Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2551
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
17 พฤษภาคม 2551
 
All Blogs
 
2 ทศวรรษ นารายณ์ได้บรรทม (เบื้องหลังที่อยากให้ทุกคนรู้)




2 ทศวรรษ นารายณ์ได้บรรทม
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เป็นทับหลังที่ปราสาทหินพนมรุ้ง นับเป็นโบราณวัตถุที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ที่ถูกโจรกรรมไป เมื่อราวปี พ.ศ. 2503

กว่า 19 ปี ที่ทับหลัง ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ได้กลับคืนมาอยุ่ทีบ้านเกิดเมืองนอน และเมื่อถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน ปีนี้ จะครบ 20 ปีที่ทับหลัง ได้กลับสู่บ้านเกิด ซึ่งคงจะดีกว่าที่จะต้องไปอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ที่ชิคาโก …..ชายหนุ่มทรงภูมิผู้เป็นตัวตั้งตัวตี ต่อสู้ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ให้ได้มาซึ่งเรื่องเล่าขาน จากลูกสู่หลาน และจะขับขานในใจของคนไทยไปชั่วนาน

ท่านนั่นเล่า พร้อมรอยยิ้มปริ่มแก้ม กับความภาคภูมิใจที่ไม่มีที่สิ้นสุดครั้งนั้น คุณประพันธ์ นันทยา นายกสมาคมไทยในชิคาโก 7 ปีติดต่อกันในอดีต และทำงานร่วมกับ
สถานีโทรทัศน์ ช่อง7 ซึ่งเป็นช่องโด่งดังประจำชิคาโก เพราะความสามารถและความเฉลียวฉลาดที่เป็นเยี่ยม ด้วยดีกรีจาก มหาวิทยาลัย นอร์ทเวลเทิร์น ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยท๊อป5ของโลก และ ณ เมื่อ 19 ปีที่ผ่านมา ท่านทำให้เมืองไทยรวมถึงทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์โด่งดังเป็นที่รู้จักของทั่วโลก ….

เรามาย้อนกลับไปสมัยเมื่อ19ปีที่แล้ว…..
ที่ทับหลังไม่ได้หลับไม่ได้นอน
รอใครสักคนมารู้มาเห็น…และพากลับบ้าน …

ท่านแรกที่รู้ คือ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ซึ่งขณะนั้น ท่านมาเที่ยวชิคาโก
และไปเที่ยวตามพิพิธภัณฑ์ ต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นที่เก็บสะสมของชิ้นสำคัญต่างๆจากทั่วโลก
ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง หลังจากไปมาหลายที่

วันหนึ่งท่านได้ไปที่ The Art Institute of Chicaco (พิพิธภัณฑ์ศิลปะของนครชิคาโก)ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์สำคัญทางศิลปวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของสหรัฐ
เป็นที่รวบรวมงานศิลปะจากทั่วโลกมาไว้ที่นี่
หลังจากเดินมาโซนศิลปะเอเซีย สิ่งที่สะดุดตา
สะเทือนใจท่านก็คือ ท่านเห็นทับหลัง รูปร่างหน้าตา เหมือนกับที่ ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ปราสาทหินพนมรุ้งที่หายไป ราวชนิดพิมพ์เดียวกัน

หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ เล่าให้ฟังว่า จุดสำคัญที่จำได้นั้น เนื่องจากทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ มีรูปสลักที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนอยู่หลายจุด

คือมีนกหัสดีลิงค์ ซึ่งเป็นนกยักษ์ในตำนานอยู่ด้านหนึ่ง บนบริเวณพระพาหาด้านขวาขององค์พระนารายณ์นั้นเป็นรูขนาดเล็ก เนื่องจากการเซาะกร่อนของหินทราย เรียกกันว่า นารายณ์โดนปืน เป็นต้น อีกทั้งรูปลายจำหลักอันเล่าเรื่องพระนารายณ์บรรทมอยู่บนหลังอนันตนาคราชในเกษียรสมุทร จนบริเวณพระนาภีมีดอกบัวผุดออกมา และบนดอกบัวนั้นมีพระพรหมสถิตอยู่ ส่วนพระชายาลักษมีที่ประทับด้านข้างชำรุดซึ่งล้วนเป็นเรื่องเล่าที่ช่างในสมัยโบราณถ่ายทอดรูปลักษณ์ออกมาต่างกันไปในแต่ละที่


