ฉันฝัน.. กำลังเต้นรำ.. บนหลังคา..
ความฝันที่ใต้หมอน (ตอนที่ 12)

ตอนที่ 12


เกือบสิบนาทีที่ทอแสงล็อคประตูห้องน้ำขังตัวเองไว้ด้านใน และพยายามปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ อดถามตัวเองไม่ได้ว่า เธอจะมานั่งร้องไห้ทำไม ความรู้สึกข้างในมันปนกันแยกไม่ออก ทั้งอาลัยในเรื่องราวของวันเก่าๆ ทั้งเสียดายความสัมพันธ์ดีๆ ต้องจางหายไป อีกทั้งก็ใจหายที่ความฝันต้องเปลี่ยนไปตามวัยและเวลา ความรู้สึกนั้นมันปะปนอยู่ด้วยความยินดีและภาคภูมิใจในตัวของร่มไม้ผู้ที่เธอได้เห็นเขามาแต่ครั้งที่ยังเต้นไม่เอาไหนจนถึงวันนี้ที่ก้าวขึ้นมายืนอยู่ในแถวหน้า

แต่กระนั้น ในส่วนลึกของจิตใจ เธอก็อดปฏิเสธไม่ได้ว่า ในความยินดีนั้น มันมีความอิจฉาปนอยู่ด้วย แล้วความสมเพชตัวเองไหลท่วมท้นจิตใจ

แต่ไม่ใช่สิ นี่มันเป็นเวลาที่เธอควรจะดีใจกับเพื่อนของเธอไม่ใช่เหรอ เธอควรจะเดินไปหาเขาที่หลังเวที ร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จในทางที่เขาเลือก

แต่เขาจะจำเธอได้หรือเปล่านะ หรืออาจจะแปลกใจที่ได้เห็นหน้าเธอในวันนี้ เธอจะยังเป็นเพื่อน หรือกลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว เธอทั้งอยากและไม่อยากปะปนกัน ภาพประทับจำยังฝังลึกอยู่ในใจ อีกทั้งบรรยากาศของวันเก่าก่อนก็ถูกการแสดงเมื่อครู่พัดโหมให้กระพือพัดอยู่ในหัวใจเธอ ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้น และร่มไม้ก็เพิ่งส่งเธอขึ้นรถไปเมื่อวานนี้เอง

ไป.. เธอต้องไปหลังเวที
ทอแสงตัดสินใจและก้าวออกจากห้องน้ำ


ผู้คนหลั่งไหลออกมายังห้องโถงกว้างด้านหน้าหอประชุม บ้างมุ่งหน้าไปทำธุระส่วนตัว บ้างก็ยังจับกลุ่มพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์การแสดงที่เพิ่งจบไป นุ่น อิ๊ก น้ำใส และต้น ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

“พี่ชอบพระเอกคนนี้จังเลย คุณน้องขา” เสียงอิ๊กจีบปากจีบคอบอกรุ่นน้อง

“ร่มไม้น่ะเหรอคะ นุ่นก็ชอบ”

“หืม...นั่นร่มไม้เหรอ ร่มไม้ที่เคยเต้นกับเราน่ะนะ” อิ๊กงง เพราะจำร่มไม้ตอนอยู่บนเวทีไม่ได้ “โห! ถึงว่า พระเอกหน้าคุ้นๆ จังเชียว หูย... เล่นเอาพี่จำไม่ได้เลย ท่าทางจะเก่งเอาการนะเนี่ย ไม่งั้นไม่ได้เล่นบทนี้แน่ๆ”

ถึงตรงนี้ ต้นถามขึ้นมาบ้างหลังจากนั่งเงียบอยู่นาน

“หมายถึงผู้ชายคนที่เต้นเมื่อกี้นี้ เคยเป็นนักเรียนที่นี่เหรอครับ”

“ไม่ใช่จ้ะ เป็นนักเรียนจากที่อื่น แต่ก็คนไทยเรานี่แหละ เขาเคยมาเต้นคู่กับน้องทอแสงตอนงานแสดงโรงเรียนเรา ..ก็หลายปีแล้วล่ะ” อิ๊กเป็นผู้ตอบ แล้วถามต่ออย่างแปลกใจ “ทอแสงไม่ได้บอกเหรอ ว่าแต่เจ้าตัวเขาหายไปไหนเนี่ย”

