ฉันฝัน.. กำลังเต้นรำ.. บนหลังคา..
ความฝันที่ใต้หมอน (ตอนที่ 9)

ตอนที่ 9


“ดีแล้วที่ไม่เป็นอะไรมากไปกว่านี้ เส้นเอ็นยังไม่ขาด กระดูกยังไม่หัก มันพลิกไปนิดหนึ่งน่ะ แต่ก็เจ็บพอตัวล่ะ ต้องพักอยู่เหมือนกัน” คุณหมอของโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่คุ้นเคยกับบรรดานักศึกษาภาควิชานี้เป็นอย่างดีกล่าว

“หมอเข้าใจแหละว่าอย่างพวกเธอน่ะพักนานไม่ได้ ไม่ได้เต้นสักสามวันทำท่าจะลงแดงกันเป็นแถบๆ แต่คราวนี้หมอต้องห้ามเราไปเต้นหนึ่งเดือนเต็ม เข้าใจไหม ไม่งั้นรักษานานแน่ๆ” หมอยื่นคำขาด

“หมอจะจัดยาพวกไดโคลฟีแนกไปให้ และต้องกินหลังอาหารทันทีนะ ไม่งั้นกระเพาะจะพังก่อนเข่าจะหาย และระหว่างนี้จะเดินไปไหนมาไหนก็ต้องใส่ปลอกเข่าคอยพยุงเอาไว้ด้วย แต่ถ้าจะให้ดี อย่าเดินน่ะ ดีที่สุด”

ร่มไม้รับคำ ค่อนข้างจะโล่งใจมากขึ้นที่อาการของตนไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดเอ็นฉีกหรือขาด ถ้าในกรณีนั้นการรักษาก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ปีกว่า แต่มันก็น่าหงุดหงิดใจเหมือนกันที่จะต้องพักสนิทตั้งหนึ่งเดือนนี่สิ ถ้าเพียงแต่โรจน์ไม่ควงไอ้หมอนั่นมาเย้ยเขาเมื่อคืนนี้ เหตุการณ์เช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น

“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว บัตรประกันอุบัติเหตุตอนปีหนึ่งยังอยู่ใช่ไหม เดี๋ยวยื่นบัตรที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าเลยนะ” บัตรประกันอุบัติเหตุนี้นอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของเขามาแรมปี และไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะต้องหยิบออกมาใช้ในวันสุดท้ายของการศึกษาเช่นนี้ และในขณะที่ร่มไม้หยิบบัตรใบนั้นซึ่งออกจะเหนียวติดกระเป๋าสตางค์เพราะไม่เคยถูกหยิบออกมาใช้ อะไรบางอย่างก็หล่นออกจากกระเป๋าสตางค์ลงมาบนตัก มันคือกระดาษโน้ตใบเล็กๆ ที่ถูกพับเป็นสี่ส่วน และเมื่อเขาคลี่ออกดูก็ได้เห็นลายมือน่ารักแบบเด็กผู้หญิงอยู่ในนั้น


“ร่มไม้

ขอบคุณมากนะสำหรับทุกๆ อย่าง
เราจะไม่มีวันลืมว่าเธอคือคู่เต้นคนแรกของเรา
หวังว่าเราคงจะได้เต้นด้วยกันอีกสักวันนะ
โทร.มาหากันบ้างล่ะ

จาก ทอแสงเองจ้ะ”



ท้ายกระดาษเขียนวันที่กำกับไว้ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ทั้งที่บ้านและมือถือของเจ้าของลายมือน่ารักนั้น ร่มไม้อ่านข้อความทั้งหมดซ้ำอีกรอบ รู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาในหัวใจอย่างประหลาด น่าแปลกที่ทั้งๆ ที่มิตรภาพดีๆ ระหว่างเขากับทอแสงที่เกิดขึ้นและจบลงอย่างง่ายๆ นั้นเลือนหายไปจากความทรงจำของเขานานแล้ว แต่แล้วเพียงแค่ไม่กี่ประโยคในกระดาษโน้ตเล็กๆ ใบนี้กลับดึงเอาภาพเก่าๆ เมื่อคราวที่เขาได้มาเยือนบ้านสวนสตูดิโอกลับคืนมาสู่ความทรงจำอีกครั้ง

