ฉันฝัน.. กำลังเต้นรำ.. บนหลังคา..
ความฝันที่ใต้หมอน (ตอนที่ 26)

ตอนที่ 26


วันเสาร์เมื่อนุ่นและทอแสงสอนเสร็จ สตูดิโอเงียบเพราะเด็กๆ กลับไปหมดแล้ว นุ่นเห็นโอกาสเหมาะจึงเอ่ยปากถามทอแสงในสิ่งที่เธอคันปากอยากถามเหลือเกิน

“นี่ทอแสง ถามจริงเถอะ ตัวเองคิดอะไรกับร่มไม้รึเปล่า”

พอเอ่ยปากถามออกมาแล้ว นุ่นถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ประโยคเดียวกันนี้เธอเคยถามเพื่อนเธอไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเกือบห้าปีที่แล้ว

เมื่อทอแสงเห็นเพื่อนปั้นหน้าซีเรียสมาให้ เธอก็กลับหัวเราะ

“บ้าเหรอนุ่น ไม้เขาเป็นผู้ชายเสียที่ไหนเล่า เราก็เห็นๆ กันอยู่”

“แล้วพี่ต้นล่ะ ตัวเองรักเขาจริงๆ หรือเปล่า” นุ่นยิงคำถามต่อ

ทอแสงถอนหายใจ ความขุ่นมัวในใจยังคงไม่จางไป จากเหตุการณ์เมื่อตอนขากลับจากสนามบินในบ่ายวันนั้น แล้วนุ่นก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นเสียด้วย


“คนเรานี่ก็แปลกนะ อยู่ดีไม่ว่าดี ชอบทำอะไรผิดๆ แปลกๆ” จู่ๆ ต้นก็พูดขึ้นมาระหว่างที่ขับรถกลับบ้าน

“เรื่องอะไรคะพี่ต้น”

“ก็ร่มไม้อะไรของเรานั่นน่ะ พี่ไม่เข้าใจพวกตุ๊ดพวกเกย์นี่เลยจริงๆ นะ เห็นแล้วมันจั๊กจี้พิกล พี่คงทนไม่ได้ถ้าต้องร่วมงานกับคนพวกนี้”

ทอแสงถึงกับอ้าปากค้างเพราะคาดไม่ถึงว่าคนที่ดูแล้วท่าทางใจดี อีกทั้งยังทำงานให้องค์กรเพื่อสังคมอย่างต้น จะมีใจคอคับแคบได้ขนาดนี้ นี่เป็นด้านหนึ่งของต้นสินะที่เธอไม่เคยรู้

“พี่คิดอย่างนั้นเหรอคะ” ทอแสงพยายามสุภาพ หากน้ำเสียงจะเริ่มตึงๆ

“อื้ม.. สงสัยติดมาจากพ่อ จำได้ว่าพ่อพี่ก็ไม่ชอบ มันคงมาทางสายเลือดมั้ง”

ว่าแล้วต้นก็หัวเราะเสียงดัง เขาไม่ได้คิดอะไรจริงๆ สัมผัสไม่ได้แม้กระทั่งความขุ่นมัวที่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียงสุภาพของทอแสง คราวนี้เธอเสียงแข็งด้วยอารมณ์กรุ่น

“ไม่ตลกเลยค่ะ คนที่พี่ต้นกำลังพูดถึงอยู่นั่นน่ะ เขาก็เป็นเพื่อนนุ่นกับทอแสงนะคะ อย่างน้อยๆ ให้เกียรติเพื่อนเขาที่นั่งหัวโด่อยู่สองคนตรงนี้บ้างก็ยังดี” ทอแสงสะบัดเสียงใส่

“เฮ้ย... ทอแสงใจเย็นๆ” นุ่นพูดเบา

ตั้งแต่คบกันมา ไม่เคยมีสักครั้งที่ต้นจะเห็นทอแสงขุ่นมัวขนาดนี้ เขาหยุดหัวเราะลงเสียทันควัน นุ่นซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังแอบสะกิดทอแสงราวกับพยายามจะเรียกสติของเพื่อนให้กลับคืน ทอแสงนั่งเงียบมาตลอดทาง และผ่านมาจนถึงวันนี้เธอก็ยังไม่ยอมคุยกับต้น



“นี่ ยังไม่ดีกันอีกเหรอ” นุ่นถาม

“ฮื่อ... ยัง”

“โกรธกันนานๆ มันก็ไม่ค่อยเหมาะนะทอแสง ผ่านมาตั้งหลายวันแล้ว น่าจะปรับความเข้าใจกันได้แล้วนะ”