ส่วนขยายความ (ภาพจำหลักนารายณ์บรรทมสินธุ์บนทับหลัง เป็นภาพที่พระวิษณุ หรือพระนารายณ์บรรทมอยู่เหนือพญานาคท่ามกลางเก๊ยรสมุทร ปางดังกล่าวเรียกว่า “วิษณุอนันตศายิน-ปัทมนาภะ”-Visnu Anantasain Padmanabha เราจะเห็นนาคแผ่พังพานเหนือเศียรพระวิษณุ นาคนั้นขดตัวอยู่บันมังกรหรือมกราอีกทีหนึ่ง มีดอกบัวดอกหนึ่งผุดขึ้นมาจากท้องของพระวิษณุ โดยมีพระพรหมประทับอยู่บนดอกบัวนั้นซึ่งสังเกตได้จากสี่พักตร์ ที่ปลายพระบาทของพระวิษณุมีพระลักษมีชายาของพระองค์ประทับนั่ง ความหมายของวิษณุอนันตศายิน-ปัทมะนาภะ จึงสื่อควมหมายชัดเจนว่าพระวิษณุในปางอนันตศายนะ คือนอนบนอนันตนาคราช แสดงถึงความไม่มีสิ้นสุดของพลังอำนาจ (อนันต์คือไม่มีสิ้นสุด) ชลไศยินหมายถึงการนอนบนน้ำซึ่งในที่นี้เป็นการนอนบนทะเลน้ำนม (เกษียรสมุทร) ปัทมนาภะ แสดงถึงการสร้างโลกที่มีดอกบัว (ปัทมะ) ที่ผุดออกมาจากพระนาภี (นาภะแปลว่าท้อง) ของพระวิษณุ และมีพระพรหมหรือนาภีชะ (ผู้เกิดจากพระนาภี) ประทับบนดอกบัว พระวิษณุจะบรรทมในช่วงเวลาที่พระพรหมสร้างโลก พระพรหมเป็นผู้สร้างจักรวาล (โลกทั้งสาม) กำหนดอายุจักรวาลตั้งแต่เริ่มสร้างจนถูกทำลายเรียกว่าหนึ่งกัลป์ ซึ่งหมายถึงหนึ่งวันของพระพรหม สิ่งมีชีวิตเมื่อเกิดมาแล้วก็ตายและรอเกิดใหม่ในกัลป์ถัดไป วนเวียนกัลป์แล้วกัลป์เล่าจนครบหนึ่งร้อยกัลป์หรือร้อยวันของพระพรหม โลกทั้งสาม (สวรรค์ นรก บาดาล) จะถูกทำลายรวมถึงเทพต่างๆ เมื่อผ่านไปหนึ่งร้อยปีจะมีพระพรหมองค์ใหม่เกิดขึ้นและทำหน้าที่สร้างโลกต่อไป วนเวียนกันเช่นนี้เรื่อยไป)


และสิ่งที่เข้ามาในความคิดต่อไป คือ สิ่งนี้แหละ
สิ่งที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของปราสาทหิน และสิ่งที่รัฐบาลไทย กรมศิลปากร รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองกำลังตามหา คนทั้งประเทศกำลังร้องเรียก มันอยู่ที่นี่ แล้ว ที่ มิวเซียมนี้


ว่ากันว่ามีคนขโมยโบราณวัตถุชิ้นนี้ไปจากปราสาทหินในบุรีรัมย์ ต่อจากนั้นก็มีฝรั่งติดต่อขอซื้อไป จนผู้ซื้อนำไปบริจาคให้พิพิธภัณฑ์

แต่ป้ายด้านล่างกลับบอกว่า ทับหลังนี้มาจากประเทศเขมร จึงเก็บความรู้สึกสะเทือนใจนี้กลับเมืองไทย

และเนี่องด้วยช่วงเวลานั้น ท่านเป็นนักเขียนประจำอยู่ที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จึงได้เขียนบทความเกี่ยวกับทับหลังที่หายไปและถูกค้นพบที่ชิคาโก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ คุณ ประพันธ์ กลับเมืองไทยพอดี และอ่านข่าวเกี่ยวกับทับหลังที่ท่านเขียน จึงนำหนังสือพิมพ์ที่ท่านเขียนกลับมาที่ชิคาโก ปรึกษากับ นายกสมาคมไทย พร้อมพลพรรคอีกเกือบ10 คน

รวมถึงโทรปรึกษาเพื่อนนักข่าวที่ไทยรัฐ ว่าจะเอายังไงกันดี แต่หลังจากปรึกษาได้ไม่กี่วัน อดีตสส. ท่านหนึ่ง (สส.บุรีรัมย์ นาม พรเทพ เตชะไพบูลย์ )
พร้อมเพื่อนสส.อีก 20 ท่าน ได้เดินทางมาพร้อมหนังสือทำเรื่องขอทับหลังคืน และพร้อมด้วยถ้าว่าเขาให้ซื้อคืนกลับไป ท่านก็ได้เตรียมเงิมมาอีกจำนวนหนึ่ง(หลักหลายสิบล้าน)……..

