ดอกไม้ในความคิด
Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
17 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 

***ราตรีนี้กับละคร Broadway,Jesus Christ Superstar***




I don't know how to love him.


What to do, how to move him.


I've been changed, yes really changed.


In these past few days, when I've seen myself,


I seem like someone else.


I don't know how to take this.


I don't see why he moves me.


He's a man. He's just a man.


And I've had so many men before,


In very many ways,


He's just one more.



"I don't know how to love him"

by

Yvonne Elliman



เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักเพลงนี้ดี โดยเฉพาะแฟนละครบรอดเวย์และคอภาพยนตร์

ทั้งหลาย เพราะเป็นเพลงดังจากภาพยนตร์เรื่อง Jesus Christ Superstar เป็น

ฉากสำคัญที่ Mary Magdalene ผู้หลงรัก Jesus of Nazareth ร้องเพลงบอก

ความในใจ

.

.

เคยดูหนังเรื่องนี้ เมื่อนานมาแล้ว ยอมรับว่าเป็นอีกเรื่องที่ "ตรึง" ฉันได้จนจบ

เรื่อง พลางบอกกับตัวเองว่า หนังอะไรวะ สุดยอดจริงๆ

.

.

.

.

Jesus Christ Superstar ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1973 โดย มีAndrew

Lloyd Webber กับ Tim Rice เป็นคนเขียนเพลง ถือเป็นหนังที่อลังการงานสร้าง

อีกเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นภาพยนตร์เพลงทั้งเรื่อง ไม่มีบทสนทนา มีแต่เพลง จะพูด

ที ก็ร้องเพลงกันที โต้ตอบกันด้วยเพลง หากแต่ทุกเพลงในเรื่อง เป็นเพลง

Rock ทั้งสิ้น ความสุดยอดของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ ทั้งเรื่องเป็นหนังเกี่ยวกับประวัติ

พระเยซูในช่วงเจ็ดวันสุดท้าย ก่อนถูกตรึงกางเขน แต่บอกเล่าในรูปแบบของ ร็อค

โอเปร่า ส่งผลให้เพลง I Don't Know How To Love Him โดย Yvonne

Elliman กลายเป็นเพลงที่คลาสสิกที่สุดเพลงหนึ่งในวงการเพลงยุค 70's เลยที

เดียว

.

.


เนื่องจากการนำเสนอเรื่องของพระเยซูในรูปแบบ Rock n' Roll และนักแสดงทุก

คนร้องเพลงและเต้นตามแบบฉบับของ Rock n' Roll จึงถูกต่อต้านจากกลุ่ม

คริสเตียนมาโดยตลอด เนื่องจากความไม่เหมาะสมในการนำเสนอเรื่องราวในไบ

เบิ้ลด้วยลีลา Rock

.

.

บรอดเวย์ได้นำเรื่องนี้มาสร้างเป็นละครเช่นกัน แต่สร้างก่อนภาพยนตร์ คือ ในปี

1971 โดยยังคงให้ Andrew Lloyd Webber กับ Tim Rice เป็นผู้ประพันธ์เพลง

เช่นเดียวกับเวอร์ชั่นภาพยนตร์

.

.


(สูจิบัตรมาพร้อมใบนี้แหละค่ะ)

.
ละครบรอดเวย์ Jesus Christ Superstar เป็นชีวิตช่วงเจ็ดวันสุดท้ายใน

ชีวิตของพระเยซู ตั้งแต่การเดินทางเข้าสู่เยรูซาเล็มจนกระทั่งถูกทรมานและจับ

ตรึงกางเขน โดยถ่ายทอดเรื่งราวผ่านสายตาของ จูดาส อิสคาริออท และนำ

เสนอบทเพลงทั้งหมดออกมาในท่วงทำนองร็อก โอเปร่า และถูกประท้วงโดยกลุ่ม

คริสเตียนอีกเช่นเคย แถมบางเพลงจากละครยังถูกแบนไม่ให้ออกอากาศทางวิทยุ

อีกด้วย ตรงนี้แหละ ที่สบใจคนนอกคอกอย่างฉันเหลือเกิน

.

