เมษายน 2550

1
4
5
6
9
12
13
14
15
16
17
18
20
21
22
29
 
 
All Blog
มาสร้างลูกให้เป็นอัจฉริยะกันเถอะ
เนื่องจากแม่น้องเอื้อบอกให้พ่อเขียนอะไรใส่ blog น้องเอื้อบ้าง วันนี้เลยได้โอกาสเขียนซักอัน
ไหนๆ ก็เขียนแล้ว เอาเรื่องหนักๆ เลยดีกว่า แล้วตั้งชื่อให้หวือหวาไว้ก่อน
เข้าเรื่องดีกว่า



หลายวันก่อนผลสอบเข้าโรงเรียนสาธิตเกษตรออกมา



น้องวินหลานรักสอบไม่ได้ เด็กสอบหลายพันคน รับได้แค่สองร้อย
พ่อน้องวินเสียใจน่าดู แม้ปากจะบอกลูกว่าไม่เป็นไรหรอกลูก



น้องวินทุ่มเทเรียนพิเศษเพื่อจะสอบเข้าครั้งนี้ล่วงหน้านับปี

เสาร์-อาทิตย์ก็ต้องเรียนพิเศษ

วันหยุดยาวช่วงเทศกาล คุณพ่อคุณแม่น้องวินกลับบ้านที่ต่างจังหวัดไม่ได้ เพราะน้องวินต้องเรียนพิเศษ ค่าเรียนก็ไม่ใช่ถูกๆ
เด็กที่โรงเรียนกวดวิชาเดียวกัน สอบสาธิตเกษตรได้สองคน แต่น้องวินสอบไม่ได้ น้องวินเองก็รู้ผลสอบครั้งนี้ รู้ว่าเพื่อนสองคนสอบได้




น้องวินเพิ่งจะห้าขวบเอง ก็ต้องมาแบกรับความคาดหวังของพ่อแม่แล้ว



น้องวินเป็นภาพสะท้อนหนึ่งของระบบสังคมชนชั้นกลางในบ้านเรา ที่เน้นวัดคนจากความสำเร็จเป็นหลัก



พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นหมอ เป็นวิศวกร ต้องเรียนเก่งๆ เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ

จบนอกด้วยยิ่งดี ต่อไปจะได้เงินเดือนสูงๆ มีหน้าที่การงานที่ดี

พ่อแม่บางคน ไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้ได้ แต่จะมายัดเยียดให้ลูกทำให้แทน โดยไม่ได้ถามความต้องการของลูกด้วยซ้ำ

ลูกต้องมีความสามารถหลากหลาย พูดอ่านเขียนให้ได้หลายภาษา ก่อนนี้ภาษาอังกฤษมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ตอนนี้ต้องภาษาจีนด้วย รู้สองภาษาไม่พอแล้ว

พ่อแม่ใครติดละครหน่อย อาจจะพ่วงเกาหลีไปด้วย




เมื่ออยากให้ลูกเป็นอัจฉริยะ ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมให้ลูกตั้งแต่ยังอยู่ในท้องด้วยซ้ำ
เช่นเปิดเพลงคลาสสิคให้ฟังตั้งแต่อยู่ในท้องโน่น

น้องวินเองก็ต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากคุณพ่อตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ ตอนนี้เพิ่งห้าขวบ แต่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นแล้ว

หลักสูตรเสริมสร้างความสามารถลูกน้อย มีเปิดเต็มไปหมด จะเอาทักษะด้านไหน มีให้หมด คณิตศาสตร์ ภาษา ศิลปะ ดนตรี มีทั้งนั้น เริ่มเรียนได้ตั้งแต่อายุหกเดือน

ลูกใครพูดเร็ว พัฒนาการเร็ว พ่อแม่ก็จะเอามาเล่าด้วยความภูมิใจ เคยเห็นในบางเวบบอร์ด เช่นแปดเดือนก็พูดแล้ว ลูกขวบเดียวสนทนาเป็นประโยคได้แล้ว แม่เล่าด้วยความภูมิใจ แม่คนอื่นหมั่นไส้ มาแขวะบ้าง ทะเลาะกันไปมา

