Maybe I'm just a fool
I should keep to the ground,
I should stay where I'm at
Maybe everyone has hunger like this and the hunger will pass
But I can't think like that
: Flight - Craig Carnelia
Group Blog
 
 
เมษายน 2551
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
19 เมษายน 2551
 
All Blogs
 

The Cycle บทที่ 9 - สัตว์มนุษย์

บทที่ 9 - สัตว์มนุษย์

...เด็กทดลอง...

...เด็กทดลอง...

เสียงย้ำคำซ้ำๆ นั้นตามมาด้วยเสียงหัวเราะอื้ออึงกึกก้องอยู่ในศีรษะ และเคลย์ก็ผวาขึ้นจากเตียง ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่แตกซึมเต็มหน้า อ้าปากหอบหายใจถี่รัว

เด็กทดลอง?

มันหมายความว่ายังไงกัน ทำไมเขาถึงฝันอะไรซ้ำๆ ? และทำไม...เขาถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเคยได้ยินคำนั้น

...เด็กทดลอง...

ศีรษะของเขาปวดตุบ ปวดจนเหมือนจะระเบิดออกได้ เพราะอะไรนะ นอนไม่พอ? เพราะความเครียด?

เขาไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง สภาพของตัวเอง ประโยค...คำ...ภาพเป็นเศษเสี้ยวที่เหมือนจะแตกตัวอยู่ในความทรงจำ แวบผ่านขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่ายามที่เขาเผลอ

แต่เมื่อเขาพยายามเรียกมันขึ้นมา พยายามทำความเข้าใจ สิ่งที่ได้รับคือความปวดแปลบในศีรษะเหมือนมีใครเอาอะไรมาทิ่มแทง เอาคีมยักษ์มาบีบ...

เขารู้สึกเหมือนเขากำลังไล่คว้าสิ่งที่เขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าคืออะไร

เด็กหนุ่มยันกายโซเซขึ้นจากเตียง ก้าวเข้าไปในห้องน้ำ ตบปุ่มเปิดบานกระจกออกและดึงขวดยาแก้ปวดออกมาเปิด กลืนเม็ดยาสีขาวในนั้นลงไป ก่อนจะก้มศีรษะลงเหนืออ่าง ทาบหน้าผากลงกับท่อนแขน หวังให้อาการนั้นบรรเทาลง

ยาแทบไม่เคยช่วยอะไรเขา

...แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย...

เสียงสัญญาณกริ่งจากหน้าประตูเสียดเข้าในสมองของเคลย์ และเด็กหนุ่มก็หลับตาลงแน่นขึ้น ดึงผ้าขนหนูมาซับคราบเหงื่อบนหน้าลวกๆ เสยผม เดินออกไปยังประตู เปิดมันออก แม้จะยังรู้สึกว่าร่างกายสั่นเทาอยู่น้อยๆ

สีหน้าของชายหนุ่มแปลกหน้าที่ยืนอยู่หน้าประตูเปลี่ยนไปทันที ไม่...ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เขาไม่ได้นิ่วหน้า ไม่ได้ขยับปาก หรือคิ้ว มีเพียงประกายในดวงตาสีเข้มจัดที่ฉายขึ้นมาวูบหนึ่ง

ห่วง? กังวล? ไม่ใช่สิ...

...ตื่นตัว ระแวงระวัง...

ระวังใคร เขา? ทำไม?

คำถามในสมองทำให้ศีรษะของเคลย์ปวดตุบขึ้นมาอีก เขามองหน้าชายแปลกหน้าที่หน้าประตูเหมือนจะกระตุ้นให้อีกฝ่ายแจ้งธุระของตนออกมา

แต่ฝ่ายนั้นยังคงนิ่ง และความนิ่งนั้นเหมือนจะเรียกภาพความจำอะไรบางอย่างขึ้นมาในสมองเคลย์

คนแปลกหน้า...หรือไม่ใช่?

เขารู้สึกคุ้น...

...คุ้น...

"ล้างสมอง"

เสียงพึมพำกับตนเองที่ดังมาจากปากอีกฝ่ายทำให้เคลย์ยิ่งขมวดคิ้วเข้า เขากะพริบตาถี่ รู้สึกเหมือนแสงอะไรบางอย่างพร่าพรายเข้ามาบดบังทัศนวิสัยเมื่อตนเองพยายามถามด้วยเสียงแหบโหย

"คุณว่าอะไรนะ?"