.



ละครบรอดเวย์เป็นละครเพลงยอดนิยมของอเมริกาโดยมีการกำหนดรูปแบบการ

แสดง เพลงและการเต้นรำ ไว้อย่างตายตัวไม่ว่าจะเปิดการแสดงกี่รอบก็ตาม โดย

ชื่อ "บรอดเวย์" นั้นนำมาจากชื่อถนนสายหนึ่งในนิวยอร์ก

.

.

วงการภาพยนตร์มักจะนำเรื่องราวจากละครเพลงมาทำเป็นภาพยนตร์และส่วน

มากจะประสบความสำเร็จได้รางวัลอยู่เสมอ เช่น เรื่อง West Side Story, The

Sound of Music, South Pacific,The King and I, และ Chicago เป็นต้น

.

.



(สูจิบัตรละคร)

.

.

ทุกปี ละครบรอดเวย์จะออกเดินสายตระเวณแสดงตามเมืองต่างๆ ที่มีความสำคัญ

เชิงวัฒนธรรมทั่วอเมริกา ถือเป็นความโชคดีอย่างใหญ่หลวงที่เมืองหิมะของฉัน

บังเอิญติดข่ายเมืองวัฒธรรมด้วย เนื่องจากมีมหาวิทยาลัยชั้นนำและมีโรงละคร

เก่าสวยคลาสสิกตั้งอยู่ เป็นที่ต้องใจของคณะละคร บรอดเวย์ และทุกปี ฉันไม่

เคยพลาดที่จะแคะกระปุก เอาเงินไปตีตั๋วละครมาดูอย่างชื่นอกชื่นใจ ตามประสา

คนเบี้ยน้อย หอยเหี่ยว

.

.

ครั้งแรก ฉันแคะกระปุกไปซื้อตั๋วละครบรอดเวย์เรื่อง Hair Spray เรื่องของสาว

อ้วนที่อยากเป็นนักแสดง ได้รับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยจอห์น ทราโว

ต้า รับบทเป็นแม่เมื่อไม่นานมานี้ แต่หลังดูละครเรื่องนี้จบก็หลงแสงสีมายาเวที

ในทันใด จึงกลายเป็นสิ่งที่หมายมั่นปั้นมือว่า จะต้องแคะกระปุกออมสินรูปหมูเอา

เงินมาซื้อตั๋วละครบรอดเวย์ให้ได้ทุกรอบที่คณะละครแวะมาเยือน

.

.


(บัตรชมละครพร้อมบัตรดินเนอร์)

.

.

ปีถัดมา เป็นการแสดงเรื่อง Chicago ซึ่งฉันนั่งดูหนังเรื่องนี้สามรอบเพราะประทับ

ใจท่าเต้นจากภาพยนตร์ เมื่อคณะละครมาเปิดการแสดงที่นี่ ด้วยความที่

เตรียมตัวมาดี ฉันเลยจองตั๋วได้แบบห่างจากขอบเวทีสามแถวหน้าสุด กะจ้อง

ทุกรูขุมขนของนักแสดง ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะนักแสดงทุกคน แต่งชุดรัดรูปสีดำ

โดยเฉพาะฝ่ายหญิงที่แต่งชุดคล้ายชุดว่ายน้ำสีดำ เว้าขาสูง ตอนนั้น แอบเห็น

สองตายายผัวเมียที่นั่งข้างหน้างอนกันเล็กน้อย ค่าที่สามีของป้าแกจ้องสูงเกินขา

นักแสดงหญิง

.

.


ปีนี้ ละครบรอดเวย์กลับมาอีกครั้ง พร้อม Jesus Christ Superstar และเปิดรอบ

แสดงเพียงวันเดียว มีรึที่ฉันจะพลาดการแคะกระปุกหมูไปจองตั๋วละคร

.