ร่มไม้นึกเอ็นดูความไร้เดียงสาของทั้งเขาและทอแสงในวันนั้น นี่เขาเกือบจะรักทอแสงเข้าแล้วไหมล่ะ โชคดีไปที่ความห่างไกลแยกให้ทั้งคู่ต้องจากกันไปโดยปริยาย นี่ถ้าเกิดวันนั้นเขากับทอแสงเกิดคบหากันเข้าจริงๆ แล้วล่ะก็ เขานึกไม่ออกเลยว่าทอแสงจะทำหน้าอย่างไร ถ้าได้รู้ถึงสิ่งที่เขาเป็นในวันนี้


เมื่อร่มไม้กลับถึงหอพัก ต๊ะก็รีบบอกข่าวดีทันที

“ไม้ แกได้ไปอังกฤษว่ะ ที่เดียวที่พี่ภูมิไปตอนนั้นเลย เมื่อกี้ครูศลตามหาอยู่ รีบโทร.หาครูสิ”

ศลให้ร่มไม้รออยู่ที่ห้องโถงด้านล่างของหอพัก เนื่องจากไม่อยากให้คนเจ็บต้องเดินกลับไปที่ภาควิชา เพียงครู่เดียว ศลก็เดินมากับฝรั่งชายหญิงคู่หนึ่ง เมื่อมาถึงศลก็แนะนำร่มไม้แก่ฝรั่งสองคนนั้น แล้วบอกกับร่มไม้ว่า

“นี่คุณพีทกับคุณเอเลนจากอังกฤษนะ เขาอยากจะชวนเราไปเต้นที่นั่นสัก 6 เดือน”

“แต่ผมบาดเจ็บอยู่นี่ครับ”

“เขารู้แล้วล่ะ เออใช่ แล้วหมอว่าไงบ้าง”

ร่มไม้ถ่ายทอดคำของหมอให้ครูของเขาฟัง เมื่อร่มไม้พูดจบ ศลก็มีสีหน้าดีขึ้นเห็นได้ชัด เขาบอกว่า

“ไม่มีปัญหาเลย เพราะเราจะไปตอนช่วงเทอม 2 เพราะโปรดักชั่นใหม่ของเขาจะเริ่มขึ้นตอนช่วงเวลาประมาณนั้น เราก็มีเวลาพักฟื้น แล้วก็จัดการเอกสารต่างๆ ได้พอดี”

“แล้ว เรื่องการเรียนละครับ”

“ไม่ต้องห่วง ครูจะเดินเรื่องกับทางวิทยาลัยและทางภาควิชาให้ พอเรากลับมาก็รับปริญญาพร้อมเพื่อนเลย ถือว่าเราไปเรียนที่นู่นแทน”

เส้นทางสายนี้ดูจะต้อนรับร่มไม้เป็นอย่างดี แวบเดียวเท่านั้นที่เขาหวนนึกถึงทอแสง คู่เต้นคนแรกของเขาด้วยความรู้สึกขอบคุณ แล้วเขาก็ได้แค่ยิ้มให้กับความรู้สึกนั้นเงียบๆ คนเดียว


“ดีใจด้วยเว้ยไอ้ไม้ อย่างนี้ต้องฉลอง แหม เมื่อกี้หน้าบานเชียวนะเอ็ง”

“ต๊ะ เอ็งจำเมื่อตอนปีหนึ่งที่เราไปเต้นที่กรุงเทพฯ ได้เปล่าวะ” ร่มไม้กลับเปลี่ยนเรื่องเสียดื้อๆ

“พอจำได้ ทำไมเหรอ” ถามอย่างนี้ ก็เล่นเอาต๊ะงงเหมือนกัน

“จำผู้หญิงชื่อทอแสงได้มั้ย”

“ที่เต้นคู่กะเอ็ง” ต๊ะเอียงคอมองร่มไม้ ขมวดคิ้ว “อะไรของเอ็งวะ เจอไอ้โรจน์มันหักอก แล้วกลับไปคิดถึงผู้หญิงเหรอ”

“บ้าแล้วน่า ก็แค่ถามดูเฉยๆ” พูดจบก็รีบกะเผลกหนีไปอย่างรวดเร็วเท่าที่เข่าอันเจ็บหนึบจะพาไปได้ ปล่อยให้ต๊ะมองตามอย่างสงสัย