ณ ร้านอาหาร ริเวอร์แคว ค่ำวันนั้น ก่อนที่รุ่งขึ้นจะไปยื่นหนังสือและขอซื้อทับหลังคืน ทางสมาคมไทย ทำการเลี้ยงต้อนรับ ท่าน สส. ทั้ง 20 คนที่นั่น และได้พูดคุยกันถึงเรื่อง ทับหลัง ซึ่งเป็นที่ทราบว่า เงินไม่สามารถจะทำให้อะไรสำเร็จทุกอย่าง เป็นไปไม่ได้ที่เราจะยื่นหนังสือและขอซื้อคืน (แม้จะแพงขึ้นอีกแค่ไหนก็ตาม) คุณ ประพันธ์ และคณะคนไทยที่ชิคาโก จึงตกปากรับคำกับท่านเหล่านั้น ว่า เขาและเหล่าคนไทยในชิคาโก จะพาทับหลังกลับบ้านให้เอง โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท

ดังนั้นเมื่อท่านกลับไป ด้วยความสมัครสมานของทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะคนไทยในนครชิคาโกและเมืองใกล้เคียง อาศัยการนำและการกำหนดแผนการทำงานอันยอดเยี่ยมของคนไทยในนครชิคาโกอย่างน้อย 4 คน คือ คุณอมรา วัฒนกูล, คุณอนันต์ ศิริสมบัติวัฒนา, ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์, และคุณประยูร อัครบวร ได้ร่างจดหมาย ยืนยันการเป็นสมบัติของแผ่นดินไทย ก็ได้ส่งไปถึงมิวเซียม


……เรื่องเงียบไม่ได้รับการตอบกลับ…..

ท่านจึงร่างหนังสือใหม่ โดยแปลความจากที่กรมศิลปากรให้มา เพราะฝ่ายไทยมีหลักฐานชัดเจนทั้งภาพถ่าย ตัวหนังสือจารึก และงานบันทึกต่างๆ ว่าทับหลังชิ้นนั้นหายไปจากที่ใดในประเทศไทย เพื่อเป็นหลักฐานที่ละเอียดที่สุดเพื่อยื่นให้กับทางมิวเซียม ใช้ระยะเวลากว่า 9 เดือนในการรวมรวมข้อมูล ติดต่อไปมาระหว่างรัฐบาล กรมศิลปากร สมาคมไทยที่ชิคาโก และคุณ ประพันธ์ โดยแปลจากไทยเป็นอังกฤษ กว่า 300 หน้า …

วันที่ไปยื่น ด้วยความที่ท่านทำงานในสายโทรทัศน์ของที่นั้น จึงนำทีวีทุกช่องเสนอข่าว พร้อมกับออกสดการยื่นเรื่องขอทับหลังกลับไทยข่าวประโคมกันทั่ว ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ทุกแขนง ตีพิมพ์หน้า 1 พร้อมด้วยคนไทยอีกกว่า 800 คน ที่เดินขบวนไปยื่นหนังสือด้วยกัน ธงชาติไทย โบกสะบัดไปทั่ว

.รวมถึงการล่ารายชื่อคนไทยทั้งอิลินอยย์ เพื่อยื่นมิวเซียม นอกจากนี้ ยังมีนายกสมาคมคนไทยในนครชิคาโก นายกสมาคมพยาบาล นายกสมาคมคนไทยจากภาคต่างๆ ในนครชิคาโก ที่มีการนัดชุมนุมของคนไทยในแถบนั้นหลายครั้ง พากันเดินขบวนไปที่หน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะของนครชิคาโก ซึ่งเป็นสถาบันศิลปะชั้นนำและมีชื่อเสียงยิ่งของสหรัฐ


ขณะที่การเสนอข่าวในหนังสือพิมพ์ของไทยดำเนินไปโดยไม่มีใครคิดว่ากลุ่มคนไทยเพียง 200 กว่าคนในต่างแดน จะสามารถเอาชนะสถาบันสำคัญของประเทศมหาอำนาจ มีใบปลิวแถลงการณ์ทั้งภาษาไทยและอังกฤษจำนวนมากที่แจกจ่ายไปให้คนไทยและสื่อมวลชนทุกแขนง และเสื้อยืดคอกลมหลากสี มีรูปทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่เสื้อ ติดถ้อยคำเร้าใจเขียนว่า

Art is beautiful, stolen art is not.