ลูกพัฒนาเร็ว ความคาดหวังจากพ่อแม่ก็คงสูงตามไปด้วย น่าคิดว่าเมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้นกว่าเดิม ความคาดหวังจะสูงขึ้นขนาดไหน แล้วถ้าทำไม่ได้ตามที่พ่อแม่หวังหละ





กลับมาที่น้องวินอีกที
ถึงน้องวินจะแค่ห้าขวบ แต่น้องวินก็โตพอจะรู้ถึงความผิดหวังของพ่อแม่ได้แล้ว
พ่อแม่อาจจะบอกน้องวินได้ ว่าสอบไม่ได้ไม่เป็นไร แต่มีหรือน้องวินจะไม่รู้สึก ไม่เห็น ไม่สัมผัสถึงความเศร้า ความผิดหวังของพ่อแม่




น้องวิน เด็กห้าขวบ ถ้าจะโทษใครซักคนที่ทำให้พ่อแม่ต้องผิดหวัง น้องวินจะโทษใครหละครับ


อายุแค่ห้าขวบ เด็ก ๆ พร้อมสำหรับระบบการแข่งขันแบบนี้แล้วหรือ ระบบที่วัดคนจากการทำข้อสอบที่ผู้ใหญ่เป็นคนกำหนด ในเงื่อนไขแบบผู้ใหญ่ ให้เวลาที่จำกัด เพื่อคัดเด็กที่เหมาะกับระบบที่ผู้ใหญ่กำหนดนี้ เข้ามาเรียนรู้กรอบความคิดแบบผู้ใหญ่ สร้างหุ่นยนต์ที่แข็งแกร่งทางวิชาการ มีมุมมองต่อโลกในกรอบที่ใกล้เคียงกัน



แล้วคุณพ่อคุณแม่แน่ใจหรือว่าไม่ได้สร้างรอยแผลเล็กๆ ในใจให้น้องวินไปแล้ว





ตอนนี้น้องเอื้อจะสองขวบแล้ว
พ่อไม่เคยพาน้องเอื้อไปเรียนพิเศษเลย ไม่ได้พาไปเรียนดนตรี ไม่เคยมีจินตคณิต ปล่อยให้เล่นดินเล่นทราย กอดหมา พังรถไปตามเรื่อง
น้องเอื้อยังไม่พูดเลย พ่อวิตกบ้างเล็กน้อยจากกระแสสังคมที่กดดันบ้าง แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะสำคัญตรงไหน ยังไงต่อไปน้องเอื้อก็ต้องพูดได้อยู่แล้ว ช้าเร็วไม่สำคัญ


พอน้องเอื้อโตพอเข้าโรงเรียน พ่อจะพาน้องเอื้อไปโรงเรียนที่ไม่ต้องสอบเข้าแข่งกับใคร ไม่มีการสอบปลายปีที่จะบอกว่าใครได้ที่หนึ่ง ใครได้ที่สอง ใครที่โหล่
ไม่ต้องเจอกับระบบการศึกษาที่สร้างรอยแผลให้กับคนหลายๆ รุ่น แม้แต่กับพ่อเองมาแล้ว

ถ้าน้องเอื้อจะต้องแข่งขัน คู่แข่งเดียวของน้องเอื้อคือตัวเองเท่านั้น ไม่ต้องไปแข่งกับคนอื่น

พ่อจะสอนให้น้องเอื้อกำหนดเป้าหมายให้เป็น แล้วแข่งกับตัวเอง เพื่อไปยังเป้าหมายนั้นให้ได้
เพราะแม้แต่พ่อเองยังแข่งแพ้ตลอดเลย



ส่งท้าย พ่อแม่สอนลูกให้เก่งได้แล้ว เอาชนะลูกคนอื่นๆ ได้แล้ว พ่อแม่อย่าลืมสอนลูกให้แพ้เป็นด้วยนะครับ ผู้แพ้ที่ดี เป็นยากกว่าผู้ชนะตลอดกาลมากครับ







Create Date : 24 เมษายน 2550
Last Update : 24 เมษายน 2550 15:04:50 น.
Counter : 567 Pageviews.

