จินตลีลา โดย วลีลักษณา
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2560
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
24 กรกฏาคม 2560
 
All Blogs
 

~*~ ลู่รุ้ง ~*~

๐ สังคีตครวญพลิ้วแผ่วฟังแว่วหวาน
ยังกังวานก้องในหัวใจหนึ่ง
เหมือนย้อนกาลให้หวนครวญคะนึง
ความซาบซึ้งแทรกทรวงไม่ล่วงเลย

๐ นานเพียงไหนท่องทางอันว่างเปล่า
เก็บความเหงาเคล้าฝันรอวันเผย
หวังรอบบุญเวียนกรายมาก่ายเกย
กลับคล้ายลมรำเพยพัดเลยไกล

๐ แลมิหวนทวนหอบมาปลอบขวัญ
ล่วงผ่านวันผันเดือนแปรเงื่อนไข
ดั่งลมเพลมพัดสะบัดไกว
แกว่งเช่นใจผู้คนวกวนนัก

๐ หรือลิขิตเบื้องบรรพ์ลงทัณฑ์ทบ
มิอาจลบเพรงกรรมตรึงจำหลัก
จึงแยกฟ้าพรางฝันแม้มั่นภักดิ์
ราวถูกผลักให้พ้นคนละทิศ

๐ คงอยู่แต่เยื่อใยอันไหวสั่น
ที่ผูกพันเกินพรากออกจากจิต
ยังฝ่าลู่ขวากขวางทางชีวิต
ถึงวันปลิดปราณวางคงจางทุกข์

๐ เหลียวชะแง้แลหาทั้งหน้าหลัง
แบกความหวังเดินตามหาความสุข
ต่างยื้อแย่งแข่งดี-กลียุค
ก็แทรกซุกรุกคืบทุกหลืบมุม

๐ จึงบาดเจ็บเหน็บหนาวทุกก้าวย่าง
เหยียบหนามแหลมแซมทางเขาวางสุม
ก่อริ้วการณ์ก่อนเก่าตามเร้ารุม
ทั้งที่ทุ่มแรงกายกลับพ่ายพัง

๐ กระแสกาลเวียนกรายทำลายสิ้น
ค่อยขาดวิ่นบิ่นแหว่งทุกแหล่งหวัง
ค่อยแล่เนื้อเถือทิ้งทุกสิ่งดัง-
แค่ประทังชั่วครู่มิอยู่คง

๐ สุดทางแยกแปลกสายจักบ่ายหน้า
มิรู้ว่าก้าวเดินอาจเพลินหลง
ฝ่าม่านหมอกพอกหนาพะว้าพะวง
เพียงรอปลงร่างกายที่ปลายทาง

๐ แล้วร่องรอยแห่งฝันก็ผันภาพ
ลงทอดทาบน่านฟ้าเพลาสาง
เป็นลำรุ้งปูลาดลงพาดกลาง
รอก้าวย่างลัดเลาะเฉพาะตน

๐ อาจเพรงบุญหนุนพาจนมาพบ
เวียนบรรจบรอบวงตามส่งผล
สัมผัสแสงสีทองผ่องอำพน
ลบเงาหม่นพ้นผ่านทุกด้านแล้ว

๐ เป็นเช้าชื่นดื่นมาลย์ตระการสวน
สังคีตครวญคลอผสมริ้วลมแผ่ว
หยาดน้ำค้างคราวสายก็พรายแวว
แต่งช่อแก้ววาววามในยามนั้น

๐ ดื่มด่ำรสหวานหอมหว่านล้อมที่
นับจากนี้จวบลับร่างดับขันธ์
ขอผูกดวงใจวางเป็นรางวัล
ตราบชั่วนิจนิรันดร์ไม่ผันไกล

วลีลักษณา
๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐
ทยอยญวน....เดี่ยวไวโอลีน




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2560
14 comments
Last Update : 26 กรกฎาคม 2560 8:20:07 น.
Counter : 231 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณชมพร, คุณSweet_pills

 

ไพเราะยิ่งนักค่ะคุณวลี ปรางอ่านสองรอบมิมีที่ติเลยค่ะ นัยถ้อยรำพึง..

 

โดย: ปรางทิพย์ ตะวัน IP: 83.88.128.17 25 กรกฎาคม 2560 22:42:01 น.  

 

แวะมาเยี่ยมพี่วลีนะคะ กลอนไพเราะเสมอค่ะพี่

 

โดย: อโศกน้ำ 26 กรกฎาคม 2560 11:17:20 น.  

 

สวัสดีค่ะ คุณปรางฯ
ขอบคุณที่แวะมาเยือนนะคะ

น้องตูน
ขอบคุณที่แวะมานะคะ

 

โดย: วลีลักษณา 26 กรกฎาคม 2560 19:05:15 น.  

 

ตามมาอ่าน ครับ

 

โดย: เดียวดาย ตะวันออก 28 กรกฎาคม 2560 2:29:10 น.  

 

~*~ ทะเลชนม์ ~*~

๐ น่านอรรณพเวิ้งว้างแสนกว้างใหญ่
ลึกสุดใจอาจหยั่งหากพลั้งเผลอ
หลงใหลความเงียบสงบที่พบเจอ
หยิบฉวยมาปรนเปรอละเมอไป

๐ มิระแวดระวังพลังคลื่น
คราวลมตื่นผืนชลก็วนไหว
สำเภาชีพถูกแรงโหมแกว่งไกว
อาจจมใต้บาดาลก่อนกาลควร

๐ แต่ช้าเร็วยากรั้งย่อมพังพ่าย
ต่างเวียนว่ายวารวันอันผันผวน
ทั้งสุขทุกข์ลุกเล่นเป็นกระบวน
ให้ทบทวนคุณค่าที่น่าครอง

๐ เหลือบทเรียนการล่องครรลองโลก
ฝากรอยโศกลายเศร้าเคล้าหม่นหมอง
ทั้งฉ่ำชื่นรื่นรมณ์ยามสมปอง
สุดท้ายต้องวางลงมิคงนาน

๐ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งก่อและต่อชีพ
เป็นประทีปส่องส่งเวียนสงสาร
ผลัดภพชาติผูกติดจิตวิญญาณ
คือรูปการณ์รอยกรรมที่นำพา

๐ ยามโต้ลำโล้คลื่นอันตื่นคลั่ง
แม้พลาดพลั้งเกินผ่านหรือต้านฝ่า
หากต้องล่มจมลงใต้คงคา
ขอบุญญาหนุนเนื่องแม้เปลื้องชมน์

วลีลักษณา
๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

http://www.kawethai.com/board/index.php?topic=399.msg17656;topicseen#msg17656

 

โดย: วลีลักษณา 28 กรกฎาคม 2560 13:58:10 น.  

 

ตราตรึงคะนึงเสนาะสนาน
ขณะกานทจารนำ
ร่ายร้อยทยอยบทละคำ
ดุจกล้ำจะกรายกาล

ล่วงถึงอดีตบุพสมัย
ทะนุในมโนนาน
แว่วเพลงผสมวจะผสาน
ก็สมานเสมือนเคย-

แผ้วพานและผ่านสกลเขต
ประจุเหตุประจงเผย
จึงเกินจะเมินจะละจะเลย
ภวนั้นผินานเนา

เวียนภพวนชาติใช้       เพรงกรรม
รวมจิตบำบวงคำ         ผนึกไว้
ชนวารจักเหนี่ยวนำ      บรรสบ
วนผ่านพานพบให้        เกี่ยวข้องแก้ไข

จวบจนจิตตื่นรู้            สัจจัง
ยามผ่านการณ์ประดัง      กระหน่ำซ้ำ
พบ-พราก รัก-ชอบ-ชัง  ฝังอยู่
รอเคลื่อนภาพเวียนย้ำ    ยอกย้อนห่อนหาย

เพลงคีตครวญล่องเคล้า  ลมลอย
โสตสดับจิตก็พลอย      เหนี่ยวน้อม
ทวนกาลร่ำรอคอย       ปรุงจิต
ตราบฝ่าม่านหม่นล้อม   ลุห้วงสังสาร       

วลีลักษณา
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐

http://www.kawethai.com/board/index.php?topic=7914.msg17668;topicseen#msg17668

 

โดย: วลีลักษณา 30 กรกฎาคม 2560 12:30:31 น.  