.


(นี่แหละค่ะ โรงละครสวยคลาสสิกที่ไปดูละครมา)

.

.
การจองตั๋วละครบรอดเวย์ในเมืองที่ฉันอยู่มีสามระดับ พวกที่จองตั๋วแบบเหมาราย

ฤดูกาลแสดง ได้เลือกที่นั่งหน้าสุด จากนั้น จะกั๊กตั๋วให้พวกที่ซื้อตั๋วละครพร้อม

ดินเนอร์ กลุ่มที่สองนี้แหละ ได้นั่งแถวหน้าถัดจากพวกแรก ส่วนพวกที่สาม จอง

บัตรตามยถากรรมแบบใครจองก่อน ได้ก่อน แบ่งชนชั้นกันตามราคาตั๋ว

.

.

ฉันจองตั๋วแบบที่สองนี่แหละ ยอมจ่ายแพงหน่อย แต่ได้นั่งข้างหน้าและมีมื้อเย็น

ให้กินอิ่มหมีตีพุงก่อนดูละคร พวกที่จองแบบตามปกติ อาจจะต้องไปนั่งชั้นสอง

ซึ่งไกลลิบ ไม่ได้หรอก กะเหรี่ยงอย่างฉัน นานๆ จะได้ดูละครบรอดเวย์ทั้งที งาน

นี้ ต้องทุ่มทุนสร้างหน่อย ลงทุนถอดกางเกงยีนส์ เสื้อกล้ามตราห่านคู่ และ

รองเท้าแตะคีบตราดาวเทียมที่อุตส่าห์ลากมาจากเมืองไทย จัดแจงอาบน้ำขัดขี้

ไคลให้งามผ่องพร้อมแต่งองค์ทรงเครื่องไปดูละคร

.

.



(ปีนี้ วาเลนไทน์ของฉันมาเร็วกว่าปกติค่ะ)

.

.
ในสองครั้งที่ผ่านมา การดูละครบรอดเวย์ ไม่ใช่แค่มาดูละครเท่านั้น ผู้คนยังแต่ง

ตัวเริ่ดมาประชันกันด้วย ครั้งแรกๆ เราจึงไปดูละครกันอย่างเจียมๆ แอบๆ ยืนตรง

ประตู คอยดูรถลีมูซีนมาจอดข้างหน้าโรงละคร (คือ นานๆ จะเห็นที แบบว่า บ้าน

นอกจัดน่ะ) แต่ละนางที่ลงจากรถ เธอใส่เสื้อโค้ทขนมิ้งค์ ส่วนฉันมีแต่เสื้อ

โค้ทขนหมา เพราะหมาหน้าค้างคาวแก่ที่บ้านมันชอบแอบขึ้นมานอนบนเสื้อ

หนาวบ่อยๆ เสื้อโค้ทที่มีเลยกลายเป็นเสื้อขนหมาไปโดยไม่ตั้งใจ

.

.


.

.

แต่กระนั้น ด้วยความที่ละครบรอดเวย์คือละครยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศ

บางใครยังบินมาจากชิคาโก้มาดูละครที่นี่ ส่วนฉันนั้นก็ยืนใจเต้นมองอนงค์

ในชุดสุดหรูแต่ละนาง พลางขยับเสื้อโค้ทขนหมาไปมาอย่างเขินๆ ทุกครั้ง

ที่เจอเหล่าแม่นางแสนรวย

.

.


โชคดีที่คืนนี้อากาศไม่หนาวจัด ประมาณ 32 F หรือศูนย์เซลเซียสบ้านเรา

อากาศแบบนี้ กำลังสบายสำหรับคนที่นี่ เพราะปกติจะหนาวสาหัสกว่านี้มาก เรา

เดินทอดน่องไปยังภัตตาคาร Bistro เพื่อกินมื้อค่ำ บนโต๊ะมีเทียนสวยน่ารักปัก

อยู่แท่งหนึ่ง สวยจนน่าขโมยกลับบ้าน ราคามื้ออาหารนั้นซื้อประกบไปกับค่าตั๋ว

แล้ว เพราะความอยากนั่งแถวหน้า เลยยอมทุ่มทุนสร้างจ่ายค่าตั๋วพร้อมมื้อค่ำ

.

