Maybe I'm just a fool
I should keep to the ground,
I should stay where I'm at
Maybe everyone has hunger like this and the hunger will pass
But I can't think like that
: Flight - Craig Carnelia
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2551
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
6 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 

ร่ายรัตติกาล บทที่ 2

บทที่ 2

เรือลำเล็กจอดเทียบเข้ากับท่าซึ่งสร้างไว้แบบง่ายๆ ใกล้บริเวณรีสอร์ตแห่งเดียวบนเกาะนางรอ และหญิงสาวผมยาวดัดปลายหยักศกเป็นเกลียวก็เหนี่ยวตัวเองขึ้นจากเรือคนแรกโดยไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร แก้มใสสีน้ำผึ้งเนียนบอกว่าเจ้าตัวยังอยู่ในวัยแรกรุ่น เสื้อยืดแขนกุดตัวโคร่งสีขาวยาวทิ้งตัวคลุมลงมาถึงต้นขา...แต่ที่เรียกสายตาผู้ชายในอาณาบริเวณให้ตวัดมองมาเป็นตาเดียวกันได้คือช่วงขาเปลือยเปล่ายาวเรียวราวกับเจ้าตัวไม่ได้สวมอะไรไว้ท่อนล่างทั้งสิ้น เว้นแต่เพียงยามหล่อนขยับเคลื่อนไหวและชายเสื้อนั้นเลิกขึ้น จึงเห็นว่าภายในเป็นกางเกงขาสั้นสีดำ ตัวจิ๋วราวกับหวงเนื้อผ้า มีสายโซ่สีเงินคล้องประดับอย่างเก๋ไก๋

ภาพนั้นอาจทำให้ใครหลายคนนึกอยากเป่าปาก แต่ทำให้ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตตัวหลวมที่ยืนหลบร่มอยู่ใกล้กันนั้นขบกรามเข้า เขาสืบเท้าออกมาในที่โล่ง และราวกับสายตาขุ่นข้องไม่พึงใจนั้นทำให้หล่อนหันมาได้ หญิงสาวเจ้าปัญหาผู้นั้นก็ผินหน้ามา พอดีกับที่เขาออกเสียงห้าวหนักเรียกไป

“พันดาว”

คนถูกเรียกย่นหน้า ทำแก้มป่องนิดหนึ่ง คล้ายรู้ว่าเมื่ออีกฝ่ายออกชื่อจริงมาแบบนี้หล่อนจะโดนเทศน์อย่างไรต่อไป หล่อนก้าวเข้ามาหา เสือกกระเป๋าใส่มือเขาโดยอัตโนมัติเหมือนเคยชิน แล้วจึงขัดขึ้นมาก่อนเขาจะทันได้อ้าปาก

“ไม่ต้องพูดมากเลยนะ ถ้ายังพูดมากคราวหน้าพันช์จะไม่กลับเกาะช่วงวีคเอนด์ พันช์โตแล้ว ไม่ต้องให้พี่วินมาสอน”

ประกายเกรี้ยววับขึ้นมาในตาของชายหนุ่มผู้ถูกเรียกว่าวิน แต่เขาก็ไม่ปริปากตอบโต้อะไร เพียงขบกรามแน่นเข้าอีกครั้งและสาวเท้านำหญิงสาวลิ่วๆ ไปตามทางเดินโดยไม่บ่น จนเมื่อก้าวผ่านกอไม้ซึ่งปลูกล้อมบังบริเวณส่วนตัวของรีสอร์ทจากสายตาคนมาได้ครึ่งทางนั่นแหละ เขาจึงหยุดฝีเท้า หมุนตัวและหันไปมองคนอ่อนวัยกว่าด้วยสายตากล่าวโทษ

“ก็เพราะโตแล้วนั่นแหละพี่ถึงพูด พี่ห่วงพันช์นะ ถึงคนเกาะนี้เราจะรู้จักก็จริง แต่ยังไงผู้ชาย...”

“พี่วินเลิกวิตกจริตเสียทีเถอะ พันช์พูดจริงๆ นะคะ แค่กางเกงสั้นแค่นี้เอง เวลาพวกแหม่มอาบแดดยิ่งกว่านี้ตั้งหลายเท่า ยังไม่เห็นมีใครลากไปทำอะไร”

พันดาวเอียงศีรษะไปนิด ถอนใจยาว...ท่าทีที่บอกความระอา แล้วหล่อนก็สะบัดหน้า สาวเท้าเดินตรงต่อไปเองยังบ้านพักก่ออิฐหลังไม่ใหญ่นักซึ่งอยู่อีกด้าน แยกส่วนกับบ้านพักแขกของรีสอร์ต ‘เพียงดาว’ แห่งนี้

“ไม่มีเรื่องร้ายอะไรจะเกิดกับพันช์หรอกค่ะ”

“ใครจะรู้”