 

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้ ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต วลีลักษณา Literature Blog ดู Blog ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 10 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น

ไพเราะมาก ทั้งเพลง ทั้งบทกวี ส่งเสริมกันดีมาก

ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมค่ะ

 

โดย: ชมพร 30 กรกฎาคม 2560 14:21:06 น.  

 

คงหลงใหลได้ปลื้มจนลืมพี่
ล่วงผ่านปีถ้อยสารก็พาลหาย
ทุกลำนำฉ่ำหวานก็พาลวาย
ดุจน้ำค้างล่วงสายก็หน่ายดิน

ที่เคยกลั่นหยดหยาดบำราศหมด
มิต่างพจน์พลอดพร่ำดุจลำสินธุ์
ยามดึกกลั่นหยดดังจะหลั่งริน
ให้ยอดตฤณชุ่มฉ่ำก่อนอำลา

เมื่อแสงแรกแทรกลำยามย่ำรุ่ง
ก่อแก้วเพชรเก็จรุ้งทั้งทุ่งหญ้า
งามพรายพร่างเพียงช่วงแค่ลวงตา
ครั้นแดดกล้าโลมพลอดก็มอดตน

ช่างกลับกลายหน่ายแหนงเปลี่ยนแปลงเจต
หรือเพราะแอบแฝงเลศเป็นเหตุผล
ใจเจ้าจึงรวนเรด้วยเล่ห์กล
แล้วผันตนออกห่างจนร้างลา

เปรียบเป็นหยดน้ำค้างที่จางหาย
มอดมลายเลือนสิ้นจากถิ่นหล้า
เหลือเพียงรอยกำสรดหยดน้ำตา
ที่แทบบ่าล้นนัยน์นะใจเอย

เพราะไม่รักใช่ไหมจึงใจร้าย
มากลับกลายหน่ายกันถึงวันเผย
ก็มิเห็นเนื้ออุ่นคนคุ้นเคย
ดั่งน้ำค้างเลือนระเหยละเลยตฤณ

ชุ่มเพียงค่ำฉ่ำหยดปรากฏเช้า
ครั้นแดดเผายามสายก็หายสิ้น
ทิ้งใจคนจริงจังให้พังภินท์
ทั้งชีวินที่เหลือจะเพื่อใคร

ต้องยอมรับชะตาฟ้ากำหนด
ให้หลงบทบาทนางสำอางใส
กว่ารู้เล่ห์หลอนหลอกทั้งนอกใน
ก็เหมือนดังหัวใจลอยไปแล้ว

 

โดย: Zircon IP: 171.100.226.215 30 กรกฎาคม 2560 20:03:51 น.  

 

คิดถึงจังค่ะคุณวลี
คุณวลีสบายดีนะคะ
บทประพันธ์ของคุณวลีไพเราะมากเหมือนเดิมค่ะ

ต๋าไม่ได้เข้าบล๊อกมาอาทิตย์กว่า ไปเยี่ยมคุณแม่เพิ่งกลับมาค่ะ
ขอบคุณคุณวลีมากนะคะสำหรับกำลังใจ
นอนหลับฝันดีนะคะ

 

โดย: Sweet_pills 30 กรกฎาคม 2560 23:32:51 น.  

 

“ทะเลเวลา”

ลมโชยริ้วพลิ้วผ่านไล้น่านน้ำ
พัดพาลำเรือล่องท่องวิถี
พรากต้นหนล้ำล่วงห้วงนที
พาชีวีเคลื่อนผ่าน “ธารเวลา”

บางขณะทะเลก็เห่กล่อม
พรายน้ำย้อมสีแสงแห่งอุษา
เปิดให้เห็นทิศทางหว่างธารา
จึงเบนลำบ่ายหน้านาวาไป

ล่วงคืนวันผ่านคล้อยยิ่งลอยห่าง
แต่อรรณพเวิ้งว้างแสนกว้างใหญ่
ลมทะเลเห่ซัดยากวัดใจ
จะโหมลำคราวใดมิใคร่รู้

มองหาฝั่งดั่งเร้นมิเห็นหน
ประะคองเรืออดทนวกวนอยู่
โต้คลื่นลมหมุนเวียนเปลี่ยนฤดู
ต้องหยัดสู้ต้านกระแสอันแปรปรวน

ใน “ทะเลเวลา” นาวาล่อง
ที่สุดต้องปราชัยในทุกส่วน
ความขาดวิ่นบิ่นแหว่งแต่งกระบวน
รอทิ้งทวนสุดท้ายเป็นปลายทาง

วลีลักษณา
๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐

 

โดย: วลีลักษณา 31 กรกฎาคม 2560 18:33:40 น.  

 

แว่วคีตล่องนยละม้าย
ลุพิไลนิมิต ราง-
รูปเงา ก็ เผย วิจิตกลาง
มัคเปลี่ยว และเหนี่ยวทรวง

คือภาพ ประทับ อุระสมาน
บุพกาลนาน ทวง
เนิ่นนานผสานพละทะลวง
ทะลุห้วงฤทัยโหม

เอื้อมคว้า ก็คว้าง จรทยาน
ระดะลานพระพายโลม
เวิ้งว้างระหว่างระยะโพยม
นิรโน้มนิราศเลือน

เรียงกรองคำร่ำร้อย ทยอยจาร
เวียนส่งวนสืบสาร ฝากให้
คอยเติมแต่ง “จินต์” กานท์ สอดแทรก
ผูกเงื่อนอารมณ์ไว้ ขยับให้เขยื้อนขวัญ

หลากหลายแบบบ่งชี้ ทำนอง
ลางสุขลางทุกข์กรอง เกริ่นอ้าง
รักเกลียดชอบชังลอง เรียงบท
คำแต่งจึงสล้าง เสลาด้วยลีลา

อันเคลื่อนไหวแช่มช้อย ชวนชม
ยามอ่านรั้งอารมณ์ เคลิบเคลิ้ม
ยามแต่งเพิ่มเสริมปม ให้ติด ตามเนอ
ตามเสพสร้อยหยาดเยิ้ม เหยาะย้อมตะล่อมฝัน

วลีลักษณา
๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐

 

โดย: วลีลักษณา 31 กรกฎาคม 2560 21:41:11 น.  

 

วลี เอย..
แวะมาหาวลี หลายครั้งแต่เข้าบ้านไม่ได้ คงห่างไปเสียนาน ยังคิดถึงเสมอนะ

 

โดย: คีย์ไฟ (MOON11 ) 1 สิงหาคม 2560 8:15:31 น.  

 

สวัสดีค่ะ ป้าเก๋า
วลีจะไปขอของแต่งบล็อกบ้างนะคะ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ

สวัสดีค่ะ คุณต๋า
ระหว่างที่ไม่ได้มาเปิดบล็อกคิดถึงมากมายเลยค่ะ


สวัสดีค่ะ คุณ Zircon
ขอบคุณสำหรับบทกลอนนะคะ


สวัสดีค่ะ คุณคีย์ไฟ
ดีใจที่ได้เห็นกันอีกนะคะ วลีแวะเวียนไปที่บ้านคุณคีย์ไฟแต่ไม่พบเจ้าของบ้านเลย คิดถึงนะคะ

 

โดย: วลีลักษณา 1 สิงหาคม 2560 18:40:40 น.  