.



(ในห้องล็อบบี้ รอเวลาละครแสดง)

ละครแบ่งเป็นสององก์ เป็นเวลาสองชั่วโมง ตามนี้

ACT I

Overture

Heaven on Their Minds

What’s the Buzz/Strange Things Mystifying

Everything’s Alright

This Jesus Must Die

Hosanna

Simon Zealotes/Poor Jerusalem

Pilate’s Dream

The Temple

Everything’s Alright (Reprise)

I Don’t Know How to Love Him

Damned for all Time



ACT II

The Last Supper

Gethsemane

The Arrest

Peter’s Denial

Pilate and Christ

King Herod’s Song

Could We Start Again Please?

Judas’ Death

Trial by Pilate

Superstar

Crucifixion

John 19:41



.

.
Ted Neeley รับบท Jesus Christ ได้ดีเหลือเกิน ทั้งสีหน้า แววตา และเสียงร้อง

ส่วนอีกคนที่ฉันชื่นชมไม่แพ้กันคือ จอมทรยศ Judas รับบทโดย James

Dalisco สุ้มเสียงหมอนี่มีพลังไม่เป็นรอง Ted Neeley แม้แต่น้อย

.

.

ฉากเด็ดมีอยู่หลายฉาก ไม่ว่าจะเป็นฉากที่แมรี่ แมกดาลีน รับบทโดย

Chistina Sass ชะโลมน้ำมันหอมให้พระเยซู และร้องเพลง Everything's

Alright ไปด้วย จูดาสโผล่หน้ามาถากถางทันทีว่า ทำไมไม่คิดถึงคนยากจนบ้าง

ละเว้ย เอาน้ำมันใส่ผมใหม่ๆ แพงๆ มาใช้ทำไม James Dalisco

ผู้รับบทจูดาสทำหน้ากวนตีนได้อารมณ์มาก ทั้งสุ้มเสียงเยาะเย้ยอย่างน่าถีบ แบบ

ร้องเพลงแล้วทำหน้ายียวน วอนหาอวัยวะเบื้องต่ำดีแท้ๆ

.

.



(James Dalisco ผู้รับบทจูดาส)


.

.

แน่นอนค่ะ จบฉากนี้ คนดูปรบมือกันเสียงขรมถมเถ ประทับใจกันไปถ้วนหน้า โดย

เฉพาะ Ted Neeley นี่หน้าตาเหมือนพระเยซูที่เราเห็นตามภาพวาดในโบสถ์มาก

ดูแล้วได้อารมณ์ดีจริงๆ

.

.



.

.

แต่ฉันชอบอยู่สองฉาก คือ ฉาก The Temple เปิดฉากออกมา วิหารยุคนั้นกลาย

เป็นเหมือนตลาดไปแล้ว มีทั้งคนมาเร่ขายของและหญิงโสเภณี สีสันจัดจ้านดี

เหลือเกินกับฉากนี้ Jesus of Nazareth โผล่มา ร้องเพลงไปพักหนึ่งแล้วตวาดด่า

คำเดียว "GET OUT" กึกก้องไปทั้งโรงละคร คนเผ่นกันกระจายแทบตกเวที

พลังเสียงเหลือกินเหลือใช้ เอาเป็นว่า ถ้า Ted Neeley อยากเปลี่ยนอาชีพ เลิก

แสดงเป็นพระเยซูแล้วหันมาเอาดีทางนักร้องวงเฮฟวี่ เมทัล ได้เกิดแน่นอนกับ

พลังเสียงสะท้านสะเทือน หากพูดอย่างบ้านๆ คงต้องบอกว่า เสียงทรงพลังแบบ

ด่าคนดังไปสามคุ้งน้ำ นั่นแหละ ฉากนี้ คนดูลุกขึ้นยืนปรบมือให้ตามเคย

.