ยังไม่ทันที่ทอแสงจะตอบอะไร เอมอรกับน้ำใสก็เดินขึ้นบันไดมา

“สาวๆ ยังไม่กลับบ้านกันอีกเหรอจ๊ะ”

“ยังค่ะ” ทอแสงเป็นคนตอบคำถามครู

“ผลสอบเด็กๆ ครั้งนี้ออกมาแล้วนะ” เอมอรพูดพร้อมกับโชว์ซองสีน้ำตาลปึกหนาในมือให้ดู มันเพิ่งถูกส่งตรงมาจากประเทศอังกฤษซึ่งเป็นศูนย์กลางของการสอบบัลเล่ต์มาถึงบ้านสวนสตูดิโอในเช้าวันนั้นเอง

“ฮ้า... ครูเปิดดูรึยังค่ะ” นุ่นตื่นเต้น มีผลสอบของนักเรียนนุ่นอยู่ในซองนั้นด้วยราวๆ ยี่สิบคน คนเป็นครูก็ตื่นเต้นไม่แพ้เด็กๆ เหมือนกัน ความสำเร็จของนักเรียนตัวน้อยก็เท่ากับความสำเร็จของคนเป็นครูเหมือนกัน

เอมอรไม่ตอบ แต่หันด้านหลังของซองสีน้ำตาลที่ยังคงถูกผนึกแน่นหนาให้ทุกคนดู แล้วทั้งสี่คนก็เดินเข้าไปในห้องสตูดิโอเพื่อดูผลสอบของนักเรียนพร้อมๆ กัน

เอมอรดึงใบประกาศนียบัตรของนักเรียนทุกคนออกมาจากซอง ตามด้วยปึกกระดาษแสดงผลการสอบและความคิดเห็นจากกรรมการคุมสอบเขียนแยกสำหรับนักเรียนแต่ละคน

“เกรดสี่กับเกรดห้า ครูน้ำใสค่ะ” ครูใหญ่ของโรงเรียนอ่านหัวกระดาษใบบนสุด แล้วส่งกระดาษปึกแรกให้น้ำใส

“เกรดสองกับเกรดสาม ของครูนุ่นจ้ะ” นุ่นยื่นมือมารับด้วยความตื่นเต้น

“ส่วนนี่ เด็กพรีบัลเล่ต์ กับเกรดหนึ่ง ของครูทอแสงจ้ะ” ทอแสงยื่นมือไปรับด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้นุ่น เธอไล่สายตาไปบนใบปะหน้าซึ่งเป็นใบสรุปคะแนนนักเรียนทั้งสิบเอ็ดคนของเธออย่างรวดเร็ว คะแนนของเด็กๆ กลุ่มนี้ไม่เลวเลยทีเดียว

“ว่าแล้วเชียว” เสียงนุ่นดังขึ้น หน้าม่อยไปเล็กน้อย “คะแนนน้องฝันไม่ค่อยดีเลย เกือบตกเลยแหละ”

“น้องฝันเกรดสามน่ะเหรอ เขาออกจะสวยนี่นา” ทอแสงจำได้เพราะเคยสอนเกรดสามแทนนุ่นในบางครั้ง

“วันสอบน้องฝันไม่สบายมากเลย คุณแม่โทร.มาลาสอบด้วยซ้ำ เราเองแหละที่พยายามจะให้เขามาให้ได้ วันนั้นสอบเสร็จออกมาร้องไห้ใหญ่เลย บอกว่าทำไม่ได้” นุ่นอธิบาย

“แต่น้องฝันเขาก็ผ่านใช่มั้ยล่ะ มันก็ดีกว่าขาดสอบแหละน่า ไม่งั้นต้องมาเรียนซ้ำอีกปี เด็กเสียกำลังใจหมด” เอมอรกล่าวขึ้น

“มันลำบากใจก็ตอนแจกผลสอบให้เด็กๆ เนี่ยแหละนุ่น” ทอแสงกล่าวอย่างเข้าใจ

“เฮ้อ.. หวังว่าแม่เขาคงเข้าใจนะ น้องฝันเต้นดีมาตลอด คราวหน้าสอบใหม่คะแนนก็พุ่งปรี๊ดเหมือนทุกทีแล้วแหละ” นุ่นตอบ แล้วถามทอแสงบ้าง

“แล้วเกรดหนึ่งของเธอล่ะ เป็นไงบ้าง”

“ไม่เลวเลยแหละ ส่วนใหญ่คะแนนเกาะกลุ่มกันอยู่แถวๆ 75-85 แต่มีอยู่หนึ่งคนที่อีก 1 คะแนนก็เต็มร้อยแล้ว อยากทายมั้ยว่าใคร”

