ตุลาคม 2553

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
20 ตุลาคม 2553
All Blog
ปีแรกในอังกฤษ
ยังงงอยู่เลย ไหงปีนึงแล้วเหรอเนี้ย?!?!?!

ปีนึงผ่านไป มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง

-เริ่มจากเอื้อโตขึ้นมากมาย เสื้อผ้าเล็กลงไปถนัดตา ขาลอย เปิดพุง อินเทรนด์กันสุด ๆ
-เอื้อพัฒนาเรื่องภาษาที่สองทั้งพูด ฟัง อ่าน เขียนได้ดี
-เอื้อรู้จักการให้มากขึ้น แบ่งปันของกิน ของเล่น
-เห็นคุณค่าของการทำดี ตั้งใจเรียนคุณครูให้รางวัล เก็บของในบ้านคุณพ่อ คุณแม่ดีใจ
-กล้ามากขึ้น ทำอะไรได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ไปเข้าห้องน้ำในห้างเอง ซื้อของจ่ายเงินเอง
-กินข้าวได้มากขึ้น (หรือว่าแม่ทำอาหารอร่อยขึ้น?!?!?!)
-อยากไปโรงเรียน จากที่ร้องไห้ ครำครวญไม่อยากไปโรงเรียนกันบ่อย ๆ แม้ว่าจะน้อยกว่าที่เมืองไทยมากมาย แต่ก็มีบ้าง
-วาดรูปเก่งขึ้นมาก ดูมีจินตนาการเหลือเฝือ
-ยอมทำการบ้าน จากปีที่แล้วไม่ให้ความร่วมมือใด ๆ

ตั้งใจจะเล่าเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ก็นะ....ขี้เกียจกันจริงจัง เลยไม่ได้เขียนซักที

จากโรงเรียนไทยสู่อังกฤษ เหมือนและต่างในมุมมองแบบบ้าน ๆ

-ที่อังกฤษรองเท้าเอื้อต้องเปลี่ยนปีละ 2 คู่ ไม่ใช่เพราะโตเร็วนะ แต่เพราะส้นรองเท้ามันสึกถึงพื้นรองเท้ากันเลยทีเดียว จากบ้านเราเอื้อใส่ปีกว่ายังใหม่มาก เอามาใส่ที่นี่ต่อได้เลย (เพราะซื้อไว้ใหญ่นิดนึง) ทำไม??? ที่นี่เน้นให้เด็กได้เล่น ได้ออกกำลังกายกลางแจ้ง เพื่อใกล้ชิดกับธรรมชาติ (ลอกเขามาเลยนะเนี้ย) แล้วไง??? จากประสบการณ์ส่วนตัวตอนที่ไปเป็นอาสาสมัครที่โรงเรียนเอื้อ ช่วงเช้าไม่รู้ เพราะไปเป็นช่วงบ่าย พอเด็ก ๆ กินอาหารกลางวันเสร็จคงประมาณ 30-40 นาที ก็ปล่อยให้เด็กทุกคนวิ่งเล่นที่สนาม(ใหญ่เกือบเท่าสนามฟุตบอล)จนถึงบ่ายโมง จึงเข้าห้องเรียน จากนั้นเรียนกันถึงบ่ายสองนิด ๆ ก็ปล่อยเด็กมาเล่นที่สนามอีกประมาณ 15-20 นาที แล้วก็เข้าไปเรียนต่อนิดหน่อย เก็บของ บ่ายสามโมงก็กลับบ้าน รวมเวลาช่วงบ่ายตั้งแต่เที่ยง จนถึงกลับบ้าน 3 ชม. ได้ออกมาวิ่งเล่นประมาณ 1 ชม. ทุกวัน ไม่รวมช่วงเช้า นี่จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนรองเท้าของเอื้อ

แล้วที่ไทยล่ะ??? เราเป็นเมืองร้อนไม่ได้ให้เด็กใส่รองเท้าในห้องเรียน ส่วนเวลาออกมาเล่นนะเหรอ เราก็มีรองเท้าให้เด็กเฉพาะ หรือไม่ ก็ได้ออกมาเล่นที่สนามวันละประมาณ 10 -15 นาที สนามขนาดกระทัดรัดเพื่อความปลอดภัย คุณครูสามารถดูแลได้ทั่วถึง จุเด็กได้ราว ๆ 10 คน ก็แบ่งเป็นรอบ ๆ ไป หรือบางโรงเรียนมีไว้เป็นของประดับโรงเรียน จะให้เด็กมาเล่นได้ก็โรงเรียนเลิก ซึ่งก็แล้วแต่คุณพ่อ คุณแม่ว่าจะมีเวลามากน้อยแค่ไหน แล้วแบบนี้รองเท้านักเรียนจะหาโอกาสสึกได้ยังไง??!?!??!

