All life is an experiments the more experiments you make, the better....
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2551
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
28 พฤษภาคม 2551
 
All Blogs
 
11th trip - Hampi - 1st part

ทริปนี้เป็นทริปสุดท้ายในอินเดีย และเป็นทริปปิดท้ายปี 2007 เมืองที่เราจะไปคือเมือง Hampi เมืองหลวงของราชวงศ์ฮินดูชื่อว่า Vijayanagar ราชวงศ์ที่มีอายุยาวนานมาถึง 229 ปี (1336-1565) จนได้สู้รบกับกองทัพมุสลิม ก่อนที่จะถูกยึดครองและถูกทำลายในที่สุด เป็นอาณาจักรทางทิศใต้ของอินเดีย ภาษาที่ใช้ คือ Kannada ปัจจุบันตั้งอยู่ทางเหนือของรัฐ Karnataka

เมืองนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Tungabhadra และอีกสามด้านของเมืองก็ถูกห้อมล้อมไปด้วยภูเขาหิน มีความเชื่อกันว่าเมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญ และได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก จากองกรค์ยูเนสโก

รอบๆ ตัวเมือง Hampi ไม่ว่าจะบนภูเขาหรือในหุบเขา รวมๆ กันแล้วมีอนุสาวรีย์มากกว่า 500 ที่ จุดเด่นของเมืองนี้ก็คือ รูปแกะสลักหินที่มีความสูงใหญ่ แต่รูปปั้นเกือบทั้งหมดก็ถูกทำลายลงด้วยกองทัพมุสลิม ที่ต้อต้านการนับถือรูปปั้น และจากนักขุดค้นสมบัติในภายหลัง

คำว่า Hampi เป็นชื่อเรียกในภาษาอังกฤษ แทนคำว่า Hampe ในภาษา Kannada เช่นเดียวกับเมืองหลายๆ เมืองในอินเดีย อาทิ Bangalore คือ Bangaluru

มีความเชื่อกันว่า Hampi คือ อาณาจักร Vanara (ลิง) ในรามเกียรติ์นั่นเอง เมือง Hampi ห่างจาก Bangalore เพียง 353 กิโล

รายได้หลักของที่นี่ คือ การเกษตร เงินสนับสนุนจากวัด และการท่องเที่ยว งานประจำปีที่สำคัญคือ Vijayanagar Festival ในเดือนพฤศจิกายน

ปัจจุบันเมือง Hampi และแม่น้ำ Tungabhadra กำลังถูกคุกคามโดยมลพิษจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ทั้งเหล็กและแมงกานีส ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองนัก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามความต้องการของมนุษย์

ทางภาครัฐได้พยายามรักษาเมืองนี้ให้ความเจริญเข้าถึงน้อยที่สุด เพื่อรักษาสภาพของเมืองแบบดั้งเดิมไว้ ดังนั้นระบบเครือข่ายโทรศัพท์ และระบบไฟฟ้าจึงไม่ดีมากนัก

28/12/07

กลับมาจากทำพาสปอร์ตได้เพียงแค่สามวัน เราก็มีแผนจะไปเที่ยวเมือง Hampi ที่ได้ยินชื่อเสียงมานาน เป็นการเที่ยวครั้งสุดท้ายก่อนที่เพื่อนร่วมทริปอีกคนจะเปิดเทอม

แต่เนื่องด้วยดามีเรียนในวันธรรมดา ทริปของเราจึงเริ่มเดินทางในคืนวันศุกร์อีกครั้ง ไม่มีรถไฟที่จะลงที่ Hampi โดยตรง เราจึงต้องนั่งรถไฟไปลงที่เมือง Hospet ซึ่งห่างจาก Hampi 13 กิโล เราเดินทางด้วยรถไฟสาย Bangalore Hubli Hampi Express ตอน สี่ทุ่มครึ่ง จากสถานีรถไฟกลางเมือง ค่ารถคนละ 200 ค่ะ

