ฉันฝัน.. กำลังเต้นรำ.. บนหลังคา..
ความฝันที่ใต้หมอน (ตอนที่ 18)

ตอนที่ 18


ทอแสงรู้สึกว่าตัวเบาหวิว เธอตกใจมาก เพราะไม่เคยถูกยกสูงเท่านี้มาก่อน แต่มือของร่มไม้ที่ประคองอยู่อย่างมั่นคงนั้น ช่วยละลายความหวาดเกรงในใจเธอให้มลายไปสิ้น และพร้อมกันนั้นความรู้สึกแสนพิเศษก็หลั่งไหลเข้าท่วมท้นจิตใจ ความรู้สึกว่าได้รับการยกย่องและทะนุถนอม ความรู้สึกแสนพิเศษที่เธอเกือบจะลืมเลือนไปหมดสิ้นแล้ว หลั่งรินกลับเข้ามาจะล้นความรู้สึก ก็ไม่ใช่หรือ ว่านั่นคือความรู้สึกที่ผู้หญิงทุกคนถวิลหาจากชายที่เธอรัก ความรู้สึกมั่นใจว่า เขาจะทั้งให้เกียรติ และปกป้องดูแลเธออย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ร่มไม้ส่งทอแสงกลับลงมาที่พื้นอย่างปลอดภัย แต่หัวใจของเธอไม่ได้ตามกลับลงมาด้วย มันยังคงล่องลอยอย่างเป็นสุขอยู่บนนั้น

“โอเคเลย แต่พี่ไม่เอาขาหลังตึงได้มั้ยทอแสง”

“ข..ขะ.. ขา อะไรนะคะพี่น้ำ” เธอหูอื้อ และแทบจะไม่ได้ยินเสียงของน้ำใสเลยด้วยซ้ำ

“พี่ขอเป็นเข่าหลังงอดีกว่าจะได้ดูมีกลิ่นโมเดิร์นนิดๆ ส่วนแขนแบบนั้นพี่ชอบแล้ว”

“ค่ะ” ทอแสงพยายามดึงสติสตังที่ติดค้างอยู่บนโน้นให้ตามเธอกลับลงมาด้วยอย่างสุดความสามารถ แปลกที่รอยยิ้มอิ่มเอมบางอย่างค้างอยู่บนใบหน้าของเธออย่างหุบไม่ลูก ร่มไม้เห็นแล้วอดหัวเราะในลูกตาไม่ได้ เขา ..ภูมิใจ.. ภูมิใจบอกไม่ถูกทีเดียว

การซ้อมดำเนินต่อไป น้ำใสรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง เพราะสำหรับร่มไม้แล้ว อะไรๆ ก็ดูง่ายไปเสียหมด จะให้ทำท่าอะไรก็ได้ เหมือนกดปุ่มสั่ง ทอแสงซึ่งดูกล้าๆ กลัวๆ ในตอนแรก ก็ดูว่าจะเรียกความมั่นใจและความเป็นตัวของตัวเองกลับมาได้มากเรื่อยๆ เพียงไม่นาน การซ้อมก็เสร็จสิ้นลง

“ขอบคุณเราสองคนมากนะ เจอกันวันเสาร์ที่โรงแรมเลยแล้วกัน ไปก่อนสักสามชั่วโมงจะได้ได้ซ้อมกับเวที” น้ำใสบอกทั้งสองคน และหันมากล่าวทิ้งท้ายกับทอแสง

“สงสัยว่าวันเสาร์หลังเธอสอนเสร็จ คงต้องลองใส่ชุดดูหน่อยล่ะ เพราะว่ามันเป็นไซส์นุ่น พี่กลัวว่าเธอจะกลายเป็นแหนมมัด” น้ำใสพูดตรงเสมอ ทอแสงไม่แน่ใจนักว่าตัวเองฟังแล้วเสียใจแค่ไหน เธอชาๆ บอกไม่ถูก นับตั้งแต่ถูกร่มไม้ยกลอยขึ้นไปสุดแขนในตอนซ้อมแล้ว

“เอ่อ..ค่ะ” ทอแสงตอบและลอบระบายลมหายใจ ก่อนจะเดินเข้าห้องเปลี่ยนเสื้อ เธอเป็นสุขและกังวลปะปนกันไป