คำพูดของคนที่ก้าวตามมาอย่างไม่เต็มใจนักนั้นอาจฟังเหมือนแช่ง ถ้าหล่อนไม่รู้จักปฐวินดีขนาดนี้ แต่เมื่อรู้เสียแล้ว หญิงสาวก็ได้แต่กลอกตา ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง เพียงหยุดรอที่หน้าบ้านให้เขาล้วงกุญแจออกมาไขประตูเปิด

ก่อนจะ ‘ทิ้งระเบิด’ ลงดื้อๆ เมื่อชายหนุ่มหิ้วกระเป๋าเข้าไปยังห้องด้านใน

“พรุ่งนี้พันช์ให้คนมาที่นี่นะ พี่วิน”

“คนน่ะใคร?”

เสียงถามนั้นยังเรียบเรื่อย เจ้าตัวไม่สนใจหันมามองด้วยซ้ำ คงเพราะเขาคิดว่ามันเป็นเหตุการณ์ปกติ และว่าตามจริง ปฐวินก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องคิดว่ามีอะไรผิดปกติ ในเมื่อที่นี่เป็นรีสอร์ต หล่อนเองก็เคยขอให้เพื่อนมาพักในราคาลดพิเศษหลายต่อหลายครั้ง

...แต่คราวนี้...

“ผู้เชี่ยวชาญน่ะค่ะ” หญิงสาวบอกด้วยเสียงไม่สะทกสะท้าน แม้จะกำลังนับถอยหลังชนวนระเบิดอยู่ในใจ สี่ สาม สอง... “ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวิญญาณ”

“อะไรนะ?”

ชายหนุ่มผู้อยู่ในฐานะ ‘พี่ชาย’ หล่อนมาหลายปีชะงัก หันขวับมาทันที ความโกรธของเขาอาจทำให้ใครอื่นสะดุ้ง แต่พันดาวก็แค่มองกลับไปอย่างชาชิน ...เขาก็ดุไปแบบนั้นเอง ไม่มีทางทำอะไรหล่อน

“พันช์อยากรู้ว่าเขาจะบอกอะไรเราเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ได้ไหม”

“พันช์ ที่นี่ไม่มีผี”

หางเสียงของปฐวินงวดหนักเข้าอย่างน่ากลัว...มันเจือความเครียด แบบที่ทำให้หญิงสาวต้องเหยียดริมฝีปากออก ทำหน้าเคร่งขึ้นเหมือนกัน หลายปีที่อยู่กับเขา ใกล้ชิดกันมาตั้งแต่ก่อนหล่อนย่างเข้าวัยรุ่นจนเรียนจบมหาวิทยาลัย หล่อนแน่ใจว่าตนอ่านคนตรงหน้าได้ดีพอ... ผู้ชายที่หนักแน่นมั่นคง แต่หัวดื้อ...และไม่ยอมรับความจริงอะไรง่ายๆ

บางทีก็ไม่...จนกว่าความจริงนั้นจะตีเขาเข้ากลางแสกหน้า

“แต่ฝันของพันช์นั่นล่ะคะ แล้วยังคนอื่นอีก พี่วินก็รู้ว่าเขาพูดกันยังไง” หล่อนบอกด้วยเสียงดื้อดึง จ้องหน้าเขาเขม็ง ‘งัดข้อ’ กับความดื้อด้วยความรั้น แบบที่ทำให้หล่อนเป็นฝ่ายชนะมานักต่อนัก

...และแบบที่ทำให้เขาไม่เคยนึกชื่นชอบนิสัยหล่อนสักเท่าไร...

“ไม่รู้ละ พี่วินอาจจะอยู่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ได้ แต่พันช์อยู่ไม่ได้ พันช์ต้องรู้ความจริง เพราะไม่รู้แล้วมันทรมานกว่า เข้าใจไหมคะ”

ปฐวินนิ่งไป...เหมือนอึ้ง และพันดาวก็ถือโอกาสนั้นบอกกับเขา กึ่งถามกึ่งวิงวอน

“พี่วินไม่คิดว่าพันช์มีสิทธิ์รู้ความจริงบ้างหรือไง”

“พี่ไม่เชื่อเรื่องทรงเจ้าเข้าผี ติดต่อกับวิญญาณ” ชายหนุ่มสั่นศีรษะ ขัดขึ้นอีกทาง “มีแต่พวกต้มตุ๋นจอมปลอม หลอกเอาเงินทั้งนั้น มันไม่ช่วยให้รู้ความจริงอะไรเพิ่มขึ้นมาหรอก”

“พันช์ไม่ได้คิดจะเชื่ออย่างงมงาย พันช์แค่อยากลองให้หมดทุกทาง รู้ว่าเราทำทุกทางแล้วจริงๆ”