29/12/07

เมื่อฟ้าเริ่มสาง เราก็พบว่า สองข้างทางรถไฟเป็นทุ่งทานตะวันขนาดใหญ่ และมีภูเขาหินอยู่ทั่วไป รวมทั้งที่ตั้งของเหมืองแร่ตลอดแนวภูเขาด้วย



เรามีผู้ร่วมทางในโบกี้เดียวกัน ที่จะไปที่ Hampi หลายคนทีเดียว ดาได้มีโอกาสทำความรู้จักกับนักปีนหน้าผากลุ่มใหญ่ เลยทำให้รู้ว่า Hampi เป็นแหล่งปีนหน้าผาที่มีชื่อของประเทศอีกแห่งหนึ่ง

ประมาณ 8 เราก็เดินทางถึง Hospet จากสถานีรถไฟ เราต้องเดินทางไปที่ Bus stand เพื่อต่อรถบัสเข้าไปในตัวเมือง Hampi ซึ่งก็มีทั้งออโต้ และรถริกชอว์ธรรมดาให้บริการในราคาคันละ 20 รูปี หรือจริงๆ จะเดินไปก็ได้ เพราะไม่ไกลมากนัก และเป็นเส้นทางตรงๆ ที่ไม่หลงแน่นอน

มีรถบัสออกไป Hampi ทุกครึ่งชั่วโมง บริการในราคาคนละ 10 รูปี โดยปกติจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่ตอนที่ดาไปนั้นไม่ปกติ เพราะมีการซ่อมแซมทางข้ามรถไฟ รวมทั้งมีการประท้วง ทำให้เสียเวลาไปเกือบสองชั่วโมงกว่าๆ เลยทีเดียว

สองข้างทางของเมือง Hampi เราก็จะพบเพียงสามสิ่งคือ ภูเขาหิน แปลงเกษตรกรรม และวัดวาอารามต่างๆ และสิ่งที่ทำให้ดาแทบร้องไห้ก็คือ เมืองนี้แดดแรงและร้อนมากๆ ทั้งๆ ที่อยู่ในรัฐเดียวกันกับ Bangalore แท้ๆ แต่อากาศคนละเรื่องเลยทีเดียว เห็นแล้วเตรียมตัวเกรียมได้เลยค่ะ เพราะดาไม่มีเสื้อคลุมติดมาสักตัว

ใกล้ๆ กับสถานีรถบัสที่ Hampi คือ Hampi Bazaar เป็นถนนที่มีชื่อว่า Royal Road ยาวประมาณหนึ่งกิโลเมตร เป็นที่ตั้งของโรงแรม ร้านค้า และร้านเช่ารถต่างๆ





มาถึงเมืองสิ่งแรกที่ทำก็คือหาข้าวเช้า + ข้าวเที่ยงกินกัน แล้วเราก็พบว่าเมืองนี้มีแต่อาหารมังสวิรัติค่ะ ราคาไม่แพงเลย จานละประมาณ 40 รูปี สั่งสองจานกินได้สามคนแน่ๆ ค่ะ

ที่นี่มีบริการ Sight – seeing bus ค่ะ แต่ด้วยความที่เราไม่ชอบเที่ยวกับคนกลุ่มใหญ่ๆ เราจึงวางแผนไว้ว่าจะจ้างรถออโต้ให้พาเที่ยว คุยราคาแล้วประมาณ 350 รูปีสำหรับสี่ชั่วโมง พาไปในจุดสำคัญๆ เท่านั้นไม่กี่จุด ตอนแรกก็เกือบตกลงไปแล้ว แต่พอดี ดาหันไปเห็นฝรั่งขี่รถมอเตอร์ไซต์กับปั่นจักรยานกันเยอะแยะ เลยอยากลองมั่ง เลยตกลงกันว่าจะไปลองถามราคาค่าเช่าจักรยานกันก่อน

