ฉันฝัน.. กำลังเต้นรำ.. บนหลังคา..
ความฝันที่ใต้หมอน (ตอนที่ 13)

บทที่ 13

ใช่ว่าใครๆ ก็สามารถเดินเข้าไปหลังเวทีได้ แต่คนที่เคยมาใช้เวทีแสดงที่นี่นับสิบครั้งอย่างทอแสงย่อมรู้ทางลัดเลาะเข้าไปได้เป็นอย่างดี เธอเลี่ยงออกจากห้องโถงทางประตูข้าง แล้วเดินไปเรื่อยๆ ตามทางเดินโล่งกว้างด้านนอกอย่างคุ้นเคย ตัดผ่านสระบัวและห้องอาหาร อ้อมผ่านลานคอนกรีตและซุ้มขายของ จนเห็นแสงไฟจากห้องแต่งตัว

ห้องแต่งตัวเป็นตัวเรือนต่างหากสร้างแยกออกมาจากหอประชุมใหญ่ และล้อมรอบด้วยกระจกคล้ายสตูดิโอสามของบ้านสวนสตูดิโอ มีคนกลุ่มใหญ่เดินอยู่ข้างหน้ากำลังมุ่งหน้าไปยังห้องแต่งตัว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านั่นคือกลุ่มนักแสดง ที่ทำการแสดงเสร็จสิ้นไปแล้ว

ร่มไม้ควรจะอยู่ในกลุ่มนี้นี่นา แต่ทอแสงมองไม่เห็น ในห้องแต่งตัวซึ่งเปิดไฟสว่างก็ไม่มีใครอยู่ ทอแสงแอบรู้สึกเสียดายนิดๆ เธอระบายลมหายใจที่กลั้นไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ออกมา

“ไม่อยู่แฮะ” เธอหันไปบอกนุ่น ซึ่งกำลังตาค้างกับภาพของร่มไม้และสันต์ที่ยืนตระกองกอดกันอยู่ในมุมมืดพอดี และเมื่อได้ยินเสียงทอแสงเธอก็หันขวับกลับมา

“อะไรเหรอนุ่น” อาการของเพื่อนสนิททำให้เธอสงสัยและจะชะโงกหน้าให้พ้นมุมเสามาดูบ้าง

“ม.. มะ.. ไม่มีอะไรจ้ะ” เธอดันทอแสงไว้ไม่ให้หันมาเห็น “ร่มไม้ไม่อยู่เหรอ ถ้างั้นเรารีบไปกันเถอะ” นุ่นพูดแล้วก็แทบจะลากแขนทอแสงเดินลิ่วหันหลังกลับไปทางเดิม ทำให้ทอแสงและต้อนต้องรีบจ้ำตาม

“เฮ้ย ทำไมต้องรีบขนาดนั้น” ทอแสงถามเมื่อเดินมาถึงห้องอาหาร

“เอ่อ.. คือว่า... เราปวดฉี่น่ะ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็วิ่งตื๋อตรงไปยังห้องน้ำด้วยความโล่งใจที่ทำสำเร็จ

ทำอะไรสำเร็จน่ะเหรอ.. ก็ที่เธอพาเพื่อนเธอออกมาจากจุดนั้นโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทอแสงจะหันไปเห็นภาพเดียวกับเธอน่ะสิ ภาพในมุมมืดที่เธอเห็นโดยบังเอิญเมื่อสักครู่ ทำเอาหัวใจเธอแทบหยุดหายใจ ก็จริงอยู่ เรื่องแบบนี้ห้ามกันไม่ได้ ร่มไม้ไม่ผิด แต่เธอยังไม่แน่ใจนักว่า จะปล่อยให้เพื่อนเธอรู้เอาในเวลาอย่างนั้นดีหรือเปล่า


นุ่นหายเข้าห้องน้ำไปพักหนึ่งพอให้สมจริง เมื่อกลับออกมาทั้งสามก็ชวนกันไปนั่งรอน้ำใสและอิ๊ก รวมทั้งเอมอรที่ห้องอาหาร เพราะล่วงเลยมาจนป่านนี้แล้ว ถึงเข้าไปดูก็คงจะปะติดปะต่อเรื่องไม่ได้ แล้วก็จริงดังว่า เพียงไม่นาน น้ำใสและอิ๊กก็เปิดประตูห้องอาหารเข้ามา พร้อมๆ กับที่ผู้คนเริ่มทยอยกันออกจากหอประชุม

“ว่าแล้วเชียวว่านั่งกันอยู่ตรงนี้”