หล่อนสืบเท้า ก้าวเข้าไปจับแขนปฐวิน ไม่ใส่ใจกับทีท่าแข็งขืนไปชั่วครู่ของฝ่ายนั้น และเอ่ยด้วยเสียงอ่อนลง ปรับท่าทีจากความเอาแต่ใจเมื่อครู่เป็น ‘ไม้นวม’

“นะคะพี่วิน เรื่องเงินพันช์ออกเอง ไม่ได้คิดรบกวนพี่อยู่แล้ว แค่อยากให้อำนวยความสะดวกให้เขาเรื่องสถานที่ แล้วก็ให้ความร่วมมือ ถ้าเขาอยากรู้อะไร”

ครู่หนึ่งที่ชายหนุ่มไม่ตอบ ลึกๆ แล้วเขาหวงความเป็นส่วนตัว...หล่อนรู้

ปฐวินอาจไม่รังเกียจการเข้าสังคม และอาจเข้ากับคนอื่นได้ง่ายตามลักษณะคนอยู่ในสายงานบริการ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะอยากเปิดเผยทุกอย่างในชีวิต ไม่...

“ตามใจพันช์ก็แล้วกัน” เขาบอกออกมาในที่สุด ถอนใจอย่างยอมแพ้ “แต่ไม่ใช่ว่าพี่เชื่อหรอกนะว่ามันจะเกิดประโยชน์อะไร”

“ขอบคุณค่ะ” พันดาวเปิดยิ้มกว้างออกมา และก่อนอีกฝ่ายจะทันรู้ตัว หล่อนก็รวบกอดแขนเขาเข้า เอาแก้มแนบเบาๆ ...ชั่วอึดใจ ก่อนจะปล่อย “พันช์สัญญาว่าจะไม่กวนพี่วินให้มากเกินไป พันช์รู้ว่าพี่อาจจะไม่สบายใจที่พันช์รื้อเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาอีก โดยเฉพาะหลังจากเวลาผ่านไปนานขนาดนี้”

...ไม่ใช่แค่ ‘อาจ’ หรอก... ชายหนุ่มได้แต่คิดในใจเมื่อเจ้าของร่างบางนั้นผละออกห่าง คว้ากระเป๋าจากมือเขาและเดินหายเข้าไปในห้อง แค่นี้ใจเขาก็เหมือนน้ำในบ่อที่ถูกกวนให้ขุ่น ผงคลีแห่งความหลังที่นิ่งไปนานแล้วม้วนตัวกลับขึ้นมาใหม่

พันดาวพูดถูก เขาไม่สบายใจที่หล่อนขุดคุ้ยอดีตขึ้นมาอีก แต่นั่นละ...มันอาจไม่เสียหายนัก...ที่จะยอมเพื่อให้หล่อนได้ ‘พยายามถึงที่สุด’ แบบที่เคยพูดมาตลอด และหลังจากนั้น...เรื่องจะได้จบไป

ปฐวินโคลงศีรษะ เขาหันมองไปทางห้องที่หญิงสาวหายเข้าไปแวบหนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าออกจากบ้าน ปิดประตูให้อย่างระมัดระวัง เขายังมีงานต้องทำอีกมาก และแผนการของพันดาวไม่ใช่เรื่องที่ควรเอามาคิดหมกมุ่น แม้ในเบื้องแรกที่ได้ยิน...มันอาจชวนให้วุ่นวายใจไปบ้าง

ทว่าภายใต้แสงสว่างของดวงตะวัน ชายหนุ่มก็บอกตนเองได้อีกครั้ง...ความกังวลนั้นไม่จำเป็นเลยสักนิด เพราะใช่ว่าความจริงจะถูกเปิดเผยขึ้นได้จากวิธีการแบบนี้

...วิญญาณเป็นแค่เรื่องเหลวไหล...

*****************

“ว้าว เกาะนี่ท่าทางไม่เลวเลยแฮะ”

ทิชาเป่าปากออกมาเมื่อหล่อนสะพายเป้ใบใหญ่ใบเดียวลงจากเรือและมองไปทางรีสอร์ต ทั้งท่าทางคล่องตัว ผมซอยสั้นทำไฮไลท์ ผิวขาวจัดในเสื้อกล้ามสีเขียวน้ำทะเลและกางเกงยีนเข้ารูป รวมถึงเครื่องหน้าจุ๋มจิ๋มและหางตาเรียวทำให้หล่อนดูเหมือนนักท่องเที่ยวชาวไต้หวันหรือสิงคโปร์มากกว่าคนไทย... นั่นหมายถึงถ้าหล่อนจะไม่พูดอะไรออกมาให้ใครกระโตกกระตากอย่างเมื่อครู่