 

ห่างหายไปนานเลยนะคะคิดถึงพี่วลีเสมอแวะมาอ่านบทกลอนของพี่ค่ะ

 

โดย: น้องรัก IP: 223.24.144.197 3 สิงหาคม 2560 21:24:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


วลีลักษณา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]










~*~ รุ้งร้างบนทางลวง ~*~

๐ เขียนกลอนรักทั้งที่ไม่มีรัก
สอดคำถักสลักร้อยเป็นสร้อยสาร
วาดภาพดอกรัก,เร่งให้เบ่งบาน
ล้อลมลู่ชูก้านบนลานวรรณ

๐ หยิบเส้นรุ้งหลากสีมาคลี่สาย
ปูลาดหมายก้าวล่วงเสพห้วงฝัน
บางขณะงามล้ำเกินรำพัน
บ้างบางวันเลือนรางอำพรางพราย

๐ สองแขนสอดกอดรัด...มัดดอกรัก
เกรงจะหักร่วงหล่นป่นสลาย
เฝ้าถนอมรูปนิมิตไว้ชิดกาย
เพื่อสุดท้ายปลายทางอันรางเลือน

๐ สัมผัสลมพรมพลอดตลอดคาบ
สัมผัสภาพแปรผันตามวันเคลื่อน
บางอย่างค่อยพรากทิ้งบางสิ่งเยือน
แล้วกลายเป็นซากเกลื่อนอยู่เดื่อนกาล

๐ เฉกลำรุ้งเวียนทาบระนาบฟ้า
หวังไขว่คว้ามาร้อยเป็นสร้อยสาร
งดงามย่อมรั้งได้เพียงไม่นาน
ก็ล่มรานลงสิ้น...ถึงดิ้นรน-

๐ ฉวยเอาล้อมอ้อมขวัญก็พลันพราก
มิเหลือซากรุ้งลวงจากห้วงหน
ที่แต้มแต่งใจดับคืออับจน
ถมทุกข์ท้นท่วมทั่วทั้งหัวใจ

๐ หวังให้กล่อมย้อมขวัญกระนั้นหรือ
จึงหมายยื้อแย่งฝันที่สั่นไหว
ภาพพร่ามัวเสเสร้งยังแกว่งไกว
หลอกหลอนในดวงจิตสุดลิดรอน

๐ จึงเย็นเยียบเพียบเปลือกหนาวเยือกอยู่
ยินแต่เสียงเพรียกกู่มิรู้ผ่อน
แทรกซึมล่วงทรวงอกแล้ววกย้อน
สะท้านสะท้อนซ่อนเงื่อนก่อนเลือนร้าง

๐ บนวิถีทางฝันอันวิจิตร
ขีดลิขิตจินตกานท์บรรสารสร้าง
ค่อยทะยอยร้อยรุ้งเอาปรุงวาง
ลงระหว่างโลกเงาอันเปล่าดาย

๐ รุ้งทอโค้งโยงฟ้าชนหล้าต่ำ
หลังฝนพรำงำหยาดจนปราศสาย
อณูน้ำฟุ้งฟ่องก็ผ่องพราย
ยามสูรย์ฉายลำแสงแต้มแต่งเรียว
๐ จะทอดลาดพาดลงที่ตรงไหน
อยู่ที่ใจหมายคล้องประคองเกี่ยว
เอาเป็นลู่ปู...ด้นอยู่คนเดียว
แล้วโน้มเหนี่ยวเงารางอันพรางองค์

๐ มาจะเขียนกลอนรักค่อยถักร้อย
สอดเป็นสร้อยสายสานคำหวานบ่ง
บอกนัยอันลึกล้ำแห่งจำนง
แล้ววางลงลานบรรณนิรันดร์ไป

๐ มาจะเขียนกลอนร้างลงวางเทียบ
เผยเย็นเยียบเหน็บหนาวปวดร้าวให้-
รู้ว่า, อกครวญคร่ำพิร่ำพิไร
เจ็บยอกในชีวิตราวปลิดปลง

๐ จะกำหนดบทท้ายแห่งลายลักษณ์
ว่าสลักกานท์ล้วนมิควรหลง
อันทุกถ้อยความคำแค่ดำรง
ในเวิ้งวง... “รุ้งร้างบนทางลวง”

วลีลักษณา
๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๕
ไม่นานเลย

๐ ลมอุสุมรุมร้อนพัดอ้อนโศก
กิ่งก้านโยกพลิกพลิ้วลู่ลิ่วไหว
ช่อดอกดวงกวัดแกว่งตามแรงไกว
ร่วงหล่นไกลจากต้นจนพ้นตา

๐จากแตกลัดระบัดช่อจนต่อดอก
แล้วผลิออกเบ่งบานอย่างหรรษา
เพียงไม่นานแห้งโหยเหี่ยวโรยรา
สิ้นคุณค่าอันควรให้หวนมอง

๐ ต่างร้างลับดับลงมิคงรูป
ผ่านมาวูบเดียวหายกลับกลายหมอง
ความหอมหวานผ่านมอบให้ครอบครอง
เพียงรอล่องลอยลับไปกับลม

๐ โศกสะเทิ้นสะท้านลมพัดพรมพร่าง
มาลาร้างหอมหวานเคยหว่านฉม
แต่โศกในทรวงเปลี่ยวยังเกลียวกลม
เคล้าผสมทุกข์ทบเกินลบเลือน

#วลีลักษณา
๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘

พอแล้ว

๐ ขอบคุณอ้อมกอดอุ่นขอบคุณฟ้า
อีกพื้นดินถิ่นหล้าแหล่งอาศัย
ทรัพยากรมากมีทุกที่ไป
มอบไว้ให้เสพสุขทุกอณู

๐ ใยไม่เห็นบุญคุณโลกหนุนส่ง
มาสืบเผ่าสืบพงศ์ให้คงอยู่
ได้เหยียบยืน ดื่มกินถ้วนสินธู
หาได้รู้คุณแผ่นดิน ช่างสิ้นคิด

๐ มาทำร้ายขายทะเลเทภูเขา
เหตุใดเล่าช่างทำอัมหิต
จะต้องให้เป็นพลีกี่ชีวิต
ที่ไร้สิทธิ์ต้านทานสันดานทุษฐ์

๐ เมื่ออำนาจวาสนาถึงคราหมด
จะอัปยศอดสูมิรู้สุด
เพราะว่าท่านแอบอมดื่มสมมุติ
จนเกินจุดพอดีที่ควรเป็น

วลีลักษณา

ดอกฝัน..วันโรย

๐ ผ่านมาแล้วผ่านเลยไม่เคยย้อน
ทุกช่วงตอนสุข-ทุกข์ก็รุกฝ่า
แหละนี่คือชีวิตอนิจจา
ดูเหมือนว่าเปล่าเปลืองทุกเรื่องไป

๐ แล้วมุ่งควาน หาญไขว่สิ่งใดเล่า
จนจิตเราเว้าแหว่งและแกว่งไหว
กระทบอกวกย้อนจนอ่อนใจ
หามีใครเขาทำให้คร่ำครวญ

๐ เจ้าดอกเอย พิกุลเคยกรุ่นกลิ่น
หอมรวยรินทั่วไปที่ในสวน
มาบัดนี้โรยราไร้ค่าควร
ให้หมู่มวลภุมรินมาผินมอง

๐ ถึงเวลาพาหล่นลงพ้นช่อ
มิอาจรอมิอาจรั้งเสียทั้งผอง
เหลืออยู่แต่ซากฝันเกลื่อนครรลอง
ได้จับต้องชูชมเพียงลมโชย