-ที่นี่ไม่มีการนอนกลางวัน แต่บ้านเราจัดให้เด็กนอนกลางวันกันจนถึง อ.2 หรือ อ.3 กันเลยทีเดียว วันนึงก็ให้นอนตั้งแต่บ่ายโมงครึ่งถึงกลับบ้านเลย นี่ก็เป็นอีกส่วนสาเหตุที่รองเท้านักเรียนไม่สึก คำถามคาใจ...จำเป็นไหมกับการต้องนอนกลางวัน?!?!?! ที่นี่เข้าเรียน 9 โมง มาถึงโรงเรียนก่อน 8:55 ไม่จำเป็น อย่าพามาโรงเรียนก่อน 8:30 (จากคำประกาศของโรงเรียน) บ้านเราเริ่มเรียน 8 โมง เด็กอาจตื่นเช้าเกินไปจึงต้องให้เด็กนอนกลางวัน หรืออีกสาเหตุคือบ้านเราอากาศร้อน (ใช่แบบนี้รึเปล่า??!?!)

-เหา....ไม่ว่าที่ไหน โรงเรียนไหนก็มีปัญหานี้เหมือนกันอันนี้ไม่ต่าง แต่โรงเรียนไทยไม่รู้ว่าเขามีมาตรการกันยังไง เพราะตอนเอื้อเรียนที่ไทยก็ไม่มีข้อมูลอะไร แต่ที่นี่จะมีเอกสารแจ้งผู้ปกครองเป็นระยะ ๆ เรื่องเหา และการรักษา ถ้าวันดีคืนดีโรงเรียนรู้ว่ามีเด็กในห้องเป็น ก็จะมีจดหมายด่วนแจ้งผู้ปกครองให้ตรวจดูหัวของลูกด้วยว่าเป็นรึเปล่า แล้วรีบแจ้งกลับโรงเรียน ที่ผ่านมาเอื้อยังไม่เป็น

-อาหารเที่ยง ที่ไทยช่วงอนุบาลโรงเรียนจะจัดอาหารให้เด็กทั้งของรัฐ และเอกชน อาหารจะเหมือนกันหมด ส่วนที่นี่แล้วแต่ความสมัครใจ ถ้าห่อมาจากบ้านก็จะมีคุณครูคอยดูแล หรือถ้ากินอาหารโรงเรียนก็จ่ายเป็นรายสัปดาห์ โดยจ่ายตามจริงที่กิน วันไหนหยุดเรียนก็ไม่ต้องจ่าย อาหารก็จะมีหลายอย่าง ให้เด็กเลือกได้ว่าจะกินนี่ ไม่กินนั่น หรือกินทั้งหมดก็แล้วแต่ เช่นมีสลัด มีไส้กรอก ขนมปัง เอื้อขอไส้กรอก ขนมปัง ไม่เอาสลัด อะไรทำนองนี้ ทำให้เด็กได้แสดงความเป็นตัวของตัวเอง

-การบ้านที่อังกฤษมีให้อาทิตย์ละวันคือวันศุกร์ แล้วก็ส่งกลับวันศุกร์ บ้านเราให้การบ้านกันทุกวัน ส่งกลับวัน(ทำการ)ถัดไป แต่ที่โรงเรียนดันจัดให้เด็กนอนกลางวัน แต่มีการบ้านมาให้เด็กทำที่บ้าน เอ่อมมม!!!! คิดได้ไงนะ

-ที่อังกฤษเด็กนักเรียนต้องใส่ชุดนักเรียน เหมือนบ้านเรา ก็จัดกันไปตามสภาพอากาศ บ้านเราแขนสั้น ขาสั้น ที่นี่ก็แขนยาว ขายาว หรือขาสั้นในช่วงหน้าร้อนก็แล้วแต่ ไม่ผิดระเบียบ

-ของเล่นชิ้นโปรดเอาไปโรงเรียนได้ ที่บ้านเราไม่อนุญาตให้เอาของเล่นมาโรงเรียน เพราะกลัวแย่งของเล่นกัน แต่ที่นี่ทำไมไม่กลัว?!?!!?? ที่นี่จัดให้เล่นของเล่นที่เอามาจากบ้านได้ ในเวลา และสถานที่ ที่เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งจะให้เล่นในช่วงเวลาที่ปล่อยให้เล่นที่สนามเท่านั้น ที่ห้องเรียนไม่อนุญาต ดังนั้นเด็กแทบทุกคนก็มีของเล่นชิ้นโปรดของตัวเอง แล้วจะแย่งคนอื่นทำไม!!!! ก็ว่าไม่ได้ เพราะบ้านเราไม่ได้ให้เล่นในสนามอย่างอิสระเหมือนที่นี่ เพราะฉะนั้นการไม่อนุญาตให้เอาของเล่นมาที่โรงเรียนก็เป็นการแก้ปัญหาของเรา.....รึเปล่า?!?!!?!