กินข้าวเสร็จเราก็เดินกันไปที่วัด Virupaksha ซึ่งตั้งอยู่สุดถนน วัดนี้มีห้องพักให้นักแสวงบุญได้พักอาศัยและยังเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดใน Hampi ระหว่างทางเดินไปวัด เราก็ถูกตามตื๊อแบบน่ารำคาญสุดๆ จากคนขับออโต้ค่ะ ก่อนเข้าวัดเราต้องถอดรองเท้าไว้ที่ฝากรองเท้าด้านนอก จ่ายค่าเข้าคนละ 5 หรือ 10 รูปีนี่แหละค่ะ จำไม่ได้ค่อยได้ แล้วก็ค่ากล้องอีก 50 รูปี เราจ่ายค่ากล้องไปหนึ่งตัวทั้งๆ ที่มีสอง แหะแหะแหะ











ออกจากวัด เราก็ไปติดต่อที่ร้านเช่ารถ ตอนแรกจะเช่ารถจักรยานเพราะไม่มีใบขับขี่ แต่พี่เจ้าของร้านบอกว่าที่นี่ไม่จำเป็นต้องใช้ ราคาต่อวันก็คันละ 150 รูปี ค่าน้ำมันลิตรละ 60 รูปี เราเริ่มเที่ยวกันตอนเที่ยงถึงเย็น น้ำมันสองลิตรก็เพียงพอ ค่ามัดจำไม่ต้องเสีย ไม่ต้องกลัวรถหาย เพราะที่นี่ไว้ใจได้สุดๆ





สิ่งที่ขาดไม่ได้ของการท่องเที่ยวโดยไม่มีไกด์ก็คือ แผนที่ เราได้แผนที่ในราคา 5 รูปี ที่เอ่อ ดูงงๆ กะระยะไม่ค่อยถูก และคู่มือเกี่ยวกับสถานที่อีก 10 รูปี แค่นี้เราก็พร้อมสตาร์ทมอเตอร์ไซด์แล้วค่ะ

เนื่องจากเมืองนี้เต็มไปด้วยอาคารวัดวาอารมมากกว่า 500 หลัง ดังนั้นคงต้องออกตัวไปก่อนเลยว่า บางหลังก็จำชื่อไม่ได้จริงๆ ค่ะ

เราต่อทริปด้วยการไปที่ Matunga Hill ภูเขาตรงข้ามกับวัดแรกเข้าไป ด้านบนของภูเขามีวัดตั้งอยู่ และมีทางเดินสำหรับผู้แสวงบุญไปอีกวัดที่ไกลออกไปนับสิบกิโลด้วย ด้วยความที่ดาไม่ได้มาแสวงบุญก็เลยขอขี่มอเตอร์ไซต์ไปตามถนนดีกว่าค่ะ









ขากลับเราผ่านสถานีตำรวจ ที่เอ่อ ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย แล้วก็แวะเข้าซอย ฝ่าฝูงแพะ ไปจอดรถไว้ที่ริมแม่น้ำ จากนั้นเราก็เดินตามทางเดินหิน เสียวๆ กับฝูงลิง ไปที่ วัด Kodanda Rama , Yantroddaraka Hanumantha และ Achyuta ชื่อคุ้นๆ มั้ยค่ะ ว่ามาจากวรรณคดีเรื่องอะไร









ใกล้ๆ กันเป็นที่ตั้งของตลาดชื่อ Sule Bazaar ซึ่งเคยเป็นที่จำหน่ายไข่มุกและเพชรพลอย ชื่อตลาดมีความหมายเป็นภาษาอังกฤษว่าตลาดโสเภณีค่ะ ไม่มีใครทราบที่มา ว่าทำไมจึงมีชื่อว่าอย่างนี้

จากนั้นเราก็ขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านที่จอดรถบัส ขึ้นเขาไปดูวัดที่จำชื่อไม่ได้แล้ว จากมุมนี้เราจะเห็นเมือง Hampi ในมุมสูงค่ะ ใกล้ๆ กันมีรูปปั้นพระพิฆเนศด้วย








Create Date : 28 พฤษภาคม 2551
Last Update : 28 พฤษภาคม 2551 21:37:17 น. 5 comments
Counter : 629 Pageviews.