คำพูดของอิ๊กทำให้ทั้งคณะเหลียวซ้ายแลขวามองหาทอแสง แต่ก็ไม่เห็น

“เออจริงๆ ด้วยสิ หายไปนานเลย” นุ่นพูดขึ้นมาในที่สุด แต่แล้วเพียงขาดคำ ทอแสงก็โผล่หน้ากลับเข้ามายังในบริเวณห้องโถงก็ได้เห็นคณะของเธอนั่งรอกันอยู่บที่โซฟาด้านหน้าประตู

“โอ๊ยยยยยย ยัยทอแสบบบบบบบ หายตัวไปไหนมาเนี่ย” เสียงนุ่นแหลมปรี๊ดเมื่อทอแสง “นึกว่าหนีกลับบ้านไปแล้ว”

“ใจเย็นๆ นุ่น หูจะแตกแล้ว ไปเข้าห้องน้ำมา” เธอหันซ้ายหันขวา “ครูเอมไปไหนแล้วล่ะ”

“ครูเขาเดินไปทางห้องอาหารกับแหม่มคนหนึ่ง สงสัยเป็นเพื่อนกัน”

“อ้าว ครูไม่ดูแล้วเหรอ” เมื่อเห็นนุ่นพยักหน้า ทอแสงก็ถามเพื่อนสนิท “นุ่นอยากดูต่อมั้ย คือเราว่าเราจะ ไปหลังเวทีน่ะ ไปด้วยกันมั้ยคะพี่ต้น” การแสดงชุดหลังไม่ค่อยเป็นที่สนใจของทอแสงเท่าไหร่ เพราะเป็นการที่แสดงที่คณะนี้เคยเอามาแสดงเมื่อปีก่อนแล้ว

“ไปหาไม้เหรอ” นุ่นพอจะเดาได้ว่าเพื่อนจะไปทำไม เธอแอบชำเลืองมองต้นแวบหนึ่ง “เขาอาจจะยุ่งๆ อยู่รึเปล่า”

“ก็ไม่เป็นไร ไปดูก่อน ถ้าเขายุ่งๆ เราก็อย่าเข้าไป แต่ถ้าเขาไม่ยุ่งมาก เราก็อยากจะแสดงความยินดีกับเขา” ทอแสงทำหน้ารื่นแม้จะไม่สนิทนัก

“โอเค งั้นถ้าเขายุ่งเราก็ไปนั่งรอพี่น้ำกับพี่อิ๊กในห้องอาหารแล้วกัน” นุ่นตามใจเพื่อน จึงมีเพียงน้ำใสและอิ๊กเท่านั้นที่กลับเข้าไปดูการแสดงช่วงที่สอง เพราะทอแสง นุ่น และต้น พากันบ่ายหน้าไปยังหลังเวทีแล้ว


ห้องแต่งตัวหลังเวทีแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งซ้ายเป็นห้องแต่งตัวของคณะคอนเทมโพรารีจากอิตาลีซึ่งกำลังจะขึ้นแสดงในอีกไม่ถึง 5 นาทีข้างหน้านี้ ในขณะที่ฝั่งขวาเป็นห้องแต่งตัวของคณะบัลเล่ต์จากอังกฤษ ซึ่งนักบัลเล่ต์ชายหญิง ราว 30 คนกำลังเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย และเก็บข้าวเก็บของกันอย่างรื่นเริง เพราะงานของพวกเขาเสร็จสิ้นลงแล้วอย่างสวยงาม และต่อจากนี้ก็คือการเที่ยวชมเมืองไทยซึ่งทางสถานทูตจัดเตรียมไว้ให้เป็นของแถม ศล ภูมิ และสันต์โผล่หน้าเข้าไปทางประตูห้องแต่งตัวอย่างเงียบๆ ร่มไม้หันมาเห็นเข้าพอดี

“ฮ้า... ครูศล สวัสดีครับ” ร่มไม้ดีใจมากที่ได้เห็นหน้าศล ตั้งแต่เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อคืนนี้ เขาก็อยู่แต่ในโรงแรมและยังไม่ได้เจอใครเลย