8 comments
  
แวะมาจุ๊บๆ จ้า
โดย: หมวยแก้มป่อง วันที่: 24 เมษายน 2550 เวลา:11:51:11 น.
  
ใช่เลยครับ ไม่มีใครจะชนะได้ตลอดไป
ต้องสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักแพ้เป็นด้วย
สังเกตได้เลยว่าพ่อแม่สมัยนี้สอนให้ลูกชนะอย่างเดียว

โดย: พีทคุง (redistuO ) วันที่: 24 เมษายน 2550 เวลา:13:05:37 น.
  
เขียนเรื่องของเด็กและการศึกษาตรงกันโดยบังเอิญนะครับ
ผมเขียนบันทึกเรื่องการศึกษาทั้งเดือนครับ สำหรับเมษายน

คนเป็นพ่อแม่ก็ย่อมมีมุมมองที่แตกต่างออกไป
ผมยังไม่มีก็คงพูดบ่นไปตามเรื่องตามราว
ถึงเวลามีลูกเป็นของตัวเอง
ค่อยมาว่ากันอีกที
โดย: กะว่าก๋า (กะว่าก๋า ) วันที่: 24 เมษายน 2550 เวลา:13:52:15 น.
  
โหๆๆ วันนี้ยาวโครตๆ แว๊ปแรกที่เห็นกำลังคิดอยู่แม่น้องเอื้อไปเก็บกดที่ไหนมา ถึงเขียนได้ยาวขนาดนี้ ที่แท้พ่อเขียนนี่หว่า ว่าหล่ะเป็น step ของพ่อน้องเอื้อเลย ต้องวิจารณ์สังคมรอบข้างก่อนแล้วค่อยวกมาเรื่องลูก

เด็กจะเก่งหรือดี มันก็มีอยู่สองปัจจัยเท่านั้นแหล่ะ ปัจจัยภายในก็คือสภาพจิตใจ ปัจจัยภายนอกก็คือสภาวะแวดล้อม แต่ถ้าดูแนวคิดของพ่อกับแม่น้องเอื้อคงจะทำน้องเอื้อพบปัจจัยที่ดีภายนอกได้น่ะ
โดย: เพื่อนพ่อเพื่อนแม่ IP: 210.1.11.30 วันที่: 24 เมษายน 2550 เวลา:14:59:04 น.
  
วันนี้คุณพ่อเอื้อมาเอง...
แต่ขอเปลี่ยนรูปหน่อยนะ
โดย: viji (viji ) วันที่: 24 เมษายน 2550 เวลา:14:59:40 น.
  
พ่อแม่ฝนไม่เคยสอนให้ฝนเอาชนะคนอื่นเลยค่ะ

เอาชนะตัวให้ได้ก็พอ

สมัยนี้แค่ลูกของพ่อแม่ เป็นคนดีของสังคม

พ่อแม่ก็ดีใจจะแย่แร้ว
โดย: fonejank วันที่: 24 เมษายน 2550 เวลา:21:14:47 น.
  
โดย: พี่ IP: 203.144.130.176 วันที่: 26 เมษายน 2550 เวลา:11:45:24 น.
  
เป็นความคิดที่ดีเยี่ยมที่สุดเลยค่ะและอยากให้ทุกคนคิดแบบนี้เช่นกัน จะได้ไม่มีการแข่งขันที่ทำให้ชีวิตมันยุ่งยากไปมากกว่านี้
เพราะตั้งแต่ จำเรื่องราวต่างๆได้ คุณพ่อ ไม่เคยสอนให้พี่เรย์ แข่งอะไรกับใคร หรือสอนว่าต้องชนะหรือแพ้เลย
แค่สอนให้พี่เรย์ได้เรียนรู้ ส่วนจะรู้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับตัวของพี่เรย์เองว่าสนใจหรือเปล่า
โดย: พี่เรย์ IP: 203.144.130.176 วันที่: 26 เมษายน 2550 เวลา:11:49:22 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

viji
Location :
Lancaster  United Kingdom

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



คุณแม่ ลูกหนึ่ง...
เมื่อมีลูก จึงรู้ว่าแม่รักลูกมากแค่ไหน...
และจึงรู้ว่ารักแม่ แค่ไหนด้วย....