Welcome to my blog : Victoria's Secreat blog
When the doctor says,my baby's Jaundice :เมื่อคุณหมอบอกว่าหนูอยู่ในภาวะ Jaundice :

5 วันแรกของสัปดาห์แรกของหนูหมดไปกับการอยู่โรงพยาบาล เนื่องจากหนูอยากเจอแม่เร็วๆ เลยขออนุญาตคุณแม่ออกมาก่อนคุณหมอกำหนดประมาณ 3 week คุณแม่ก็ไม่ค่อยจะเต็มใจซักเท่าไหร่ เพราะ ยังเรียนโยคะไม่จบคอส แถมวันที่หนูส่งสัญญาณเตือนโดยการทำเจ้าถุงคล้ายๆลูกโป่งที่ห่อตัวหนูแตก คุณแม่ก็ยังไม่ได้จัดกระเป๋าเตรียมตัวสำหรับหนูแต่อย่างใด ตัวหนูเลยเล็กไปหน่อย น้ำหนักก็น้อยนิดเดียว แถมยังมีภาวะ jaundice อืมไม่ต้องแปลกใจไปค่ะ ตอนคุณแม่ได้ยินคุณหมอก็งงเหมือนกันว่ามันคืออะไร มาทราบภายหลังในชื่อภาษาไทยว่า "ดีซ่าน" ชื่อมันไม่ค่อยเพราะเลย ขอเรียกว่าภาวะ jaundice แล้วกันนะคะ ในกรณีของหนู อาการที่เห็นได้ชัดคือ ตัวหนูจะเล็กกว่าเกณฑ์ปกติ ตัวซีด นัยน์ตาซีดออกสีเหลืองๆ และตรวจดูพบค่าบิลิรูบินจะสูงกว่า 5 มก./ดล. อืมมมมม แล้วมันยังไงกันล่ะเนี่ย คุณหมอเลยสั่งคุณแม่โด๊บหนูโดยการให้ทานนมเยอะๆ แต่ช่วงแรกๆน้ำนมของคุณแม่ยังมาไม่ทันใจ ก็ต้องพึ่งนมผสมด้วย

เข้าสู่วันที่ 3 ค่าบิลิรูบินของหนูยังไม่ดีขึ้น แถมยังพุ่งปรี๊ดๆๆ ถึง 12 คุณหมอเลยรอดูอาการถึงวันที่ 4 หากไม่ดีขึ้นจะต้องทำการฉายแสง อาาาา อะไรกันเนี่ย คุณแม่หนูเริ่มเครียดแล้วค่ะ

วันที่ 4 ของการอยู่โรงพยาบาล ค่าบิลิรูบินของหนูยังทรงตัว จนแตะที่ 15 จนคุณหมอบอกว่าจะต้องทำการฉายแสง คุณแม่ถึงกับน้ำตาตกใน คืนนั้นเองหนูก็ต้องเปลื้องผ้า ร่างเปลือยเปล่าในตู้นีออนสีฟ้า โดยตลอดทั้งคืนคุณพยาบาลก็เข้ามาเช็คเป็นระยะๆ

วันที่ 5 ช่วงก่อนเที่ยงคุณหมอทำการเช็คค่าบิลิรูบินเป็นครั้งสุดท้าย และพบว่าค่าบิลิรูบินลดลงมาจนอยู่ในระดับที่คุณหมอพอใจ จึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ ในใจลึกๆคุณแม่บอกว่ายังไม่อยากกลับบ้านเลย เพราะชอบนอนเตียงที่โรงพยาบาลมาก จนอยากจะขนกลับไปนอนด้วยเลยทีเดียว อาหารที่โรงพยาบาลก็อร่อยๆทั้งนั้น แถมมีคุณพยาบาลคอยปรนนิบัติ เฮ้อ คุณแม่ขา หนูอยากกลับบ้านแล้วค๊าาาา บ่ายแก่ๆของวันที 27 มกราคม 2009 จึงเป็นเวลาที่หนูกับคุณแม่ออกจากโรงพยาบาล สู่บ้านหลังแรกในชีวิต


Host unlimited photos at slide.com for FREE!