“เป็นไงมั่งพี่น้ำ คุณอิตาลีสวยมั้ยคะ” นุ่นถาม

“พี่น้ำของเธอน่ะ หลับ” อิ๊กตอบแทน

“เอ๊ะ ก็เธอหันมาบอกฉันก่อนนี่ว่าจะหลับ ฉันเลยหลับมั่ง” น้ำใสเถียง เหมือนกับจะหาคนผิด

“อ้าว ก็เลยหลับกันหมดเลยซะงั้น” นุ่นพูดขึ้น ในจังหวะเดียวกับที่เอมอรเปิดประตูเข้ามาพอดี

“เป็นไงมั่งทุกคน ตกลงแล้วครูก็ไม่ได้กลับเข้าไปดูเลย สวยมั้ยคณะอิตาลีเนี่ย”

“หนูกับอิ๊กหลับค่ะครู” น้ำใสรายงานตามความจริง

“งั้นก็ถือว่าครูคิดถูกที่ไม่เข้าไปดู เผอิญเจอศลข้างนอกน่ะเลยนั่งคุยกัน คนเดินออกเต็มเลย สงสารคณะอิตาลีเหมือนกันนะเนี่ย”

“จำได้ว่าตอนมาดูปีที่แล้วคนก็เดินออกเหมือนกันค่ะครู” ทอแสงพูดบ้าง เธอจำได้ว่าเธอก็แทบหลับเหมือนกันในคราวนั้น

“นั่นสิ ถ้าปีหน้าสถานทูตเชิญมาอีกก็เห็นจะแย่ ว่าแต่ว่าพรุ่งนี้ว่างกันมั้ย ครูศลเขาชวนไปกินข้าวแน่ะ จะไปเลี้ยงส้มตำร่มไม้” และเอมอรก็คงจะลืมสิ่งที่เธอเคยกังวลไปหมดสิ้นแล้ว เพราะประโยคต่อมาเธอหันมาพูดกับทอแสงโดยเฉพาะ “ทอแสงไปสิ เพื่อนเก่าเรานี่”

“ไม่เจอกันนาน น้องเก่งขึ้นเยอะเลยนะคะครู” น้ำใสเป็นคนพูด

“ศลบอกว่าร่มไม้จะกลับมาอยู่เมืองไทย ไม่รู้จะกลับมาทำไมเสียดาย แต่เขาก็เลือกของเขาเองว่าอยากอยู่เมืองไทย”

“แล้วเขาจะทำอะไรต่อเหรอคะ” น้ำใสถามต่อ

“ร่มไม้จะลงมากรุงเทพฯ มาอยู่กับคุณทีน่าเขา คนเก่งๆ ในเมืองไทยไปรวมกันอยู่ที่นั่นเกือบหมดแล้วเนี่ย ท่าทางว่าเราจะได้เห็นคณะบัลเล่ต์ไทยเร็วๆ นี้แล้วล่ะ”

คุณทีน่าเป็นชาวออสเตรเลียที่ตามสามีมาตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทย และเปิดโรงเรียนสอนบัลเล่ต์ขึ้นได้ประมาณ 20 ปีแล้ว และตอนนี้เธอกำลังรวบรวมนักเต้นชาวไทยและหวังจะผลักดันให้มีการก่อตั้งคณะบัลเล่ต์แห่งแรกของประเทศไทยขึ้น

“แล้วพรุ่งนี้จะพาร่มไม้ไปเลี้ยงกี่โมงเหรอคะ” นุ่นถามขึ้นมาบ้าง

“ก็มื้อเที่ยง น่าจะสัก 11 โมง เพราะบ่ายๆ เขาจะขึ้นรถกลับบ้านหาพ่อหาแม่เขา ตกลงไปกันได้ใช่มั้ยจ๊ะ มาเจอกันที่สตูดิโอสัก 10 โมงแล้วกัน ตอนนี้สั่งอะไรกินกันเถอะ”


“ทอแสงทำไมเงียบๆ ไป คิดอะไรอยู่” นุ่นเอ่ยถามเมื่อขึ้นมานั่งบนรถที่ต้นเป็นคนขับ

“นั่นซิ พี่ว่าเราเหม่อๆ ยังไงพิกล”

“หืม.. เปล่านี่”

ต้นขยับตัวนิดหนึ่ง สัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ

“โกรธพี่รึเปล่าครับ”

“อุ้ย จะโกรธอะไรพี่ต้นล่ะคะ”

“ก็อาจจะที่ทอแสงไม่อยากให้พี่ไปเข้าห้องน้ำ แต่พี่ก็ยังไป”

