สิ่งเดียวที่คอยเยียวยาข้าพเจ้าคือลมหายใจ
Group Blog
 
 
กันยายน 2553
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
10 กันยายน 2553
 
All Blogs
 
A Clock Work Orange: คนดีไม่มีที่อยู่

* หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นจากสัญชาติญาณประหลาดที่ได้รับจากภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนๆ อาจไม่ก่อให้เกิดคุณค่าใดๆทางด้านภาพยนตร์แต่ส่งผลทางด้านจิตใจอย่างรุนแรง



   ข้าพเจ้าได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อประมาณปีที่แล้ว (2551) จากคำกล่าวถึงของบุคคลบนโลกออนไลน์หลายท่านที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ในด้านความรุนแรง โหดร้าย และบ้าคลั่ง ด้วยคำกล่าวที่ว่า ช่างเย้ายวนความอยากกระหายในการรับชมของข้าพเจ้าเสียเหลือเกิน เหมือนเป็นอาหารจานโปรดเมื่อเวลาเอ่ยชื่อถึงเป็นต้องชวนน้ำลายไหล นั่นอาจเป็นรสนิยมที่ค่อนข้างแปลก (คนรอบข้างมักชมข้าพเจ้าอยู่บ่อยๆว่ามีปัญหาทางจิต) แต่ที่แท้จริงแล้วความรุนแรง ความโหดร้ายในโลกภาพยนตร์ที่ข้าพเจ้าดูนั้นช่วยทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความเป็นมนุษย์มากขึ้น หลายเรื่องกับใครหลายคนที่ปิดตากับภาพในฉากสยดสยอง อาทิเรื่อง Saw , Hostel น่าแปลกที่ข้าพเจ้ากับนิยมชมชอบและชวนให้พิศมัยยิ่งนัก และกลับเป็นว่าการปิดตาของข้าพเจ้ามักเกิดกับหนังประเภทรักใสวัยหวานและคำสารภาพสุดโรแมนติกของหนังรักหลายเรื่อง ว่ากันว่ามนุษย์มักจะหลีกเลี่ยงกับประสบการณ์ที่ตัวเองไม่อยากจดจำ ข้าพเจ้าคงไม่ได้หลีกเลี่ยงซึ่งความ-รัก เพียงแต่ข้าพเจ้าอยากพักสายตาก็เท่านั้น


   หลังจากรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วนั้นทำให้ข้าพเจ้าเปิดหูเปิดตาและเริ่มเป็น ‘นักดูหนัง’ จริงๆจังๆเสียที (ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ข้าพเจ้าเริ่มดูหนังอย่าง Run Lola Run , Memento , Nobody Knows , The Piano Teacher , City of God) ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาให้หลังต่อจากนั้นอีก 1 ปี หลังจากดูหนังเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจะหมกมุ่นกับโลกของภาพเคลื่อนไหวมากขึ้น ทำเอาเงินในกระเป๋าที่มีนั้นว่าง และทำเอาเวลาที่ว่างนั้นถูกทับถมด้วยการดูหนัง เวลาที่ข้าพเจ้าเคยใช้กับตัวอักษรตัวนิ่งนับล้าน แม้ในด้านรูปธรรมสองสิ่งนี้ค่อนไปทางต่างอย่างชัดเจน โลกของหนังสือที่คอยเสริมสร้างจินตนาการและจินตภาพสุดที่เราจะเดาเอาเองได้จากตัวอักษร กับงานภาพยนตร์ที่แปลความจากตัวอักษรมาสู่สิ่งที่เราเคยสร้างภาพ มีตัวละครที่เป็นคนแสดง มีเสียงร้องไห้และน้ำตาที่ทำให้เราพอจะรู้ว่าตัวละครเจ็บปวดเพียงใด ประสาทรับภาพและเข้าใจอารมณ์ร่วมได้ง่ายกว่าพรรณนาความในหนังสือ อย่างไรก็ตามทั้งสองอย่างนี้ช่างเหมือนกันนักในแง่นามธรรม มันให้ความรู้สึกอิ่มเอม โศกเศร้า และยิ้มที่มุมปากเล็กๆเมื่อเจอข้อความ-คำพูดที่เสียดสี ประชดประชัน หรือเนื้อหาและการกระทำที่ตลกร้าย ให้ข้าพเจ้าสามารถเปล่งเสียง ‘หึหึ’ อยู่ในลำคอได้อย่างมีความสุข มิหนำซ้ำหนังหลายต่อหลายเรื่องได้ถูกสร้างขึ้นมาจากหนังสืออีกที บางเรื่องข้าพเจ้าก็เคยผ่านตาจากภาพเคลื่อนไหวมาก่อน บางเรื่องก็ผ่านตามาจากหนังสือเล่มหนามาแล้ว ทั้งสองอย่างนี้ทำหน้าที่เป็นประโยคบอกล่า ปฏิเสธ คำถาม อาจจะล่วงเลยไปถึงคำสั่ง กระทั่งเป็นวลี หรือคำๆหนึ่งที่อาจไม่มีความหมายใดๆ บางครั้งข้าพเจ้าก็เข้าใจบางครั้งก็ปล่อยให้มันผ่านไป




   ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่อง A Clockwork Orange ข้าพเจ้าขอย้อนความ(ข้างบนนี่ยังไม่ได้ย้อนใช่ไหม)ถึงประสบการณ์การดูหนังสักเล็กน้อย เพื่อนหลายคนเรียกข้าพเจ้าว่า ‘พวกบ้าหนัง’ แต่แท้จริงแล้วก่อนรับชมเรื่องนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่ต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ มิหนำซ้ำยังล้าหลังกว่าเพื่อนในเมืองหลวงบางคนที่มีโอกาสได้รับชมได้ง่ายกว่า ข้าพเจ้าจะมีโอกาสผ่านตาบ้างจากโทรทัศน์ช่องต่างๆและข่าวสารจากนิตยสารบางฉบับ อย่างไรก็ไม่พอกับการที่จะทำให้ข้าพเจ้าหลากหลายทางด้านนี้นัก ซึ่งถ้าจะให้พูดถึงการดูหนังแล้วจะขาดไม่ได้เลยสำหรับโรงหนัง จากความทรงจำอันน้อยนิดจำได้ลางๆว่าเรื่องแรกที่ได้เข้าดูบนเบาะเก่าๆ ในโรงภาพยนตร์โทรมๆของรัฐแห่งหนึ่ง น่าจะเป็นเรื่อง The Gods Must Be Crazy หรือในชื่อไทยว่า เทวดาท่าจะบ๊อง แม้มันจะเป็นเวลาล่วงเลยมาหลายปีหลังถูกสร้างขึ้น แต่สำหรับเด็กแล้วนั้นหนังตลกใสๆเรื่องนี้น่าจะเหมาะสมกับวัยในขณะนั้น ต้องขอขอบคุณป้าคนเก็บตั๋วที่รู้จักกับพ่อเพราะทำให้ข้าพเจ้าได้อานิสงส์ดูฟรีทุกครั้งเมื่อมีโอกาส หนังเรื่องหลังสุดและเรื่องล่าสุดของโรงหนังเก่าแห่งนี้ขึ้นชื่อไว้ว่า ‘ปิดให้บริการ’ วันเวลาเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการมาถึงของห้างสรรพสินค้าและโรงหนังใหม่ๆอีกหลายโรง


   A Clockwork Orange (1971) เป็นผลงานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งจากผู้กำกับนามระบือ Stanley Kubrick โดยสร้างมาจากนวนิยายในชื่อเดียวกันของนักเขียนชาวอังกฤษ Anthony Burgess ภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉากหลังแห่งความวุ่นวายอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กับสภาพสังคมที่มีแต่ภัยคุกคามและเน่าเฟะ หนังเปิดตัวด้วยการวางแผนทำกิจกรรมยามราตรีของตัวเอก Alex กับผองเพื่อน พลพรรคนักป่วนเมืองที่แต่งกายด้วยชุดเข้ารูปสีขาวและเน้นเป้าเหมือน Superhero ที่บินได้คนหนึ่ง ชุดขาวของเจ้าพวกนี้ช่างแตกต่างจากการกระทำที่ดำมืดของพวกเขาเสียจริง แก๊งสี่โฉดเที่ยวก่ออาชญากรรมไปทั่วเมือง โด่งดังจนเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์กับ มุกตลกเที่ยวเคาะประตูบ้านร้องขอความช่วยเหลือและเมื่อผู้ใจบุญเหล่านั้นแง้มประตูบ้านเปิดแก๊งสี่โฉดก็เข้าก็ความวุ่นวายทันที ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรนอกจากความคึกคะนองของวัยรุ่นและสังคมอุดมปัญหา จนกระทั่ง Alex เกิดทำพลาดครั้งใหญ่ เมื่อเขาพลาดทำให้เหยื่อของเขาได้รับผลกระทำของความชั่วร้ายถึงแก่ชีวิต จนเขาต้องข้อหาและติดคุกเป็นเวลานานหลายสิบปี จนกระทั่งรัฐบาลมีโครงการที่จะดัดสันดานนักโทษเหล่านี้ Alex ได้เข้าร่วมโครงการนั้นเพื่อว่าจะได้ลดโทษ


   ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงประเด็นทางสังคมที่เกิดกับตัว Alex ไว้หลายประเด็น มีอยู่สองสามประเด็นที่ข้าพเจ้าอยากเอ่ยถึง ประเด็นแรกเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวและครอบครัวของเขาเป็นหนุ่มมัธยมปลายหน้าตาดี เรียนเก่ง ทั้งยังเป็นที่เอาใจใส่ดูแลของพ่อแม่ ดูไม่น่าจะเป็นเด็กที่มีปัญหาได้อย่างไร ภาพยนตร์ไม่ได้เล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เขากลายเป็นพวกรักสนุกจากการก่อความวุ่นวาย นอกจากนี้ Alex ยังชอบเลี้ยงงู ซึ่งน่าจะหมายถึงจิตใจที่โอบอ้อมอารีของเขาและแสดงให้เห็นถึงความอ่อนโยนของเขาในการเป็นผู้รักในเสียงเพลงของ Beethoven เป็นการกระทำที่ขัดแย้งในตัวเองอยู่พอควร ทั้งนี้ภาพยนตร์แสดงให้เห็นว่าแม้ตัวเอกของเรื่องดูเหมือนจะเป็นคนที่มีด้านดีอยู่ในชีวิตก็จริงแต่เขาก็ไม่สารถรอดพ้นผลของความเป็นเหยื่อจากสภาวะสังคมอันเลวร้ายได้ เหตุการณ์นี้น่าสนใจที่ว่าคนดีที่เราเคยบอกว่าตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้จะทนได้จริงหรือไม่ สภาพแวดล้อม
รอบกายสามารถเปลี่ยนอุปนิสัยให้เป็นตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกระนั้นเชียว เพื่อนสมุนของ Alex ใช่ว่าจะจงรักภักดีต่อเขาเลยเสียทีเดียว สมุนอีก 3 คนที่เหลือของเขาก็ได้ทำการหักหลังตัวเขาเสียเอง ยิ่งทำให้สังคมนั้นน่าสะอิดสะเอียนเข้าไปอีก การทรยศหักหลังกันเองของผองเพื่อน แสดงถึงความไม่น่าไว้เนื้อเชื่อใจใครเลยของสังคม ต่างคนก็พร้อมที่จะถือประโยชน์ของตนมาก่อน น่าจะเป็นผลกรรมที่เขาได้รับจากความไว้เนื้อเชื่อใจของเหยื่อที่เปิดประตูแห่งมิตรไมตรีรับเขาแต่ต้องเดือดร้อนเสียเอง


   Anthony Burgess ให้ความหมายของ clockwork หรือเครื่องจักรนี้หมายถึงตัวของ Alex ที่ถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ให้ทำแต่ความดี ช่วงที่เขาเข้าบำบัดนั้นไม่ต่างจากการที่เป็นสัตว์ทดลองเท่าไรนัก ถูกป้อนและให้รังเกียจกับความโหดร้าย ความรุนแรง การกระทำผิดศีลธรรมหลายๆอย่างจนเขาเองเกิดความสะอิดสะเอียนต่อสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่กระทำต่อเขาในโครงการเหมือนเป็นสิ่งที่ยัดเยียดมากกว่าที่จะปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง เป็นความเชื่อที่ว่าคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นคนดีได้อย่างสมบูรณ์แบบหากได้เข้ารับการรักษานี้แม้จะเคยเป็นคนเลวมากแค่ไหนก็ตาม มนุษย์เองต่างจากเครื่องจักรตรงที่สามารถคิดเองได้และเลือกที่จะทำได้เองอย่างอิสระไม่ว่าการกระทำนั้นจะเป็นสิ่งที่ควรหรือไม่ก็ตาม ถ้าหากโลกภายนอกทำให้ Alex เป็นคนชั่วได้ การบำบัดนี้ก็น่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเขาได้เช่นกัน Alex พิสูจน์ความจริงที่ว่านี้เมื่อถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ แต่เมื่อร่างไร้วิญญาณของเขาได้ออกเผชิญกับสังคม ร่างกายแห่งความดีแต่ไร้ชีวิตต้องออกมารับความจริงที่ว่าสังคมที่ไม่เปลี่ยนแปลงย่อมไม่ส่งผลให้คนดีเช่นเขาอยู่ได้ เขาถูกทำร้ายและทอดทิ้งจากสังคมและผู้คนที่เขาเคยทำผิดไว้ ความดีที่คลุมร่างเขาไว้นั้นอาจไม่มากพอที่จะส่งเสียงขอความเมตตาและการให้อภัยจากหลายสิ่งที่เขาเคยก่อไว้ เมื่อเราดูถึงตอนนี้แล้วคงจะต้องรู้สึกได้เหมือนกันว่าน่าจะจับพวกนนี้ไปทดลองด้วย เราอาจจะเกิดเห็นใจในตัว Alex เพียงเพราะเขาถูกรังแก แต่อย่าลืมว่าเขาเคยทำผิดมาก่อน สิ่งนี้ทำให้ข้าพเจ้าคิดได้ว่ามนุษย์ที่ดีจริงๆนั้นมีอยู่จริงหรือในสังคมเช่นนี้คนดีที่พร้อมตกเป็นเหยื่อก็ยังคงมีอีกเยอะ เยอะจนทำให้เขาเปลี่ยนตัวเองไปเป็นคนชั่ว




   ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกห้ามฉายและถูกจำกัดเรทติ้งไว้ค่อนข้างสูงเนื่องจากมีภาพและการใช้ภาษาไม่เหมาะสม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้รับและสร้างความเพลิดเพลินก็คือดนตรีบรรเลงประกอบนั่นเอง บทเพลงนี้เกือบจะกล่อมข้าพเจ้าให้คล้อยตามไปกระทั่งตอนจบที่เหล่าผู้ใจดีออกมาปกป้องตัว Alex และสะบัดความผิดไว้กับไว้กับการทดลองนั่น มันคล้ายกับตอนที่นักเรียนทดลองวิทยาศาสตร์ในห้องเรียนแล้วดันเกิดความผิดพลาดขึ้นมา แต่เหตุการณ์นั้นก็จะถูกลืมไปจนเมื่อเราทดลองเป็นผลสำเร็จและจดจำด้วยคำชมเชยของครูผู้สอน เช่นกันกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ตอนสุดท้ายแล้วเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ก็ได้สะท้อนซึ่งความฉาบฉวยของผู้คนในสังคมเอาไว้ Alex กลายเป็นสัตว์ขนปุยของสังคม เป็นเพราะความโดดเด่นของสีขนที่ดำเด่นต่างจากฝูง จนกระทั่งเขาถูกย้อมให้ขาวแล้วก็มิวายที่จะโดนเหยียดหยามอยู่ดี ข้าพเจ้าจำได้ว่าในขณะที่ดูเรื่องนี้จบใหม่ๆนั้น เกิดอาการชักกระตุกทางความคิดเล็กน้อยที่ว่าสังคมทุกสังคมพร้อมที่จะทำความดีกันทุกคนแล้วหรือยัง ถ้าไม่เช่นนั้นก็เป็นเพราะความชั่วหรือไม่ที่คอยรักษาสมดุลของโลกนี้เอาไว้ ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ว่าจะมีชีวิตคนสักกี่คนที่จะสามารถหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมของตนได้ การทำความดีเป็นเรื่องของตนเองเพียงผู้เดียวรึเปล่า ท้ายที่สุดภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงตรงความคิดของข้าพเจ้าที่ว่าสุดท้ายเครื่องจักรอย่างมนุษย์เราก็ไม่ได้ทำความดีได้ตลอดเวลา ความชั่วคงจะเหมือนน้ำมันหล่อลื่นที่ช่วยให้เครื่องทำงานไม่สะดุด


   แล้วเครื่องจักรที่ว่าควรจะไปตั้งในโรงงานแบบไหนดี









Create Date : 10 กันยายน 2553
Last Update : 10 กันยายน 2553 22:24:51 น. 2 comments
Counter : 4124 Pageviews.

 
ผมได้ดูเรื่องนี้นานมากๆแล้วครับ ประมาณปี1998ตอนที่ผมอยู่อเมริกา ดูแล้วก็ทำให้ไม่อยากดูหนังตลาดๆของไทยเลยครับ ยิ่งพวกรักๆใคร่ๆนี่หลบไปเลย พอหวนกลับมาดูหนังไทยปัจจุบัน แล้วก็ปลงครับ หนังทีีทำรายได้ดีๆจะมีแค่หนังตลกไม่ก็หนังรักวัยรุ่นเท่านั้น นายทุนและผกกก็ไม่กล้าทำหนังแนวอื่นกันครับ เพราะคนไทยไม่ดู คิดแล้วก็เศร้าจริงๆ ความหวังที่ธุรกิจด้านภาพยนต์ของเมืองไทยจะเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมที่แท้จริงก็เลือนลางไปทุกที


โดย: pattkw IP: 125.24.47.47 วันที่: 11 กันยายน 2553 เวลา:8:30:35 น.  

 
วันนี้เรียนวิชาเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ
อาจารย์ฝรั่งให้ดูหนังเรื่องนี้เพื่อหาแรงบันดาลใจในการเขียน

รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันสะท้อนมุมมองมากมายค่ะ

ดูแล้วมันไม่ได้จบแค่ในห้อง ต้องเอากลับมาคิดคิดคิดต่อ



โดย: TiPPnana วันที่: 28 กันยายน 2553 เวลา:17:58:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jazpada
Location :
ปราจีนบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สิ่งเดียวที่คอยเยียวยาข้าพเจ้าคือลืมหายใจ
Friends' blogs
[Add jazpada's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.