.

.

.

อีกฉากที่ต้องยกนิ้วให้คือ ฉาก The Last Supper ที่เห็นแล้วขนลุก จัดฉากได้

เหมือนภาพวาดของลีโอนาร์โด ดาวินซี มากๆ นักแสดงทุกคน เมื่อเข้า

ประจำที่แล้ว ต่างนิ่งค้างเหมือนภาพวาดนานเกือบห้านาที ฉากนี้ได้รับเสียงปรบ

มือกึกก้องเหมือนเดิม

.

.

ที่ฉันชอบที่สุดในฉากนี้คือ นักแสดงทุกคนหันหน้าไปทางพระเยซู หากแต่จูดาส

นั่งหันหลังให้เพียงคนเดียว เพราะรู้ดีว่า ตนนั้น ทรยศต่อพระเยซูด้วยการนำข่าว

ไปบอกทหารให้มาจับกุมตัว ฉากนี้แหละ ที่เด็ดสุด เป็นความขัดแย้งที่กลมกลืน

อย่างแท้จริง

.

.



.

.

ฉากสุดท้าย เป็นฉากการตรึงกางเขน Jesus Christ แอบนึกชมเทคนิคของ

ละครบรอดเวย์ไม่ได้ คือ นักแสดง Ted Neeley ลงไปนอนหงาย หน้าฉากก็แสดง

กันไป ส่วนหลังนักแสดงก็เอาลวดสลิงสีดำขึงกับตัว Ted Neeley ดูกลมกลืนไป

กับแสงสีดำของฉาก จากนั้น เมื่อยกส่วนที่ Ted Neeley นอนเอนลงไปเมื่อครู่

กลายเป็นไม้กางเขน หากดูจากไกลๆ เหมือนการตรึงกางเขนจริงๆ และในตอนจบ

มีการดึงลวดสลิงขึ้นไป ทำให้เหมือน Jesus Christ กำลังลอยขึ้นสู่สวรรค์ จาก

นั้นก็ทิ้งผ้าผืนยาวลงมา เป็นภาพพิมพ์รูปผ้าห่อศพแห่งตูริน ดูขรึมขลังอลังการ

ที่สุด

.

.


.

.

หลายคนชอบเพลง I don't know how to love you แต่ฉันกลับชอบเพลงอีก

เพลงมากกว่าคือ Everything's Alright ฟังหวาน นุ่มนวลกว่า สำหรับฉันแล้วถือ

เป็นเพลงที่น่ารักทีเดียว แต่สำหรับคริสเตียนนั้น คงไม่คิดแบบนี้แน่ เพราะเป็น

เพลงที่แมรี่ แมกดาลีน ร้องขับกล่อมพระเยซูให้นอนพลางชะโลมน้ำมันหอมบน

เรือนผมให้อย่างอ่อนโยน

.

.

.

.

ในนิยายของแดน บราวน์ เรื่อง Da Vinci Code กล่าวถึงแมรี่ แมกดาลีนว่า เป็น

ชายาของJesus Christ หากแต่ชาวคริสเตียนไม่เคยยอมรับความสัมพันธ์นี้ และ

กล่าวอ้างว่า แมรี่ แมกดาลีนเป็นผู้หญิงไม่ดี เนื่องจากขัดกับความพยายามยก

Jesus Christ ขึ้นเป็นพระเจ้าอันแตะต้องไม่ได้

.

.

หากสังเกต เราจะเห็นว่า นิยามของ Jesus Christ ไม่ว่าเวอร์ชั่นนิยาย ภาพยนตร์

หรือละคร ต่างล้วนชี้ไปจุดเดียวกันว่า Jesus Christ เป็นศาสดาและเป็นผู้ชายคน

หนึ่งเท่านั้นเอง ดังถ้อยหนึ่งในบทเพลง I don't know how to love you ที่ย้ำไป

มาหลายหนว่า He's a man. He's just a man.