๐ หลับเถอะเจ้าซบลงที่ตรงนั้น
ใต้ดวงวันแผดแสงอาจแห้งโหย
อย่าพ้อโลกโศกทรวงยามร่วงโรย
ปล่อยดอกฝันปลิดโปรยแต่โดยดี

#วลีลักษณา

หน้ากาก

๐ ต่างก็ล้วนแต่งแต้มพอกแซมสี
เอานิยามความดีเขาตีค่า
มาปิดทับภายนอกเพื่อหลอกตา
จึงรู้หน้ามิรู้ในหัวใจเลย

๐ ที่งามล้วนชวนแลก็แค่นั้น
เพราะแค่ปั้นแค่สร้างเอาวางเผย
ความหนาที่ปิดพอกช่างงอกเงย
จนกองเกยทบท้นอยู่บนวัย

๐ จะถามหาความจริงในสิ่งเห็น
ก็ยากเย็นเสียยิ่งกว่าสิ่งไหน
เกินจะมองทะลุผ่านถึงด้านใน
ดีหรือชั่วเช่นไรมีใครรู้

๐ หนอมนุษย์สุดที่จะตีค่า
เหมือนค้นหาสิ่งที่ไม่มีอยู่
แม้มองผ่านมองพิศพินิจดู
กายที่คนเชิดชูมิรู้ใคร

๐ อาจเป็นเปรตแปลงร่างอำพรางรูป
เข้าเสพสูบสังขารจวบรานขัย
ผลาญเลือดเนื้อตามกาลแหลกลาญไป
ด้วยจิตใจมืดบอดตลอดกาล

#วลีลักษณา

เพรงทัณฑ์

๐ สายลมร่ำค่ำนี้ไม่มีแล้ว
ร้างวี่แววคนไกลที่ใฝ่ถึง
กาลเวลาพรากหวังเกินรั้งดึง
ได้แต่เพียงลำพึงคะนึงครวญ

๐ สนลู่ลิ่วพลิ้วใบลมไล้ผ่าน
เสียดสีก้านกิ่งไกว ร่ำไห้หวน-
เพรียกลำเพยพรากพ้นไม่วนทวน
ฤาต่างล้วนเล่ห์ลวงทุกช่วงกาล

๐ กระซิบแผ่วแว่วหวานบรรสารศัพท์
เพียงเพื่อลับเพื่อร้างตามทางผ่าน
อ้อมแขนที่สวมกอดตลอดกาล
โอบกอดเพียงกากชานแห่งมารยา

๐ รู้ทั้งรู้แก่ใจว่าไม่อาจ
จะผูกวาสน์ร่วมวงคล้องพงศา
แต่ศรรักแสนร้ายหักปลายคา
จนเกินกว่าฉุดดึง ยังตรึงทรวง

๐ เหน็บหนาวอยู่กลางโลกโศกกำสรด
หรือว่าถูกกำหนดตามบทสรวง
พากย์โทษทัณฑ์แทรกซ้ำเพรงกรรมทวง
ให้ติดบ่วงบาปบรรพ์เกินบั่นรอน

#วลีลักษณา

สิ้นชาติขาดภพ

๐ สาสมแล้วใช่ไหมหัวใจนั่น
เคยเยาะหยันเหยียบย่ำอยู่ซ้ำที่
เอื้อมตะกายหมายคว้าคิดว่าดี
หลงเปรมปรีดิ์รูปปลอมเขาย้อมวาง

๐ ก็หูหนวกตาบอดตลอดช่วง
หลงภาพลวงบ่วงเล่ห์มิเหห่าง
จึงชื่นชมลมเล่ห์เสน่ห์นาง
ตกหลุมพรางเกินด้นพ้นมายา

๐ ถึงวันนี้คิดได้ก็สายแล้ว
กำเศษแก้วกากดินอันสิ้นค่า
ก็จงกอดตลอดชาติอย่าคลาดคลา
อย่าได้แม้ปรายตากลับมาแล

๐ ห่างให้พ้นอย่าผ่านมาพานพบ
ให้วันลบคืนร้างกลางกระแส-
กาลเวลาหมุนเวียนให้เปลี่ยนแปร
นับตั้งแต่บัดนี้อย่ามีวัน

๐ ถึงวนว่ายตายดับอีกกัปโกฏิ
ขอพรหมโปรดลิขิตให้บิดผัน
ให้ผิดรอบกรอบกาลนับล้านกัลป์
เนิ่นนานนับอนันต์จงผันไกล

#วลีลักษณา

๐ สุขดีหรือเยี่ยงไรนะใจเจ้า
ที่คอยเฝ้าค่อนขอดตลอดศก
เขาหรือใครไหนกันหวั่นสะทก
ก่อนรกครอบใจทำไมกัน

๐ ช่างทุรนทุรายเที่ยวส่ายแส่
เขาไม่แลเหลืยวดูยังสู้ฝัน
แม้ใช้เล่ห์มายาสารพัน
คนรู้ทันเขาถุยดังขุยดิน

๐ คงเป็นเพราะพลังแห่งสังขาร
อันแก่กร้านพอกเกาะเกินเคาะบิ่น
หลงอยู่ในโลกลวงเอาหน่วงจินต์
จนเดือดดิ้น มิรู้ดับระงับใจ

#วลีลักษณา
รู้กำมิรู้ปล่อย วนเกิดดับอยู่ในความหลง
สัมภเวสี

๐ จึงเร่ร่อนซ่อนร่างอำพรางรูป
ผลุบโผล่วูบวาบหายดังพรายป่า
ส่งเสียงร้องก้องกู่ให้รู้มา-
สอดส่ายหาอาจมไปบ่มจินต์

๐ แล้วสะเออะสร้างสร้อยประดอยสอน
เถิดช้าก่อนย้อนดูให้รู้สิ้น
อ่านบทกลอนบรรสารอย่าพาลอิน
เผลอดื่มกินอารมณ์อย่างสมยอม

๐ แล้วระส่ำแส่ส่ายตะกายแถ
ดุจโดนแซ่หวดซ้ำจนช้ำผอม
เพราะจิตหิวกิ่วบางในร่างปลอม
นั้นด่ำดอมดื่มกินอย่างสิ้นคิด

#วลีลักษณา
๑๘ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๘
ไม่ศรัทธา

๐ อาจมีใครนิยมกล่าวชมชอบ
พร้อมพินอบพิเทาว่าเขาเก่ง
จนเหลิงลมพรมพ่นหลงตนเอง
เที่ยวอวดเบ่งอวดกร่างบนทางกลอน

๐ ฉันเห็นต่างบางมุมเป็นหลุมบ่อ
จริตส่อฉ้อฉลเสียจนหลอน
มิรู้แม้สิ่งซึ่งพึงสังวร
เต้นตะลอนอวดโอ่เที่ยวโชว์ตัว

๐ เหยียบเวทีแสยะยิ้มสยายศัพท์
แล้วรอรับคำชมพร้อมก้มหัว
ผงกอยู่เยี่ยงนั้นจนสั่นรัว
หลงซุ่มเสียงย้อมยั่ว ของชั่วคราว

คน
๐ ยิ่งแก่ยิ่งยากหาใครมาสอน
สิ่งกลบซ่อนซอกหลืบเกินสืบสาว
จมในปลักตมนั้นยึดมั่นราว
จะยืดยาวชั่วกัปป์มิดับกาย

ช้าก่อน
๐ อันสิ่งที่ท่านเลือกคือเปลือกนอก
ย่อมถลอกลอกหลุดปลายจุดหมาย
ก็แค่ถุงหนังเก่าอันเปล่าดาย
ที่แพ้พ่ายสายธารกาลเวลา