ร่มไม้ก็หาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงอยากจะบอกข่าวดีนี้ให้ทอแสงได้รับรู้ด้วย หรือว่าเป็นเพราะเขารู้ว่าทอแสงมีส่วนอย่างมากในความสำเร็จของเขาวันนี้ เขาอยากรู้ว่าเธอจะดีใจกับเขาไหม และถ้าเธอรู้ว่าเขากำลังบาดเจ็บอยู่เธอจะมีคำพูดอะไรปลอบใจเขา เขาอยากรู้เหลือเกินว่าป่านนี้เธอเป็นอย่างไร เธอยังคงเต้นอยู่รึเปล่า ยังอยู่ในเมืองไทยหรือไปเต้นเมืองนอกแล้ว ทั้งหมดนี้เขาจะรู้ได้ก็เพียงแค่กดโทรศัพท์ไปตามเบอร์ในกระดาษโน้ตใบนั้นที่ยังคงนอนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ

แต่ว่าจะโทร.หาทอแสงในวันนี้ที่เขาขาดการติดต่อไป 3 ปีกว่าเนี่ยน่ะเหรอ ร่มไม้คิดว่ามันคงตลกน่าดู ทอแสงอาจจะจำไม่ได้แล้วว่าเขาคือใคร หรือถึงจะจำได้ก็คงจะงงว่าเขาโทร.ไปหาทำไม ที่ร้ายไปกว่านั้น อาจจะสงสัยด้วยซ้ำว่าเขาได้เบอร์เธอมาได้ยังไง เพราะเป็นไปได้ว่าเธอได้ลืมไปเสียแล้วว่าได้เคยให้เบอร์โทรศัพท์แก่เขาไว้

คิดได้อย่างนี้แล้ว ร่มไม้จึงตัดสินใจไม่โทร.หาทอแสง และเก็บรักษาภาพดีๆ ในอดีตไว้ในมุมลึกๆ ของหัวใจ ดีกว่าจะเดินเข้าสู่ปัจจุบันที่ต่างคนอาจกลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันไปแล้ว



แม้ต้นจะกลับมาทำงานตามปกติในสัปดาห์ต่อมา แต่นับจากวันนั้นจนถึงวันสุดท้ายของการฝึกงาน ก็ดูเหมือนว่าเขาจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในรถนั้นไปแล้วทั้งหมด เมื่อทอแสงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อนสาว ทั้งสาวเต็มๆ อย่างจิ๊กกี้ หรือสาวครึ่งๆ อย่างติ๊นา ทั้งคู่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าให้ทอแสงลืมมันไปเสีย เพราะต้นอาจจะแค่ลองใจเธอดูก็ได้ แต่จะว่าไปทั้งสองคนนั้นก็ยังไม่เคยเจอต้นเลย ทอแสงจึงไม่อาจจะทำใจเชื่อได้เลยว่า ผู้ชายอย่างต้นจะทำไปเพียงเพื่อลองใจเธอเล่นๆ

“พี่ต้นเป็นคนดีมากนะ เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นก็จริง แต่ว่าเขาก็ยังคอยดูแล ให้คำปรึกษาเรา เหมือนเดิมทุกอย่าง”

“ก็เขามองเธอเป็นน้องสาวไปแล้วน่ะซี่ เลิกคิดเถอะทอแสงเอ๊ย รถเมล์มันมาแล้วมันก็ไปย่ะ อย่าไปวิ่งตามรถเมล์เลย” ติ๊นายืนยันเสียงสูง แต่แค่เพียงได้เห็นรูปของต้นที่ทอแสงถ่ายเล่นๆ ไว้ในโทรศัพท์มือถือเท่านั้น เจ้าหล่อนก็ร้องออกมาราวผู้ชายตกใส่หัว

“ต๊าย เทพบุตรมาเกิดจริงๆ เล้ย ทอแสงนะทอแสง ถ้าจะไม่เอาวันหลังก็บอกเจ๊สิจ๊ะ ดูสิ ดวงหน้ารูปไข่ แว่นตากลมๆ จมูกมีสัน ริมฝีปากได้รูป ถ้าเธอจะเอารถเมล์คันนี้เนี่ย เจ๊อาสาเป็นมอเตอร์ไซค์ให้เกาะ แล้วซิ่งตามไปเลย” และคงจะพล่ามต่ออีกยาวถ้าไม่โดนจิ๊กกี้ทุบเข้าให้ดังอั้ก

“ทอแสง ฉันว่ายังทัน หน้าตาอย่างเนี้ยไม่มีทางเจ้าชู้ หรือลองใจใครเล่นๆ หรอก” จิ๊กกี้พูดด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานราวกับกำลังนำเสนอรายงานหน้าชั้น