คำตอบของต้นทำให้ทอแสงยิ้มออกมานิดหนึ่ง ก็ถ้าต้นไม่พูดขึ้นมา เธอก็คงจะลืมไปแล้ว

“ถ้าต้องมาโกรธกันด้วยเรื่องแค่นี้ก็แย่เต็มทีละคะ” เธอตอบเพียงแค่นี้ เสยกมือขึ้นพิงประตูแล้วหลับตาลง

ต้นเอื้อมมือจากที่นั่งคนขับมาบีบมืออีกข้างของทอแสงที่ว่างอยู่เบาๆ แต่เธอไม่ได้ลืมตาขึ้นมอง เพราะไม่มีแก่จิตแก่ใจจะคุยอะไรกับต้นในเวลานี้ มันก็แปลกดี เพราะทั้งๆ ที่ตั้งใจจะชวนต้นมาในคืนนี้เพื่อเปิดให้เขารู้จักโลกของเธอมากขึ้น แต่มันกลับกลายเป็นว่า ยิ่งเปิดให้เขาเข้ามาใกล้เธอเท่าไหร่ เธอยิ่งรู้สึกว่าเขาเป็นคนแปลกหน้าและเป็นส่วนเกินในโลกใบนี้มากขึ้นไปทุกที


รถมาถึงบ้านทอแสงก่อน ส่วนบ้านของนุ่นนั้นอยู่บนเส้นทางที่จะกลับบ้านต้นพอดี ต้นเลยอาสาไปส่งนุ่นให้ถึงบ้านอีกคนหนึ่ง เมื่อทอแสงลงจากรถไปแล้ว นุ่นจึงเอ่ยปากถามต้น

“พี่ต้น ทะเลาะอะไรกันรึเปล่าคะ”

“ก็ไม่นี่ครับ ทอแสงเขาอาจจะเหนื่อย ช่วงนี้รายงานเยอะ อาจจะไม่ค่อยได้นอน”

“เหรอคะ” นุ่นพูดได้แค่นั้น ในใจภาวนาขอให้เป็นแค่อย่างที่ต้นว่าเถอะ เธอแอบถอนใจด้วยความเป็นห่วงเพื่อน เพราะในหอประชุมนั้น เธอตาไม่ฝาดแน่นอน ทอแสงร้องไห้ ก็แค่ได้เห็นร่มไม้เต้นอยู่บนเวทีเนี่ยนะ ให้ตายเถอะ! นี่เธอไม่เข้าใจเพื่อนเธอเลยจริงๆ

แต่นุ่นก็ไม่เข้าใจทอแสงพอๆ กับที่ไม่เข้าใจตัวเองนั่นแหละ ว่าทำไมเธอจะต้องกันเพื่อนไม่ให้เห็นภาพชายหนุ่มสองคนตระกองกอดกันในเงามืดนั้นด้วย


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


Create Date : 14 กันยายน 2552
Last Update : 26 ธันวาคม 2552 11:50:32 น. 2 comments
Counter : 111 Pageviews.

 
ชอบๆ ตามมาอ่านค่ะ ได้อ่านทุกตอนเลย

รอตอนต่อไปอยู่ค่ะ


โดย: เหมียวน้อยจอมza@หมาป่าอิสระ วันที่: 14 กันยายน 2552 เวลา:15:36:03 น.  

 
“ไอ้ความรู้สึกน่ะมันห้ามกันไม่ได้หรอก มันสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะจัดการกับความรู้สึกนั้นยังไงต่างหาก”
โอ้ยยยยยยยยยยย โดนค่ะโดน

รออยู่นะคะ ฮ่าๆๆๆ


โดย: มาย IP: 124.120.82.163 วันที่: 16 กันยายน 2552 เวลา:8:13:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วิปุลา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เต้นมา 19 ปี
เล่นดนตรีมา 18 ปี
(ขอ) เขียนหนังสือมา 10 ปี


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


ความฝันที่ใต้หมอน

เพราะกาลเวลาย้อนกลับไม่ได้ ความฝันจึงยังคงเป็นได้เพียงความฝัน และบางครั้งเงื่อนไขในชีวิตก็ทำให้เราต้องทิ้งร้างความฝันนั้นไว้ และซ่อนมันเอาไว้ในที่ที่มองไม่เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งก็เรียนรู้ที่จะลืมความฝันที่ซุกไว้ใต้หมอนนั้นไปได้ในที่สุด

แต่กระนั้น สิ่งที่ถูกลืมเลือน ใช่จะเป็นสิ่งที่เลือนหาย ความฝันนั้นจึงยังคงรอให้ถึงวันที่เราจะไปค้นมันเจออีกครั้ง
Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
14 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วิปุลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.