แผ่นฟ้ามองตาม กระแอม และหล่อนก็หันกลับมา...ทันที่จะได้เห็นเขาโบกมือไปยัง ‘อุปกรณ์’ ทั้งหมดที่ขนติดตัวมาด้วย...และตอนนี้กองอยู่บนท่าเรือ อุปกรณ์ที่ถ้าตกน้ำหายไปคงเสียหายหลายแสน หญิงสาวชะงัก มองหน้าเขา และชายหนุ่มก็เปิดยิ้ม ออกปากถามด้วยเสียงซื่อใส

“อยากช่วยถืออะไรบ้างไหม ทิชา”

หน้าใสของหล่อนหงิกลงทันควัน หญิงสาวยืดตัวตรงแน่วขึ้นในท่าทางแบบที่เขารู้...หล่อนกำลังคิดว่าจะเถียงดีหรือไม่

และถ้อยเถียงนั้นคงเป็นว่า...อุปกรณ์นั่นไม่จำเป็นสำหรับการทำงานสักนิด มันก็แค่ของเล่นของเขา

“ผมบอกคุณหลายหนแล้วนี่ ว่ามันไม่สำคัญว่าความจริงเป็นยังไง”

เขาเท้าแขนลงกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ราวกับจะไปต่างประเทศ และเอ่ยด้วยเสียงเย็นใจ “ลูกค้าน่ะไม่เชื่อสิ่งที่ตาเราเห็น แต่เขาไม่เห็นหรอกนะ”

หญิงสาวทำเสียงขึ้นจมูก แต่หล่อนก็ไม่ตอบโต้เมื่อเดินไปคว้ากระเป๋าใบหนึ่งมา กระชากจนของภายในกระทบกันดังปั้ก และทำให้ชายหนุ่มครางฮือ ทำท่าเหมือนจะหัวใจวาย

“โอ๊ย เบาๆ หน่อยก็ได้ คุณจงใจจะพังของหรือไง”

“นี่ อย่าทำเสียงเหมือนฉันไปเตะกล่องดวงใจคุณเข้าได้ไหม” ทิชาหันกลับมาแหวอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะพึมพำไม่เบานักในคอขณะก้าวนำไปทางรีสอร์ตอีกรอบ “หาเรื่องกันเห็นๆ อย่างกับไม่ได้ห่อกันกระแทกมาแล้วยังงั้นแหละ”

แผ่นฟ้าสั่นศีรษะ ถอนใจตามหลังคนที่เดินลิ่วๆ ไปนั้น ก่อนจะคลี่ยิ้มมุมปากขึ้นจางๆ อย่างอดไม่ได้ ...เพราะหล่อนพูดถูกว่าเขาห่ออุปกรณ์บอบบางหลายชิ้นด้วยวัสดุกันกระแทกไว้แล้ว หล่อนรู้จักเขาดี...เท่ากับที่เขารู้จักหล่อนดี

ถึงทิชาจะทำท่าไม่อยากให้ความร่วมมือขนาดไหน มันก็แค่ ‘ท่า’ แค่วิธีการและทัศนคติที่ไม่ตรงกัน ไม่ใช่ความขัดแย้งจริงจัง และแม้จะกระทบกระทั่งกันบ่อยครั้งหรือต่อคารมกันอย่างไร แต่เขารู้ว่าเขาไว้ใจใครได้

...และมันไม่ใช่แค่ความไว้วางใจอย่างผิวเผิน...

เพียงไม่นานเด็กหนุ่มสวมเสื้อยืดดำท่าทางทะมัดทะแมงคนหนึ่งก็ดิ่งตรงมามาจากทางรีสอร์ต อาจเป็นลูกหลานใครสักคนที่มาทำงานพิเศษช่วงปิดเทอม และที่ตามหลังมาคือชายหนุ่มแต่งตัวลำลองแต่ดูดีซึ่งแผ่นฟ้าเดาว่าอยู่ในวัยสามสิบกลางๆ ไปจนถึงปลายๆ ฝ่ายนั้นยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร ออกปากทักทายขณะที่เด็กหนุ่มกุลีกุจอช่วยยกของ

“คุณแผ่นฟ้าใช่ไหมครับ” เมื่อได้รับคำตอบรับ ชายหนุ่มผู้นั้นก็ผงกศีรษะลง แนะนำตัวเองว่าชื่อปฐวิน บอกให้เรียกเขาว่าวินก็ได้ “เพื่อนคุณเข้าไปบอกที่เคาน์เตอร์ว่าของเยอะ ขอโทษด้วยนะครับไม่ได้มาดูแลตั้งแต่เรือเข้าท่า มัวแต่วุ่นวายอยู่ข้างในนิดหน่อย แต่พันดาวบอกเรื่องคุณให้ผมฟังแล้วละครับ ตอนนี้เธอพาแขกออกไปหาดอีกด้าน เดี๋ยวคงกลับมา”

“เธอพูดถึงคุณอยู่บ้างเหมือนกันครับ ทราบมาว่าคุณเป็นเจ้าของที่นี่”