#วลีลักษณา
๑๓ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๘
หยาดน้ำค้าง

๐ อุ่นอุษาพร่าพรายประกายแดด
ทอดทอแวดล้อมอยู่แต่ตรู่สาง
หลังม่านหมอกหม่นเทาเป็นเงาราง
บุปผาชูช่อสล้างอยู่กลางลาน

๐ กลีบบอบบางชุ่มฉ่ำหยาดน้ำค้าง
ประกายพร่างราวเพชรพร้อยเม็ดหว่าน-
ลงแต่งแต้มแซมคลอดอกช่อมาลย์
ร่ำรอแดดแผดผลาญก่อนรานมลาย

๐ ยามแล้งร้าง สางรุ่งแสงรุ้งเรื่อ
พาอบอุ่นจุนเจือต่อเมื่อสาย
เม็ดน้ำค้างแสงพลอดก็วอดวาย
พร้อมผ่อนคลายหนาวเยือกจากเปลือกดิน

๐ เปลี่ยนช่วงวันผันกลายหลากหลายอยู่
ต่างวนสู่ความเสื่อมสลายสิ้น
ที่ยึดเกี่ยวเหนี่ยวรั้งประทังจินต์
ก็โบกบินลับลาเลือนอาลัย

๐ ต่างฤาหยดน้ำค้างในสางรุ่ง
ต้องลำรุ้งทอทาบก็วาบไหว
งามทั้งมวลล้วนเห็นและเป็นไป
มีสิ่งใดมั่นคงให้หลงคอย?

วลีลักษณา
๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
กลับลำ

๐ ห้วงน้ำแสนกว้างใหญ่ปลาในนั้น
หลากหลายพันธุ์สิงสู่อยู่อาศัย
เป็นปลาเล็กต้องยั้งระวังภัย
ครองตนให้รู้รอดเป็นยอดดี

๐ทั้งกระแสน้ำหลากอันกรากเชี่ยว
บ้างลดเลี้ยวโถมแรงทุกแห่งที่
หากว่ายหวนทวนฝ่าลำวารี
อาจต้องพลีชีพวางเป็นรางวัล

ลอยตามน้ำง่ายกว่าไหม

คางคกในกะลา นี่แหละเหมาะ

๐ หลงนิยาม นามตั้ง เสียงทั้งนั้น
เก็บมาพัน ล่ามจิต จนติดหนา
ขมวดมัด รัดตรึง ร้อยขึงคา
อุปมา อุปมัย กันใหญ่โต

๐ ถูกยกยอ ปอปั้น เขาปั่นหัว
ก็ส่ายตัว แส่ซ่าน สันดานโผล่
กินคารม ชมฟุ้ง จนพุงโล
อหิโถ อพิถัง ช่างเลอะเลือน

๐ แค่เขียนขีด รีดเค้น เป็นเส้นสาย
ทำตะกาย อวดเก่ง เที่ยวเบ่งเหมือน-
คางคกใน กะลาอ่อน ช้าก่อน
อย่าหลงเงื่อน คำเยิน เขาเกริ่นยอ

๐ เพราะเห็นแล้ว สังเวช สมเพชนัก
จึงเขียนทัก สักนิด ให้คิดต่อ
พิศดูเถิด เปิดกะลา จงอย่ารอ
ใดสอพลอ ใดแสร้ง ใดแต่งลวง

สาปส่ง

๐ เวรกรรมใดเคยสร้างแต่ปางก่อน
ขอจงรอนแรงโหมหยุดโถมหา
วอนพระช่อยเกื้อหนุนนำบุญพา
พ้นโทษาโทษทัณฑ์แห่งบรรพกาล

๐ ตัดบ่วงแค้นอาฆาตให้ขาดช่วง
ขอจงล่วงลับลง วนสงสาร
อย่าได้ต้องเวียนสบมาพบพาน
ร่วมเผ่าพงศ์วงศ์วานกันอีกเลย

วลีลักษณา

๐ เมื่อกรรมใดใครก่อจงรอก่อน
กรรมจะย้อนคืนสู่นะสูเจ้า
มันจะฉุดรั้งเหนี่ยวเป็นเกลียวเอา
ทุกข์ทบเท่าโรมรันในทันตา

๐ มิผิดหรอกที่จะเสาะแสวง
หากด้วยแรงสุจริตปราศมิจฉา
ผิคดในใสนอกพอกมายา
อีกไม่ช้าแรงบาปจะสาปทัณฑ์

กรรมเป็นที่มา และ กรรมจะพาไป

โลกหมุนเวียน

๐ ต่างก้าวเดินล่วงผ่านบนลานโลก
พบสุขโศกเวียนกรายก็หลายหน
ทุกสิ่งล้วนแปรเปลี่ยนหมุนเวียนจน-
กว่าวายชนม์จึงหยุดสิ้นสุดกัน

๐ ลุ่มหลงเริงคว้าไขว่สิ่งใดหรือ
จะยุดยื้อเยี่ยงไรหนอใจนั่น
หวังว่าสุขทุกข์แทรกชำแรกทัณฑ์
คว้าเพียงควันบางเบามาเคล้าคลอ

วลีลักษณา
๑๔ เมษายน ๒๕๕๗

ดอกไม้ป่า
๐ กลีบเหลืองอ่อนบอบบางน้ำค้างฉ่ำ
กลั่นจากค่ำคืนหนาวเกาะพราวใส
สายลมเย็นเยือกผ่านกิ่งก้านไกว
หยดน้ำไหลร่วงพรูลงสู่ดิน

๐ เจ้าเอย
เมื่อม่านเหมยระเหยหายฟ้าพรายถิ่น
ลำแสงแรกแทรกรอดถึงยอดตฤณ
คงผลาญสิ้นหยดหยาดบำราศรอย

วลีลักษณา
๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๖

~*~ ดอกไม้ในฝัน ~*~

๐ มิใช่ดอกไม้งามที่ตามหา
จักเด็ดมาถือไว้ทำไมหรือ
แม้ว่าเป็นดอกไม้ที่ใกล้มือ
มิต้องยื้อเอื้อมดึงหากพึงใจ

๐ แต่เพราะมีมากล้วนในสวนสี
หลากมาลีคลี่บานตระการไสว
ย่อมเลือกดอกที่งามกว่างามใด
ค่าคู่ควรถือไว้โดยไม่วาง

๐ จึงทอดน่องท่องผ่านสุมาลย์หอม
ที่อวลย้อมถิ่นอยู่แต่ตรูสาง
ฝ่าม่านหมอกไอฉ่ำแผ่อำพราง
ที่ค่อยจางสลายลงจากดงพะงา

๐ ยิ่งแสงแดดแผดลำเข้าก้ำเกิน
ก็ยิ่งเพลินพิศเพ่งมิเร่งหา
แต่ละดอกงดงามอร่ามตา
แต่ทว่ามิใช่หนึ่งที่พึงชม

๐ หรืองามที่เลือกเฟ้นยังเร้นอยู่
ห่างผึ้งภู่ภุมรินเสพกลิ่นฉม
หมายไขว่คว้าเหนี่ยวน้อมมาดอมดม
แม้ต้องตรมมิท้อจะรอวัน

๐ หรืองามที่ต้องใจที่ในหล้า
มาดแม้หาพบได้เพียงในฝัน
ยอมมิเด็ดดอกใดไปนิรันดร์
สุดสวนนั้นมิถือติดมือเลย!