“แต่แหมลูกกะตาซื่อๆ อย่างนี้จะเอายัยทอแสงเพื่อนฉันอยู่เหรอเนี่ย” ติ๊นาทำเสียงห่วงใย

“มันต้องเนิร์ดๆ อย่างนี้แหละ ถึงจะเหมาะกับทอแสงที่สุด” จิ๊กกี้หันมาถามกับทอแสงต่อ “แล้วเดี๋ยวนี้เธอยังเจอพี่ต้นอยู่รึเปล่า”

“เจอ เราไปที่ออฟฟิศอาทิตย์ละครั้ง เราทำงานพาร์ทไทม์ต่อที่นั่นเลยน่ะ”

“โอ้โห ทอแสง ถ้าอย่างนั้นนะ โอกาสมีเหลือเฟือเลยแหละ เขาอาจจะรู้สึกว่าคราวที่แล้วเขาถามเธอเร็วไป เธอก็เลยตัดสินใจไม่ได้ ตอนนี้เขาก็เลยพยายามจะพิสูจน์ความรักแท้ที่เขามีให้เธอเห็น” ว่าแล้วจิ๊กกี้ก็หลับตาพริ้ม แต่กระนั้นก็ยังไวพอที่หลบฝ่ามือหมั่นไส้พิฆาตจากติ๊นาได้ทัน ทอแสงหัวเราะกิ๊กอย่างอดไม่อยู่

“พอละๆ เมื่อกี้พักโฆษณา ตอนนี้มาเขียนบรรณานุกรมกันได้แล้ว จะได้รีบปริ๊นท์ไปส่งอาจารย์ก่อน 4 โมง”

ทั้งสามช่วยกันเขียนเอกสารอ้างอิงท้ายรายงานกันบริเวณโต๊ะหินหน้าห้องสมุด อากาศเดือนกุมภาพันธ์ยังคงเย็นสบายอยู่ ลมพัดหนอนตัวเบ้งปลิวตกจากกิ่งไม้ลงมาบนหัวติ๊นา ทำเอาจิ๊กกี้กับทอแสงกระเด็นไปคนละทางก่อนเจ้าตัวจะทันได้รู้สึกด้วยซ้ำ และเมื่อรู้ตัวก็กระโดดเหยงๆ ร้องขอความช่วยเหลือ สองสาวหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง แล้วพยายามกลั้นใจเอากิ่งไม้เขี่ยน้องหนอนพากลับขึ้นไปบนกิ่งไม้ กว่าจะเรียบร้อยก็เล่นเอาเหนื่อยไปตามๆ กัน

งานกลุ่มชิ้นสุดท้ายฉบับนี้เสร็จทันเวลาพอดี สี่ปีดูยาวนานราวสี่สิบปี แต่ยามที่เวลานั้นใกล้จะผ่านไป กลับให้ความรู้สึกเหมือนรวดเร็วเพียงกะพริบตา แม้เธอจะเข้ามาที่นี่ด้วยความต้องการของคนอื่น แต่ล่วงเลยมาจนถึงป่านนี้ ทอแสงก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่าเธอรักสถาบันแห่งนี้ รักเพื่อนๆ รักครูบาอาจารย์
อาหารเย็นของวันนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจากขาหมูทอดหน้าคณะนิเทศ

“วันนี้บรรยากาศเศร้าๆ เนอะ เธอว่ามั้ย” ติ๊นาเริ่มคนแรก

“ขาหมูไม่อร่อยหรือไง” ทอแสงไม่ชอบบรรยากาศเศร้าๆ เธอเลยเปลี่ยนเรื่องเสีย

“อร่อยกว่าทุกวัน” ติ๊นาทำหน้าม่อย “ต่อไปนี้เราจะยังได้มากินด้วยกันอย่างนี้กันอยู่ไหมนะ”

“อย่ามาหงอยน่า เจ๊” ทอแสงพยายามทำเสียงร่าเริง “มาคุยกันดีกว่าว่าวางแผนอะไรกันเอาไว้มั่ง”

“ฉันจะไปเรียนต่อด้านแฟชั่นดีไซน์” จิ๊กกี้พูดหน้านิ่งๆ ไร้ร่องรอยเล่นๆ เหมือนอย่างเคย “ฉันว่ามันน่าจะเหมาะกับตัวเอง แต่ก่อนอื่นต้องไปเรียนตัดเย็บที่แถวๆ บ่อนไก่ก่อน”