แผ่นฟ้าตอบกลับไป พอดีกับที่ปฐวินหันไปดูเด็กหนุ่มผู้เป็นลูกน้อง การเบือนหน้านั้นทำให้เขาไม่เห็นสีหน้าของคู่สนทนา และไม่แน่ใจว่าตนรู้สึกไปเองหรือไม่ถึงน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อฝ่ายนั้นตอบ

“ลงทุนร่วมกับแฟนผมน่ะครับ พี่สาวของพันดาวนั่นแหละ”

คนพูดหยุดปากไปอีกชั่วครู่ เพียงเอ่ยเชิญเขาเข้าไปข้างในรีสอร์ต และเมื่อกลับไปสมทบกับทิชา จัดการเรื่องกุญแจและขนของเข้าบ้านพักเรียบร้อยแล้วนั่นละ ปฐวินจึงพาทั้งคู่มานั่งที่มุมนั่งเล่นซึ่งทางรีสอร์ตมีของว่างเล็กๆ น้อยๆ ขาย ยกน้ำมาให้และเอ่ยถามด้วยเสียงเรียบเรื่อย สงบ เพียงแต่เป็นความสงบที่ทำให้คนฟังคิดถึงทะเลก่อนมีพายุ

“พันช์...ผมหมายถึงพันดาวน่ะ...คุยกับคุณว่ายังไงบ้างครับ”

ผู้มาเยือนสบตากันชั่วครู่ แผ่นฟ้ารู้ว่าทิชาคงกำลังคิดถึงข้อสรุปของเขาหลังจากถ่ายทอดเรื่องที่พันดาวเล่าให้ฟังจบ ข้อสันนิษฐานที่ว่า ‘ยิ่งพูดยิ่งเหมือนเขาปิดอะไรไว้ ดีไม่ดี งานนี้จะมีอะไรในกอไผ่’

ทว่าหล่อนก็เป็นมืออาชีพพอที่จะเงียบไว้ ปล่อยให้เขาหันกลับไปมองปฐวินและตอบเบาๆ

“เธอพูดเรื่องพี่สาวเธอที่หายตัวไปเมื่อหกปีก่อนน่ะครับ” คำพูดนั้นไม่ได้รับปฏิกิริยาใดๆ สนองกลับมา ชายหนุ่มจึงเอ่ยต่อ...นุ่มนวล “เธอบอกว่าเธอเห็นพี่สาวสองสามหนแล้ว...ตอนครึ่งหลับครึ่งตื่น แล้วยังมีคนอื่นเห็นเงา...”

“เหลวไหลทั้งนั้น!”

ปฐวินโพล่งสวนออกมา ความเป็นมิตรหายวับไป...เหลือเพียงโทสะรุนแรงและขุ่นมัวจนน่าจะทำให้คนฟังตกใจ แม้แผ่นฟ้าจะไม่แม้แต่สะดุ้ง...สิ่งที่พบเจอมาตั้งแต่เด็กทำให้เขา ‘ประสาทแข็ง’ พอที่จะไม่สะดุ้งสะเทือนกับเหตุการณ์ใดง่ายๆ ชายหนุ่มจึงเพียงเอื้อมมือไปจับมือทิชา เกร็งตัวอย่างระมัดระวังและเตรียมพร้อมเผื่อในกรณีที่คนข้างหน้าเกิด ‘น็อตหลุด’ ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นเจ้าของสถานที่เหมือนจะรู้สึกตัวในอึดใจถัดมา เพราะเขาชะงัก สั่นศีรษะ แล้วจึงหัวเราะออกมาฝืดๆ

“ขอโทษด้วย ผมไม่ได้ตั้งใจจะเสียมารยาท... แต่พอได้ยินอย่างนั้น...” เขาสูดหายใจลึกเหมือนจะรวบรวมสติ แล้วจึงมองตรงแน่วมา “แฟนผมไม่ใช่ผีใช่สางอะไร ผมไม่เชื่อว่าเธอตายแล้ว ทำไมทุกคนถึงทำเหมือนว่าเธอตายแล้ว”

“มีคำอธิบายได้หลายอย่างครับ เกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ”

น้ำเสียงของแผ่นฟ้ายังคงสงบเมื่อเขาต่อบทสนทนานั้น เขาเสริมขึ้น...แต่อย่างที่ทำให้ทิชารู้สึกว่าเจ้าตัวเพียงกำลังกล่อมไม่ให้คนตรงหน้าปะทุความรุนแรงออกมามากกว่า “จริงๆ แล้วเวลาที่คนเราเห็นหรือสัมผัสอะไรแปลกๆ ไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นเห็นวิญญาณเสมอไป บางทีมันมีคำอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจได้ ผมคิดว่าคุณพันดาวก็ทราบดี เธอบอกผมว่าเธอแค่อยากให้เรามาตรวจสอบ หาคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องที่เกิด เธอจะได้สบายใจขึ้นเท่านั้น”