“พี่ภูมิสวัสดีครับ อ้าว ว่าไงไอ้น้องรัก” ร่มไม้ทักทายภูมิ แล้วหันไปขยี้หัวสันต์ด้วยสีหน้าเป็นสุขยิ่ง

“ร่มไม้ พวกเราจะขึ้นไปหากาแฟดื่ม และบางคนจะเข้าไปดูการแสดงของอิตาลีด้วย นายจะไปด้วยกันไหม” ฝรั่งนายหนึ่งตะโกนถามมาเป็นภาษาอังกฤษ ร่มไม้จึงส่งภาษากลับไปว่า

“ไปกันเถอะ ดึกแล้วผมไม่อยากดื่มกาแฟ และเมื่อวานนี้ก็ได้ดูรอบซ้อมใหญ่ไปแล้วด้วย”

“ถ้าอย่างนั้น ก็ชวนเพื่อนนายเข้ามานั่งข้างในสิ” ฝรั่งคนเดิมส่งเสียงตะโกนทิ้งท้ายไว้ แล้ววิ่งตามเพื่อนนักแสดงกลุ่มใหญ่ไป

ร่มไม้เชิญทั้ง 3 คนเข้ามานั่งในห้อง แล้วภูมิก็เปิดฉากถามขึ้นมาก่อนว่า

“เป็นยังไงบ้างเนี่ยเรา เจ๋งขึ้นเยอะเลยว่ะ” ภูมิพูดขึ้น

“โห..พี่ภูมิ มีอะไรเล่าตั้งเยอะตั้งแยะแน่ะครับ แต่ว่านี่ไม่ดูการแสดงคอนเทมโพรารีต่อกันเหรอครับ”

“เดี๋ยวค่อยเข้าไปดูช่วงหลังๆ ก็ได้ ตอนนี้ครูอยากคุยกับเรามากกว่า” ศลยิ้มให้

ร่มไม้รอวันนี้มานานแสนนาน วันที่ได้กลับมาหาคนที่เขารักและรักเขา เป็นเวลาเกือบสองปีแล้วที่เขาจากบ้านไปใช้ชีวิตนักเต้นอยู่ที่ประเทศอังกฤษ การอยู่ต่างบ้านต่างเมืองเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ทรมานอยู่ไม่น้อยทีเดียว
ร่มไม้เล่าถึงบรรยากาศการเรียนและการฝึกฝนที่หนักหนาสาหัส อากาศขมุกขมัว อีกทั้งแปลกถิ่นแปลกภาษา ทำให้สัปดาห์แรกในต่างแดนเป็นราวกับบททดสอบที่หนักหน่วงยิ่ง เขาเล่าถึงชีวิตที่ต้องดิ้นรนแข่งขัน การคัดตัวที่โหดเหี้ยม ความชิงดีชิงเด่น ความอิจฉาริษยา และผู้คนที่เย็นชาเหมือนสภาพอากาศ

“อย่างที่พี่ภูมิบอกไว้เปี๊ยบเลยครับ นึกว่าจะไม่รอดตั้งแต่อาทิตย์แรกแล้ว แค่ผมหมุนพิโรเว็ตเซไปบังหน้าฝรั่งเขาหน่อยเดียว หันมามองตาเขียวปั้ด ด่าพ่อล่อแม่เป็นภาษาฝรั่งเศส” ร่มไม้หัวเราะ “เดี๋ยวนี้เลยพิโรเว็ตตรงแหน็วเลย ก็ดีเหมือนกันนะครับ” ร่มไม้หัวเราะ

“โห คนที่นั่นท่าทางใจร้ายนะพี่ไม้ เป็นผมคงอยู่ไม่ได้แน่ๆ เลย” สันต์ทำท่าขยาดกลัว สำหรับเขาร่มไม้เก่งเหลือเกินที่เอาชีวิตรอดมาได้

“เฮ้ย เขาไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น” ร่มไม้ตบบ่าสันต์พร้อมหัวเราะ “แต่เขาเอาจริงเอาจังมากไงสันต์ แข่งขันกันเอาเป็นเอาตายเลย ฝีมือเขาเลยเยี่ยมยอดกันทั้งนั้น ได้ไปเรียนไปเต้นที่นั่นมาปีนึงก็ถือว่าคุ้มมากเลย”