ชายหนุ่มผู้นั้นไม่ตอบ เขาเพียงถอยไปก้าวหนึ่ง ขณะที่เคลย์รู้สึกถึงความหนาวและร้อนวูบวาบสลับกันขึ้นมาทั้งร่าง กระแสเลือดเหมือนจะวิ่งพล่าน พาเอาความรู้สึกแปลกๆ แล่นไปทั้งตัว รวมทั้งความปวดแปลบที่แล่นจี๊ดขึ้นในสมอง

...เหมือนที่เคยเป็น...อีกแล้ว...

ความคิดสุดท้ายนั้นแล่นขึ้นมา ก่อนที่เข่าของเขาจะทรุดฮวบลง และเขาจะถูกดึงกลับไปสู่ฝันร้ายเดิมๆ

...หรือสิ่งที่เขาพยายามจะบอกตัวเอง...ว่าเป็นฝัน!

***********

...เขาช้าไปแล้ว...

วิชช์บอกกับตนเอง เกร็งตัวขึ้นอย่างระวังระไวเมื่อเด็กหนุ่มตรงหน้าเบิกตาขึ้นนิด ทรุดตัวฮวบลงจนศีรษะที่ผงกวูบต่ำเกือบจะฟาดพื้น เคลย์หมอบตัวคู้อยู่ชั่วขณะ มือกดเกร็งจนเหมือนจิกลงบนหน้าผากของตนเอง ไหล่โยนขึ้นลงด้วยการหายใจถี่แรง ขณะที่ดวงหน้าที่เห็นเพียงเสี้ยวนิดนั้นขาวซีดลงอย่างน่ากลัว

...อาการแปรปรวนแทรกซ้อนของสมองกลชีวภาพอันเนื่องมาจากการถูกล้างสมอง...ซ้ำๆ

...มันอาจจะทำให้...

ความคิดของวิชช์ขาดไป เมื่อปลายนิ้วของเคลย์ค่อยๆ เปลี่ยนแปรเป็นเล็บแข็งงอกแหลมยาวขึ้น ข้อแขนบิดเปลี่ยนรูปไปหมดสิ้น ขนสีขาวและเทาเข้มแทงทะลุผิวงอกออก... ยาวรวดเร็วราวเร่งภาพขึ้นมากกว่าความเร็วปกติ หากแต่เป็นภาพที่ชวนขนหัวลุก ‘เด็กหนุ่ม’ ตรงหน้าเขาเหยียดแขน...หรือขาหน้า...ออก กางกรงเล็บจิกพื้น ส่งเสียงโหยหวนคำรามอย่างบ้าคลั่ง...

...เสียงคำรามนั้นไม่ใช่เสียงของมนุษย์ และร่างนั้น...ก็ไม่ใช่

วิชช์ถอยกรูดไปหลายก้าว ไม่อาจมีคำใดหลุดออกจากคอเมื่อเขาเห็นภาพตรงหน้าชัดตา สุนัขป่าขนาดยักษ์ตัวนั้นผงกศีรษะขึ้น จ้องตรงมาที่เขาด้วยดวงตาดุร้ายสีเหลืองเป็นแววเขม็ง เสียงคำรามขู่ในคอลึกต่ำ เขี้ยวเงาวับในปากที่เผยออ้า กล้ามเนื้อเกร็งตัวอย่างเตรียมพร้อมที่จะโจนเข้าหาได้ทุกเมื่อ

...และในวินาทีนั้นเขารู้...เขาโง่...โง่เกินจะทันเดวิดอีกแล้ว!

...อิสระที่จะทดลอง...เรื่องโกหก... เดวิดต้องรู้ถึงความแปรปรวนนี่ ต้องรู้...

รู้ แต่ก็ยังรับปากเขาเพื่อล่อเขามาสู่จุดอับ กำจัดเสียโดยใช้เครื่องมือทดลองง่ายๆ

ให้ตาย!

นักวิทยาศาสตร์หนุ่มสูดลมหายใจเข้า...และอึดใจที่ ‘สัตว์’ ตรงหน้าทำท่าจะโผนเข้ามานั่นเอง เขาก็ฉวยคอมพิวเตอร์มือถือขึ้นจากกระเป๋า ใช้แขนอีกข้างป้องหน้า...กันลำคอ แค่ไม่กี่วินาที...ก่อนที่เขาจะรู้สึกถึงน้ำหนักตัวที่โถมกระแทกเข้ามาจนเขาเสียหลักเซอีกไปหลายก้าว ล้มโครมลงบนพื้นทางเดิน พื้นผิวหยาบกระด้างนั้นถากผิวเขาถลอกไปเป็นทาง แต่ไม่เท่ากับคมเขี้ยวซึ่งกดฝังลงทันที ก่อนจะขบย้ำลงมาอีกเหมือนจงใจจะฉีกกระชากเขาให้แหลกเป็นชิ้นเนื้อชิ้นเล็กชิ้นน้อย...