“งั้นวันนี้พี่ไปก่อนแล้วกันนะ ต้องพาเจ้าคนเล็กไปฉีดวัคซีน แล้วเจอกันวันเสาร์จ้ะ” ว่าแล้วคุณแม่ยังสาวก็ลับหายลงบันไดไป


สภาพ ‘แหนมมัด’ ที่น้ำใสว่านั้น สาหัสกว่าที่ประเมินไว้ตอนแรกมากทีเดียว น้ำใสจนปัญญาที่จะรูดซิปให้ทอแสงได้

“เฮ้ย ทอแสง นี่เธอน้ำหนักขึ้นมากี่โลเนี่ย”

ทอแสงหน้าเสีย ก่อนหน้านี้ ..หลายปี เธอใส่ใจกับรูปร่างของตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง ก็เป็นนักเต้นจะอ้วนได้อย่างไรเล่า

แต่ตอนนั้น มันคนละตอนกับตอนนี้... ทอแสงเลยซ่อนความรู้สึกแย่ๆ ไว้เบื้องหลังเสียงหัวเราะเสีย

“แหม พี่น้ำ ก็มันไม่ได้เต้นนี่คะ“

น้ำใสไม่ตอบอะไร เพราะกำลังสาละวนกับการแก้ไขชุดให้เพื่อนักเต้นของเธอดู ‘แย่น้อย’ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอรูดซิปที่รูดขึ้นไปได้ครึ่งเดียวกลับลงมา พับปลายผ้าทั้งสองด้านเข้าด้านใน แล้วดึงเข้าหากันจนรัดพอดีตัวทอแสง แต่ยังเผยให้เห็นส่วนกึ่งกลางของแผ่นหลังไว้

“เอาแบบนี้แล้วกัน รูดไม่ขึ้นจริงๆ” น้ำใสว่า “ไปที่นู่นแล้วจะเอาเอ็นยืดเย็บตรึงให้อีกที”

“เฮ้อ.. อ้วนเสียไม่มีดี” ทอแสงอดพูดออกมาไม่ได้ เธอถอดชุดออกแขวนไว้พร้อมเดินทาง

น้ำใสไม่ตอบอะไร เธอเดินลิ่วนำหน้าไปยังที่จอดรถ “ไปเถอะ ร่มไม้น่าจะถึงแล้วล่ะ”


ทอแสงนิ่งเงียบตลอดทาง เสียงน้ำใสต่อแฮนด์ฟรีคุยโทรศัพท์กับสอง ‘ดาร์ลิ้ง’ ที่บ้านผ่านหูไปโดยที่ทอแสงไม่ได้เก็บมานึกเอ็นดูเจ้าตัวน้อยเหมือนทุกที เพราะเธอกำลังเฝ้าถามตัวเองอยู่ตลอดว่า ชีวิตนักเต้นของเธอมันดำเนินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

นึกย้อนกลับไปเมื่อแรกก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เพื่อนใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ กิจกรรมใหม่ และวิถีชีวิตแบบใหม่ ทำให้โลกของทอแสงที่มีเคยมีเพียงแต่การเต้นๆๆ และเต้นนั้น ก็ค่อยๆ เปิดออกรับความแปลกใหม่ของชีวิตทีละน้อย เธอปล่อยให้ความสนุกสนานและความเหน็ดเหนื่อย ดึงตัวเธอออกจากวิถีชีวิตที่เคยคุ้น ห่างไกลออกไปมากขึ้นทุกทีๆ แล้วความเคยชินก็ทำให้สิ่งพิเศษกลายเป็นเรื่องธรรมดา บางสิ่งที่เคยเป็นเรื่องคอขาดบาดตายกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคย ก็อย่างขาหมูทอดหน้านิเทศนั่นไง


“ไม่กินหรอก” คือคำที่เธอประกาศแก่ใครต่อใคร เธอเว้นนิดหนึ่งก่อนขยายความต่อ “เราไม่กินเนื้อสัตว์” เธอไม่อยากให้ใครไปพูดกันลับหลังว่าเธอน่ะ ..กลัวอ้วน.. ก็คนอย่างทอแสงน่ะ ต้องกลัวอ้วนเสียที่ไหน เธอเคยบอกรุ่นน้องเสียด้วยซ้ำ