“แล้วเข่าเราล่ะ เป็นไงบ้าง” ศลถามถึงอาการเจ็บป่วยของลูกศิษย์

“อากาศเย็นๆ มันก็เจ็บแหละครับ หนักเข้าก็ต้องกินยา พักไปวันสองวัน ช่วงที่ไปแรกๆ เจ็บบ่อยเลย แต่อาการมันก็ถี่น้อยเรื่อยๆ”

ศลเอื้อมมือมาตบบ่าร่มไม้

“อย่าหักโหมมากนักล่ะเรา อาการนิดๆ แบบนี้อาจไม่หนักหนา แต่ก็เรื้อรังและบั่นทอนสุขภาพจิตไม่เบา”

“ครับครู ผมระมัดระวังตลอดเวลา อย่างที่เรียนให้ครูทราบนั่นแหละครับ อาการตอนนี้ดีขึ้นมากทีเดียว”

“แล้วไปไงมาไงถึงมาเต้นบทนี้ได้ล่ะ” ภูมิเปลี่ยนเรื่อง “ตอนพี่รู้ข่าวครั้งแรกอึ้งมากเลยนะเนี่ย เราก้าวไปโคตรไกลเลย ไอ้ไม้”

“โห... พี่ภูมิ เลือดตาแทบกระเด็น โชคดีด้วยที่คราวนี้เขาเปิดให้คนนอกเข้าคัดตัวได้ เป็นเงื่อนไขของทางสถานทูตเขา แต่นั่นแหละ คนก็เลยสมัครเข้าคัดตัวกันเยอะมากด้วยเช่นกัน”

ร่มไม้อธิบาย พลางนึกย้อนกลับไปเมื่อราว 3 เดือนที่แล้ว ที่เมื่อได้ข่าวการคัดตัวการแสดงบัลเล่ต์เพื่อมาแสดงที่ประเทศไทย ร่มไม้ก็ไม่รอช้า รีบสมัครเข้าสู่การคัดตัวทันที เพื่อจะได้กลับมาแสดงที่บ้านเกิดเมืองนอนให้ศลผู้เป็นครูที่เขารักและเคารพยิ่ง และพ่อกับแม่ผู้กำลังชะเง้อคอรอลูกคนเดียวอยู่ที่บ้านได้ปลาบปลื้มภูมิใจ คะแนนการคัดตัวในรอบสุดท้าย ระหว่างเขา นักเต้นหนุ่มชาวจีน และเพื่อนนักเรียนชาวอิสราเอลเท่ากันพอดี กรรมการจึงให้ทั้งสามคนเต้นพาส์เดอเดอส์ช่วงหนึ่งจากบัลเล่ต์เรื่องนี้ โดยให้เต้นคู่กับกรรมการหญิงผู้เป็นนักเต้นที่เก่งกาจ และมีชื่อเสียงมากท่านหนึ่ง เป็นการตัดสินรอบสุดท้าย

เมื่อรู้ว่าจะต้องเต้นกับนักเต้นในระดับนั้นโดยไม่คาดฝัน เขาก็สะท้านไปทั้งตัว จากการจับฉลาก ร่มไม้ได้เต้นเป็นคนที่สาม เขาได้แต่ยืนหันหน้าเข้าหากำแพงเพื่อรวบรวมสมาธิ เมื่อได้ยินเสียงประกาศเรียกชื่อ เขาก็ยกมือประนมจบเหนือศีรษะเคารพครูบาอาจารย์ระงับความตื่นเต้น แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่วายไม่กล้ามองหน้านักเต้นหญิงท่านนั้นอยู่ดี

ร่มไม้พยายามนึกถึงใบหน้าของนักเต้นหญิงคนอื่นๆ ที่เขาเคยเต้นด้วยมาซ้อนทับใบหน้าของนักเต้นผู้มากประสบการณ์ท่านนั้น ด้วยหวังว่าจะช่วยลดความหวั่นกลัวลงได้ เขานึกถึงแคทเธอรีน..เพื่อนร่วมชั้นเรียน แต่ก็ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะเธอดูแข็งเกินไปสำหรับบทนี้ เวลล่า..เพื่อนร่วมชั้นเรียนอีกคน ก็ไม่ดีอีกเหมือนกัน เพราะเธอเต้นค่อนข้างเอาแต่ใจตัวซึ่งเขาไม่ชอบเอาเสียเลย หรือจะเป็นนีน่า..คู่เต้นของเขาคนล่าสุดในการแสดงคราวที่แล้วที่สก็อตแลนด์ แต่ไม่ล่ะ เขาติดภาพของเธอในเรื่อง ดอนฆิช็อตไปแล้ว