หากเขาก็ยังไม่ปล่อยคอมพิวเตอร์ ใช้มือข้างเดียวที่เหลือนั่นเองกดปลายนิ้วรัว สั่งคำสั่งบางอย่างลงไปโดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวดที่มี ไม่สนใจจะหลบหรือต่อสู้...

...ช็อกวงจร...

...เขาต้องหยุดการทำงานนั่น...

ตอนที่วิชช์รู้สึกว่าเขาคงจะฝืนความเจ็บปวด สั่งคำสั่งซ้ำๆ... กันตัวเองต่อไปไม่ไหวแล้วนั่นเอง ที่เขาได้ยินเสียงร้องโหยหวนลั่น และคมเขี้ยวนั้นก็กระชากออกจากตัว ร่างใหญ่ที่คลุมด้วยขนยาวสั่นเทา ก่อนจะล้มฟาดลงกับพื้น ขาเหยียดออกชักกระตุกไปทั้งตัว ลมหายใจขาดสำลักเป็นช่วง

แค่ก! แค่ก!

เมื่อวิชช์ลดแขนซ้ายที่โชกเลือดเป็นแผลเหวอะหวะจนชาไปทั้งแขนนั้นลง ร่างอันบิดกระตุกอยู่บนพื้นก็พลิกขึ้น เคลย์กดฝ่ามือลงกับพื้น พยายามยันร่างซึ่งยังสั่นเทาขึ้นยืนอย่างยากเย็น หน้าขาวซีดจัดเมื่อดวงตาสีฟ้าเบิกมองสภาพของเขาอย่างตระหนกและสิ้นหวัง

“เคลย์”

ถ้อยของเขาเหมือนไม่ผ่านเข้าในสมองอีกฝ่าย ปลายนิ้วของเคลย์ดึงเข้าแตะที่ลำคอด้วยทีท่าเหมือนไม่รู้สึกตัว...ไม่รู้สึกว่ามีเสียงเรียก เด็กหนุ่มยังหายใจไม่เป็นจังหวะ แววในดวงตาไหวสะท้าน เสียงพึมพำบอกว่าเจ้าตัวเสียขวัญอย่างยิ่ง

“ผม...ไม่...”

“เคลย์!”

**********

“คุณคงปฏิเสธต่อไปอีกไม่ได้ว่าตัวเองไม่มีอะไรผิดปกติ”

หางเสียงของชายหนุ่มผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้ในครัวตรงหน้าเขายังเรียบเฉย ราวกับเจ้าตัวไม่ใช่คนเจ็บ ...แม้ว่าท่อนแขนซ้ายเกือบทั้งแขนจะขาวโพลนไปด้วยผ้าพันแผล ดวงตาสีดำนิ่งที่ทอดมาไม่มีแววโกรธหรือแม้แต่กลัว...ไร้ความรู้สึกใดๆ ที่เคลย์จะสามารถสังเกตเห็น คนมองเสียอีก...ที่รู้ว่าตนคงหน้าซีดเผือดไม่ต่างกับภูตผี

...เขารู้ว่าถ้าคนตรงหน้ายั้งเขาไม่ทัน อะไรจะเกิดขึ้น...

...เขาอาจฆ่าคนตาย...

และใครจะรู้ว่านั่นเป็นครั้งแรกไหม?

ความทรงจำของเขาสับสนเป็นชิ้นส่วนกระจัดกระจายอยู่ในสมอง ความหนาวเหน็บยังไม่จางไปจากกระแสเลือดเมื่อเด็กหนุ่มหยิบแก้วน้ำขึ้นจากเคาน์เตอร์เตรียมอาหารที่มุมครัว อีกมือหยิบซองยา ก้าวไปวางลงตรงหน้าวิชช์ พยายามไม่สนใจถ้อยที่อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นมาเมื่อครู่

“คุณทานยาก่อนเถอะครับ”

ถ้อยนั้นได้รับการตอบรับด้วยมือที่เสือกซองยาออกห่างตัว อากัปที่ทำให้เคลย์ชะงัก และวิชช์ก็สั่นศีรษะ บอกเสียงเรียบ

“ไม่ละ”

ฝ่ายนั้นคงไม่อธิบายอะไรต่อ ถ้าเขาจะไม่เปิดปากขึ้น...เตรียมค้าน มันไม่พ้นไปจากการสังเกตของวิชช์เมื่อเขาทำหน้ารำคาญ อธิบายเพิ่มเติมเหมือนไม่เต็มใจนัก