วลีลักษณา
๑๗ กรกฏาคม ๒๕๕๖

~*~ หญ้ารองเท้า ~*~

๐ หรือเป็นหญ้ารองเท้าให้เขาย่ำ
จึงน้อมคอลงค้ำอยู่กรำที่
จะติดดินเยี่ยงนั้นกี่วันปี
หรือชีพนี้มีค่าเพียงหญ้าทราม

๐ แล้วลูกหลานเหลนโหลนแต่โพ้นพรุ่ง
จะพยุงตนต้านและผ่านข้าม
พ้นจากความต่ำเตี้ยอยู่เรี่ยตาม
ค่านิยามหยามหยันเอาวันใด

๐ แผ่นดินนี้เมื่อทรุดจนสุดกู้
ท่านจะอยู่ร่มเย็นเป็นไฉน
หญ้าย่อมต้องมอดมรณ์ไปก่อนใคร
ควรหรือให้..รอง-เท้า..ทั้งเผ่าพันธุ์

๐ อย่าหลงขายคุณค่าราคาคน
ติดบ่วงกลจนสิ้นแผ่นดินนั่น
แต่เพียงเศษเปรตแปลงมาแบ่งปัน
แต่เสียหายนับอนันต์เกินบรรยาย

๐ ลุกขึ้นรู้ชูตนให้พ้นดิน
ก่อนชีวินย่อยยับดับสลาย
เป็นหญ้าใหญ่ไผ่พุ่งรับรุ้งพราย
อย่าเน่าเหม็นก่อนตายพ่ายคาดิน

วลีลักษณา
๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
แหกคอก

๐ ระวังลมแปรทิศลิขิตฟ้า
ก่อนยื่นหน้าแบกบทตามกฏเขา
ให้แยกแยะดีชั่วก่อนมัวเมา
ปลดความเขลาคลอบคลุมหัวทุ่มทิ้ง

๐ เปิดหนึ่งหูออกฟังอย่านั่งบื้อ
เปิดใจรับสาส์นสื่ออย่าถือสิ่ง
ที่ "เคย" รู้เคยเห็นว่าเป็นจริง
เพราะจะยิ่งโง่งันจนวันตาย

๐ มีตาดูหูฟังใจยังปิด
มิรู้คิดรู้ค้นเอาจนสาย
ยอมน้อมให้ผู้ฉลสนตะพาย
มันช่างแสนน่าอายกว่าควายทุย

๐ หากเป็นหนอนกินซากก็ยากชี้
ย่อมเห็นขี้ดีงามมุดตามขุย
นี่เห็นหน้าเหมือนคนจึงทนคุย
มิถ่มถุยทับถมให้จมดินฯ

วลีลักษณา
๘ พฤษภาคม ๒๕๕๖

พรายแปลง

๐ ใต้กะโหลกกระไรช่างไร้ค่า
มีแต่เรื่องมิจฉาอยู่หนาแน่น
จิตวิญญาญวิปลาสเพราะขาดแคลน
จึงแทะแห่นทอนหิวจิตกิ่วโซ

๐ ทุรนทุรายส่ายแส่จนแกเฒ่า
ถูกเห็บเหาเหลือบเร็นเกาะเป็นโหล
ในกายเปรตพุงกางทำวางโต
ข้างในโหว่แหว่งวิ่นขาดศีลธรรม

๐ แม้แปลงกายสยายกรุ่นกลิ่นฉุนโฉ่
ทำผลุบโผล่ผลุบเข้าเอาให้หนำ
เติมความอยากเพิ่มอยากให้มากคำ
อย่าสนกรรมชั่วดีเขาตีตรา

๐ เลวได้อีกฉีกบทกำหนดใหม่
กฏเกณฑ์ใดไม่สนคนอย่างหนา
รอเถิดจะวิบัติเพราะอัตตา
มัวเชิดหน้าแส่ส่ายนางพรายแปลง

๐ จะซ่อน-เขี้ยว-ขน-หางหรือพรางได้
ย่อมโผล่ให้คนเห็นแม้เร้นแฝง
ทั้งนอเน่า-เขา-หนอก-ออกแสดง
ถึงเสแสร้งแต่งครบยากกลบลง

วลีลักษณา
๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖

หนี้กรรม

๐ คงผูกพันชีวาตม์ชาติสุดท้าย
จึงเหมือนตายทั้งที่อินทรีย์อยู่
ปราศรักห่วงอาวรณ์ให้ย้อนดู
เพียงรับรู้เรื่องราวข่าวคราวกัน

๐ หรือแรงจิตพิษฐานแต่วารก่อน
ประทานพรชีวิตอันบิดผัน
ต่อแรงลมหายใจเพื่อใช้ทัณฑ์
เพื่อตัดบั่นบ่วงกรรมเคยทำมา

๐ เอาคืนไปให้หมดทุกบทบาท
รัก อาฆาต มาดจิต หมายมิจฉา
แต่กำเนิดเกิดมีเป็นชีวา
ก็อัปราแปลกปนพร้อมมลทิน

๐ เพื่อว่าถึงวันปลายร่างกายดับ
อย่าวนกลับร่วมภพบรรจบถิ่น
จุติแลอุบัตให้พลัดดิน
พรากตราบสิ้นกัปกัลป์นิรันดร์ไป

๐ ยอมใช้หนี้พลีถ้วนทุกส่วนสร้าง
คนรอบข้างจงเฉือน...ไร้เงื่อนไข
มิต่อรองเถิดย่ำให้หนำใจ
เหยียบลงให้จมหล้าสุดบาดาล

๐ เมื่อเป็นหนี้ชีวิตอุทิศให้
ยอมชดใช้สิ้นทั้งรูปสังขาร
ขอปลดบ่วงพันธนากาลนาน
สิ้นลมปราณรานกรรมเคยจำจอง

วลีลักษณา
๑๘ มีนาคม ๒๕๕๖

มองให้ถ้วน

๐ ตั้งสติยามมองตรองให้ถ้วน
จงใคร่ครวญให้ดีอย่าผลีผลาม
อันความทุกข์แท้จริงใช่สิ่งทราม
แต่ความงามยามสุขอาจทุกข์นาน

๐ อย่าด่วนหลงว่าจริงในสิ่งเห็น
อาจไม่เป็นดั่งหมายจะกลายผลาญ
ทุกสิ่งย่อมเผยความไปตามกาล
หรืออาจผ่านวารวันจงมั่นคง

๐ หามีใครเตือนใจท่านได้ดอก
อันกระบอกตาหวังกำลังหลง
ต้องตัวท่านเบิ่งความเอาตามตรง
ก่อนจักปลงใจลองไตร่ตรองดู

๐ อนึ่ง-ตาสัมผัสได้ชัดหรือ
ไยยึดถือถ้อยหลอกที่กรอกหู
อีกทั้งกลอนย้อนย้ำแสนดำรู
เป็นประตูกลพรางให้วางใจ

๐ สิ่งที่อยากเตือนเจ้ามีเท่านี้
คิดให้ดีให้ถ้วนว่าควรไหม
มองให้ออกเท็จจริงคือสิ่งใด
ก่อนหลงไปเกินย้อนสู่ตอนเดิม

วลีลักษณา
๘ มีนาคม ๒๕๕๖

ก็ให้รู้ไป

๐ รัก..เมื่อนานวันจึงได้ซึ้งค่า
ซ่อนทุกข์มาล่ามรัดปมมัดขึง
คือเยื่อใยโยงตรวนทุกส่วนตรึง
ที่หมายพึงจึงพ่ายมากลายพราง

๐ หวังวันพรุ่งรุ้งพรายเคลือบปลายภพ
แสงจะลบรอยหม่นพ้นใจหมาง
แม้อ่อนล้าท้าสู้บนลู่ทาง
ที่ทอดขวางขวากเกลื่อนกลางเงื่อนกาล

๐ ให้รู้กันไปทีว่าชีวิต
ฟ้าลิขิตบิดผันรอวันผลาญ
ให้รู้กันไปทีว่าหนี้มาร
จะรอนรานเจตจินต์จนสิ้นใจ