-ที่นี่ไม่เน้นวิชาการหนักเท่าบ้านเรา เอื้อ 5 ขวบยังบวกเลขเกินสองหลักไม่ได้ (มากนัก) ส่วนลบไม่ต้องพูดถึงยังไม่ได้เรียนแบบเป็นเรื่องเป็นราว จะมีก็แต่พ่อ แม่สอนเอง การอ่านเอื้ออ่านได้บางคำเท่านั้น เป็นบ้านเรา 5 ขวบนี่บางคนอ่านได้เป็นเล่ม ๆ แล้ว อันนี้ต่างกันสุดขั้ว

-ที่นี่ไม่สนผลลัพธ์ แต่สนใจขั้นตอน คืออะไรอ่ะ?!?! วันนี้เรียนเรื่องธรรมชาติ หลังจากเรียนเสร็จแจกถุงที่ทำจากกระดาษ ให้ไปเก็บสมบัติหนึ่งใบ ทุกคนไปเก็บมาจากธรรมชาติ แล้วมาทำงานศิลปะอะไรก็ได้ไม่จำกัดความคิด เด็กแต่ละคนอาจเก็บหิน ใบไม้ ดอกไม้ ใบหญ้า กิ่งไม้ นู้นนี่นั้น แล้วแต่ แล้วก็มาตัด แปะ ติด แล้วก็เล่าให้ครูฟังว่าเป็นอะไร ทำยังไง ไม่สนใจว่าจะออกมาสวยไม่สวย ไม่ใช่ประเด็น บ้านเราวัยอนุบาลทุกอย่างจะเป็นสูตรสำเร็จ คุณครู พ่อ แม่เตรียมให้ซะส่วนใหญ่ อาจจะด้วยที่บ้านเราจำนวนเด็กต่อห้องมันเยอะ ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ไม่ได้ รึเปล่า????

-เรียนพิเศษ ที่นี่ไม่มีการเรียนพิเศษนอกเวลาเรียนที่โรงเรียนปกติ แต่จะมีเรียนพิเศษตามที่อื่น ๆ เช่นเรียนเต้น ดนตรี ช่วงเวลาเสาร์-อาทิตย์ ต่างจากบ้านเราที่ตามโรงเรียนจะมีสอนพิเศษให้เด็กที่โรงเรียนอีกโดยเฉพาะในโรงเรียนเอกชน เช่นให้ทำการบ้าน สอนเพิ่มเติมนิดหน่อย อืมม...ก็ว่าไม่ได้ส่วนนึงเป็นความต้องการของผู้ปกครองที่อาจจะมารับลูกไม่ทัน ก็ฝากคุณครูที่โรงเรียนดูแลก่อน หรืออีกนัยโรงเรียนก็มีรายได้เพิ่ม เท่าที่คุยมาหลายประเทศในเอเชียก็เหมือนบ้านเราหล่ะ เน้นเติมวิชาการให้ลูกเต็มที่โดยเฉพาะในกลุ่มคนชั้นกลางขึ้นไป เลิกเรียนก็ต้องไปเรียนพิเศษอังกฤษ คณิต วิทย์ เปียโน ว่ายน้ำ ฯลฯ เด็กพวกนี้คงแก่เรียนกันสุด ๆ -"- จนทำให้วัยเด็กหายไป

-ที่อังกฤษ โรงเรียนปกติจะรับเด็กที่มีปัญหาเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ ถ้าเด็กคนนั้นสามารถเรียนรู้ได้ในระดับหนึ่ง เช่นเด็กขี้กลัว ขี้อาย (นั่งปิดหน้าตลอดเวลา) เด็กควบคุมอารมณ์ไม่ได้ (โกรธแล้วโวยวาย) เด็กมีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ในระดับต่าง ๆ อ่านได้ช้า เขียนได้ช้า มีความพิการบางอย่าง เช่น เดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น ไม่มีแขน ฯลฯ โรงเรียนจะจัดกลุ่มสอนเพิ่มเติมให้กับเด็กกลุ่มนี้เป็นพิเศษเพื่อให้เรียนทันเพื่อน ๆ ซึ่งถ้าบ้านเราจะไม่รับเด็กกลุ่มนี้เข้าเรียนในโรงเรียนปกติอย่างแน่นอน ถ้ามีการแสดงออกอย่างชัดเจน อันนี้เป็นเรื่องเศร้าสำหรับบ้านเรา T_T