“ตอนผมกลับไป คงต้องไปหาหมอของ HEAS อยู่แล้ว แผลนี่กับสภาพแวดล้อมปนเปื้อนอาจจะทำให้ใครในยุคของผมตายเอาง่ายๆ อีกอย่าง ผมก็ไม่แน่ใจว่าร่างกายตัวเองจะมีปฏิกิริยาอะไรกับยาของยุคนี้”

เด็กหนุ่มสั่นศีรษะ ยังไม่อยากเชื่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูด...เรื่องโลกอนาคตหลายสิบปีข้างหน้านั่น ทว่าเมื่อคิดดูแล้ว...เขารู้สึกว่าเขาเคยได้ยินเรื่องราวนี้มาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง เคยเห็นข้อพิสูจน์มาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง

...เขาถูกล้างสมองตามที่วิชช์บอกจริงหรือ?

บ้าสิ้นดี! แต่มันก็อธิบายอะไรได้หลายอย่าง ความสับสน อาการปวดศีรษะเหมือนจะระเบิดที่เขาประสบหลายต่อหลายครั้ง

...และยังความผิดปกติอันไร้สาเหตุของเขา ร่าง ‘สัตว์’ บ้าๆ นี่...

เคลย์บิดริมฝีปาก กระชากความคิดกลับมา ตาสีฟ้าตวัดมองคนตรงหน้าอีกครั้ง แล้วจึงถามด้วยเสียงงวดเข้า ไม่ไว้ใจเสียทีเดียวนัก

“คุณบอกว่าคุณมาจากอนาคต...หกสิบกว่าปีข้างหน้า ยังไม่ถึงชั่วชีวิตหนึ่งด้วยซ้ำ ร่างกายคนมันเปลี่ยนไปได้แค่ไหนกัน ถึงกับใช้ยายุคของผมไม่ได้?”

“ผมก็ไม่ได้บอกว่าโครงสร้างร่างกายมันเปลี่ยน แต่พวกเราไวต่ออาการแพ้อย่างที่คุณอาจจะไม่เชื่อ” วิชช์ว่า เขาสบตาเด็กหนุ่มตรงๆ เมื่อบอกเล่า “อาการช็อกรุนแรงจากสิ่งแปลกปลอมแค่เล็กๆ น้อยๆ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนในยุคของผม นักวิจัยทางการแพทย์ยังค้นไม่พบว่าอาการนี่เกิดขึ้นจากอะไรแน่ แต่คำตอบกว้างๆ ก็คือระบบสิ่งแวดล้อมเทียมกับอากาศสังเคราะห์ที่เราใช้ยังไม่สมบูรณ์ดี...ไม่เหมาะกับคนถึง 100%”

ชายหนุ่มนิ่งไปนิด แล้วเขาก็เปรยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท

“...คุณอาจจะโชคดีก็ได้นะ ที่ถูกส่งตัวกลับมาที่นี่”

เคลย์เงียบไปบ้าง หากที่สุดเขาก็เอ่ยด้วยเสียงแปร่งแปลกไปนิด

“คุณพูดง่าย...โชคดี แต่ถ้าที่คุณพูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าคุณจะอยากแลกชีวิตกับผมไหม”

เด็กหนุ่มจบประโยคนั้นด้วยเสียงขึ้นจมูกยามเขาดึงซองยากลับ โยนไปไว้อีกทางอย่างไม่อินังขังขอบ วันนี้คราบของ ‘เด็กนิสัยดี’ ที่เขามักแสดงออกเลือนไปจนแทบไม่เหลือ และเคลย์ก็ไม่มีอารมณ์จะเป็นคนดีหรือรักษาภาพนั้นไว้

“หรือถึงมันไม่จริงทั้งหมด คุณจะอยากเป็นสัตว์ อยากควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนผมหรือ?”

หางเสียงนั้นหนักด้วยแรงประชดประชัน เขารู้ว่าตนเองมีส่วนผิดที่ทำร้ายคนตรงหน้าจนบาดเจ็บไม่ใช่น้อยๆ แม้จะทำไปโดยไม่รู้ตัวก็ตาม และเขาก็รู้สึกผิดต่อวิชช์ หากทัศนคติของอีกฝ่ายไม่ช่วยให้เขาเห็นใจ และความสงบนิ่งราวกับหุ่นปั้นก็ไม่ทำให้เขารู้สึกเป็นมิตรขึ้นสักนิด

