. มีสาขาที่เวียงจันทน์และเวียดนามด้วย



วัดตรงทางขึ้น “พูสี” ครับ



มีจิตรกรรมฝาผนังโบราณหลงเหนืออยู่ด้วย



บริเวณทางขึ้นไปบนยอดเขา (พูสี) จะเห็นถึงความชุ่มชื้น
ต้นไม้เยอะเวลาเดินขึ้นก็พอหายร้อนไปได้บ้าง
ตรงนี้จะมีเด็กมาขายของด้วยนะครับ
ผมช่วยไปคนนึงก็มีตามมาอีกสิบเลยทีเดียว
ตรงนี้ถ้าขี้เกรงใจแล้วอยากช่วยก็ต้องรอก่อนไปดีกว่านะครับ
ของผมมัวเดินถ่ายรูปแถวนั้นนี่โดนตามขายไม่หยุดเลย



ฝั่งตรงข้ามก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ
แต่เดิมเคยเป็นพระราชวังเก่าครับ



ว่าแล้วอนันดาขอปั่นจักรยานต่อไปที่อื่นนะครับ
เห็นตึกสวยๆ โบราณเป็นต้องจอดถ่ายตลอด
ถ้าหยุดนานหรือเดินไกลก็จะใส่โซ่ไว้กันหายด้วย
เห็นรถคันนี้มาไกลจากเมืองหลวงเลย
เจอทะเบียนแล้วเก็บไว้ซะหน่อย (เลขสวยด้วย)
เจ้าของรถคงอยากใบ้ว่าชอบแนวไหน



อันนี้เห็นครั้งแรกก็สงสัยอยู่นานว่าหมายถึงอะไรครับ
จนถามชาวบ้านก็ทราบว่า “ห้ามจอดวันคู่”
ถ้า “ห้ามวันคี่” จะมีแค่ขีดเดียวนะครับ



ในเมืองมีร้านให้เช่าจักรยานเป็นระยะนะครับ
ของผมนี่เป็นจักรยานแม่บ้านมีตะกร้าหน้าให้ด้วย



ตึกเก่าๆ สภาพดีแบบนี้มีอยู่เต็มไปหมด
นี่เป็นสาเหตุที่ผมอยากมาเที่ยวหลวงพระบางครับ
มันจะดูคล้ายตึกเก่าๆ ที่หาได้น้อยลงเรื่อยๆ ในเชียงใหม่
ผมดีใจที่ได้กลับมาย้อนเวลาในวัยเด็กที่เมืองนี้
เข้าใจแล้วว่าทำไมตอนเด็กพ่อชอบบอกว่าถ้าอยากเห็นเชียงใหม่สมัยก่อนให้มาที่นี่



รถคลาสสิคโบราณสวยๆ นะครับ
เห็นแล้ววิ่งเข้าหาเลยทีเดียว
เพราะว่าก่อนมานี่หนังสือ “ดิฉัน”พึ่งมาถ่าย
ซื้อไว้อ่านข้อมูลพอดีทริปนี้เลยครับ
ชอบมากเพราะ “คุณธาดา” ตากล้องคนโปรดเป็นคนถ่าย
แล้วก็มีดาราน้อง “น้ำหวาน” ที่ผมแอบชอบมาเกาะรถถ่ายด้วยครับ
ว่าแล้วก็ไปจับๆ รถซะหน่อยดีกว่า (ออกแนวโรคจิตล่ะ)



ปั่นมาเรื่อยก็ถึงจุดหมายสำคัญอีกครั้ง “วัดเชียงทอง”
เพราะความงามของอุโบสถที่ไม่เหมือนใครนี่ล่ะ
จนเป็นที่ซึ่งผู้มาเยือนต้องมาแวะชมให้ได้
หากไม่ได้มาก็แสดงว่ายังมาไม่ถึง “หลวงพระบาง”
อุโบสถของที่นี่เป็นสิ่งแรกๆ ที่ผมนึกถึงเมืองนี้เลยครับ
ว่าไปแล้วแทบเป็นสัญลักษณ์ของเมืองและประเทศนี้ทีเดียว



พระโบราณที่เก็บมาจากที่ต่างๆ



พระพุทธรูปเหล่านี้ดูขลังมากครับ
จะอยู่ในโรงเก็บซึ่งบรรยากาศดูน่ากลัวเล็กน้อยหากมาคนเดียว
ภายในจะมืดๆ และเป็นที่เก็บพระโกศและราชรถของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างพัฒนา
เจ้ามหาชีวิตก็เทียบได้กับกษัตริย์ของลาวสมัยก่อนนั่นเองครับ



ประติมากรรมฝาฝนังที่เลื่องชื่ออีกอย่างครับ
ชื่อว่า “ต้นไม้แห่งชีวิต (Tree of Lifes)”
ถ้าไม่มีโอกาสไปก็แวะดูที่ “โรงแรมดาราเทวี” ไปก่อนได้
เนื่องจากจำลองมาไว้ที่ผนังอาคารหอประชุมเป็นที่เรียบร้อย
ผมไปถ่ายก่อนมาเจอของจริงเรียบร้อยเช่นกันครับ