-ที่นี่ไม่สนว่าเด็กจะเชื้อชาติอะไร ศาสนาไหน สามารถเข้าเรียนฟรีในโรงเรียนรัฐได้ ถ้าโรงเรียนไม่เต็มซะก่อน ตอนที่เอื้อสมัครเรียนพาสปอร์ตทางโรงเรียนก็ไม่ได้ขอดู ทำให้คิดได้ว่าต่อให้เป็นเด็กที่ลักลอบเข้าเมืองก็เรียนได้ (รึเปล่า???) โรงเรียนขอแต่สูจิบัตรอย่างเดียว โรงเรียนรัฐของอังกฤษจะเรียนฟรีจนถึง Year 12 ก็เท่ากับม. 6 บ้านเรา บ้านเราก็เรียนฟรีเหมือนกันถึง ป.6 แต่เด็กต่างด้าวไม่สามารถเรียนในโรงเรียนรัฐได้ ส่วนมาตรฐานรัฐ กับเอกชนบ้านเราก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะโรงเรียนรัฐเด็ก 50 คน ต่อห้อง ครู 1-2 คน เอกชนก็แบ่งอีกเกรดไหนถ้า A ก็ประมาณ 20-30 ครู 2 ถ้า B, C ก็ 30-40 ครู 2 คน แต่ที่นี่โรงเรียนรัฐเด็กไม่เกิน 30 คนต่อห้อง ครู 2 คน เอกชนเด็กไม่เกิน 20 คนต่อห้อง ครู 2 คน ดูแล้วไม่ต่างกันมาก ส่วนมาตรฐานการเรียนการสอนจะมีการตรวจสอบกันทุกปี มีรายงานต่อสาธารณะ ส่วนบ้านเราไม่มีข้อมูลเลย

ส่วนแม่ปีนึงผ่านไป ได้อะไรบ้าง?? ได้เพื่อน ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ฟังภาษาอังกฤษเข้าใจมากขึ้นจากที่ฟังไม่ออกเลย ทั้งที่เรียนกันมาเป็นสิบปี ว่าแล้วก็ขอบ่นหน่อย ทำไมบ้านเราการเรียนภาษาอังกฤษถึงล้มเหลวไม่เป็นท่า เด็กที่จบป. ตรี ทั้งหมดจะถึง 1% ไหม??? ที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในระดับใช้งานได้ แค่พอรู้เรื่องพอ ไม่ต้องเลิศ ไม่มีการคิดแก้ปัญหา ซึ่งก็คงจะเป็นแบบนี้ต่อไปตราบนานเท่านาน --" ส่วนเราก็ทำได้แค่บ่นไป........

ปิดท้ายด้วยรูปเอื้อกับนายกเทศมนตรี (Mayor) ที่เราได้รับเกียรติ์ครั้งนี้ก็เพราะแม่ และคุณพ่อเอื้อไปทำหน้าที่ล่ามให้กับคณะคนไทยที่ทำงานในสถานสงเคราะห์เด็กมาดูงานที่นี่ อิอิอิ... ไม่ต้องตกใจว่า ภาษาดีขนาดไปเป็นล่ามได้เหรอ!?!!?!?? แบบว่าเป็นแค่ผู้ช่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะมีมือหนึ่งที่เป็นนักเรียนไทยที่เป็นอาจารย์สอนเด็กอินเตอร์บ้านเราเป็นคนหลัก ก็ขอปรบมือให้น้องเขาที่ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม....






และรูปรุ้งกินน้ำใหญ่มาก ๆ ถ่ายไว้เมื่อเช้านี้เอง ^_^






Create Date : 20 ตุลาคม 2553
Last Update : 17 ธันวาคม 2553 18:53:46 น.
Counter : 574 Pageviews.

9 comments
  
เข้ามาเก็บความรู้คะ ได้ข้อคิดเรื่องการศึกษาเพียบ
โดย: mee_vingt IP: 124.120.106.218 วันที่: 20 ตุลาคม 2553 เวลา:11:29:11 น.
  