วลีลักษณา
๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

๐ ปลดภาพเปลื้องเรื่องหลังลงฝังกลบ
จากและจบลบรอยที่คอยหา
หมดแล้วบ่วงพ่วงพันธสัญญา
ตราบชั่วฟ้าดินดับจงลับกัน

๐ เกิดชาติหน้าถ้ามีขอลี้ห่าง
ให้อยู่ต่างสุดหล้าธาราคั่น
อย่าเวียนสบพบพาให้จาบัลย์
กี่กัปกัลป์ล่วงพ้นอย่าวนเจอ

วลีลักษณา
๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

หลง

๐ แม้อยู่ในโลกเงาอันเปล่าร้าง
ทุกก้าวพรางหลุมกลรอหล่นร่วง
ต่างหรือโลกสดใสข้างในกลวง
ที่ผ่านล่วงระยะพ้นจากต้นทาง

๐ เห็นกายหยาบบาปหน้าตั้งหน้าหลอก
เต้นยั่วหยอกหลอกอำเก็บงำหาง
ผีเปรตสิงจิตอยู่มิรู้วาง
จึงเที่ยวกางหูหัวส่ายทั่วแดน

๐ ลู่ที่ลาดพาดไว้รอไฟเผา
ปลายสุดเถ้าถมทับกี่นับแสน
มิอาจกร่อนแรงปรารถน์ผู้ขาดแคลน
ที่ง่อนแง่นคุณธรรมประจำใจ

๐ ท่านตายเล่าเน่าเหม็นเช่นคนอื่น
ไยยังขืนช่อฉลแถกตนไถ
โกยกินจนท้องกางไปทางใด
ก็หยิบใส่ปากอยู่มิรู้พอ

๐ สวมจิตเปรตเจตยักษ์จำหลักลึก
เกินสำนึกชั่วดีพึงมีต่อ
แผ่นดินที่เอื้อเจ้าทั้งเหล่ากอ
ให้เติบต่อก่อชนม์กลับปล้นลง

๐ เพราะติดในสมมุติจนสุดโต่ง
หรือจึงโกง-อย่างละโมบและโลภหลง
ท่าน..เมื่อถึงชีวิตต้องปลิดปลง
ป่นเป็นผงฤๅพ้นปนดินดาน

๐ เหตุไฉนไม่ระวังพึงสังวรณ์
เชิงตะกอนรอไล้เปลวไฟผลาญ
ได้โปรดเถิดก่อนสิ้นชีวินราน
ทิ้งตำนานที่ทำเพื่อคำชม

๐ อย่าให้คนก่นด่าว่าสามานย์
เมื่อล่วงถึงลูกหลานจักพาลถม
แรงสาปสั่งถั่งท้นเสียจนจม
ให้ต้องก้มรับกรรมท่านทำเลย

วลีลักษณา
๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

ที่รัก

๐ หากชื่นใดไหนอื่นทั้งหมื่นแสน
เทียบได้แม้นสักนิดลิขิตสาร-
นี้จะเรียงร่ายบทพจมาน
ฝากความหวานหยาดล่วงทุกดวงใจ
๐ มีดอกไม้ไมตรีแต้มสีสด
แย้มบานงดงามอยู่ชูก้านไหว
ส่งกลิ่นหอมย้อมกลั้วอยู่ทั่วไป
มามอบให้แทนวจีว่าที่รัก

วลีลักษณา
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

เธอคงไม่รู้

๐ ขยะคำพร่ำขานออกหว่านทั่ว
ตวัดลิ้นไหวรัวพันพัวพร่าม
มิได้เห็นคุณค่าจึงว่าทราม
จึงตีความคำเพียงแค่เสียงลม

๐ ออกจากปากมากมีวจีนั้น
เธอใช้มันร้อยเรียงส่งเสียงขรม
แล้วบอกว่าค่าล้วนที่ชวนชม
เธอเพียงพรมรจนามายาลวง

๐ เห็นแต่บอกออกตัวไปทั่วทิศ
หรือแอบคิดแอบแค้นแอบแหนหวง
โลกภายนอกพอกไว้ข้างในกลวง
ดูเธอห่วงปวงเห็นว่าเป็นจริง

๐ จะส่ายแส่แถไถถึงไหนเล่า
ก็ค่ำเช้าเอ่ยอ้างวางทุกสิ่ง
แต่ทุกวันที่เห็นเหมือนเป็นลิง
ที่เที่ยววิ่งชิงบอลมิผ่อนพัก

๐ หวังสงบพบสงัดอุบัติรึ
ยังคร่ำครึขุ่นเข็ญเกินเข่นหัก
อวดว่าจิตพานพบสงบนัก
แต่มิพักครองตนยังลนลาน

๐ ปลดสมมุติขุดในหัวใจเถิด
สิ่งที่เกิดฝังแน่นเป็นแก่นสาร
ดีหรือชั่วตัวนั้นคือสันดาน
เป็นมูลฐานใจตนใช่คนใด

วลีลักษณา
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖


facebook


เปิดบล็อก ๑ กันยายน ๒๕๕๓

ขอบคุณภาพพื้นหลังจาก อินเทอร์เนท

เพลงไทยเดิมบรรเลง (ปิด)

Pranipparn

Lookbot Khaman

ใกล้รุ่ง

เขมรเอวบาง - เดี่ยวขิม

เขมรไทรโยค - กีตาร์ลายไทย
เขมรไทรโยค - ไวโอลิน
เขมรไทรโยค - ภุมริน
เขมรไทรโยค - ไทยเดิมประยุกต์

เขมรไล่ควาย - ขิม
เขมรไล่ควาย - ไวโอลีน

เขมรปี่แก้ว - ไวโอลีน

เขมรพายเรือ - ไวโอลีน

เขมรโอมตึก - ไวโอลีน

เขมรพวง

ขับทุ้ม (หลวงพระบาง)

เทพทอง - TAKAKO NISHIZAKI - VIOLIN
เทพทอง - กีตาร์ลายไทย
เทพทอง -ขิม (เพราะ)

แขกเชิญเจ้า
แขกเชิญเจ้า ไทยเดิมประยุกต์

แขกต่อยหม้อ - กีต้าร์ลายไทย
แขกต่อยหม้อ-ไวโอลีน
แขกต่อยหม้อ-ไวโอลีน เพราะ

แขกหนัง

แขกมอญบางขุนพรม ไหมไทย
แขกมอญบางขุนพรม ไทยเดิมประยุกต์

แพนน้อย

เพียงฝัน ไวโอลีน

ค้างคาวกินกล้วย

คำหวาน- คุณพระบรรเลง

ใจรัก

จระเข้หางยาว - ทางสักวา - Siamese Fantasia

จันทร์ เจียรนัย - ขิม

จันทร์ - จำรัส เสวตาพร

ชมแสงทอง ชัยภัค ภัทรจินดา

ดวงจำปา ขิมสปา ชัยภัค ภัทรจินดา

ดาวทอง ไวโอลีน

แด่เธอ ไวโอลีน

ตับพระลอ ภาค๒ (ดอกไม้เหนือ-ลาวเฉียงตัดสร้อย-ลาวครวญ-ลาวกระแซ)

ทรัพย์ทรวง

ทยอยญวน ร่วมสมัย ชุดจินตนาการสยาม
ทยอยญวน ขิม
ทยอยญวน ดนตรีผสม
ทยอยญวน ไวโอลีน
ทยอยญวน ไทยเดิมประยุกต์

ทานตะวัน

ทองกวาว ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี

ธรณีกรรแสง สากล 2
ธรณีกรรแสง เดี่ยวปี่
ธรณีกรรแสง ไวโอลีน
ธรณีกรรแสง ยอดนิยม

น้ำ

นกเขาขะแมร์- ขลุ่ย ไวโอลีน
นกเขาขะแมร์ - เครื่องสาย
นกเขาขะแมร์ - ไทยเดิมประยุกต์