“กลัวอ้วนเหรอ เหอะ! กลัวทำไม ถ้าเรามีวินัยเสียอย่าง ยังไงๆ ก็ไม่อ้วน”
แต่กับจิ๊กกี้ หรือติ๊นา หรือเพื่อนๆ คนอื่นน่ะเหรอจะเข้าใจ ไม่หรอก ทอแสงเลยเลี่ยงๆ ไปเสียว่า เธอไม่กินเนื้อสัตว์สิ้นเรื่องสิ้นราวไป แต่.. ใครจะรู้ ในที่สุดคนไม่กินเนื้อสัตว์ก็กลับกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ด้วยเหตุผลเดียวคือ จะได้ตาสว่างทำรายงานได้ เป็นเรื่องจริงที่เจ็บปวดสำหรับนักเต้น แต่ทอแสงกลับไม่รู้สึก หรือเป็นเพราะความคุ้นชินทำให้เธอทำใจได้

หรือเป็นเพราะ เธอทำลืมๆ ไปว่าเธอเป็นนักเต้น จนลืมไปจริงๆ

..เราคงไม่ได้เกิดมาเป็นเต้นจริงๆ หรอก.. เสียงหนึ่งบอกเธอในใจแบบนี้ แล้วเสียงของของนุ่นก็ลอยแทรกขึ้นมาในหัว

เธอเป็นแน่ๆ ทอแสง เมื่อไหร่จะเลิกปฏิเสธตัวเองเสียที

ไม่หรอก ไม่เป็น

เป็นสิ

ไม่เป็น!

เป็น!


แล้วทอแสงก็จะตัดบทไปเสียทุกที

...ความฝันกับความจริงน่ะ มันไม่มาบรรจบกันได้ทุกครั้งหรอกน่า...

คำโต้เถียงในหัวแบบนี้ เริ่มแรกก็เกิดขึ้นบ่อยอยู่หรอก แต่กลับถี่น้อยลงๆ เมื่อเวลาผ่านไป จนกระทั่งเงียบหายไปในที่สุด

แล้วอะไรล่ะ ที่ไปกวนตะกอนนั้นขึ้นมาอีกครั้งในวันนี้ คำพูดของน้ำใส หรือ ..สัมผัสนั้น.. ของร่มไม้กันแน่


อีกราวสิบห้านาทีก็จะถึงคิวการแสดงของร่มไม้และทอแสง ฝ่ายแบ็คสเตจมาตามถึงห้องแต่งตัว น้ำใสตรวจความเรียบร้อยเครื่องแต่งกายของทั้งคู่อีกที โดยเฉพาะตรงรอยเย็บที่ซิปของชุดที่ทอแสงใส่อยู่

“พี่ว่าคงไม่หลุดแล้วล่ะ แต่ตอนจะถอดสงสัยต้องตัดเอ็นที่เย็บนี่ออกเลย” น้ำใสพูด “เดี๋ยวพี่จะไปนั่งกับครูเอมนะ ขอให้สนุกจ้ะ”

การ์ล่าดินเนอร์แบบนี้ มักจะจัดโต๊ะไว้ให้ผู้แสดงสักโต๊ะสองโต๊ะเสมอ น้ำใสเดินเลี้ยวหายไปด้านหนึ่ง ในขณะที่ร่มไม้และทอแสงเดินตามแบ็คสเตจลัดเลาะไปอีกทางหนึ่ง


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


Create Date : 18 ตุลาคม 2552
Last Update : 24 ธันวาคม 2552 8:17:12 น. 0 comments
Counter : 111 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วิปุลา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เต้นมา 19 ปี
เล่นดนตรีมา 18 ปี
(ขอ) เขียนหนังสือมา 10 ปี


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


ความฝันที่ใต้หมอน

เพราะกาลเวลาย้อนกลับไม่ได้ ความฝันจึงยังคงเป็นได้เพียงความฝัน และบางครั้งเงื่อนไขในชีวิตก็ทำให้เราต้องทิ้งร้างความฝันนั้นไว้ และซ่อนมันเอาไว้ในที่ที่มองไม่เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งก็เรียนรู้ที่จะลืมความฝันที่ซุกไว้ใต้หมอนนั้นไปได้ในที่สุด

แต่กระนั้น สิ่งที่ถูกลืมเลือน ใช่จะเป็นสิ่งที่เลือนหาย ความฝันนั้นจึงยังคงรอให้ถึงวันที่เราจะไปค้นมันเจออีกครั้ง
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
18 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วิปุลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.