เขาไม่รู้ว่าวิชช์รู้สึกถึงอารมณ์นั้นบ้างไหม แต่หากรู้สึก ชายหนุ่มก็ไม่ได้เปลี่ยนท่าที เขาไม่ตอบโต้ ไม่ตอบคำถามที่ถูกยิงเข้าใส่ ดวงตาสีเข้มจัดคู่นั้นเพียงมองตรงมา พร้อมกับถ้อยซึ่งถามกลับอย่างอยากรู้จริงจัง

“คุณนี่แปลกดี ยังจะสงสัยอีกหรือว่าผมไม่ได้พูดความจริง มีอะไรที่คุณยังระแวง อะไรจะทำให้คุณเชื่อได้”

“ก็แค่...” เคลย์ปล่อยให้เสียงตนเองขาดไป เขากดปลายนิ้วลงกับสันจมูก รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาอีกครั้ง

...แค่เขาไม่อยากยอมรับ ว่าเขาไม่เคยเป็นคนของโลกนี้ และอาจไม่นับเป็นคนเต็มตัวด้วยซ้ำไม่ว่าในโลกไหน ยุคไหน...

เขาไม่อยากยอมรับว่าเขาไม่เคยเป็นลูกของแคธรีน คนที่เขาเรียกว่าแม่...คนที่รักเขาเหลือเกิน รักจนยอมเสียสละทุกอย่างให้ได้ ไม่อยากคิดว่าเขาก็เหมือนกาเหว่าที่ถูกทิ้งไว้ให้แม่กาหลงรักและเลี้ยง

เพราะถ้าเขาไม่ใช่ลูก... แล้วแคธรีนยอมสละชีวิตครอบครัวของหล่อนกับอีริคไปเพื่ออะไร เพื่อใคร? ทำไมหล่อนจึงต้องระทมทุกข์ไม่รู้สิ้นสุดเพื่อปกป้องเขา เจ็บปวดใจจนสุขภาพกายย่ำแย่ตามไปด้วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

...ทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อสิ่งแปลกปลอมที่คนนอกเอามา ‘สวม’ ไว้งั้นหรือ?

เขาก็แค่สิ่งแปลกปลอม... สิ่งแปลกปลอมที่ทำลายชีวิตหล่อน!

เสียงอันทรยศเสียงนั้นดังอยู่ในความคิด และเด็กหนุ่มก็ปัดมันออกไปอย่างเกรี้ยวกราด ไม่...เขาจะไม่ยอมรับ ไม่ยอมเชื่อแบบนั้น!

หางเสียงของเจ้าตัวจึงออกกร้าว ปนแววขุ่นมัวเมื่อเอ่ย

“คุณบอกว่าผมถูกส่งตัวมาจากอนาคตตอนยังเด็ก ถูกล้างสมอง ฉะนั้นความทรงจำวัยเด็กของผมมันก็อาจจะเป็นเรื่องที่เขาฝังใส่หัวผมมาพร้อมกับ...อะไรที่เขาดัดแปลงนั่น แต่ความทรงจำของแม่ผม คนรอบตัวผม ประวัติของผมล่ะ? คุณจะบอกว่าเขาล้างสมองทุกคนหมดเลยหรือ มันไม่น่าจะเป็นไปได้...”

“แค่พ่อกับแม่คุณสองคนก็พอ” เสียงขัดของวิชช์ยังเรียบเรื่อย เยือกเย็น “แค่ทำให้สองคนนั้นเชื่อว่าตัวเองรักกัน แต่งงานกันจริงๆ แค่ทำให้เขาเชื่อว่าเขามีคุณเป็นลูก ทำให้แม่คุณเชื่อว่าอุ้มท้องคุณ เลี้ยงคุณมาก่อนอายุห้าปี...ปีที่พวกคุณ ‘ย้าย’ มาอยู่ที่นี่ ก็เท่านั้น”

“เดี๋ยว”

เคลย์รู้สึกว่าเลือดในตัวเขากำลังจะจับแข็ง เขาสูดลมหายใจเข้า รวบรวมสติทบทวนคำที่อีกฝ่ายเอ่ยมาเมื่อครู่

“คุณหมายความว่ายังไง ทำให้เชื่อว่ารักกัน แต่งงานกันจริงๆ? คุณกำลังบอกผมว่า...”

“พ่อกับแม่คุณไม่เคยเป็นสามีภรรยา ทุกอย่างนั่นเป็นความทรงจำปลอมทั้งนั้น” ชายหนุ่มอธิบายด้วยเสียงสงบ “พวกเขาถูกเลือกมาด้วยเหตุผลทางพันธุกรรม ไม่เคยเจอกันมาก่อนจะ ‘มีลูก’ ไม่เคยรักกัน...”

“พระเจ้า...”