ปฐวินพยักหน้าลง เขาเม้มปากและนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะบอกออกมาเหมือนไม่อยากเอ่ยถึงประเด็นเมื่อครู่ต่อไปอีก

“พันช์ขอให้ผมให้ความร่วมมือกับคุณด้วย บอกว่าบางทีคุณอาจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม”

“ถ้าไม่ทำให้คุณลำบากใจจนเกินไป”

“คงไม่มีวันที่ผมจะไม่ลำบากใจตอนพูดถึงเรื่องพีซ แต่ไม่เป็นไรครับ” ชายหนุ่มกระตุกยิ้มออกมาได้อีกครั้ง แม้ยิ้มนั้นจะไปไม่ถึงดวงตา “ผมจะพยายามก็แล้วกัน”

“ขอบคุณมากนะครับ”

ปฐวินเพียงผงกศีรษะลง เอ่ยคำ “คุณคงอยากพักผ่อนบ้าง เดินทางมาเหนื่อยๆ” ก่อนจะส่งยิ้มให้อีกรอบและออกปากขอตัว เขาแทบไม่หยุดรอดูปฏิกิริยาตอบรับเมื่อลุกขึ้นจากเก้าอี้โดยเร็วเหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่าง และสาวเท้ายาวๆ ออกไปจากมุมที่นั่งกันอยู่นั้น

ทันทีที่ชายหนุ่มลับตัวไป ทิชาก็หันมา...สบตาแผ่นฟ้าอีกครั้ง และเขาก็เข้าใจถึงความไม่สบายใจที่สะท้อนอยู่ในสายตาคู่นั้นของหล่อน ชายหนุ่มสั่นศีรษะนิดหนึ่ง...เกือบสังเกตไม่เห็น หากหล่อนก็ยังอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว บอกออกมาเป็นคำแรกตั้งแต่นั่งลงตรงนี้

“เขาทำให้ฉันขนลุกยังไงก็ไม่รู้”

กับถ้อยนั้น แผ่นฟ้าหัวเราะออกมาเบาๆ เขาเลิกคิ้ว ถามกึ่งเย้าด้วยท่าทีผ่อนคลายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“คุณไม่ขนลุกตอนเจอผี แต่นั่งคุยกับเจ้าของรีสอร์ตแล้วไม่สบายใจ? ไม่คิดว่าตัวเองแปลกบ้างหรือนั่น”

“ไม่เคยได้ยินหรือไงเจ้าคะว่าคนน่ากลัวกว่าผี” หญิงสาวว่าประชดๆ และเป่าลมออกปาก “อยากรู้จริงว่าคุณพันดาวที่จ้างเรานี่จะเป็นคนยังไงกัน”

“ผมก็ไม่รู้สึกผิดปกติอะไรนะตอนคุยโทรศัพท์ นอกจากรู้สึกว่าเขาบอกผมไม่หมดเท่านั้น”

แผ่นฟ้าลุกขึ้นยืนบ้าง เขาบิดตัวคล้ายจะไล่ความเมื่อยขบ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง ยื่นมือให้ทิชา “แต่ก็อีกนั่นละ ผมมีพลังจิตอ่านใจหรือนิสัยคนได้เสียที่ไหน ยังไม่นับว่าผมไม่เคยเจอเธอตัวเป็นๆ เลยด้วยซ้ำ”

“เดี๋ยวก็เจอ อย่าให้เขามาปิ๊งคุณอีกก็แล้วกัน”

หางเสียงนั้นขึ้นจมูกเมื่อหล่อนส่งมือให้เขาจับดึงขึ้นยืน และทำให้ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูง เขาเอียงศีรษะ เย้าหัวเราะๆ

“หึงรึไง ทิชา”

“ขี้เกียจมานั่งทำตัวเป็นไม้กันหมาหรอกย่ะ”

ทิชาทำหน้าคว่ำ ดึงมือกลับไปกอดอก มองเขาตาเขม็ง “ใครกันที่ให้ฉันไปไล่จิกผู้หญิงที่มาตามตื๊อนั่น”

“ผมไม่ได้ใช้คุณไปไล่ใครสักหน่อย...” แผ่นฟ้าเริ่มยิ้มประจบ แต่หญิงสาวโบกมือ ทำเสียงฮึในคอและขัดขึ้นก่อน

“แค่หนีหายไป แล้วก็ปล่อยให้ฉันรับหน้าเสื่อเท่านั้น ยังไม่นับว่าคุณทำให้พวกนั้นเข้าใจผิดเรื่องเราอีกต่างหาก”

“ผมไม่ได้ทำ...”