สภาพ เอ๊ย ภาพขณะฉายแสงค่ะ




ลองมาทำความรู้จักภาวะ Jaundice นะคะว่าเป็นอย่างไร เผื่อจะเป็นประโยชน์กับแม่ๆท่านอื่นๆ

ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด (Jaundice)
เกิดจากการที่ร่างกายมีสารสีเหลืองที่เรียกว่า บิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ

บิลิรูบิน เกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง โดยมีตับเป็นอวัยวะสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสารสีเหลืองนี้ เพื่อขับออกทางท่อน้ำดี โดยออกมากับอุจจาระ และขับออกมาทางปัสสาวะด้วย

สาเหตุ

1.ภาวะปกติที่ไม่ใช่โรค (physiological jaundice) พบเป็นส่วนใหญ่ในทารกหลังคลอด เนื่องจากขณะอยู่ในครรภ์มารดา ทารกมีจำนวนเม็ดเลือดแดงมากกว่าทารกหลังคลอด เม็ดเลือดแดงส่วนเกินนี้จะถูกทำลาย สารฮีมภายในถูกเปลี่ยนเป็นบิลิรูบิน แม้ทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงดี ประมาณ 50-60% ก็อาจมีตัวเหลืองได้ตั้งแต่อายุ 2-3 วัน และมักจะหายเหลืองเมื่อมีอายุ 5-7 วัน

2.ภาวะตัวเหลืองที่เกิดจากการแตกทำลายของเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น เช่น
•หมู่เลือดของมารดาและทารกไม่เข้ากัน มักพบในมารดาหมู่เลือดโอ และทารกหมู่เลือด เอ หรือ บี และอาจพบตัวเหลืองมากๆ ได้ ในมารดาที่มีหมู่เลือด Rh ลบ โดยที่ทารกมี Rh บวก ฯลฯ
•ทารกที่มีความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง หรือขาดเอนไซม์บางอย่างในเม็ดเลือดแดง เช่น G 6 PD ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกทำลายง่าย
•ทารกมีเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก โดยเฉพาะทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นเบาหวาน
•ทารกมีเลือดออกหรือเลือดคั่งเฉพาะส่วน เช่น บวมโนที่ศีรษะจากการคลอด ทารกหน้าคล้ำหลังคลอด เป็นต้น
•การติดเชื้อในทารกแรกเกิด ซึ่งมักมีอาการซึม ไม่ดูดนม อาจท้องอืด อาเจียน มีไข้ หรือไม่มีก็ได้ ฯลฯ

สาเหตุอื่นๆ

•นมแม่ดีที่สุดสำหรับทารก แต่เด็กทารกที่ดูดนมแม่อาจพบมีภาวะตัวเหลืองในปลายอาทิตย์แรก และอาจเหลืองนานเกิน 7-10 วันได้
•โรคบางอย่างทำให้ทารกมีภาวะตัวเหลืองนาน เช่น ภาวะพร่องฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ ทารกที่มีการทำงานของตับไม่ดี เช่น ตับอักเสบ
•โรคอื่นๆ ที่พบน้อยมาก เช่น มีการอุดตันในทางเดินอาหาร ในกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือท่อน้ำดี สารสีเหลืองจึงขับออกมาไม่ได้
•ทารกคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากตับทำงานได้ไม่ดีเท่าทารกที่คลอดครบกำหนด จึงอาจพบภาวะตัวเหลืองได้สูงกว่าปกติ
สารสีเหลืองนี้จะอยู่ในกระแสเลือด และไปจับตามเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย เช่น ที่ผิวหนังผิวทารกจึงเป็นสีเหลืองที่ตา จึงเห็นตาขาวเป็นสีเหลืองและที่อันตราย คือ บิลิรูบินที่สูงเกินสำหรับทารกนั้นไปจับกับเซลล์สมองอาจทำให้มีอาการผิดปกติ เช่น ซึมไม่ดูดนม ร้องเสียงแหลมชักเกร็ง หลังแอ่น ทารกมีปัญญาอ่อน พิการหูหนวกตามมาได้

วิธีสังเกตว่าลูกตัวเหลืองหรือไม่

ทารกบางคน เห็นได้ชัดเจนว่ามีตาและตัวเหลือง กรณีที่ไม่แน่ใจ ในห้องที่มีแสงสว่างพอให้ใช้นิ้วมือกดลงบนผิวหนังเด็ก เมื่อปล่อยมือควรจะเห็นสีขาวซีดกลับเห็นเป็นสีเหลือง ถ้าเห็นชัดเจนที่บริเวณใบหน้าลงมาจนถึงท้อง ควรพามาพบแพทย์ ความเชื่อเก่าๆ เกี่ยวกับตัวเหลืองที่ไม่ถูกต้อง เช่น ให้ทารกดื่มน้ำมากๆ มีผลเสียที่ทำให้ทารกดูดนมน้อยเพราะอิ่มน้ำ การนำทารกไปผึ่งแดด ปัจจุบันไม่แนะนำแล้ว