เด็กหนุ่มสบถในคอ รู้สึกหัวหมุน ชาวาบไปชั่วอึดใจ ก่อนความกราดเกรี้ยวจะแล่นขึ้น ซ่านไปทั้งร่างจนเขาตัวสั่น

...ความทุกข์เหมือนจะเป็นจะตาย ความเจ็บปวดกับความเย็นชาของสามี น้ำตาทุกหยดที่แม่ของเขาเสียไปนั่น...หลั่งให้กับความเท็จ? ความทรงจำจอมปลอมที่ไม่เคยมีจริง?

วิชช์หรี่ตาลง เกร็งตัวขึ้นเล็กน้อย แต่เคลย์ไม่สนใจ สมองเขามีแต่ความคิดที่โถมกระหน่ำเข้าใส่ อารมณ์ไม่อยากเชื่อ...ไม่อยากเชื่อเสียยิ่งกว่าเรื่องที่ได้ยินก่อนนี้

...ถ้านี่ไม่ใช่เรื่องโกหกที่เลวร้ายที่สุด มันก็เป็นเรื่องชั่วช้าเลือดเย็นที่สุดเรื่องหนึ่งที่เขาเคยได้ฟัง พวกนั้นเห็น ‘แม่’ ของเขาเป็นอะไร หุ่นกระบอก? ตุ๊กตาที่จะจับวางให้สวมบทละครใดก็ได้ทั้งนั้น...

ไม่! นื่คือชีวิต ชีวิตคนคนหนึ่งที่เป็นคนดี เชื่อมั่นในความดีงามและพระผู้เป็นเจ้าอย่างเหลือแสน แต่พระเจ้าช่วยอะไรหล่อนได้บ้างจากการเป็นตัวหมากในเกมของคนกลุ่มหนึ่ง...คนที่เห็นชีวิตคนด้วยกันใน ‘ยุคล้าหลัง’ เป็นของเล่น

...คนที่ทำตนเป็นพระเจ้าเสียเอง...

เคลย์ยกมือขึ้นแตะไม้กางเขนที่ห้อยคอตัวเอง รู้สึกถึงเนื้อโลหะเย็นๆ และมือเขาก็กำเกร็งแน่นเข้ารอบจี้นั่น...ปล่อยให้เหลี่ยมมุมกดลงในเนื้อจนเจ็บ ในอารมณ์ชั่ววูบ เขาอยากกระชากมันทิ้ง ทำลายทุกอย่าง

แม่คล้องกางเขนนี้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต และด้วยลมหายใจสุดท้าย...ยื่นมันใส่มือเขา แม่บอกให้เขาเชื่อ และเขาก็เชื่อ... แม้ทุกวันที่ผ่าน กับชีวิตที่วิปริตขึ้นทุกขณะ ศรัทธาจะยิ่งคลอนแคลน

...เขาเมินเฉยกับความกังขาเหล่านั้น ย้ำกับตนเองอย่างที่แม่เคยบอก...เมื่อเชื่อ สักวันพระเจ้าจะทรงมองเห็น...

คำสอนของแคธรีนเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเขาไว้กับโลกนี้ พยายามทำตัวมีเหตุผล...ควบคุมตัวเอง ไม่โกรธ ไม่เกลียดชัง

...แต่พระเจ้ามีจริงที่ไหน?

เสียงคำรามก่อตัวขึ้นในคอ เด็กหนุ่มรู้สึกว่าสายตาพร่ามัว รู้สึกว่าเขากำลังจะ ‘เปลี่ยน’ หากก่อนจะเกิดอะไรขึ้น ก่อนเขาจะทันได้ทำอะไร ความเจ็บราวกับถูกหลาวแหลมตอกทะลวงก็ทิ่มแทงเข้ามาในสมอง

เสียงกรีดร้องลั่นที่หลุดจากปากนั้นคลับคล้ายจะปนกับเสียงหอนโหยหวน เข่าของเขาหยุดรองรับน้ำหนักตัวอย่างกะทันหัน มันอ่อนยวบลง ส่งให้ร่างเขาทรุดฮวบไปกองกับพื้น และใครคนหนึ่งก็ก้าวมาหยุดยืนตรงหน้า ฝีเท้านั้นหนักแน่นมั่นคง ไม่มีรอยประหวั่น ทั้งที่เมื่อมองผ่านสายตาซึ่งยังไม่หายพร่าเลือน...เคลย์เห็นว่าปลายนิ้วของเขางอกเล็บแหลมคมของสุนัขป่าขึ้นมาแล้ว

...วิชช์?