“อู้ว..เก่งมาก” นุ่นเน้นเสียง “เราขอเดาว่าน้องริสสา ใช่ไหมๆ”

นุ่นหมายถึงริสสา เด็กผู้หญิงขายาวหน้าสวย ที่นุ่นแอบปลื้มตั้งแต่เด็กหญิงเพิ่งเข้ามาเรียนที่นี่ได้ไม่นาน

“ริสสาสาวน้อยคนโปรดเธอก็ไม่เลวนะ ได้คะแนน 93 ไม่น้อยหน้าใครเลยจ้ะ แต่ว่ายังไม่ถูก” ทอแสงยิ้ม

“รู้แล้ว น้องเฟิร์นแน่เลย” น้ำใสเดาบ้าง “เด็กคนนี้เขามีแววนะ ขนาดมาเรียนทีหลังเพื่อนยังแซงหน้าเพื่อนๆ ไปเลย พี่เดาถูกมั้ยล่ะ”

“โอ้โห...แม่นค่ะ ใช่เลยแหละพี่น้ำ น้องเฟิร์นนี่แหละ”

“ก็แหม.. มีศักดิ์เป็นถึงหลานสาวของแฟนนี่นา คุณครูก็ดูแลเต็มที่อยู่แล้ว” น้ำใสทำเสียงล้อเลียน

“โธ่ พี่น้ำ มันก็ต้องสอนทุกคนเท่าๆ กันแหละค่ะ ไม่ว่าจะเป็นใครก็เถอะ”

“พี่ล้อเล่น รู้อยู่แล้วน่า ครูทอแสงน่ะโหดกับคนไม่เลือกหน้าอยู่แล้ว” ประโยคนั้นฟังแปร่งๆ จนนุ่นอดแซวไม่ได้

“อะโห... ครูน้ำใจดี๊... ใจดี” นุ่นแกล้งเน้นเสียง จนโดนน้ำใสสะบัดหลังมือเข้าให้ดังเผียะ

“โอ๊ย!” นุ่นร้องแล้วบ่นอุบ “นอกจากจะดุแล้วยังมือหนักอีก”

ไม่มีใครตอบคำนุ่นอีก เพราะต่างก้มหน้าก้มตาดูคะแนนและข้อคิดเห็นต่อนักเรียนแต่ละคนที่กรรมการส่งมาให้กันง่วนอยู่ เวลาผ่านไปพักใหญ่ เอมอรจึงเป็นคนเอ่ยขึ้นมาว่า

“เป็นอันว่าในการสอบคราวนี้คนที่ได้คะแนนสูงที่สุดในโรงเรียนก็คือน้องเฟิร์นเกรดหนึ่งนักเรียนของทอแสงสินะ ยินดีด้วยนะจ๊ะ” ท้ายประโยคเอมอรหันไปบอกทอแสง ซึ่งครั้งหนึ่งก็เคยสอบได้คะแนนสูงที่สุดในโรงเรียนแบบเดียวกันกับนักเรียนของเธอนี่แหละ

“ต้นเขาคงดีใจนะ หลานสาวเก่งขนาดนี้เนี่ย” น้ำใสพูดกับทอแสงด้วยรอยยิ้ม

“ไม่หรอกพี่น้ำ” ทอแสงส่ายหน้า ไม่ยิ้มด้วย “พี่ต้นแทบจะไม่เคยสนใจเลยต่างหาก”

“อ้าว ไหงเป็นงั้นล่ะ”

“อื้ม ไม่รู้สิ แต่ก็นั่นแหละ เล่าอะไรให้ฟังไม่เห็นสนใจเลย”

แรกๆ ทอแสงก็คุยเรื่องของเฟิร์นให้ต้นฟังบ่อย แต่ก็ดูเหมือนต้นจะพยักหน้ารับๆ ไปอย่างนั้นเอง หลังๆ ทอแสงจึงพูดน้อยลงจนเลิกพูดไปในที่สุด และดูเหมือนต้นเองก็ไม่เคยจะถามถึงเลยสักครั้ง

“งั้นเหรอ แปลกดี...” น้ำใสพูดแล้วยักไหล่ “เอาน่า ลองเชิญเขามางานรับประกาศนียบัตรด้วยก็แล้วกัน”

เอมอรลุกไปแล้ว น้ำใสเก็บเอกสารทั้งหมดกลับเข้าไปในซอง แล้วเดินตามครูออกไป เมื่อเหลือเพียงนุ่นกับทอแสงนั่งกันอยู่เพียงสองคน นุ่นจึงเอ่ยปากถาม

“เธอบอกว่าพี่ต้นเขาไม่เคยสนใจเฟิร์นเต้นเลยเหรอ หลานเขาออกจะมีพรสวรรค์ขนาดนั้น”

“ฮื่อ...”