“ไม่ต้องมาเถียงให้ยากเลยนะ”

หางเสียงของทิชางวดเข้าอย่างเอาเรื่อง และชายหนุ่มก็หัวเราะออกมาอีกรอบ คราวนี้เขาไม่ปฏิเสธ เพียงล้วงกุญแจขึ้นมาแกว่งและเปลี่ยนเรื่องด้วยคำถามนุ่มนวล “อยากไปนอนพักหรือเปล่า หรือจะไปเดินเล่นสำรวจสถานที่กับผมล่ะ”

หญิงสาวมองหน้าเขานิ่งอยู่ครู่ ก่อนจะถามออกมาด้วยเสียงกึ่งเหนื่อย กึ่งปลงเมื่อไม่เห็นว่าสายตานั้นจะทำให้คนถูกมองรู้สึกรู้สมอะไรขึ้นมาได้

...ไม่รู้ว่าเขาด้านชา ความรู้สึกช้า หรือว่าแกล้งโง่สิน่า...

“พลังงานไฮเปอร์เยอะไปไหมเนี่ย คุณฟ้า มาถึงก็จะทำงานเลยหรือ”

“คุณเหนื่อยก็ไปพักได้นี่”

“ไม่ใช่ฉัน คุณ”

นิ้วเรียวของหล่อนจิ้มเข้าที่กลางอกเขา ก่อนจะจิ้ม จิ้ม จิ้ม และย้ำคำอีกสามหน “คุณ คุณ คุณ”

“ผม?”

เสียงทุ้มนั้นซื่อใสไร้เดียงสาเสียเหลือแสน ทว่าเป็นความซื่อที่แทนที่จะน่าเอ็นดู กลับทำให้หล่อนอยากกรี๊ดออกมา

“คุณนั่นแหละที่ต้องพัก แผลที่โดนมาคราวก่อนเพิ่งหายแท้ๆ ยังจะบ้างานอะไรนักหนานะ”

“แค่แผลโดนกระจกบาด ไกลหัวใจ ไม่ได้ซี่โครงหัก ปอดทะลุ...”

“ไม่ต้องมาทำแมนอวดฉันเลย”

เสียงห้วนๆ ของทิชาบ่งบอกว่าเจ้าตัวเริ่มควันออกหู “ฉันไม่สนใจว่าแผลคุณจะไกลหรือไม่ไกลหัวใจ ได้ยินไหมคุณฟ้า ฉันรู้แค่ฉันไม่อยากได้เพื่อนร่วมงานที่ทรมานสังขารตัวเองจนสลบคาเกาะ ให้ฉันต้องมานั่งเทคแคร์ เพราะฉะนั้นดูแลตัวเองดีๆ ด้วย”

แผ่นฟ้าเปิดปากขึ้น ทำท่าเหมือนจะเถียง แต่เมื่อเห็นแววตาของทิชาชายหนุ่มก็ปิดปากเข้า ถอนใจและรับปากอย่างว่าง่าย

“ครับผม”

หญิงสาวหรี่ตาลง ความหวาดระแวงหมุนวนอยู่ภายในนั้นเมื่อหล่อนทวนคำ

“ครับผม? ครับผมง่ายๆ? คุณไม่เถียงอะไรเลยหรือ”

ชายหนุ่มเปิดยิ้มขึ้นมาอีกรอบ เขาสบตาหล่อน หัวเราะและพึมพำเหมือนอดไม่อยู่

“เถียงก็ว่า ไม่เถียงก็ว่า”

“คุณฟ้า!”

“ถ้าผมสัญญาว่าจะดูแลตัวเอง คุณจะพอใจไหม ทิชา”

วาจาที่เจ้าตัวออกปากมานั้นเหมือนปะเหลาะ ทว่าก่อนผู้เป็นคู่สนทนาจะทันได้ตอบคำ แผ่นฟ้าก็สั่นศีรษะ แกว่งนิ้ว “อ๊ะ แต่ผมมีข้อแลกเปลี่ยน ตกลงกันดีๆ โอเคไหม”

“ฉันไม่สัญญาเรื่องที่ฉันยังไม่รู้”

ชายหนุ่มยกมือขึ้นทาบอกในท่าเหมือนหัวใจสลาย เป่าปากวิ้ว

“อะไรกัน ไม่ไว้ใจผมหรือ”

“บางทีฉันอาจสงสัยว่าตัวเองบ้า แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองโง่” ทิชายิ้มเคร่ง “บอกมาดีกว่าว่าคุณจะเสนออะไร”

“ถ้าจะไม่ให้ผมโหมงาน คุณก็เลิกสูบบุหรี่ ตกลงไหม”

ประกายตาของหล่อนวับอย่างเอาเรื่องขึ้น หญิงสาวเปิดปากจะขัด แต่แล้วก็ต้องปิดปากลง...รู้ตัวว่าเสียทีเมื่อชายหนุ่มถอนใจอย่างเสแสร้ง สั่นศีรษะดิก

“ว่าแล้วว่าคุณคงทำไม่ได้”