(ศิลปะนั้นสวยงามนัก
แต่ศิลปะที่ขโมยมานั้นไม่สวยเลย)

ด้วยถ้อยคำเท่านี้ พร้อมกับการเดินขบวนหลายครั้งและการให้สัมภาษณ์ปรากฏเป็นข่าวทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ของสหรัฐอีกหลายครั้ง การเคลื่อนไหวของพี่น้องคนไทยในชิกาโกก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจากสื่อมวลชนของสหรัฐ

การรณรงค์เคลื่อนไหว ณ ใจกลางที่เป็นปัญหา นั่นคือเบื้องหน้าพิพิธภัณฑ์ และเป็นการรณรงค์ที่ต่อเนื่อง ยิ่งนานวันยิ่งมีข่าวมากขึ้น คนไทยเข้าร่วมมากขึ้น มีการจัดงาน เอเซียพาเหรด โดยชาวเอเซียทุกชาติมาเดินขบวนพาเหรด ตั้งแต่สเตทสตรีท จนถึง เวลเทอร์ไดร์

….หลังจากนั้นก็ได้เดินขบวนครั้งที่ 2 คราวนี้มีคนมาร่วมเดินขบวนกว่า 2500 คน และก็เป็น talk of the town ประจำชิคาโก สื่อทุกสำนัก ทุกแขนง เล่นข่าวเรื่องนี้กับทุกคน มีการถ่ายทอดสดไปทั้วอเมริกา ในวันที่เดินขบวน เฮลิคอปเตอร์บินว่อน อยู่เหนือขบวน

รวมเวลาการเดินขบวน จากครั้งแรกมาครั้งที่2 ทั้งสิ้น 3เดือน ซึ่งการเดินขบวนครั้งนี้ ทางไทย ยื่นคำขาดว่า ถ้าไม่คืนทับหลังของเราตั้งแต่ตอนนี้ ทางสมาคมไทยจะส่งจดหมายไปที่ ซิตี้ฮอล์ล ซึ่งเรียกกับว่า public hearing หรือจดหมายสาธารณะ ประกาศให้คนอเมริกาทุกคนได้รู้ว่า นี่คือสิ่งที่มิวเซียม ทำกับทับหลังของเรา ทำกับประเทศของเรา ทั้งๆที่มีการยืนยันหลักฐานที่ชี้ชัดแล้ว แต่มิวเซียม ยังไม่ยอมคืนของๆแผ่นดินไทยอีก (ช่างน่าไม่อาย)และด้วยวิธีการที่ว่านี้ จึงเป็นเงื่อนปมสุดท้าย ที่ทางมิวเซียมยอมคืนให้กับคนไทย

เพราะฝ่ายบริหารพิพิธภัณฑ์คงจะกังวลว่าขืนเก็บศิลปะที่ขโมยมาชิ้นนี้ไว้นานวันมีแต่จะทำให้ผู้คนคัดค้านมากขึ้น ทั้งคนไทยและคนอเมริกัน ต้องคอยตอบคำถามจากทุกฝ่ายไม่รู้จบ

และที่สำคัญกว่านั้นคือ คนที่ออกเงินบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ทุกๆ ปี หรือเป็นสมาชิก เสียค่าสมาชิกรายปีและรายตลอดชีวิตก็จะพลอยยกเลิกการบริจาคไปด้วย และยุติการเป็นสมาชิกไปด้วย ทำให้พิพิธภัณฑ์ทั้งอับอายและต้องสูญเสียรายได้ตลอดไป