นี่แหละ ที่โดนใจและได้ใจฉันไปเต็มๆ กับสิ่งที่ "แฝง" อยู่ในละคร

.

.


.

.
ก่อนปิดม่าน นักแสดงออกมาขอบคุณท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องยาวนาน ทุก

คนลุกขึ้นยืนและโห่ร้องแสดงความชอบใจ หลังนักแสดงคนสุดท้ายลาโรงไป

และคนดูกำลังเตรียมตัวลุกออกจากโรง เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น อยู่ๆ ไฟก็ดับพรึ่บ

ทั้งโรงละคร ท่ามกลางเสียงร้องระงมตกใจของผู้ชม

.

.

เราอาศัยแสงจากโทรศัพท์มือถือ คลำๆ หาทางออกไปเรื่อยๆ พลางนึกว่า เดี๋ยว

คอยดูพรุ่งนี้เถอะ จะต้องมีพาดหัวข่าวเรื่องนี้แน่ๆ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ กลาย

เป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ของเมือง จริงๆ แล้ว ที่ไฟดับเพราะพายุเข้าและ

ลมแรง มากกว่าจะเป็นเรื่องปาฎิหารย์

.

.

เมื่อก้าวออกมานอกโรงละคร ความมืดยังคงปกคลุมท้องถนน เนื่องจากไฟดับ

กินอาณาบริเวณกว้างไปทั้งดาวน์ทาวน์ หากแต่ ไฟดวงเล็กๆ ดวงหนึ่ง ยังอบอุ่น

สว่างไสวอยู่ในใจตลอดค่ำคืนอันหนาวเหน็บกับละครเพลงอันยิ่งใหญ่ Jesus

Christ Superstar








"เจริญขวัญ"

ตีพิมพ์ครั้งแรก : นิตยสาร "หัวใจเดียวกัน"

ปีที่ 1 ฉบับที่ 5 , 2552








I Dont Know How To Love Him - Yvonne Elliman




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2552
3 comments
Last Update : 29 กันยายน 2552 21:08:00 น.
Counter : 650 Pageviews.

 

อ่านมาแล้วรอบหนึ่งล่ะ (จริง ๆ )

 

โดย: พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง 17 กุมภาพันธ์ 2552 7:50:52 น.  

 

คุณนายขา ดิชั้นอยู่บ้านนอกไม่เคยดูละครเวที แต่เพลงนี้เคยฟังเจ้าค่ะ

พระเอกหน้าเหมือนสามีดิชั้นตอนหนุ่มๆมากกกกค่ะ

 

โดย: Febie 17 กุมภาพันธ์ 2552 19:19:20 น.  

 

ก็มาทักทายตามประสา

คนหน้าตาดี --

 

โดย: ดาริกามณี 20 กุมภาพันธ์ 2552 13:23:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Kala_mydog
Location :
Indiana United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




**งานเขียนทุกชิ้นที่ปรากฏในเวบไซต์นี้
เป็นลิขสิทธิ์ของเจ้าของบทประพันธ์นั้นๆ แต่เพียงผู้เดียว
ห้ามกระทำการดัดแปลง แก้ไข
หรือแอบอ้างไปเป็นผลงานของตน
โดยไม่มีการอ้างถึงเจ้าของลิขสิทธิ์
หากผู้ใดมีความประสงค์
จะนำข้อมูลดังกล่าวออกเผยแพร่ ตีพิมพ์
หรือนำไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นใด
โปรดติดต่อเจ้าของบทประพันธ์โดยตรง**



สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539
ห้ามมิให้นำไปเผยแพร่และอ้างอิง
ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความ
ในสื่อคอมพิวเตอร์แห่งนี้เพื่อการค้า
โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
ผู้ละเมิดจะถูกดำเนินคดี
ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด



"เจริญขวัญ" (kala_mydog)

Friends' blogs
[Add Kala_mydog's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.