การรักษา

•การฉายแสง โดยใช้หลอดไฟพิเศษ ที่ให้แสงสีฟ้า ซึ่งสารสีเหลืองที่ผิวหนังจะจับไว้ได้ดี และถูกเปลี่ยนเป็นสารที่ขับออกได้ง่ายทางอุจจาระและปัสสาวะ ขณะฉายแสงจะถอดเสื้อผ้าทารก ปิดตา และแพทย์จะตรวจเลือดดูระดับสารสีเหลืองเป็นระยะๆ จนลดลงอยู่ในระดับที่ปลอดภัย โดยปกติแล้ว ผลเสียของการส่องไฟ มีเพียงอาจทำให้ขาดน้ำ น้ำหนักลดบ้าง เนื่องจากร่างกายจะเสียน้ำเพิ่มขึ้นจากการส่องไฟเท่านั้น
•การถ่ายเลือดหรือเปลี่ยนเลือด คือ การเอาเลือดเด็กทารกที่มีบิลิรูบินสูงออกจากตัวเด็ก และเติมเลือดอื่นเข้าไปแทน จะใช้วิธีนี้กรณีที่ทารกตัวเหลืองมากส่องไฟแล้วไม่ดีขึ้น จนเกรงว่าอาจเป็นอันตรายต่อสมองได้

Source : BangkokHealth


Create Date : 02 สิงหาคม 2552
Last Update : 19 สิงหาคม 2552 21:03:21 น. 1 comments
Counter : 397 Pageviews.

 
Artichokes (ATISO, ACTISO) อาร์ติโช๊ค
อาร์ติโช๊ค (Cynara scolymus) เป็นพืชที่นิยมปลูกในต่างประเทศ เฉพาะภูเขาสูงมากกว่า 1,500 เมตร เท่านั้น ปี 2513 นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรป ได้ค้นพบสารไซนาริน ” มีคุณค่าทางอาหาร และยา นำมาบริโภคสด หรือปรุงอาหารได้ทุกส่วน หรือนำมาสกัดสารไซนาริน(cynarin) รับประทานเพื่อบำรุงรักษาสุขภาพได้ดี” ในยุคโบราณอาร์ติโช๊คเป็นอาหาร และยารักษาโรคของชาวอียิปต์ ชาวกรีก และชาวโรมัน และเป็นเมนูอาหารที่สำคัญในทุกงานเลี้ยงของกรุงโรม นอกจากจะเป็นอาหารเสริม แล้วยังมีสรรพคุณทางยา ดังนี้
1. ช่วยบำรุง กระตุ้นการทำงานของตับ ซึ่งตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ในการสกัดสารพิษ หรือสิ่งแปลกปลอมออกจากกระแสโลหิต สร้างน้ำดีและน้ำย่อย และเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสารอาหาร ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย
2. กระตุ้น การสร้างน้ำดีของตับ ทำให้มีประสิทธิภาพในการลดไขมัน (Chloresteral) ในเลือด ช่วยให้ระบบหลอดเลือดและหัวใจทำงานดี ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน
3. เสริมสร้างการทำงานของถุงน้ำดี ช่วยสร้างน้ำดีป้องกันถุงน้ำดีอักเสบ ซึ่งมักเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก ทำให้ระบบการย่อยอาหารดี ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก
4. ช่วยป้องกันตับอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคดีซ่าน และโรคตับแข็ง (Cirrhosis) ในประเทศบราซิล อาร์ติโช๊ค เป็นยาสมุนไพรพื้นฐาน ที่ใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของตับ และโรคอื่นหลายโรค ได้อย่างกว้างขวาง เช่น โรคโลหิตจาง เบาหวาน ไข้ รักษาบาดแผล และเกาต์
สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม
www.artichokeliver.com หรือ
www.smethai.com/shop/gms
Tel: 02 - 888 - 9954, 081 – 627 1521 คุณวัลลภา


โดย: Artichokes (ATISO, ACTISO) อาร์ติโช๊ค IP: 110.164.115.55 วันที่: 28 ตุลาคม 2552 เวลา:11:30:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

VICTORIA LOVE
Location :
NC United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
 
สิงหาคม 2552
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
2 สิงหาคม 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add VICTORIA LOVE's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.