โดยวันที่ส่งมอบนั้น ด้วยแขนขาของ คุณประพันธ์ ข่าวทุกช่อง มาถ่ายเป็นรายงานสด ตั้งแต่กงศุล/ นายกสมาคมและตัวแทนคนไทย/ เดินทางมาที่ มิวเซียม จนกระทั้งผู้ว่าการรัฐเปิดกระจก หยิบ ทับหลัง ใส่กล่อง และนำทับหลังไปที่สนามบิน ขึ้นเครื่องบินของสายการบินยูไนเตท ซึ่งเป็นวันแรกของสายการบินนี้ ที่มีเที่ยวบิน ไปกลับไทยชิคาโก พร้อมเจ้าหน้าที จำนวนหนึ่งซึ่งกลับพร้อมกับทับหลัง และมีหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล มารอรับที่สนามบิน และตรวจดูว่าเป็นของแท้แน่นอน จึงนำทับหลังกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดเมืองนอน ทันวันพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งพอดี ในปี พ.ศ. 2531

และจากวันนั้น จนวันนี้ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ของเราก็ได้บรรทมจริงๆเสียที



ขวัญไปสัมภาษณ์ท่านแล้วนำมาเขียนให้อ่านกันค่ะ
ขวัญ

ลิงค์ต่อเนื่องhttp://onedaywheniwasyoung.blogspot.com/2008/04/blog-post_07.html



Create Date : 17 พฤษภาคม 2551
Last Update : 12 พฤษภาคม 2555 11:56:09 น. 5 comments
Counter : 1723 Pageviews.

 
มารับรู้ด้วยคนครับ

ไม่ค่อยมีสื่อไทยพูดถึงเท่าไหร่เลยนะเนี่ย


โดย: NiGht pRincE วันที่: 18 พฤษภาคม 2551 เวลา:2:45:51 น.  

 
ข่าวเคยดังมากๆๆเมื่อนานมาแล้วค่ะ
แต่ข้อมูลที่ไทยไม่ค่อยลึกเท่าไหร่
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะค่ะ


โดย: ขวัญค่ะ (toyor ) วันที่: 18 พฤษภาคม 2551 เวลา:10:14:09 น.  

 
ข่าวนี้ดังมาก
ต่อสู้มานานกว่าที่บอกกล่าวมานี้
ต่อสู้มาโดยผู้คนกว้างขวางกว่านี้
แต่ข่าวในเมืองไทยที่ผู้คนได้รับทราบ
ก็เป็นข่าวที่บางคนก็เอาหน้าเอาตาเอาความดีความชอบ
มีหลายคนที่อยู่ลับหลังกว่าที่เล่ามานะ
กระทั่งเงาก็ยังไม่มีใครเอ่ยถึงเลยล่ะ
อดีต สส. ที่กล่าวถึงไม่น่าจะใช่แบงก์กรุงเทพหรอก
เป็น สส.บุรีรัมย์ นาม พรเทพ เตชะไพบูลย์ มากกว่า
เป็นแบงก์ศรีนครมากกว่า
และอดีต รมต.จุลินทร์ ลักษณวิสิษฐ์ ก็เป็นอีกคนหนึ่ง
ที่ร่วมทีมไปทวงคืน
และยังพกพา บก.ศิลปวัฒนธรรมไปช่วยกันด้วย
และสร้างแนวคิดให้ แอ๊ด บาว แต่งเพลง
เอาไมเคิล แจ๊คสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา
...
หลักฐานสำคัญที่อเมริกาเถียงไม่ได้
คือรูปถ่ายกรมพระยาดำรงราชานุภาพกับทับหลังชิ้นนี้
ครั้งเสด็จเยี่ยมเยียนมณฑลอีสาน
ทับหลังชิ้นนี้ถูกลักไปครั้งสงครามเวียดนามนั่นแหล่ะ
ใช้เครื่องบินทหารขนย้าย
การตรวจสอบทับหลัง ก็ไม่ใช่ท่านสุภัทรฯ องค์เดียว
แต่เป็นคณะกรรมการตรวจสอบ เพราะกล้วฝรั่งแหกตา
เท่านี้ก่อน นึกไม่ออก


โดย: มาญาตา IP: 203.150.202.234 วันที่: 19 พฤษภาคม 2551 เวลา:15:33:04 น.  

 
ขอบคุณที่ให้ข้อมูลจากฟากไทยเพิ่มเติมค่ะ


โดย: ขวัญค่ะ (toyor ) วันที่: 19 พฤษภาคม 2551 เวลา:23:27:06 น.  

 


โดย: mopsen dog วันที่: 21 พฤษภาคม 2551 เวลา:21:46:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

toyor
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




Friends' blogs
[Add toyor's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.