“ไม่น่านะ ดูเขาออกจะเป็นคนใส่ใจ”

“เขาใส่ใจแค่เรื่องที่เขาสนใจไง ก็ไม่แปลกหรอก มันก็แค่เขาสนใจคนละเรื่องกับพวกเรา”

นุ่นไม่ตอบแต่มองหน้าทอแสงนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยปากถาม

“แล้วเธอรู้สึกยังไงล่ะ”

“ที่เขาไม่สนใจเนี่ยน่ะเหรอ” เธอหัวเราะน้อยๆ “จะต้องไปรู้สึกอะไรล่ะ มันเป็นเรื่องของอาหลานเขา เราไปเกี่ยวอะไรด้วยเล่า”

“เกี่ยวเต็มๆ เลยเชียวล่ะ ทอแสงเอ๋ย คนหนึ่งก็แฟน อีกคนก็ลูกศิษย์ทั้งคน”

“ตามใจ เกี่ยวก็เกี่ยว” ทอแสงพูดอย่างไม่สนใจนัก “แล้วนี่จะไปกันได้รึยังล่ะ เราอยากกลับบ้านแล้ว”

“เอ้า ไปๆๆ”

แล้วเย็นวันนั้น ทอแสงก็ก้าวออกจากประตูบ้านสวนสตูดิโอ พร้อมกับคำถามของนุ่นที่ยังคงอึงอลอยู่ในหัว คำถามที่ว่า แล้วเธอรู้สึกเช่นไร

รู้สึกเช่นไรงั้นหรือ ... ก็แค่

ภูมิใจในตัวลูกศิษย์ ... ก็ครูคนไหนบ้างเล่า จะไม่มองลูกศิษย์ของตัวเองด้วยความชื่นชมเมื่อเขาประสบความสำเร็จ แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม

แต่ความรู้สึกแสนดีนั้น ยากนักที่เธอจะแบ่งปันให้คนที่ชื่อว่าเป็น ‘คนรัก’ ของเธอให้เข้าใจได้ ด้วยเหตุที่เขาไม่เคยสนใจเรื่องราวด้านนี้ของชีวิตเธอเอาเสียเลย เธอก็ยังเป็นคุณทอแสง นักศึกษาปริญญาเอก ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานและคนรักของเขาคนนั้นอยู่นั่นเอง

คิดมาถึงตรงนี้ ความน้อยใจก็ถาโถมเข้ามาก่อนจะตั้งรับได้ทันเสียแล้ว


(โปรดติดตามตอนต่อไป)


Create Date : 05 กรกฎาคม 2553
Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 12:09:52 น. 3 comments
Counter : 1004 Pageviews.

 
พี่ก๋ารออ่านรวดเดียวเลยได้มั้ยเอ่ย อิอิอิ
ชอบอ่านแบบรวดเดียวจบครับ

เป็นกำลังใจให้ร้านกาแฟของน้องเสี้ยว
ขอให้ขายดีนะครับ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 5 กรกฎาคม 2553 เวลา:13:45:05 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับน้องเสี้ยว







โดย: กะว่าก๋า วันที่: 7 กรกฎาคม 2553 เวลา:7:59:05 น.  

 


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 1 มกราคม 2554 เวลา:8:00:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

วิปุลา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เต้นมา 19 ปี
เล่นดนตรีมา 18 ปี
(ขอ) เขียนหนังสือมา 10 ปี


สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด


ความฝันที่ใต้หมอน

เพราะกาลเวลาย้อนกลับไม่ได้ ความฝันจึงยังคงเป็นได้เพียงความฝัน และบางครั้งเงื่อนไขในชีวิตก็ทำให้เราต้องทิ้งร้างความฝันนั้นไว้ และซ่อนมันเอาไว้ในที่ที่มองไม่เห็น จนกระทั่งวันหนึ่งก็เรียนรู้ที่จะลืมความฝันที่ซุกไว้ใต้หมอนนั้นไปได้ในที่สุด

แต่กระนั้น สิ่งที่ถูกลืมเลือน ใช่จะเป็นสิ่งที่เลือนหาย ความฝันนั้นจึงยังคงรอให้ถึงวันที่เราจะไปค้นมันเจออีกครั้ง
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2553
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
5 กรกฏาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add วิปุลา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.