 
มาทีเดียวสองตอนเลยหรือดา
เพิ่งอ่านจบกลับออกไปเดี๋ยวเดียวเข้ามาเป็นตอนสองแล้ว เดี๋ยวตามไปดูต่อทันที


โดย: ลุงแอ๊ด วันที่: 28 พฤษภาคม 2551 เวลา:22:29:21 น.  

 

ขอตามไปเที่ยวด้วยคนนะคร้าบบบบบบ

ภาพแรกสวยได้ใจสุดๆ

และแวะมาชวนไปเที่ยวเกาะตาปู (James Bond Island) ด้วยกันครับ

Phuket
คลิกที่ภาพเพื่อตามมาเที่ยวพังงาด้วยกันได้เลยนะครับ



โดย: มิสเตอร์ฮอง วันที่: 29 พฤษภาคม 2551 เวลา:0:17:52 น.  

 
มาสะดุดตรงภาพที่ 3 นับจากด้านล่างขึ้นไป


โดย: boatboat วันที่: 29 พฤษภาคม 2551 เวลา:12:35:28 น.  

 
ทุกรูปแบบเหมือนกันนะครับคุณดา ปั่นจักรยาน ขี่มอร์เตอร์ไซค์ ขึ้นเขาลงเหว เหาะเหิรเดินอากาศ ครบสมบูรณ์เลยนะครับ คุณดาผมเห็นรถไฟในอินเดีย ปากีฯ ชอบตกรางหรือไม่ก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ความจริงมันปลอดภัยแค่ไหนนะครับ แล้วรถไฟเค้าแบ่งชนชั้นแยกเป็นโบกี้ใครโบกี้มันเปล่าครับ

เมืองนี้มีแต่อาหารมังสวิรัติ สงสัยคนเมืองนี้จะสุขภาพดีกันทั้งเมืองนะครับ

ไม่อยากบอกว่าผมก็สะดุดเหมือน คุณboatboat เหมือนกัน 555


โดย: nongmalakor วันที่: 29 พฤษภาคม 2551 เวลา:19:08:01 น.  

 
รีบเอาตอนใหม่มาลงเพราะกลัวทุกคนจะเข็ดขยาดกับ Chennai ไงค้าบ

รถไฟไม่มีแบ่งชนชั้นจ้า แต่ว่ากะตังค์ในกระเป๋าทำให้มีการแบ่งชนชั้น มันจะมีตู้แอร์ แบบชั้นหนึ่ง สอง สาม แล้วก็ตู้พัดลม แบบนอน อันนี้ต้องจองฮะ

แล้วก็ตู้นั่ง จองก็มีที่ ไม่จองก็ไม่มี แล้วก็จะเข้ามาอัดกันยิ่งกว่าปลากระป๋องสะอีก เคยไปนั่งครั้งนึงแล้วก็จะไม่ขึ้นอีกแย้วง่ะ ถ้าขบวนไหนแน่นๆ มีการขึ้นไปนั่งบนหลังคารถด้วย แต่ว่าส่วนใหญ่จะเกิดกับทางเหนือของอินเดียจ้า

อินเดียมีเครือข่ายรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกคับ

ความปลอดภัยสูงนะคับ ถ้าไ่ม่ซวยจริงๆ แต่อาจเจอรถไฟเลทบ้าง เพราะบางทีก็ชอบมีพวกประท้วงมาขวางทางรถไฟ อินเดียประท้วงบ่อยคับผม

อ่านเมนต์ไปอ่านเมนต์มา รู้สึกว่าตัวเองจะเป็นพวกตัวละครในละครตอนเช้าเสาร์อาทิตย์ของช่องเจ็ดแหะ แบบว่าเหาะเหินเดินอากาศง่ะ

ไม่อยากจะบอกว่าคนถ่ายก็สะดุดกับสาวน้อยนางนั้นเหมือนกัน น่ารักชะมัดเลย ขอถ่ายรูปก็เต็มใจสุดๆ


โดย: veeda วันที่: 29 พฤษภาคม 2551 เวลา:20:08:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

veeda
Location :
ประจวบคีรีขันธ์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add veeda's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.