ฝ่ายนั้นพิสูจน์ความสงสัยของเขาเมื่อเอ่ยปากพูด...ด้วยเสียงคล้ายจะทั้งเหนื่อยใจและรำคาญในขณะเดียว

“คุณไม่คิดหรือว่าเปลี่ยนเป็นหมาป่าสองครั้งในวันเดียวนี่มันมากไป สงบสติอารมณ์หน่อย อยากเป็นสัตว์มากนักหรือไงกัน”

“นี่มัน...”

...เสียงของเขาฟังไม่เหมือนเสียงของเขาเอง เคลย์สูดหายใจลึก สายตายังจับอยู่ที่มือที่เปลี่ยนไปเพียงครึ่งๆ นั้น ยังไม่เข้าใจ...

เขาไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลงกะทันหันกลางคัน โดยเฉพาะเมื่อเขาไม่ได้ยั้งตัวเองไว้

“ทำไม... ผมหยุด...”

เท้าในรองเท้าหุ้มข้อสีดำที่ตัดจากวัสดุสังเคราะห์แปลกประหลาดนั้นสืบมาใกล้จนเกือบชิดหน้า ชั่วขณะที่เด็กหนุ่มคิดว่าฝ่ายนั้นจะเตะเขาเข้าที่ศีรษะ แต่สิ่งที่วิชช์ทำคือย่อตัวลงนั่ง ก้มมองด้วยสีหน้านิ่งที่เขาอ่านไม่ออก

“ผมคุมคุณได้ คุณยังไม่เข้าใจอีกหรือ ไม่ใช่แค่ผม แต่ยังคนที่อยู่เบื้องหลังการทดลองในโลกของผมนั่น” เสียงของชายหนุ่มเรียบสงบ แต่ในความรู้สึกของเคลย์ มันไม่ต่างจากเหยียดหยัน “ไม่ใช่แค่หยุดคุณ แต่ ‘สั่ง’ คุณได้ จะให้คุณเปลี่ยนแปลงเป็นร่างไหน เมื่อไรก็ได้ วันนี้คนคนนั้นทำให้คุณโจมตีผม ส่วนผมหยุดคุณ แต่มันไม่ใช่แค่นั้น...ผมทำอย่างเขาได้ และเขาก็ทำอย่างผมได้เหมือนกัน”

เคลย์กลืนน้ำลายลงคอ รับรู้...ซึมซาบสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเข้าไปในสมอง ความจริงที่เห็นได้ชัดราวกับมันถูกฟาดลงกลางแสกหน้าเขา ...เขาไม่เคยมีเสรีอย่างแท้จริง และอาจเป็นทาสของคนจากอนาคตพวกนี้เสียยิ่งกว่าแคธรีน...

“ถ้าผมหรือเขาอยากให้คุณเป็นหุ่น คุณมันก็แค่หุ่นเชิด ถ้าอยากให้เป็นอาวุธ คุณก็เป็นอาวุธ ถ้าอยากให้เป็นฆาตกรฆ่าใคร คุณก็ต้องทำ ทำอย่างสัตว์ที่ไม่มีจิตสำนึก อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ”

“ไม่...”

เคลย์คำรามในคอ พยายามยันกายขึ้นนั่งแม้จะยังรู้สึกไม่มั่นคงนัก และวิชช์ก็สบตาเขา ถามเสียงเย็นชา

“คุณเคยฆ่าใครบ้างหรือยังในร่างนั่น เคยทำร้ายใครถึงตายบ้างไหม แต่แน่ละ ถึงคุณทำ คุณก็อาจจะไม่รู้ เพราะความทรงจำของคุณมันจอมปลอมทั้งเพ คุณจะไม่มีวันรู้ความจริงเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง ไม่มีวันได้เลือกทางชีวิตของตัวเอง ถูกล่ามใส่ปลอกคอ...จนตาย”

“ไม่!”

เด็กหนุ่มแผดเสียงลั่น เขาเกือบจะฟาดแขนออกแล้ว เกือบจะพุ่งเข้าชนคนตรงหน้า...แต่สายตาของวิชช์ทำให้เขาหยุดชะงัก ในความลึกราวกับบ่อน้ำนิ่งของดวงตาคู่นั้นมีอะไรบางอย่าง ไม่ใช่อารมณ์เยาะหยันอย่างที่เขานึก แต่เป็น...ความคิด?

และชายหนุ่มก็ถามเสียงเบา เกือบเป็นนุ่มนวล

“เกลียดผมหรือที่พูดกับคุณแบบนี้ บอกความจริงกับคุณแบบนี้ ถ้าเกลียด...ก็หยุดมันสิ เปลี่ยนแปลงมัน ผมให้โอกาสคุณที่จะเปลี่ยนแปลง...ทำอะไรสักอย่างกับการทดลองนั่น คุณสนใจไหม”

“ทำยังไง?”