หน้าต่างนี้ที่รอคอยใครสักคนครับ
ความจริงอยากได้เณรสักรูปมายืนตรงช่องพอดี



มาดูลวดลายตกแต่งบนผนังกันชัดๆ อีกที
จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนหลวงพระบาง



เบรคอารมณ์กันแป๊บนึงนะครับ
จากนั้นผมก็ปั่นกลับมาโรงแรมเพื่อรับ “Afternoon Tea”
มื้อนี้ทางโรงแรมจัดไว้ในโปรแกรมด้วยครับ
เห็นฟ้าสวยอีกครั้งเดียวจริงๆ ในทริปนี้ (แล้วไม่เจออีกเลย)
มีเครื่องบินที่ผมจะนั่งพรุ่งนี้บินผ่านด้วย



ช่วงเย็นผมก็นั่งรถเข้าเมืองอีกครั้ง
รอบนี้ไม่ทันรถโรงแรมออกจึงต้องเรียกรถบริการ (ตุ๊กตุ๊กลาว)
มาคราวนี้ทราบราคาเรียบร้อยเพราะทางโรงแรมจัดให้ครับ
คราวนี้พอทราบเกณฑ์ค่าบริการคร่าวๆ ล่ะ
ที่ต้องรีบร้อนไม่รอรถโรงแรมในอีกชั่วโมงรอบถัดไปเพราะต้องไปปีนเขาครับ
แบบว่าต้องรีบมากเพื่อไปเก็บแสงสุดท้ายให้ทัน
แต่ก็ไม่ได้อะไรมากเพราะฟ้าเน่าไม่เป็นใจเอาซะเลย



บ้านเมืองลาวจากมุมสูงครับ



การที่ผมปีนเข้าอย่างรีบเร่งจนหอบหายใจแทบไม่ทัน
ก็ไม่ได้ศูนย์เปล่าไปซะทีเดียวครับ
เมื่อได้ภาพนี้ติดมือกลับมาสองสามใบ



แต่ข้างบนก็ไม่ได้มีอะไรให้ถ่ายได้มากอย่างที่คิดครับ
เพราะจะติดตรงต้นไม้บังมุมพอควร
แถมด้วยนักท่องเที่ยวเยอะและก็จองมุมไปหมด
พกขาตั้งไปก็ถ่ายอะไรลำบากมาก
ข้างบนค่อนข้างแคบและคนเยอะมาก
แล้วก็สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยให้เห็นฟ้าสวยๆ ด้วย
รีบร้อนมากจนไม่มีเวลาไปไหว้พระข้างบนดีๆ
เลยได้แต่หยุดคุกเข้าไหว้จากข้างนอกระหว่างเดินหามุมถ่ายภาพ
จากนั้นก็ต้องรีบลงมาเพื่อเก็บอีกใบนี้ล่ะครับ
ระหว่างทางลงมานี่ดูข้างทางดีๆ จะเห็นหิ่งห้อยด้วย
แต่อย่าลืมพกไฟฉายน้อยๆ ไปด้วยเพราะทางลงบันไดมืดสุดๆ ครับ



จบวันกันด้วยอาหารใบนี้เลยครับ
เป็นร้านเดียวกับที่ผมแวะทานเมื่อคืน
ตอนแรกกะลอง “ซิ้นดาด” หรือหมูกระทะ
แต่เผอิญคนเยอะมากเต็มไปด้วยชาวจีนเลยเปลี่ยนใจ
ร้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงเลยนะครับ

ป.ล. คอปิ้งย่างก็หาไม่ยาก (จากไปรษณีย์เดินลงถนนไปแม่น้ำโขงแล้วเลี้ยวซ้ายนิดเดียวถึงเลย)



ทานข้าวเสร็จก็เกือบถึงเวลารถเที่ยวสุดท้าย
เพราะมัวเสียเวลารออาหารที่นานพอควร (แต่อร่อยคุ้ม)
เลยตัดสินใจโบกรถกลับโรงแรมเองดีกว่า
ถ้าเดินย้อนถนนคนเดินกลับไปขึ้นรถที่จุดนัดพบคงไม่ทัน
ว่าแล้วขออำลา “หลวงพระบาง”กันด้วยภาพใบนี้เลยละกัน
ตอนหน้าเจอกันที่ลาวใต้เร็วนี้แน่นอนนะครับ

ยังไงฝากตามข่าวกันที่ FB เพจของผมได้นะครับ (จะอัพเดทตลอด)
ขออนุญาตเรียนเชิญตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

http://www.facebook.com/warodomphotography
http://www.instagram.com/warodomphotography

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับทริปนะครับ

http://www.ktc.co.th/ktcworld/Detail/index.htm?_contentID=UCM_CLUSTER1-060746#sthash.uZ3zbvvh









Create Date : 14 กันยายน 2556
Last Update : 29 พฤษภาคม 2560 10:28:08 น. 0 comments
Counter : 1051 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

OAT EN ROUTE
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add OAT EN ROUTE's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.