“เฮ้ย นี่ไม่ได้พูดเล่นใช่เปล่า จิ๊กกี้จิ๊ก แล้วแกจะเรียนจะทำรายงานเป็นบ้าเป็นหลังนี่มาทำไม” ติ๊นาหายหงอยทันควัน

“เรียนเพื่อให้รู้ว่าไม่ชอบไง” จิ๊กกี้พูดเรียบๆ “แล้วแกล่ะติ๊นา”

“คงไปหางานทำน่ะ สักปีหน้าค่อยเรียนต่อ แต่จะเรียนด้านไหนยังไม่รู้เลย มันก็มีอยู่แค่สองอย่างนั่นแหละ ไม่เรียนด้านนี้ ก็เรียนด้านอื่น” คนฟังฟังแล้วอยากจะทุบ เลยหันไปถามทอแสงบ้าง

“วันก่อนขึ้นไปคุยกับอาจารย์แล้วแหละ เราคงเรียนต่อที่นี่ปีหน้าเลย เนี่ยอาจารย์กำลังทำเรื่องขอทุนให้อยู่ เพราะเกรดเฉลี่ยถึงจะขอได้ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แล้วอาจารย์แนะนำให้ยื่นเรื่องขอข้ามไม่เรียนปริญญาโทไปต่อเอกเลย”

เป็นความจริงที่ว่า การจะก้าวต่อไปข้างหน้า เราต้องเลือกทิ้งบางสิ่งบางอย่างออกไปบ้าง และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ทอแสงตัดสินใจทิ้งการเต้นไว้เบื้องหลัง ทางแยกเช่นนี้เธอเคยผ่านมันมาแล้วด้วยความเจ็บปวด แต่ครั้งนี้ที่เธอต้องเลือกว่าจะเดินบนถนนเส้นนี้ต่อ หรือย้อนกลับไปตั้งหลักตรงทางแยกนั้นกลับเจ็บปวดน้อยลง และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น คงเป็นเพราะจากจุดนี้ เธอเห็นเส้นทางข้างหน้าสว่างไสว และทางแยกตรงนั้นที่เธอผ่านมันมาก็กลายเป็นเพียงความฝันในวัยเยาว์

“โอ้ว ไฮโซมากค่า แล้วทุนนี้มีข้อผูกมัดอะไรไหม” ติ๊นาตื่นเต้นไปด้วย

“ไม่มีนะ แต่ส่วนใหญ่จบแล้วก็ไม่ได้ไปทำอะไรหรอก ก็กลับมาเป็นอาจารย์นี่แหละ”

“งั้นต่อไปเพื่อนเราก็จะกลายเป็นอาจารย์ทอแสง แล้วก็เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ทอแสง แล้วก็เป็นรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ทอแสง โห..มากมาย” ติ๊นาแซวเสียงหลง รับด้วยเสียงหัวเราะของจิ๊กกี้และทอแสงดังลั่นร้านเหมือนเช่นที่ผ่านมา



(โปรดติดตามตอนต่อไป)


Create Date : 02 กันยายน 2552
Last Update : 26 ธันวาคม 2552 11:41:13 น. 2 comments
Counter : 122 Pageviews.

 
:D


โดย: มาย IP: 124.121.241.78 วันที่: 2 กันยายน 2552 เวลา:23:30:30 น.  

 
ขาหมูทอดหน้านิเทศ?? มีด้วยเหรอ? : p


โดย: Ks IP: 61.90.250.14 วันที่: 3 กันยายน 2552 เวลา:13:57:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วิปุลา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เต้นมา 19 ปี
เล่นดนตรีมา 18 ปี
(ขอ) เขียนหนังสือมา 10 ปี


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


ความฝันที่ใต้หมอน

เพราะกาลเวลาย้อนกลับไม่ได้ ความฝันจึงยังคงเป็นได้เพียงความฝัน และบางครั้งเงื่อนไขในชีวิตก็ทำให้เราต้องทิ้งร้างความฝันนั้นไว้ และซ่อนมันเอาไว้ในที่ที่มองไม่เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งก็เรียนรู้ที่จะลืมความฝันที่ซุกไว้ใต้หมอนนั้นไปได้ในที่สุด

แต่กระนั้น สิ่งที่ถูกลืมเลือน ใช่จะเป็นสิ่งที่เลือนหาย ความฝันนั้นจึงยังคงรอให้ถึงวันที่เราจะไปค้นมันเจออีกครั้ง
Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
2 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วิปุลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.