“กลับไปในอนาคตกับผม แล้วผมจะบอกรายละเอียดคุณทีหลัง ผมไม่มีเวลาอยู่ที่นี่มากนัก” วิชช์หยิบคอมพิวเตอร์มือถือขึ้นดูอะไรบางอย่าง และเคลย์ก็ครางออกด้วยความรู้สึกเจ็บแปลบอีกครั้งเมื่อร่างของเขาค่อยๆ เปลี่ยนกลับเข้าสู่สภาพปกติ ทว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขาไม่ใส่ใจเลยสักนิดกับความเจ็บปวดนั้นเมื่อถาม “คุณจะว่ายังไง”

เด็กหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่ เขามองคนตรงหน้าแน่ว ก่อนจะถามเสียงเบา

“บอกผมก่อน ว่าคุณจะช่วยผมไปทำไม ผมไม่เชื่อว่าคุณแคร์อะไรผม เรามันก็แค่คนแปลกหน้า คุณต้องการอะไรจากผมกันแน่”

ริมฝีปากของวิชช์เหยียดออก เป็นครั้งแรกที่เคลย์เห็นอารมณ์แวบเข้ามาบนหน้าคมคายนั้น ดวงตาสีเข้มอาบฉายไปด้วยความรู้สึกขุ่นมัว ก่อนมันจะกลับราบเรียบดังเดิมยามเจ้าตัวบอกออกมาหนักๆ ไม่สนใจว่าคนฟังจะรู้สึกอย่างไร

“ผมไม่สนใจจะช่วยคุณ ผมทำไปเพื่อตัวผมเองต่างหาก คุณมีบางอย่างที่ผมอยากรู้ และคุณเป็นเคสการทดลองที่น่าสนใจ แต่ถ้าเผอิญเรื่องนี้ทำให้ชะตากรรมคุณดีขึ้น ก็เป็นโชคของคุณ ผมไม่มีปัญหากับข้อนั้น”

“แค่นั้น?”

เสียงของเคลย์อาบท้นไปด้วยร่องรอยไม่เชื่อถือ และแววตาที่มองไปก็ยิ่งบอกความรู้เท่าจนอีกฝ่ายต้องขยับมุมปากขึ้น...คล้ายจะยิ้ม หากก็ไม่

...ประโยคที่เจ้าตัวเอ่ยถัดจากนั้นยิ่งราบเรียบ เยือกเย็นจนจับใจ...

“ไม่ใช่แค่นั้นหรอกครับ มิสเตอร์ไรส์ คุณอาจพูดได้ว่าผมกำลังคิดจะใช้คุณเป็นเครื่องมือ... ‘เอาคืน’ ใครบางคน”




 

Create Date : 19 เมษายน 2551
3 comments
Last Update : 19 เมษายน 2551 21:24:27 น.
Counter : 2324 Pageviews.

 

ชอบจังค่ะ

ชอบ....วิชช์...ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นพระเอก ดูเป็นผู้ร้าย เป็นตัวแสบมากกว่า

ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณวัสส์ให้ใครเป็นพระเอก
เดาว่าเป็นวิชช์ เพราะดูมีสีสันดี แอบลุ้นรอความเปลี่ยนแปลงให้ดูเป็นพระเอกมากขึ้น...มั้ง

 

โดย: river IP: 125.25.102.100 26 เมษายน 2551 21:34:22 น.  

 

นายวิชช์จะไม่มีหัวจิตหัวใจอะไรจริงๆ หรือนี่ อยากรู้ว่าเบื้องหลังสายตานิ่งเฉยนั้นมันมีอะไรอยู่บ้าง ถ้าไม่มีจริงๆ อย่างที่เจ้าตัวเอกซ์เพรสมาตลอดเวลา เราคงเกลียดขี้หน้านายนี่พอสมควร แต่ว่าถ้าไม่มีอะไร ไม่คิดอะไรจริงๆ จะเจ็บแค้นได้หรือ

 

โดย: nu_reader IP: 222.123.81.21 9 พฤษภาคม 2551 10:29:27 น.  

 

แวะเข้ามาอ่านอีกรอบ
ยังรอตอนต่อไปอยู่

 

โดย: river IP: 125.25.47.52 12 พฤศจิกายน 2551 15:41:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


วัสส์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]






ฝากนิยายแปลเล่มล่าสุดด้วยนะคะ Dexter Is Delicious ออกกับแพรวสำนักพิมพ์ค่ะ


Friends' blogs
[Add วัสส์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.