คนหัวหมอทำหน้าเหมือนเสียใจอย่างยิ่ง แล้วจึงยัดกุญแจบ้านพักใส่มือหล่อนดื้อๆ

“คุณไปพัก ผมไปสำรวจสถานที่ ไว้เจอกัน ถ้าคุณเจอคุณพันดาวก็คุยกับเขาไปก่อนก็ได้”

ทิชาเข่นเขี้ยว หล่อนนับหนึ่งถึงสิบ แล้วก็นับสิบย้อนกลับมาที่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้น...ไล่ตามหลังคนที่ทำท่าจะเดินตัวปลิวออกไปยังหาดด้านนอก

“ไหนคุณช่วยบอกอีกทีสิ คุณฟ้า ว่าตำแหน่งฉันน่ะ มันหุ้นส่วนคุณหรือเลขา ทำไมอยู่ๆ ถึงกลายเป็นฉันต้องมารับคำสั่งจากคุณไม่ทราบ”

ชายหนุ่มชะงัก หันกลับมา ริมฝีปากหยักได้รูปขยับเป็นรอยยิ้มจางๆ เมื่อเขาตอบคำ

“คำขอต่างหากครับ คุณจะรับหรือไม่รับผมก็ไม่บังคับ ไม่เห็นหรือว่าผมใช้คำว่า ‘ก็ได้’ ”

และเมื่อหญิงสาวยังทำหน้าไม่เชื่อถือ ชายหนุ่มก็สั่นศีรษะ ระบายลมหายใจออกมาแล้วจึงบอกต่อหน้าตาย

“บอกตรงๆ ว่าผมก็ไม่อยากให้คุณคุยกับคุณพันดาวสักเท่าไร”

“กลัวจะเสียโอกาสกวาดสาวเข้าคอลเล็คชั่นหรือไง”

หางเสียงของหล่อนท้าทายขึ้นเล็กน้อย ทว่าแผ่นฟ้าก็เพียงเลิกคิ้ว ไม่คิดติดใจคำกล่าวหานั้น เขาแค่มุ่งเข้าประเด็น เอ่ยด้วยเสียงจริงจังขึ้นแบบที่ทำให้หล่อนเงียบไปได้

“ถ้าผมเป็นคนเจ้าชู้ ผมคงไม่ต้องใช้คุณเป็น ‘ไม้กันหมา’ แบบที่คุณว่ามาหรอก คุณก็น่าจะรู้นะว่าผมอยากคุยกับคุณพันดาวเองเพราะอะไร”

ชายหนุ่มเว้นคำ เอ่ยประโยคต่อไปด้วยเสียงกึ่งเย้า เพราะรู้ว่าทิชาไม่เคยต้องการให้ใครมาเห็นใจ ยิ้ม...แม้จะรู้ถึงที่มาของปัญหาที่หล่อนประสบ

ยิ้ม...แม้จะรู้ว่า ‘สัมผัส’ ประหลาดของหญิงสาวเปลี่ยนชีวิตหล่อนไปมากแค่ไหน มากกว่าที่เขาเอ่ยถึง อาจมากเกินที่เขาจะมีวันเข้าใจลึกซึ้งทั้งหมดได้

“คุณเป็นคนพูดอยู่ตลอดไม่ใช่หรือ ทิชา ว่าการติดต่อกับใครๆ ไม่ใช่จุดแข็งของคุณ”




 

Create Date : 06 มีนาคม 2551
4 comments
Last Update : 24 กรกฎาคม 2551 19:28:21 น.
Counter : 540 Pageviews.

 

งงๆ ว่าหมอผีสองคนนี่เค้าเป็นแฟนกันจริงๆ หรือเป็นแค่หุ้นส่วนกันกันแน่

 

โดย: nu_reader IP: 222.123.68.206 8 สิงหาคม 2551 7:59:04 น.  

 

น่าสนใจ น่าสนุก อยากอ่านตอนต่อไปแฮะ

แต่วี่แววท่าทางจะอีกนานนนนนนนนน

 

โดย: river IP: 125.25.43.44 12 พฤศจิกายน 2551 12:29:04 น.  

 

เดาไม่ได้เลยว่าใครเป็นพระเอกนางเอก อยากอ่านตอนต่อไป อย่าหยุดเขียนนะคะ จะรออ่านค่ะ(นานแค่ไหนก็จะรอ)

 

โดย: white_cat IP: 124.121.67.14 19 ธันวาคม 2551 13:07:36 น.  

 

มาปูเสื่อรอตอนต่อไปจ้า

 

โดย: cat__a IP: 124.120.252.214 17 พฤษภาคม 2556 16:36:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


วัสส์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]






ฝากนิยายแปลเล่มล่าสุดด้วยนะคะ Dexter Is Delicious ออกกับแพรวสำนักพิมพ์ค่ะ


Friends' blogs
[Add วัสส์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.