“โชคดีครับ ที่ผมเป็นเพียงคนเดียวในสามคนนั้นที่เคยผ่านเวทีเรื่องนี้มาแล้ว สมัยที่เต้นกับบ้านสวน ก็เลยพอจะจำอารมณ์ ความรู้สึก แล้วก็เทคนิคต่างๆ ได้อยู่บ้าง” ร่มไม้มองหน้าภูมิแล้วหัวเราะเชิงล้อเลียน “สงสัยงานนี้ต้องขอบคุณพี่ภูมิ”

“ไม่เป็นไรไอ้น้อง เพื่อแกแล้ว พี่ยินยอมเอากระดูกเข้าแลกให้” ภูมิพูดขึงขังพร้อมกับชูกำปั้นของแขนข้างที่หักในคราวนั้นขึ้นมาใส่หน้าร่มไม้ คราวนี้ทั้งกลุ่มหัวเราะเสียงดัง และสิ่งที่ร่มไม้ตัดสินใจซ่อนไว้หลังเสียงหัวเราะไม่บอกแก่ใครก็คือ ความทรงจำดีๆ ที่เขามีต่อนางเอกบ้านสวนสตูดิโอนั่นเอง ที่มีส่วนช่วยเขาตอนออดิชั่นในรอบตัดเชือกอย่างมากมาย ใบหน้าของทอแสงเข้ามาซ้อนทับกับนักเต้นหญิงท่านนั้นได้พอดิบพอดี เสียงเพลงพาเขาย้อนกลับไปสู่ช่วงของการเป็นพระเอกครั้งแรกในชีวิต ความทรงจำดีๆ ก็ไหลกลับมาจนท่วมท้นความรู้สึกจนเต็มตื้นไปหมด และในครั้งนั้น เขาเต้นออกมาจากใจ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาได้คะแนนนำโด่ง และเข้ามารับบทนี้อย่างเต็มภาคภูมิ

“แล้วนี่เราจะอยู่เมืองไทยกี่วันเนี่ย” ศลถาม

“ผมคงไม่กลับไปอังกฤษแล้วละครับ เท่าที่อยู่มาเนี่ยก็เกินความตั้งใจเดิมที่จะอยู่แค่ 6 เดือนแล้วล่ะ” ร่มไม้ตอบอย่างหนักแน่นเช่นคนที่ตัดสินใจแล้ว หลายๆ คนอาจบอกว่าเขาตัดสินใจผิดที่กลับมาเมืองไทย แต่ร่มไม้เถียงในใจว่า ไม่มีการตัดสินใจอะไรที่ถูกหรอก เพราะไม่ว่าจะเดินทางไหน เราก็จะต้องพบกับความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เดินไปอีกทางด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งอยู่ดี สู้ทำสิ่งที่อยากทำในเวลานั้นไปเลยดีกว่า

เมื่อศลทำท่าไม่ค่อยเห็นด้วย เขาก็พูดต่ออย่างมั่นใจ ไม่มีร่องรอยก้มหน้างุดๆ ของร่มไม้คนเมื่อก่อนนู้นอีกต่อไป

“ผมรู้ครับครู ว่าผมควรจะอยู่ที่นั่นต่อ แต่ผมก็ตัดสินใจแล้วว่า ผมจะเต้นมันที่เมืองไทยนี่แหละครับ ที่ไปมานี้ถือว่าไปเอาประสบการณ์ ไปดูฝรั่งเขาทำอะไรกันบ้าง และผมก็คิดว่าผมได้ดูมาพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องกลับมาทำอะไรดีๆ ให้บ้านเกิดผมบ้าง เพื่อให้ครูของผม พ่อแม่ของผมได้ภูมิใจ ดังนั้นถ้าให้เลือก ผมก็เลือกที่จะอยู่บ้านเรานี่แหละครับ”