แน่นอน ที่อังกฤษระบบการศึกษาเขาเยี่ยมยอดมาก โชคดีของน้องเอื้อ ถ้ามาอยู่เมืองไทยอาจเป็นเด็กซึมๆ ไม่ร่าเริง เพราะเด็กแนวมีจินตนาการของตัวเองต้องเรียนรู้ด้วยการเปิกโลกไม่ปิดกั้นแบบนี้แหละ

เรื่องนอนกลางวันเป็นเรื่องงี่เง่าที่สุดของรรไทย บ้ามากมาบังคับเด็ก แต่ก็เข้าใจนะ คงเห็นเด็กง่วงเลยคิดว่าทุกคนต้องง่วง ให้นอนๆไปตื่นมาท่องก ไก่จะได้ไม่หลับ

คิดตื้นมาก ปิดกั้นศักยภาพของเด็ก เพราะงี้เด็กเราเลยสมองช้า ด้อยพัฒนา คิดเป็นแต่ตามๆกัน แต่ไม่สมารถคิดตามสมองตัวเองได้เพราะริเริ่มไม่เป็น
โดย: ปลงระบบไทยๆ IP: 1.47.79.3 วันที่: 20 ตุลาคม 2553 เวลา:13:36:29 น.
  
กลับมาไทย มาเป็นครูสอนเด็ก พัฒนาหลักสูตรได้เลย เพราะเห็นความแตกต่างของระบบ ^^

แต่เท่าที่อ่านการเปรียบเทียบดู ของอังกฤษดูจะเป็นระบบเปิดมากกว่า กฏเกณฑ์น้อยกว่าของไทย

โดย: เพื่อนพ่อเพื่อนแม่ IP: 110.77.146.54 วันที่: 20 ตุลาคม 2553 เวลา:15:04:53 น.
  
ว้าว รูปรุ้งกินน้ำสวยมากเลยค่ะ

อ่านดูแล้วทำไมรู้สึกสงสารเด็ก ๆ บ้านเราขึ้นมายังไงก็ไม่รู้แฮะ

.........

เอื้อโตขึ้นเยอะนะคะนั่น ในรูปท่าทางสนุกใหญ่เชียว
โดย: i'm not superman วันที่: 20 ตุลาคม 2553 เวลา:21:33:16 น.
  

สวัสดีค่ะแม่น้องเอื้อ
เวลามีปีกนะคะ ปีกเครื่องบินซะด้วยบินเร็วเชียว
ระบบการศึกษาที่อังกฤษดีมากๆ ค่ะ
ดีใจกับน้องเอื้อด้วยนะคะที่ได้เรียนที่นั่น
พร้อมกับอยู่กับครอบครัวด้วย


โดย: Sweety-around-the-world วันที่: 21 ตุลาคม 2553 เวลา:15:28:50 น.
  
ชอบมากค่ะ เขียนได้ดีจริงๆ เลย เห็นด้วยค่ะ

น้องเอื้อเป็นหนุ่มแล้วววว
โดย: grippini วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:22:32:21 น.
  

มาเยี่ยมชม มาทักทายครับ

อ้าว ... น้องเอื้อไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษแล้วเหรอเนี่ย ?

อิอิ
โดย: อาคุงกล่อง วันที่: 18 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:07:36 น.
  
ขนาดมาเลเซียก็เรียนน้อยกว่าบ้านเรานะ ตัวแม่เองก็กำลังพยายามทำใจอยู่ ว่าอย่าไปยัดเยียดให้ลูกเรียนนั่นนี่ ให้เค้าได้เติบโตตามไว จริงๆ แล้วอยากให้แดเนียลเรียนเปียโนหรือไม่ก็พวกเทควนโด แต่คุณชายไม่เลือกสักอย่าง ไม่เอาท่าเดียว

ท่าทางน้องเอื้อ กลับมาเนี่ย ฟุดฟิดฟอไฟคล่องแน่ๆ
โดย: ลิตเติ้ลเกิร์ล IP: 60.52.203.179 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:53:03 น.
  
แวะมาสวัสดีและทักทายคุณแม่น้องเอื้อค่ะ ^^

........

เอื้อเป็นไงมั่งเอ่ย ป่านนี้คงสปีคอิงลิชคล่องปรื๋อแล้วอ่ะนะคะ
โดย: i'm not superman วันที่: 4 ธันวาคม 2553 เวลา:7:19:15 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

viji
Location :
Lancaster  United Kingdom

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



คุณแม่ ลูกหนึ่ง...
เมื่อมีลูก จึงรู้ว่าแม่รักลูกมากแค่ไหน...
และจึงรู้ว่ารักแม่ แค่ไหนด้วย....