นางครวญ - ขิม (อาจารย์วุฒิชัย จรุงกลิ่น)
นางครวญ - ขลุ่ยผสมไวโอลีน
นางครวญ - ซอด้วง
นางครวญ - ไทยเดิมประยุกต์

น้ำตาฟ้า ไทยประยุกต์

บังใบ - เดี่ยวขลุ่ย
บังใบ - ชัยภัค ภัทรจินดา
บังใบ - ระนาด

บุษบาเสี่ยงเทียน

บุหลันลอยเลื่อน - ชัยภัค ภัทรจินดา

บัวขาว ไวโอลีน

พม่าแปลง ไวโอลีน
พม่าแปลง ดนตรีผสม

พราหมดีดน้ำเต้า ไทยเดิมประยุกต์

พม่าเห่ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี

พญาโศก ไวโอลีน

ม่านมงคล - ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี
ม่านมงคล - ไทยเดิมประยุกต์

มยุราภิรมย์ (MAYURA PI-ROUM) - เดี่ยวขิม
มยุราภิรมย์ (Ost.สี่แผ่นดิน)by Zansab Philharmonic Orchestra

มอญดูดาว

มอญโยนดาบ ไวโอลีน

มอญอ้อยอิ่ง - ไทยเดิมประยุกต์

รักบังใบ -เพลง เยื่อไม้

ลมเอย-ขิม

ลมหนาว เพลงพระราชนิพนธ์

ลมพัดชายเขา -ขลุ่ย
ลมพัดชายเขา-ไวโอลีน
ลมพัดชายเขา-ไวโอลีน..ขลุ่ย

ลมหวน
ลมหวน-นพ โสตถิพันธ์ เพลงผลัดใบ
ลมหวน-ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี

ล่องแม่ปิง
ล่องแม่ปิง เกษม มโนเพชร
ล่องแม่ปิง เดี่ยวกู่เจิ้ง
ล่องแม่ปิง ร้อง

ลาวเจริญศรี
ลาวเจริญศรี เดี่ยวขิม
ลาวเจริญศรี ไวโอลิน

ลาวกระแซ ไวโอลีน

ลาวเจ้าสู - ไวโอโอลีน
ลาวเจ้าซู - เพลงไทยเดิมประยุกต์

ลาวลำปางใหญ่ ขิมสปา ชัยภัค ภัทรจินดา

ลาวลำปางเล็ก ขิมสปา ชัยภัค ภัทรจินดา

ลาวเสี่ยงเทียน (LAO SIANG THIEN)
ลาวเสี่ยงเทียน (LAO SIANG THIEN) - เดี่ยวขิม
ลาวเสี่ยงเทียน (LAO SIANG THIEN) - ซอ
ลาวเสี่ยงเทียน - Jass
ลาวเสี่ยงเทียน - TAKAKO NISHIZAKI -VIOLIN
ลาวเสี่ยงเทียน - ไวโอลีน
ลาวเสี่ยงเทียน - กีตาร์ลายไทย
ลาวเสี่ยงเทียน คุณพระช่วยออร์เคสตร้า
ลาวเสี่ยงเทียน เพลงไทยเดิมประยุกต์

ลาวกระแตเล็ก กีตาร์ลายไทย

ลาวกระทบไม้-ไวโอลีน
ลาวกระทบไม้-ขิม

ลาวครวญ.....ขิม
ลาวครวญ.....ขลุ่ย ไวโอลีน
ลาวครวญ ไวโอลีน
ลาวครวญ ขลุ่ย

ลาวคำหอม.....ชัยภัค ภัทรจินดา
ลาวคำหอม-ขิม.....ชัยภัค ภัทรจินดา
ลาวคำหอม.......ขลุ่ย
ลาวคำหอม.......ธนิส ศรีกลิ่นดี
ลาวคำหอม......ไวโอลีน
ลาวคำหอม...ไทยเดิมประยุกต์

ลาวดวงเดือน.....ไวโอลิน
ลาวดวงเดือน.....ไหมไทย
ลาวดวงเดือน.....กีตาร์ลายไทย
ลาวดวงเดือน.....กู่เจิ้ง
ลาวดวงเดือน.....ขิม
ลาวดวงเดือน....เปียโน
ลาวดวงเดือน...ภุมริน

ลาวเด็ดดวงดอกไม้ ชัยภัค ภัทรจินดา
ลาวเด็ดดวงดอกไม้ อัศวะลีลา
ลาวดวงดอกไม้-ขิม
ลาวดวงดอกไม้ แสนแสบ Philharmonic Orchestra
ลาวดวงดอกไม้ ภุมริน

ลาวดำเนินทราย (LAO DAMNERN SIEN) -ขลุ่ย ผสม ไวโอลิน
ลาวดำเนินทราย...ขิม
ลาวดำเนินทราย ไวโอลีน
ลาวดำเนินทราย ชัยภัค ภัทรจินดา
ลาวดำเนินทราย เพลงไทยเดิมประยุกต์

ลาวม่านแก้ว
ลาวม่านแก้ว ออเคสตร้า
ลาวม่านแก้ว...เปียโน
ลาวม่านแก้ว...ร้อง

ลาวล่องน่าน

ลาวสมเด็จ - ขลุ่ย ผสม ไวโอลิน
ลาวสมเด็จ...ขลุ่ย
ลาวสมเด็จ ...ขิม

ลาวสวยรวย......คุณพระบรรเลง
ลาวสวยรวย-ขิม
ลาวสวยรวย ชัยภัค ภัทรจินดา
ลาวสวยรวย ภุมริน

ลาวสองคอน.....ชัยภัค ภัทรจินดาChaipuk_LaowSongKorn.wma
ลาวสองคอน ขิม.....ชัยภัค ภัทรจินดา

ศรีวิชัย เดี่ยวขิม
ศรีวิชัย ซอ
ศรีวิชัย ซอ กู่เจิ้ง

สุโขทัย ขิม
สุโขทัย ขิมหยาง
สุโขทัย Siamese Fantasia
สุโขทัย เมทินี จันทร์ส่งเสริม
สุโขทัย (ต้นฉบับลอยกระทงสุโขทัย)

โสมส่องแสง
โสมส่องแสง ชัยภัค ภัทรจินดา

สาธุกรรแสง ไวโอลีน

สร้อยแสงแดง.....ธนิส
สร้อยแสงแดง...เดี่ยวไวโอลีน
สร้อยแสงแดง...เพลงไทยเดิมประยุกต์

สรอยสนตัด...ขลุ่ย
สร้อยสนดัด-ไวโอลีน สร้อยเวียงพิงค์

สร้อยลำปาง

สีนวล -เดี่ยวไวโอลิน
สีนวล เดี่ยวขลุ่ย
สีนวล........กีตาร์ลายไทย
สีนวล.....ไวโอลิน

A Time For Us-Violin

A Time For Us-Violin and Piano

Adagio......Secret Garden

Appassionata…… Secret Garden

Caravansary….. Kitaro

Heartstrings…… Secret Garden

Illumination.....Secret_Garden

In Our Tears…… Secret Garden

Memory.....Andrew Lioyd Webber

My Heart Will Go On

papillon

Passacaglia…… Secret Garden

Pastorale …… Secret Garden

Serenade To Spring…… Secret Garden

silk road fantasy

Silk Road……Kitaro

Sleepy Lagoon

Some where in time

Song From A Secret Garden..... Secret Garden

Speak Softly Love

The Promise…… Secret Garden






Friends' blogs
[Add วลีลักษณา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.