เมื่อเจอคำตอบที่หนักแน่นเช่นนี้ของผู้ที่เขาฝึกสอนมาแต่เยาว์วัย ศลเงียบไปพักหนึ่ง แล้วกล่าวต่อ

“อื้ม...เธอตัดสินใจได้เร็วกว่าครูในตอนนั้น แต่ถ้าจะให้ครูช่วยอะไรก็บอกมาแล้วกัน” ศลตบไหล่ร่มไม้หนักๆ แล้วยิ้ม “ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าครูไปรับที่โรงแรม แล้วไปหาอะไรเผ็ดๆ กินกัน”

“โอโห.. เยี่ยมเลยครับครู” ร่มไม้หัวเราะ

ครูและศิษย์นั่งคุยกันต่ออีกพักใหญ่ ศลและภูมิเปิดประตูออกมาสู่ภายนอก สันต์เดินตามออกมาเป็นคนสุดท้าย เขาหันกลับมาพูดกับร่มไม้

“สันต์คิดถึงพี่ไม้มากเลย ต้องไปดูที่ตู้จดหมายทุกวันว่าจดหมายของพี่ไม้มาถึงหรือยัง” ร่มไม้ก้าวตามออกมาพ้นประตูห้อง เด็กหนุ่มดึงร่มไม้มาสวมกอดเบาๆ ชั่วอึดใจ ร่มไม้ขยี้ผมเขาแล้วพูดปนรอยยิ้ม

“พี่กลับมานี่แล้วไงครับสันต์ อย่างอแงสิ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เจอกันแล้ว ไปดูการแสดงต่อเถอะ”

ภูมิและศลเดินไปไกล และไม่ได้สนใจคนทั้งคู่ สันต์ยังคงอ้อยอิ่ง เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไม้เลื้อยที่ต้องการไม้ใหญ่ไว้เกี่ยวพัน และร่มไม้ก็เป็นดุจไม้ใหญ่ต้นนั้น เขาซุกหน้าลงกับหน้าอกแกร่งของร่มไม้ มันมีกลิ่นเหงื่อที่เขาชอบอยู่ เพราะมันแสดงออกถึงความแข็งแรงที่สันต์ไม่เคยได้รับจาก.. พ่อ..
ร่มไม้ปล่อยเวลาผ่านไปอึดใจ ก่อนจะดันสันต์ออกจากตัวเบาๆ เมื่อเห็นว่าคนในคณะของเขาพากันเดินกลับมาแล้ว

“ไปเถอะสันต์ พวกนั้นเขาเดินกลับมากันแล้ว” สันต์จึงยอมหันหลังกลับแล้วเดินจากไปเงียบๆ

“แล้วเจอกันครับพี่ไม้”



(โปรดติดตามตอนต่อไป)


Create Date : 10 กันยายน 2552
Last Update : 26 ธันวาคม 2552 11:49:54 น. 2 comments
Counter : 120 Pageviews.

 
สู้ ๆ รออ่านตอนต่อไปอยูน๊ะค่ะ...


โดย: เหมียวน้อย IP: 124.122.181.247 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:10:07:29 น.  

 
อัพด่วน


โดย: เนตร IP: 58.136.56.43 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:21:56:53 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วิปุลา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เต้นมา 19 ปี
เล่นดนตรีมา 18 ปี
(ขอ) เขียนหนังสือมา 10 ปี


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


ความฝันที่ใต้หมอน

เพราะกาลเวลาย้อนกลับไม่ได้ ความฝันจึงยังคงเป็นได้เพียงความฝัน และบางครั้งเงื่อนไขในชีวิตก็ทำให้เราต้องทิ้งร้างความฝันนั้นไว้ และซ่อนมันเอาไว้ในที่ที่มองไม่เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งก็เรียนรู้ที่จะลืมความฝันที่ซุกไว้ใต้หมอนนั้นไปได้ในที่สุด

แต่กระนั้น สิ่งที่ถูกลืมเลือน ใช่จะเป็นสิ่งที่เลือนหาย ความฝันนั้นจึงยังคงรอให้ถึงวันที่เราจะไปค้นมันเจออีกครั้ง
Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
10 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วิปุลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.